ไม่คิดว่าตัวเองจะได้มี่เวลาที่พิเศษแบบนี้เกิดขึ้นอีก หลังจากที่เธอต้องสูญเสียความรัก และการดูแลเอาใจใส่จากเลิฟ พี่ชายแท้ ๆ ของเธอ และ เลิกลาจากฮอร์น ความอบอุ่นที่เธอต้องสูญเสียไปหวนกลับคืนมาอีกครั้ง เพราะผู้ชายที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้า ไวโอลินไม่ทันที่จะได้ตอบรับ หรือ ปฏิเสธใด ๆ เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นมาขัดจังหวะซะก่อน
ปิ๊บ ๆ ปิ๊บ ๆ โทรศัพท์มือถือของพันเจียส่งเสียงดังสลับกับการสั่นเตือนรัว ๆ เขาก้มมองที่หน้าจอโทรศัพท์มือถือก่อนจะกดรับสาย
"ฮัลโหล! "
"พันเจีย! %&+-*&฿&;++" เสียงจากปลายสายดังออกมาไม่เป็ภาษา ทำให้พันเจียมีสีหน้าที่เคร่งเครียดก่อนบอกกลับไปด้วยว่า
"ฟาน! เมื่อกี้แกพูดว่าไงนะ ขอแบบช้า ๆ ชัด ๆ หน่อยได้ไหม"
"พันเจีย ตอนนี้ฉันกับไฮน์อยู่ที่โรงพยาบาล นายรีบมาที่นี่ด่วนเลย"
"ว่าไงนะ! " พันเจียถามย้ำแบบไม่เชื่อหูของตัวเอง
"สตีฟประสพอุบัติเหตุ อาการเป็ตายเท่ากัน ฉันกับไฮน์อยู่ที่โรงพยาบาล ทางโรงพยาบาลแจ้งความประสงค์ขอรับบริจาคกรุ๊ปเืพิเศษไปเรียบร้อยแล้ว น่าจะได้เร็ว ๆ นี้"
"โอเค เดี๋ยวฉันจะรีบไป" พันเจียบอกก่อนจะวางสาย แล้วจึงรีบคว้าตัวของไวโอลินที่ยืนฟังเหตุการณ์ทั้งหมดแบบไม่ได้ศัพท์อยู่ให้ไปขึ้นรถ
"เกิดอะไรขึ้นเหรอ" ไวโอลินขมวดคิ้วถาม เมื่อเห็นสีหน้าที่ดูหวั่นวิตกของเขา พันเจียส่ายหน้าไปมาแววตาสับสนก่อนตอบ
"สตีฟรถคว่ำ ตอนนี้อยู่โรงพยาบาล ้าเืด่วนเลย"
"ว่าไงนะ! สตีฟเหรอ"
"อืม" พันเจียเสียงต่ำตอบอยู่ในลำคอ
"ทางโรงพยาบาล ไม่มีเืสำรองให้เราเลยเหรอ" ไวโอลินถามและนึกไปถึงเคสของเลิฟ พี่ชายของเธอเช่นกัน เพราะทางโรงพยาบาล มีเืไม่เพียงพอทำให้เธอต้องสูญเสียเขาไป
"ฉันไม่แน่ใจ รีบไปเถอะ อย่าเพิ่งถามตอนนี้เลย" ไม่พูดเปล่า พันเจียที่สตาร์ทเครื่องได้ เร่งเครื่องออกตัวด้วยความเร็วสูง เพื่อรีบกลับไปโดยเร็วที่สุดเพื่อดูอาการของสตีฟ
ไวโอลินรู้สึกเป็ห่วงสตีฟเช่นเดียวกับเขา และภาวนาให้เขาปลอดภัย ขออย่าได้เป็เหมือนพี่ชายของเธอ ไวโอลินไม่ได้ถามอะไรอีกต่อจากนั้น เพื่อให้พันเจียมีสมาธิในการขับกลับไปให้ถึงที่หมายโดยไวอย่างปลอดภัยที่สุด
ณ โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง
ฟาน และ ไฮน์ เดินวนไปมาสลับผลัดเปลี่ยนกันที่หน้าห้องฉุกเฉิน พันเจียมาถึงด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดก่อนถาม
"สตีฟเป็ยังไงบ้าง" เขาถามพลางเดินเข้าไปชะเง้อคอที่หน้าประตูห้องฉุกเฉินท่าทางไม่เป็สุข
"ยังไม่มีใครออกมาเลย" ไฮน์ตอบ
"แล้วนี่พวกนาย เป็ยังไงกันมั่ง" ไวโอลินที่เดินมายืนข้าง ๆ เอ่ยถามฟานซึ่งถูกพันด้วยผ้าพันแผลไว้ที่มือแขนข้างหนึ่ง
"ฉันไม่เป็ไร" ฟานตอบ เธอหันไปสบตากับไฮน์ ในขณะที่เขาไม่เป็อะไรเลย
"ห่วงก็แค่สตีฟสินะ" ไวโอลินพึมพำเบา ๆ ก่อนที่ไฮน์จะเป็คนหันมาบอกกับเธอ
"เคสนี้พี่ชายฉัน เข้ามาดูแลด้วยตัวเอง ฉันเชื่อว่าสตีฟต้องไม่เป็อะไร" ไฮน์กล่าว
"ดื่มกันด้วยใช่ไหม ใครเป็คนชวน! " อยู่ ๆ พันเจียก็เอ่ยถามขึ้น เพราะไม่คิดว่าคนอย่างสตีฟจะขับรถประมาทจนเกิดอุบัติเหตุอาการสาหัสเช่นนี้
ฟาน และ ไฮน์หันมาจ้องหน้าสบตากันไปมา แต่ไม่มีใครกล้าตอบคำถาม เพราะน้ำเสียงที่ฟังดูฉุนเฉียวนั้นกำลังแสดงออกถึงความโกรธที่คุกรุ่นอยู่ภายในพร้อมที่จะปะทุได้ทุกเมื่อ
"ฉันถาม ว่าใครเป็คนชวน! " พันเจียตะเบงเสียงใส่คนทั้งคู่ ก่อนจะปรี่เข้าไปกระชากคอเสื้อฟานดันเข้าไปติดกับผนังกำแพง
"ไอ้บ้าเอ๊ย! " พันเจียโกรธจัดจะซัดเข้าที่หน้าของฟาน แต่ยังควบคุมสติอารมณ์เอาไว้ ในขณะที่ไฮน์เข้าไปห้ามปราม
"ใจเย็น ๆ พันเจีย" พันเจียจับคอเสื้อของฟานเลิกขึ้นแล้วจ้องตาเขม็งใส่เขา ในขณะที่ไฮน์พยายามจะรั้งพันเจียเอาไว้ เพราะฟานเองก็าเ็อยู่เหมือนกัน
ส่วนไวโอลินที่ยังจับประเด็นไม่ได้ ได้แต่ยืนมองด้วยความสับสน แต่ก็ทนไม่ได้ถ้าหากว่าพันเจียจะโมโหจนเผลอต่อยฟานเข้าไปจริง ๆ เธอคงต้องเข้าไปช่วยไฮน์ห้ามด้วยอีกแรง
"เื่มันเกิดขึ้นได้ยังไง ปล่อยให้เื่แบบนี้เกิดขึ้นได้ไงวะ" พันเจียกัดฟันกร่อด ๆ ฟานก้มหน้าสลด
"ฉันขอโทษ...ที่เราดื่ม" ฟานสารภาพความผิด ไวโอลินยืนฟัง พันเจียปล่อยมือจากฟานแล้วตั้งใจฟังที่ฟานอธิบายต่อ
"ฉันเป็คนชวนดื่ม และ ฉันกับสตีฟดื่มกันหนักมาก" ฟานไม่พูดต่อ ไฮน์จึงเสริมขึ้นมาแทน
"ฉันผิดเองที่ไม่ได้ห้าม ถ้าฉันไปด้วย เื่ก็คงไม่เป็อย่างที่เห็น
โชคดีว่ารถที่ขับไปเป็รถสี่ที่นั่งของสตีฟเวย์ ไม่ใช่รถสปอร์ตของเราที่ขับกันอยู่เป็ประจำ ไม่งั้นมีหวัง..." ไฮน์ไม่พูดต่อ ทว่าพันเจีย และไวโอลินที่ฟังอยู่ก็พอจะเดาสถานการณ์ได้ว่า ถ้าเกิดอุบัติเหตุกับรถสปอร์ตที่มีความเร็วสูงนั้น ผลจะออกมาเป็ยังไง เพราะไวโอลินนั้นรู้ดี จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพี่ชายของเธอ พันเจียได้แต่ฉุนไม่สบอารมณ์กับคำตอบที่ได้ยิน
ทันใดนั้น พยาบาลสาวคนหนึ่งเดินเข้ามาสอบถามในกลุ่มของพวกเขา
"ทางเราได้แจ้งขอรับบริจาคเืกรุ๊ปพิเศษของผู้ป่วยไปแล้วนะคะ แต่ตอนนี้ทางผู้บริจาคยังเดินทางมาไม่ถึง ทางเราเกรงว่า..." นางพยาบาลยังไม่ทันจะพูดจบ พันเจียก็พูดแทรกออกไป
"ของผมก็ได้ครับ ผมเองก็มีกรุ๊ปเืพิเศษเหมือนกัน"
"เอ่อนาย! " ฟานจะแย้ง แต่ไฮน์ท้วงขึ้นมาก่อน
"จะดีเหรอ...พันเจีย" ไฮน์ถามสีหน้าไม่ดีนัก พันเจียพยักหน้าจริงจังเป็การตอบรับ
"ถ้างั้นเชิญทางนี้ค่ะ" พยาบาลเดินนำหน้า พันเจียเดินตามไปติด ๆ ไวโอลินมองแผ่นหลังของเขาไปด้วยความเป็ห่วง
"พันเจีย" เธอเอ่ยออกมาเบา ๆ แล้วหันไปหาฟาน และ ไฮน์ที่ดูจะเป็กังวลจนนั่งไม่ติด
"สรุปแล้ว...เื่มันเป็ยังไงกันแน่" ไวโอลินมองหน้าของฟาน และ ไฮน์สลับไปมาเพื่อขอคำตอบจากใครคนใดคนหนึ่ง ฟานสบตากับไฮน์ก่อนที่ฟานจะตัดสินใจเป็คนเล่า
"เร็ว ๆ นี้ เรากำลังจะมีแข่ง... (ไวโอลินตั้งใจฟังตาไม่กะพริบ) จะว่าไปมันเป็การแข่งขันที่สำคัญมาก ๆ เลยก็ว่าได้ เพราะมันถูกวางเดิมพันไว้ด้วยสนามแข่งของสตีฟ! " ชายหนุ่มเดินไปนั่งลงที่ม้านั่งตัวยาวหน้าห้องฉุกเฉิน ไวโอลิน และ ไฮน์เดินเข้าตามเข้าไปนั่งเรียงกัน
"มีนายทุน สนใจสนามแข่งขันสตีฟเวย์ เป็สนามแข่งสมบัติพ่อของสตีฟ (ไฮน์เล่าต่อ) นายทุนเสนอขอซื้อสนามแข่งของเ้านั่น แต่เพราะเป็มันเป็สมบัติชิ้นเดียวของพ่อ เ้านั่นเลยไม่ยอมขาย พวกเราเลยยื่นข้อเสนอในการแข่งขันนี้ขึ้นมา" ไวโอลินตั้งใจฟังต่อ ไฮน์ยังคงเล่าต่อไปอีก
"เราสี่คนต้องลงแข่งขันในสนาม อีก 1 อาทิตย์ข้างหน้า ถ้าเราแพ้ เราจะต้องสูญเสียสตีฟเวย์ไป" ไวโอลินนั่งฟัง แม้ว่าอาจจะไม่เข้าใจความคิดของนักแข่งอย่างพวกเขาสักเท่าไหร่ แต่เธอก็รู้ว่าการที่จะต้องสูญเสียสมบัติชิ้นสุดท้ายไปมันเป็ยังไง
"พันเจียน่ะ เป็เพื่อนที่ดีมาก ๆ เลยนะ เขาเป็คนที่รักเพื่อนมาก ทุ่มเททุกอย่างเพื่อการแข่งขัน คอยช่วยเหลือเราทุกอย่าง" ฟานเล่า ก่อนที่ไฮน์จะเสริมขึ้นมาทันควัน
"ใช่! ขนาด...เ้านั่นป่วย ก็ยังหอบสังขารมาซ้อม แถมบอกพวกเราว่าห้ามมีใครเป็อะไรก่อนแข่ง ถ้ามีคนหนึ่งคนใดเป็อะไรไป นั่นอาจจะหมายถึงสตีฟเวย์สมบัติชิ้นเดียวของสตีฟ จะต้องตกไปอยู่ในมือของคนอื่น"
"แบบนี้นี่เอง เข้าใจแล้วว่าทำไม พันเจียถึงได้โกรธ แล้วโมโหมากมายขนาดนั้น" ไวโอลินบอกกับทั้งสองหนุ่ม
"ตลอดทาง...พันเจียเขานิ่งมาก แต่ความนิ่งของเขา มันแฝงความน่ากลัวไว้ด้วย ฉันคิดว่าถ้าเขาะเิออกมาได้ คงจะหนักยิ่งกว่าูเาไฟกำลังปะทุขึ้นมาเสียอีกนะ" ไวโอลินบอกพวกเขา ก่อนจะครุ่นคิดอยู่ภายในใจ
‘เชื่อแล้วล่ะว่า นายรักเพื่อนจริง ๆ พันเจีย เขาให้พวกนายเต็มร้อยจริง ๆ’
ไวโอลินยิ้มออกมากว้างๆ ที่ความรู้สึกในตอนนี้ของเธอ และ ความอคติต่าง ๆ ที่มีอยู่ในหัวค่อย ๆ พังทลายลง จากก่อนหน้านี้ที่ดูเธอจะมองเขาเป็พวกเผด็จการ หัวรุนแรง แต่เขากลับเป็คนที่รักพวกพ้องเอามาก ๆ
"อิตานั่น จริง ๆ แล้วก็ดูน่ารักเหมือนกันนะ" ไวโอลินพึมพำกับตัวเองเบา ๆ แล้วหันมองทางเดินที่พันเจียเดินตามพยาบาลเข้าไป
“ขออย่าให้เป็อะไรเลยนะ” ไวโอลิน เอ่ยออกมาเบา ๆ
"ตอนนี้ใกล้จะเช้าแล้ว เราจะเอาไงกันดี" ฟานหันมาสบตากับไวโอลิน แต่ยังไม่ทันจะได้ข้อสรุปพันเจียก็เดินกลับออกมาซะก่อน
"ทางโรงพยาบาลบอกว่าได้เืแล้ว คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เหลือแค่รอการผ่าตัด เขาให้พวกเรากลับไปกันก่อน" พันเจียบอกกับทุกคน
"นายเป็ไงบ้าง โอเคใช่ไหม" ไวโอลินรีบวิ่งเข้าไปถามเขาด้วยความเป็ห่วง สีหน้า และ แววตาคู่นั้นของเธอเริ่มเด่นชัด พันเจียนิ่งไม่ตอบ
"ดูหน้านายซีด ๆ นะ ไม่เป็ไรใช่ไหม" ไวโอลินถามพลางสบตากับเขา
"นายกลับไปพักผ่อนเถอะ วันนี้นายน่าจะเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ฉันให้เด็กที่สนามมารับ และจะแวะไปส่งฟานด้วยเลย" ไฮน์เป็เ้าของคำพูดนั้น พันเจียพยักหน้ารับคำ ด้วยสีหน้าที่ดูไม่ค่อยจะดีนัก
"เรากลับกันเถอะ" พันเจียหันมาสบตาไวโอลิน เพื่อบอกกับหญิงสาว เธอพยักหน้าแล้วหันไปโบกมือลาฟาน และ ไฮน์ที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ก่อนจะเดินตามหลังไปของพันเจียไปติด ๆ
"นี่จะตีสี่แล้ว เธอหิวอะไรไหม" พันเจียหันไปถาม ระหว่างเดินกลับไปที่รถ
"ถึงหิวก็ไม่กินเหรอก ป่านนี้แล้ว" เธอตอบ พันเจียหัวเราะหึ ๆ ในลำคอ เพราะคิดอยู่แล้วว่าสาว ๆ ส่วนใหญ่มักจะซีเรียสกับเื่เวลา และ การกิน แทบจะทุกคน
เวลาต่อมา
พันเจียขับรถพาไวโอลินกลับมายังคอนโดของเขา เป็เวลาตีสี่กว่า ๆ ก่อนที่ทั้งสองคนจะเดินมาที่หน้าห้อง
พันเจียล้วงคีย์การ์ดออกมาจากกระเป๋าเสื้อ ก่อนจะแตะเข้าที่หน้าประตู ทว่าเขากลับเดินเซ ๆ เล็กน้อย แต่ใช้ฝ่ามือเรียวแกร่งของตัวเองคอยพยุงไว้กับกำแพงไม่ให้ล้ม ไวโอลินที่เห็นแบบนั้นก็อดเป็ห่วงเขาไม่ได้
"นายโอเคไหม" ไวโอลินเอ่ยถาม
"..........." พันเจียไม่ตอบ ผลักประตูแล้วเดินกลับเข้าไปในห้อง เปิดตู้เย็นหยิบน้ำออกมารินใส่แก้ว ไวโอลินเดินตามเข้ามาปิดประตูเบา ๆ ก่อนจะเดินไปหาเขาที่ยืนอยู่หน้าตู้เย็น
"เธอไปนอนในห้องได้เลยนะ ส่วนฉันจะนอนตรงโซฟาข้างนอกนี้เอง" พันเจียบอกกับหญิงสาว ก่อนจะเดินไปที่โซฟาตัวยาวของโต๊ะรับแขก
"นายจะทานอะไรก่อนนอนไหม เพิ่งให้เืมา หาอะไรหวาน ๆ ทานไหม หรือ จะดื่มเป็น้ำหวานแทน...เดี๋ยวฉันชงน้ำหวานให้นายดีกว่านะ" ไวโอลินบอกกับเขาพลางกะพริบตาขึ้นลงปริบ ๆ ขนตางอนขยับไปมา พันเจียค่อย ๆ นั่งลงที่โซฟาดูเหมือนจะมีอาการวูบ ๆ เขาใช้มือยาวเรียวของตัวเองกุมไปที่หน้าขมับ แล้วก้มหน้าลงพลางขมวดคิ้วคล้ายกับจะเป็ลมให้ได้
"นี่นายหน้ามืดเหรอ ไหวหรือเปล่า พักก่อนไหม" ไวโอลินเข้าไปนั่งใกล้ ๆ พันเจียหลับตาลงพลางส่ายหน้าไปมาถี่ ๆ แล้วถอนหายใจเล็ก ๆ ก่อนบอกกับเธอ
"ไม่เป็ไร เธออย่าเพิ่งมากวนใจฉันได้ไหม ไปนอนได้แล้วไป" พันเจียเอ็ดเธอเบา ๆ เสียงเข้ม ๆ ของเขาดูแ่เบาผิดจากที่เคยเป็...ไวโอลินชะงักงันไม่กล้าที่จะพูดอะไรออกมาอีก เธอทำตามที่เขาบอกอย่างว่าง่าย แต่ทว่าก็อดเป็ห่วงอาการของเขาไม่ได้
พันเจียเอนตัวลงพิงกับโซฟาตัวยาว ค่อย ๆ หยัดกายลุกขึ้นเดินตรงไปยังห้องน้ำด้วยตัวเอง ทว่าไม่ทันจะไปถึง สองมือแกร่งก็ฟาดลงกับพื้น ก่อนที่ร่างของเขาจะล้มลง ไวโอลินซึ่งเดินเข้าไปในห้องนอนไม่ทันจะได้หย่อนกายลงไปบนเตียง ได้ยินเสียงล้มตึงก็รีบวิ่งออกมาดู ก่อนจะต้องตกตะลึงกับภาพที่ปรากฏอยู่ต่อสายตาคู่นั้นของเธอ
"พันเจีย!!! " เธอร้องลั่นเมื่อเห็นร่างของคนตัวใหญ่ล้มลงไปนอนกองกับพื้น รีบปรี่เข้ามาพยุงร่างกายของเขาให้ลุกขึ้น
"พันเจีย ๆ ๆ” ไวโอลินร้องเรียกพลางเขย่าร่างของเขาเบา ๆ แต่ชายหนุ่มกลับไม่รู้สึกตัวเพราะหมดสติไปแล้ว
ไวโอลินรู้สึกเป็ห่วงเพราะไม่คิดว่าผู้ชายที่มีรูปร่างกำยำสูงใหญ่ แข็งแรง และ แข็งแกร่งอย่างเขาจะเกิดเป็ลมล้มลงไปนอนกองกับพื้นเอาเสียได้
หญิงสาวทำอะไรไม่ถูก วางร่างของเขานอนราบไปกับพื้น แล้วหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมากด ๆ แต่ลืมไปว่ามือถือของตัวเองนั้นแบตหมด ทำให้เธอต้องรีบนำไปชาร์จ ก่อนจะเห็นว่ามือถือของตัวเองมีแบตเตอรี่อยู่เกือบแปดสิบเปอร์เซ็นต์
"แบตมือถือของเรา...ไม่ได้หมดหรอกเหรอเนี่ย" ไวโอลินพึมพำ ไม่ทันจะได้คิดอะไรมากไปกว่านี้ ซึ่งเธอจะต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้พันเจียรู้สึกตัวขึ้นมาซะก่อน