องค์หญิงชาวนาตัวน้อยผู้เป็นที่รัก 【จบ】

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 104 ตระกูลจาง 2

            "ข้าต้องกลับไปอธิบายให้นางเข้าใจ"จางเจิ้นอันกล่าวเสียงเรียบ แต่แฝงความเด็ดเดี่ยว 

            "ภรรยาของข้านางเป็นสตรีที่ใสซื่อและจิตใจดีเดิมทีข้าไม่คิดจะดึงนางเข้ามาพัวพันกับเรื่องราวอันซับซ้อนวุ่นวายเหล่านี้แต่ดูเหมือนข้าจะคิดผิดเสียแล้ว แม้ข้าจะปล่อยให้นางอยู่ที่ชนบทห่างไกลสุดหล้าฟ้าเขียว พวกท่านก็คงไม่คิดจะปล่อยให้นางได้อยู่อย่างสงบสุข สู้ให้นางมาอยู่ภายใต้สายตาข้ามีข้าคอยปกป้องดูแล ยังจะอุ่นใจเสียกว่า"

            "เพียงแค่สตรีชาวบ้านคนหนึ่ง!เจ้าต้องทำถึงเพียงนี้เชียวหรือ? เจ้าจะยอมสละอนาคตของตัวเองเพื่อนางเจ้าหลงรักนางถึงเพียงนั้นเชียวรึ?!" 

            อูซื่อถามด้วยโทสะพอเห็นจางเจิ้นอันนิ่งเงียบไม่ตอบ นางก็ตวาดเสียงดังขึ้น"ถึงแม่จะเคยทำผิดไปบ้าง แต่ข้าก็เป็นมารดาผู้ให้กำเนิดเจ้า!เพื่อสตรีชาวบ้านคนเดียว เจ้าถึงกับจะแตกหักกับแม่เลยหรือ?!"

            "เรื่องอื่นใด ข้าจะไม่กล่าวถึงแต่เรื่องคู่ครองของข้า นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่ท่านเข้ามายุ่งเกี่ยวก่อกวนจนวุ่นวาย" จางเจิ้นอันตอบ "ในฐานะที่ท่านเป็นมารดาผู้ให้กำเนิดข้าอภัยให้กับการกระทำผิดพลาดเหล่านั้นของท่านได้ แม้แต่ทรัพย์สมบัติอำนาจผู้นำสกุลจาง ข้ายังยินดียกให้ท่านและน้องชายไปแล้วท่านยังต้องการให้ข้าทำเช่นไรอีก?"

            จางเจิ้นอันจ้องมองอูซื่ออย่างแน่วแน่นางถูกสายตาคู่นั้นจ้องมองจนพูดไม่ออกไปชั่วขณะ จางเจิ้นอันพลันหัวเราะหยันออกมากล่าวว่า"เดิมทีข้าก็มิได้มีอนาคตอันใดให้ต้องสละข้าเป็นเพียงชาวประมงแห่งหมู่บ้านชิงสุ่ย บัดนี้ข้าไม่เหลือสิ่งใดแล้วนอกจากภรรยาเพียงคนเดียวเท่านั้น ข้าจะไม่มีวันยอมสูญเสียนางไปเป็นอันขาด"

            กล่าวจบเขาก็หันหลังเดินจากไปอย่างเด็ดเดี่ยว มิเหลียวกลับมามองอีก

            อูซื่อยืนนิ่งงันอยู่ที่หน้าประตูเป็นนานครั้นแล้วจึงหันกลับไปมองบุตรชายอีกคนที่ยังอยู่ในห้อง กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ"เจิ้นผิง... เจ้าก็คิดว่าแม่ทำผิดเช่นกันหรือ?"

            แววตาของจางเจิ้นผิงหลบเลี่ยงไปเล็กน้อยเขาไม่เคยคิดว่าพี่ชายจะเป็นคนหมกมุ่นในรักแต่พอได้ยินว่าพี่ชายรักสตรีชาวบ้านคนหนึ่งอย่างจริงจังเขากลับรู้สึกยินดีอย่างประหลาด ใช่แล้ว... ยินดีอย่างยิ่งนั่นหมายความว่าพี่ชายยังคงเป็นเช่นเดิม ไม่ไยดีในอำนาจของตระกูลอีกทั้งเมื่อไม่มีภรรยาที่ทรงอิทธิพลคอยหนุนหลังเขาก็ไม่ต้องกังวลว่าการกลับมาของพี่ชายในครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อตำแหน่งผู้นำตระกูลของตน

            ดังนั้นเมื่อได้ยินอูซื่อเอ่ยถามเขาจึงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวอย่างระมัดระวัง"ครานี้... ท่านแม่ทำเกินไปจริงๆ ขอรับพี่ใหญ่กว่าจะพบคนที่รักได้ก็ยากยิ่ง ท่านก็น่าจะปล่อยเขาไปอีกทั้งท่านยังส่งคนไปมอบหนังสือหย่าให้นาง โดยมิได้บอกกล่าวพี่ใหญ่ก่อนเขาย่อมต้องไม่พอใจเป็นธรรมดา"

            "นี่กระทั่งเจ้าก็ยังคิดว่าข้าทำผิดรึ?!"อูซื่อไม่พอใจอย่างยิ่ง น้ำเสียงสูงขึ้นทันที

            "ท่านแม่ย่อมมิผิดอยู่แล้ว!บุตรชายตระกูลใหญ่เช่นเรา จะไปหลงรักสตรีชาวบ้านธรรมดาๆ ได้อย่างไรกัน!"จางเจิ้นผิงนั้นรู้ดีว่าตนเองไม่ได้มีความสามารถโดดเด่นแม้ในนามเขาจะเป็นผู้นำสกุลจาง แต่ทุกสิ่งที่เขามีล้วนมาจากมารดาจากความโปรดปรานและการสนับสนุนของอูซื่อนางคือผู้ที่ทำให้เขาสามารถนั่งในตำแหน่งนี้ได้อย่างมั่นคงดังนั้นเมื่อสัมผัสได้ถึงความไม่พอใจในน้ำเสียงของมารดาเขาก็รีบเปลี่ยนคำพูดในทันที

            "โธ่ ท่านแม่ ท่านอย่าโกรธไปเลยขอรับพี่ใหญ่ก็แค่ดื้อรั้นไปหน่อย บางทีเขาอาจจะทำไปเพื่อประชดท่านโดยเจตนาหรือไม่แน่... สตรีชาวบ้านนางนั้นอาจจะมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวอยู่บ้างก็ได้"จางเจิ้นผิงเปลี่ยนมาช่วยมารดาวิเคราะห์สถานการณ์

            "ต้องเป็นเพราะสตรีแพศยานางนั้นแน่ๆ!"

            บนใบหน้าของอูซื่อปรากฏแววเกรี้ยวกราดอย่างรุนแรงนางกล่าวด้วยความขุ่นเคือง "เมื่อก่อนพี่ชายของเจ้าเชื่อฟังข้าเพียงใดเขาไม่เคยขัดคำสั่งข้าเลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่วันนี้เจ้าดูสิ!เขาไม่เพียงแต่รื้อฟื้นเรื่องเก่าๆ ขึ้นมาพูดทั้งยังแสดงท่าทีเย็นชากับข้าถึงเพียงนี้ กระทั่งคำว่า 'ท่านแม่'เขายังไม่ยอมเอ่ยออกมาอย่างนอบน้อมเหมือนเคย!"

            น้ำเสียงของนางเจือความน้อยเนื้อต่ำใจระคนโกรธแค้นราวกับว่าเมื่อก่อนเคยเลี้ยงสุนัขเชื่องๆ ไว้ตัวหนึ่งแต่วันดีคืนดีมันกลับหนีออกจากบ้านไป ครั้นเมื่อตามกลับมาได้สุนัขตัวนั้นกลับไม่ยอมเชื่อฟังเจ้าของเสียแล้ว

            "ท่านแม่ ท่านอย่ากังวลไปเลยขอรับพี่ใหญ่คงแค่ถูกสตรีนางนั้นทำให้ลุ่มหลงไปชั่วขณะเท่านั้น พอเวลาผ่านไปสักพักทุกอย่างก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิมเอง" 

            จางเจิ้นผิงกล่าวปลอบเขาย่อมไม่ต้องการให้พี่ชายเป็นเช่นนี้ตลอดไปเขาหวังว่าพี่ชายจะยังคงเชื่อฟังอูซื่อเหมือนเดิมเพราะการจัดการกับมารดานั้นง่ายดายกว่าการรับมือกับพี่ชายผู้เฉลียวฉลาดและแข็งกร้าวคนนั้นมากนัก

            "แต่ข้าจะต้องยอมปล่อยให้เขานำสตรีนางนั้นเข้าประตูมาจริงๆน่ะหรือ?"

            อูซื่อกล่าวด้วยความหยิ่งในศักดิ์ศรีแห่งสตรีสูงศักดิ์เพียงแค่คิดว่าตนเองจะต้องมีสะใภ้เป็นหญิงชาวบ้านธรรมดาใบหน้าของนางก็พลันบิดเบี้ยวด้วยความรังเกียจ หากเป็นเช่นนั้นจริงผู้คนทั่วทั้งเมืองหมิ่นเยว่จะต้องพากันหัวเราะเยาะนางเป็นแน่

            "ท่านแม่วางใจเถิดขอรับแม้พี่ใหญ่จะพานางกลับมาได้ แต่หากท่านแม่ไม่ยอมรับ นางจะสามารถก่อเรื่องอันใดได้?"จางเจิ้นผิงหัวเราะเบาๆ กล่าวอย่างมีเลศนัย "ถึงเวลานั้น พอนางมาถึงสกุลจางของเรา ท่านก็เพียงแค่หาเหตุผลเหมาะๆสักอย่าง แล้วขับไล่นางออกไปก็สิ้นเรื่องแล้วมิใช่หรือ?"

            เมื่อได้ยินเช่นนั้นจิตใจที่ว้าวุ่นของอูซื่อก็สงบลงได้บ้าง นางพยักหน้าช้าๆ กล่าวว่า"เจ้าพูดก็มีเหตุผลแต่ข้าเพียงแต่กลัวว่าพี่ใหญ่ของเจ้าถึงเวลานั้นจะมีแผนการอื่นใดซ่อนไว้อีก"

            "โธ่ ท่านแม่เรื่องของพี่ใหญ่ก็ไม่ได้ซับซ้อนอันใดเลยตระกูลเย่ไม่ใช่หรือที่ยังคงชื่นชมเขาอยู่เสมอ? เมื่อก่อนเขาก็พึงใจในตัวคุณหนูเย่อยู่มิใช่หรือ?บัดนี้เป็นเพียงแค่ถูกสตรีชาวบ้านทำให้ลุ่มหลงไปชั่ววูบเท่านั้นความลุ่มหลงเช่นนี้จะอยู่ได้นานสักเท่าไรกันเชียว? มนุษย์เราสิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือการเปรียบเทียบ" หางตาของจางเจิ้นผิงกระตุกขึ้นเล็กน้อยอย่างเจ้าเล่ห์

            อูซื่อครุ่นคิดตามนางทรุดกายนั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆ จางเจิ้นผิง สาวใช้รีบรินชามาถวายนางยกขึ้นจิบอึกหนึ่ง แล้วกล่าวอย่างช้าๆ ว่า

            "ความคิดของเจ้าก็ไม่เลว ใช่แล้ว...เขาต้องการพานางมา ก็ให้นางมาเสียสิ ไม่ใช่เพียงแค่อยู่ภายใต้สายตาของเขาแต่ให้นางมาอยู่ภายใต้สายตาของข้าด้วย ข้าจะต้องเห็นกับตาตัวเองให้ได้ว่าสตรีชาวบ้านคนหนึ่ง จะมีปัญญาความสามารถอันใดกันนัก!"

            "ถูกต้องแล้วขอรับดังนั้นท่านแม่จึงมิต้องคิดมากให้ปวดใจ ท่านเป็นห่วงพี่ใหญ่ถึงเพียงนี้เขาก็มิได้ซาบซึ้งอันใด ท่านมีกุศลจิตเช่นนี้ สู้หันมาคิดถึงข้าให้มากขึ้นจะดีกว่า"ในยามที่ไม่มีผู้ใดอยู่ จางเจิ้นผิงที่อายุใกล้จะสามสิบปีแล้วก็ยังคงประจบประแจงมารดาเหมือนเด็กๆ

            ทว่าอูซื่อกลับพอใจในท่าทีเช่นนี้ของเขาอย่างยิ่งบนใบหน้าของนางปรากฏรอยยิ้มแห่งความเมตตา เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า"ฝ่ามือกับหลังมือ ล้วนเป็นเนื้อของแม่ทั้งสิ้นถึงแม้พี่ใหญ่ของเจ้าจะไม่ได้เรื่องไปบ้าง แต่ถึงอย่างไรเขาก็เป็นบุตรชายของแม่แม่ก็ต้องคำนึงถึงเขาอยู่บ้าง เจ้าวางใจเถิด ที่แม่เรียกเขากลับมาก็เพื่อให้เขากลับมาช่วยเจ้าต่างหาก บัดนี้พวกญาติๆ วงศ์วาน ทั้งลุงทั้งอาของเจ้าต่างเหิมเกริมกันมากเกินไปแล้วก็เพราะเห็นว่าเจ้าใจดี หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป สกุลจางที่ดีๆ ของเราจะกลายเป็นเช่นไรกัน?"

            "เฮ้อก็เพราะลูกมันใจดีเกินไปน่ะสิขอรับ ข้าดีกับพวกเขา พวกเขากลับไม่รู้จักพอคิดจะเอาแต่ได้ จิตใจมนุษย์ช่างยากแท้หยั่งถึงจริงๆคนพวกนั้นรังแกแต่คนใจดีเช่นลูก" จางเจิ้นผิงกล่าวพลางเดินอ้อมไปด้านหลังอูซื่อค่อยๆ นวดเฟ้นบ่าให้นางอย่างเอาใจ "เมื่อก่อนตอนพี่ใหญ่คุมพวกเขาอย่างเข้มงวดพวกเขากลับเชื่อฟังเป็นอันดี ตั้งหน้าตั้งตาทำงานเพื่อตระกูล พอข้าทำดีด้วยพวกเขากลับไม่เห็นค่า"

            "คนพวกนี้มันก็เป็นเช่นนี้แหละยิ่งให้เกียรติก็ยิ่งเหลิง" อูซื่อกล่าวอย่างขุ่นเคืองเช่นกัน"เจ้าดูอย่างวันนี้สิ ข้าเรียกพวกเขามาประชุมกลับไม่มีใครฟังข้าเลยสักคน ส่งเสียงดังเอะอะโวยวาย ไร้มารยาทสิ้นดี!"

            "เอาล่ะ ท่านแม่ ท่านอย่าโกรธไปเลยถึงพวกเขาจะเหิมเกริมอย่างไร ก็มิอาจทำอันใดได้อยู่ดีแล้วท่านแม่จะเรียกพวกเขามาประชุมให้เสียอารมณ์ไปเพื่ออันใดกัน" เมื่อคิดถึงตรงนี้ จางเจิ้นผิงก็อดรู้สึกขุ่นเคืองขึ้นมาบ้างไม่ได้

            "อย่างไรเสียพวกเขาก็เป็นผู้อาวุโสของตระกูลหากพวกเขาไม่เห็นพ้องด้วย ข้าก็เกรงว่าถึงเวลานั้นพวกเขาจะทำเป็นเห็นด้วยต่อหน้าแต่ลับหลังกลับขัดขวาง" อูซื่อกล่าวพลางถอนหายใจยาวกล่าวอย่างอ่อนล้าว่า "เฮ้อ...การดูแลบ้านดูแลเมืองนี่มันช่างยากเย็นเสียจริง"

            ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมานี้ผมของนางขาวขึ้นมากจริงๆ เมื่อก่อนไม่ว่ามีเรื่องราวอันใดนางเพียงแค่เอ่ยปากสั่งการ จางเจิ้นอันก็จะจัดการทุกอย่างให้เสร็จสิ้นเรียบร้อยผู้คนในตระกูลก็ให้ความเคารพยำเกรงนางอย่างยิ่ง เพียงนางออกคำสั่งเดียวก็จะไม่มีใครกล้าทำตัวเหมือนเช่นวันนี้ ที่ส่งเสียงทะเลาะเบาะแว้งกันไม่หยุดหย่อน

            เมื่อก่อนนางเอ่ยคำใดแม้ว่าคำพูดนั้นอาจจะไม่ถูกต้องนัก จางเจิ้นอันก็จะหาทางตีความในทางที่ดีแล้วช่วยให้นางบรรลุเป้าหมายจนได้ ทว่าบัดนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว นางพูดสิ่งใดหากผิดก็คือผิด คนเบื้องล่างล้วนไม่ยอมเชื่อฟังนางง่ายๆ

            ในช่วงสองปีที่ผ่านมานี้เองนางจึงได้รู้ซึ้งว่าการเป็นผู้นำตระกูลนั้นยากลำบากเพียงใดได้รู้ว่าหัวหน้าครอบครัวต้องแบกรับแรงกดดันมหาศาลเพียงใดเพียงแค่ก้าวพลาดไปก้าวเดียวก็จะมีผู้คนมากมายรอคอยที่จะฉุดกระชากท่านลงจากตำแหน่ง

            ในช่วงสองปีมานี้นางจึงเหนื่อยล้าทั้งกายและใจนางแทบทนต่อไปไม่ไหวแล้ว ทว่าบุตรชายคนที่สองคนนี้ แม้จะกตัญญูรู้คุณแต่ก็อ่อนโยนเกินไป เมื่อเทียบความสามารถกันแล้วนางจำต้องยอมรับว่าเขาเทียบไม่ได้เลยกับบุตรชายคนโต

            แต่บุตรชายคนโตนั้นก็เย็นชาเกินไปทั้งยังไม่รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน เมื่อเทียบกันแล้วนางกลับชื่นชอบบุตรชายคนที่สองมากกว่านางรู้สึกว่าบุตรชายคนรองนี้คือบุตรชายของนางอย่างแท้จริงเมื่ออยู่ต่อหน้าจางเจิ้นผิง นางจึงจะรู้สึกถึงความเป็นมารดาได้อย่างเต็มเปี่ยม ส่วนจางเจิ้นอันนั้นแทบไม่เคยต้องการให้นางทำสิ่งใดให้เลย เมื่อนานวันเข้านางจึงคุ้นชินกับการเรียกร้องเอาจากเขามากกว่าการให้

            จางเจิ้นผิงสังเกตเห็นว่าอูซื่อกำลังเหม่อลอยจึงรีบกล่าวด้วยความห่วงใยว่า "ท่านแม่ท่านอย่าคิดมากเลยขอรับ รีบกลับไปพักผ่อนที่ห้องเถิด ท่านเป็นเช่นนี้ทำให้ลูกปวดใจยิ่งนัก ลูกมันไม่เอาไหนไม่สามารถแบ่งเบาภาระของท่านได้เหมือนพี่ใหญ่เมื่อก่อน"

            "เจ้าเด็กโง่ พูดจาเหลวไหลอันใดกัน"อูซื่อกุมมือของจางเจิ้นผิงไว้ ปลอบประโลมเขา ก่อนจะลุกขึ้นยืนกล่าวว่า "เอาล่ะ พวกเรากลับกันเถอะเรื่องนั้นเอาไว้ก่อน ค่อยดูท่าทีของพี่ใหญ่เจ้าอีกที"

            จางเจิ้นผิงประคองอูซื่อเดินออกไปอย่างเอาอกเอาใจพลางแสร้งกล่าวอย่างไม่ใส่ใจนักว่า "แต่พี่ใหญ่เพิ่งพูดวันนี้เองนะขอรับว่าเขาจะไม่ยอมช่วยข้า"

            "เขาพูดไปเพราะกำลังโมโหต่างหากถึงเขาจะไม่ยอมช่วยเจ้า แต่คำสั่งเสียของบิดา เขาก็ยังต้องฟังอยู่ดี!"อูซื่อเชื่อมั่นว่าตนเองเข้าใจในตัวจางเจิ้นอันเป็นอย่างดี

            "เช่นนั้นลูกก็วางใจแล้ว"จางเจิ้นผิงทำท่าเหมือนเพิ่งโล่งอกไปได้ กล่าวเสริมว่า"ข้าเพียงแต่กลัวว่าพี่ใหญ่จะถือสาบาดหมางกับข้าจริงๆแล้วสกุลจางของเราคงจะต้องถึงกาลวิบัติในมือข้าเป็นแน่แท้"

            "พี่น้องคลานตามกันมาจะตัดกระดูกก็ยังคงมีเยื่อใยเชื่อมอยู่ จะมีเรื่องบาดหมางข้ามคืนได้อย่างไรกัน?เรื่องนั้นถึงแม้พวกเราจะผิดไปบ้างแต่มันก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอันใด บัดนี้เขาก็มิได้กลับมาแล้วหรือ? เดี๋ยวแม่จะให้เขาดูแลกองกำลังรักษาการณ์ของตระกูลเหมือนเดิมถึงเวลานั้นทุกอย่างก็จะกลับไปเป็นเช่นเดิมเอง"

            อูซื่อวางแผนการทุกอย่างไว้อย่างดีวาดภาพอนาคตไว้อย่างสวยหรูโดยหารู้ไม่ว่าสิ่งที่ต้องห้ามที่สุดในความสัมพันธ์ของครอบครัวก็คือการคิดคำนวณถึงผลได้ผลเสีย

            "เช่นนั้นก็ดีแล้วขอรับเช่นนั้นก็ดีแล้ว" จางเจิ้นผิงพยักหน้ารับคำซ้ำๆประคองอูซื่อเดินจากไป

            ...

            ฝ่ายจางเจิ้นอันนั้นเมื่อได้ยินจากปากอูซื่อเองว่าได้ส่งคนนำหนังสือหย่าไปให้อันซิ่วเอ๋อร์แล้วหัวใจของเขาก็ร้อนรุ่มดั่งถูกไฟเผา ในทันทีที่ออกมาจากห้องโถงเขาก็รีบตรงไปหาซื้อม้าฝีเท้าดีที่สุดแล้วควบทะยานมุ่งหน้าตรงไปยังหมู่บ้านริมแม่น้ำชิงสุ่ยทันที แม้ในตอนที่อยู่ในห้องประชุมเขาจะเก็บงำความรู้สึกไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย แต่บัดนี้เขากระวนกระวายใจจนแทบนั่งไม่ติด

            เขาไม่อาจปล่อยให้อันซิ่วเอ๋อร์ต้องเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นคนเนรคุณ ทอดทิ้งนางได้อีกทั้งไม่อาจปล่อยให้นางต้องเผชิญหน้ากับคำซุบซิบนินทาว่าร้ายของผู้คนเพียงลำพังได้

            เพียงแค่คิดว่าหากเขากลับไปถึงช้าแม้เพียงเสี้ยวนาทีอันซิ่วเอ๋อร์จะต้องถูกคำพูดเสียดแทงของผู้คนทิ่มแทงทำร้ายจางเจิ้นอันก็ยิ่งร้อนใจเป็นทวีคูณ คำพูดที่ไร้รูปร่างเหล่านี้มันสามารถทำร้ายจิตใจคนได้สาหัสที่สุด เขาไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าเมื่อนางได้รับหนังสือหย่าฉบับนั้น นางจะเสียใจและปวดร้าวเพียงใด

             

    คล้ายกับเรื่ององค์หญิงชาวนาตัวน้อยผู้เป็นที่รัก 【จบ】 ที่คุณอ่าน