ตอนที่ 56 : มิติปราณหยิน
“นี่มันจุดชีพจร..” หยางเฉินมองไปยังมิติสีเทาบนหัวและพบกับจุดแสงเล็กๆเขารู้ว่าจุดแสงนี้คือจุดชีพจร ตราบใดที่รวบรวมพลังในตัวเข้าไปยังจุดชีพจรได้ เขาก็จะแผ่การรับรู้ออกมาได้
เมื่อเขาแผ่การรับรู้ออกไปในมิติปราณหยินเขาก็จะสามารถดูดซับปราณหยินเข้ามาในตันเถียนได้ มันจะอัดแน่นเป็นถุงอากาศขั้นตอนนี้อันตรายอย่างมาก หากการรับรู้ไม่แข็งแกร่งพอและโดนกักไว้ในมิติปราณหยินงั้นไม่ต้องเดาเลยว่าเขาต้องตาย !
แน่นอนว่าหยางเฉินรู้ดีว่ามันอันตรายแค่ไหนการบ่มเพาะนี้แต่เดิมเป็นการขัดต่อกฎสวรรค์อยู่แล้ว แต่หากมีความกลัวในใจงั้นจะบ่มเพาะอะไรได้อีก ?
หยางเฉินไม่ลังเลที่จะควบคุมพลังในร่างโคจรไปยังจุดตันเถียนพลังนี้เพียงพอที่จะทำลายหินเพชรได้มากกว่า 27 ก้อน !
แม้ว่าพลังนี้จะทรงพลังอย่างมากแต่สิ่งที่ทำให้หยางเฉินตกใจก็คือจุดชีพจรที่เล็กไม่ต่างอะไรจากฝุ่นนั้น กลับไม่เป็นอะไรเลยพลังมากมายเช่นนี้ไม่อาจจะทำให้จุดชีพจรสั่นไหวได้แม้แต่น้อยมันทำให้เขาตกใจอย่างมาก
ในตอนนั้นเป็นเพราะเมล็ดดอกบัวในตันเถียนได้ทำการดูดซับปราณหยินจากภายนอกอย่างต่อเนื่องปราณในตันเถียนจึงหดตัวลงและก่อตัวเป็นเส้นสีเงินหมุนวนรอบเมล็ดดอกบัว
แน่นอนว่านี่เป็นแค่บทบาทของพลังเมล็ดดอกบัวและยาสลายพลังมันไม่ได้ก่อตัวเป็นถุงอากาศ ปราณหยินเหล่านี้ไม่อาจจะอัดแน่นเป็นถุงอากาศได้
แต่เพราะการปรากฏตัวของถุงอากาศเทียมในตันเถียนนี้จึงทำให้ความแข็งแกร่งของเขาเพิ่มขึ้น 29,30..ไม่นานเขาก็มีพลังเพียงพอที่จะทำลายหินเพชรได้ 40 ก้อน
พลังนี้ได้อัดเข้าสู่จุดชีพจรจนทำให้จุดชีพจรสั่นไหวเล็กน้อยแต่ก็ไม่อาจจะทำให้มันสั่นสะเทือนได้
ในตอนนั้นเองพลังจากยาสลายที่หยางเฉินกินมาก็ได้ทำงานความแข็งแกร่งของเขาเพิ่มขึ้นไปอีก ในพริบตาเขาก็มีพลังเพียงพอที่จะทำลายหินเพชรได้50 ก้อน
พลังได้บิดตัวเป็นเส้นและพุ่งเข้าหาจุดตันเถียนอีกครั้งสุดท้ายจุดตันเถียนก็ขยับตัวและเริ่มหมุนตัว หยางเฉินรู้สึกว่าการรับรู้ของเขานั้นได้แผ่ออกมาจากหว่างคิ้ว
การรับรู้ได้แผ่ทะลุหิมะและเดินทางลงไปต่อไม่รู้ว่านานแค่ไหน แต่หยางเฉินรู้สึกว่าได้เข้าไปยังมิติแปลกประหลาดที่ไร้ขอบเขตและเต็มไปด้วยปราณหยิน
ปราณเหล่านี้บริสุทธิ์อย่างมากมันหล่อเลี้ยงการรับรู้ของเขา จนทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายอย่างมาก
ที่นี่คือมิติปราณหยิน!
หยางเฉินควบคุมการรับรู้เพื่อทำการดูดซับปราณหยินเอาไว้การรับรู้นั้นเหมือนกับหลอดที่ทำการสูบปราณหยินเข้ามาในตันเถียน
มันมีเมล็ดดอกบัวในตันเถียนของเขาหลังจากที่ปราณหยินเข้ามาในตันเถียน พวกมันก็ได้ไหลไปยังเมล็ดดอกบัว เมล็ดดอกบัวถูกห่อหุ้มไปด้วยปราณหยินและก่อตัวเป็นแก่นสีม่วงขึ้นมา
ในตอนนั้นปราณสีแดงได้ไหลออกมาจากสันหลังของหยางเฉินปราณเหล่านี้ได้ไหลเข้ามาในตันเถียนก่อนจะเข้ามายังแก่นสีม่วง
แก่นม่วงเริ่มแตกออกและก่อตัวเป็นวังวนสีเงินกว่า3 อัน วังวนสีเงินเหล่านี้คือถุงอากาศ แต่แปลกที่หยางเฉินกลับสามารถสร้างถุงอากาศได้ถึง3 ถุง
คนที่ขึ้นไปขอบเขตธุลีได้นั้นจะมีถุงอากาศแค่ถุงเดียวมันเรียกว่าถุงอากาศกลาง แต่หยางเฉินนั้นกลับสร้างถุงอากาศได้ถึง 3 ถุง ซึ่งมันคือเรื่องที่น่าเหลือเชื่ออย่างมาก
ในตอนที่สร้างถุงอากาศนั้นหยางเฉินก็ยังทำการดูดซับปราณหยินอย่างต่อเนื่อง ขั้นตอนนี้สำคัญต่อคนที่เพิ่งจะขึ้นมาขอบเขตธุลีอย่างมาก
เวลาในการดูดซับปราณหยินนั้นยาวนานยิ่งคุณภาพของถุงอากาศนี้สูงเท่าไหร่ มันก็จะทำให้สามารถจุปราณในตันเถียนได้มากเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นความแข็งแกร่งรึความเร็วก็ต้องเหนือกว่าคนที่ดูดซับปราณหยินได้น้อยกว่า
หากจะวัดพรสวรรค์ของคนก็ต้องดูว่าดูดซับปราณหยินจากมิติปราณหยินได้มากแค่ไหน
พูดโดยทั่วไปแล้วผู้บ่มเพาะขอบเขตกำลังภายในขั้น9 ที่สามารถทำลายหินเพชรได้เกิน 10 ก้อนตอนที่ขึ้นไปขอบเขตธุลีนั้นจะดูดซับปราณหยินนานกว่านี้
เมื่อดูดซับปราณหยินเข้ามาผู้บ่มเพาะจะตกอยู่ในภวังค์ เขาจะไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นรอบตัว
เขาไม่รู้ว่าเลยว่าตอนที่ดูดซับปราณหยินเข้ามานั้นคลื่นพลังที่แผ่ออกจากตัวได้สร้างพายุขึ้น พายุเหล่านี้ทำให้หิมะรอบตัวปลิวขึ้นมาจำนวนมาก
‘ เด็กหนุ่มนี่ทำอะไรกัน’ เมื่อเถาเถาเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นก็ต้องเบิกตากว้าง
ตอนที่เถาเถาตกใจนั้นพายุรอบตัวหยางเฉินก็ค่อยๆหายไป สุดท้ายตัวเขาก็มีแต่หิมะปกคลุมหากไม่มองดูดีๆแล้วคงมองไม่ออกว่ามีคนอยู่ที่นี่ด้วย
แทบจะพร้อมกันนั้นปราณหยินที่รั่วไหลออกมารอบตัวก็ค่อยๆหายไปก่อนจะกลับไปสงบอีกครั้งแม้ว่าจะมีคนมาที่นี่ในตอนนี้และไม่มีบัวหวงห้ามโลหิตอยู่กับตัว แต่ก็ไม่ได้เป็นอันตรายถึงชีวิต
‘ เสี่ยวหยางยังดูดซับปราณหยินอยู่ด้วยพรสวรรค์ที่เขาแสดงออกมาก่อนหน้านี้แล้ว เวลาในการดูดซับปราณหยินคงไม่น้อย’ เถาเถาคิ้วขมวดแล้วพึมพำกับตัวเอง ‘ เกิดอะไรขึ้นกันแค่ขอบเขตธุลีแต่กลับทำให้เกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ขึ้นมาได้ มันแปลกจริงๆ...’
ในตอนนั้นเองกลับมีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา“ ดีที่มีหุบเขาอยู่ที่นี่ ไม่อย่างนั้นแล้วเราคงโดนพายุซัดไปแล้ว”
“ มีคนมา...” เถาเถารีบมุดเข้าไปในพู่กันทันทีพู่กันได้พุ่งเข้าไปในหิมะและหายไปอย่างไร้ร่องรอย
ตอนที่พู่กันหายไปนั้นก็มีคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาสองคนแรกที่นำหน้ามานั้นใส่ชุดสีแดงมีคำว่า ‘ไฟ’ ปักไว้ที่ด้านหลัง พวกเขาเป็นคนของวังวูหลิน และด้านหลังของพวกเขาตามมาด้วยเด็กหนุ่มหนุ่ม 6คน ส่วนมากแล้วก็อายุประมาณ 15-16 ปี คลื่นพลังของพวกนี้ไม่ได้แกร่งนัก ทุกคนต่างก็อยู่ขอบเขตกำลังภายใน
พวกเขาไม่ได้มาจากทิศทางที่หยางเฉินได้เข้ามาในหุบเขาก่อนหน้านี้มันแสดงให้เห็นว่ามีทางอื่นที่สามารถเข้ามาในหุบเขานี้ได้
ร่างกายของหยางเฉินถูกปกคลุมไปด้วยหิมะคนกลุ่มนี้จึงไม่รู้ว่ามีคนอยู่ในหุบเขานี้ด้วย และก็ไม่รู้ว่าเถาเถาจับตาดูพวกเขาอยู่หากคิดจะลงมือกับหยางเฉิน เถาเถาก็จะโจมตีโดยไม่ลังเลทันที
“ ศิษย์พี่ไม่รู้ว่าพายุนี้จะหยุดเมื่อไหร่กัน หากเรากลับไปช้ากว่านี้ เราต้องโดนลงโทษแน่ ” ชายกำยำที่เป็นศิษย์ของวังวูหลินได้พูดขึ้นมา
ชายที่ใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเคราได้พูดขึ้น“ ไม่ต้องกังวลไป ตราบใดที่เราบอกว่าเราพบกับพายุหิมะ ศิษย์พี่ก็จะไม่ทำโทษเรา ”
ชายกำยำพยักหน้าด้วยความโล่งอกเขาเหมือนจะกลัวชายคนนี้อย่างมาก
“พักรอจนกว่าพายุหิมะจะหยุดแล้วค่อยออกจากหุบเขานี้ไป ” ชายที่ใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเครามองไปยังศิษย์น้องทั้ง6 ของตนที่อยู่ด้านหลังแล้วยิ้มออกมา
“ขอบคุณศิษย์พี่” เด็กหนุ่มหนุ่มทั้งหกตอบกลับด้วยความเคารพจากนั้นก็พากันนั่งลงกับพื้น
ตอนที่พวกเขานั่งลงไปนั้นอยู่ๆก็มีเสียงแตกดังขึ้นราวกับว่ามีบางอย่างพุ่งเข้ามา ทุกคนยังไม่ทันได้เห็นว่ามันคืออะไรแต่อกของชายกำยำกลับโดนหอกแทงทะลุไปแล้ว
ชายกำยำเบิกตากว้าง เขายังไม่รู้ว่าใครฆ่าเขาด้วยซ้ำ แต่กลับต้องมาตายแบบนี้เขาร่วงลงไปกับพื้นพร้อมกับเลือดที่ไหลออกมาย้อมหิมะสีขาวโพลนจนเป็นสีแดง
ในหมู่ของพวกเขาก็มีเด็กหนุ่มหน้าตาดูธรรมดาคนหนึ่งแต่สายตาที่เขาแสดงออกมานั้นแปลกประหลาดอย่างมากหลังจากที่ตกใจได้ไม่นานเขาก็กลับมาเยือกเย็นดังเดิม แต่โชคร้ายที่ไม่มีใครเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของเขา
“ ใครกัน” ชายที่ใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเครามองไปรอบๆแต่ก็ไม่พบใครสีหน้าของเขาแสดงความเคียดแค้นออกมาทันที
“ข้าซูฉิงจากหน่วยอัคนีของวังวูหลิน ทำไมต้องฆ่าคนของวังวูหลินด้วย ?”ชายคนนั้นตะโกนถามขึ้นมา ในตอนที่พูดขึ้นมานั้นสายตาก็ยังมองไปรอบๆแต่ก็ยังไม่พบใคร
“ ไม่ต้องมองหาหรอกข้าอยู่ที่ด้านหลังของเจ้านี่แหละ” ตอนที่ซูฉิงมองไปรอบๆนั้น ก็มีชายคนหนึ่งโผล่มาที่ด้านหลังของเขา
ในตอนที่เขากำลังจะหันกลับไปก็มีหอกแทงทะลุหน้าอกของชายอีกคนและทะลุมาที่หว่างคิ้วของเขา
ชายที่ถือหอกนี้สวมใส่ชุดหนังสัตว์เหมือนนักล่าอสูรมีแผลเป็นที่ใบหน้าด้านซ้าย และมันยิ่งทำให้เขาดูป่าเถื่อนมากขึ้นไปอีก กลับเป็นว่าชายคนนี้คือนักล่าอสูรเมื่อดูตราที่หน้าอกของเขาแล้วก็พบคำว่า ‘ทลาย’ อยู่ด้วย
เขาเป็นสมาชิกของหน่วยทลายอสูร
ไม่ไกลจากนั้นก็มีชายอีกคนที่เป็นสมาชิกของหน่วยทลายอสูรเดินเข้ามาเขามีใบหน้าที่ซูบผอม ก่อนจะนั่งลงไปบนพื้นแล้วหันมายิ้มให้กับเด็กหนุ่มทั้ง 6 คน
เด็กหนุ่มทั้ง6 อยากจะลุกขึ้นแล้วหนีไป แต่จู่ๆมันก็มีแรงกดดันที่กดพวกเขาเอาไว้ จึงทำได้แต่นั่งนิ่งไม่อาจจะหนีไปไหนได้
“พวกท่านคงเป็นคนของหน่วยทลายอสูรใช่รึไม่ ? วังวูหลินไม่ได้มีเรื่องอะไรกับพวกท่านท่าน...”
ก่อนที่ซูฉิงจะพูดจบนักล่าอสูรก็ได้ชี้หอกมาที่เขาแล้วหัวเราะออกมา “ เจ้าคิดจะใช้ชื่อของวังวูหลินข่มขู่เรารึ? ข้ามู่หลงเจียไม่กลัววังวูหลินของเจ้าหรอก เจ้าหุบปากเสีย ไม่อย่างนั้นแล้วข้าจะปลิดชีวิตเจ้าซะ”
พูดจบมู่หลงเจียก็ได้หันกลับไปมองชายอีกคนแล้วยิ้มออกมา“ ทันหลาง เจ้าพบใครอีกรึไม่ ?”
“ บอกกันว่าเด็กหนุ่มคนนั้นใส่หน้ากากอยู่ตลอดไม่มีใครเคยเห็นใบหน้าที่แท้จริงของเขา แต่ได้ยินมาว่าเขาน่าจะเป็นคนของเมืองเจียหลง” ชายที่ชื่อทันหลางมองไปยังเด็กหนุ่มทั้งหกแล้วยิ้มออกมา“ เด็กหนุ่มพวกนี้ต่างก็มาจากเมืองเจียหลง แต่ข้ามั่นใจว่าพวกเขาไม่ใช่คนที่เราตามหา”
‘ตามหาคนรึ ?’ ที่ใต้หิมะนั้นเถาเถามองสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าและรู้สึกสงสัยขึ้นมาคนของหน่วยทลายอสูรกลับฆ่าคนของวังวูหลิน และเหตุผลในการลงมือก็คือเพื่อตามหาคนคนหนึ่ง มันเพียงพอที่จะแสดงให้เห็นแล้วว่าคนคนนั้นสำคัญแค่ไหน
ต้องรู้ก่อนว่าความแข็งแกร่งของหน่วยทลายอสูรนั้นไม่ได้มากเท่ากับวังวูหลินแต่การที่พวกเขากล้าจะเสี่ยงแบบนี้ก็บ่งบอกได้แล้วว่ามันจะต้องมีผลประโยชน์มากพอที่ทำให้พวกเขากล้าทำเช่นนี้ได้ แต่มันคืออะไรนั้นก็ต้องเกี่ยวข้องกับคนที่พวกเขาตามหาอย่างแน่นอน