2
โอรสนางหงส์ (1)
รัชสมัยที่ 23 ของเป่าซือฮ่องเต้ แห่งราชวงศ์ไท่ วันที่ 29 เดือน 9 ยามซิ้ง
เก้าฮองเฮา (พระนามเดิมเก้าหลิงรั่ว) ได้ให้การประสูติองค์ชายห้าแห่งวังหลวง กล่าวกันว่าวันที่ประสูตินั้น ท้องฟ้าปลอดโปร่งและปรากฏสายรุ้งขึ้นมา เป่าซือฮ่องเต้จึงพระราชทานนามให้ว่า ‘ต้าเทียน หมายถึงท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ หมายจะให้เติบโตไปเป็ที่พึ่งของราษฎร โดยเป็องค์ชายคนสุดท้องของวังหลวง ไม่สิควรใช้คำว่าสายเืัคนสุดท้องแห่งวังหลวง ในบรรดาองค์ชายทั้งห้าและองค์หญิงทั้งเก้าพระองค์
เมื่ออายุได้เพียง 2 ชันษา จึงถูกวางตัวให้เป็รัชทายาท (ไท่จื่อ) ด้วยเหตุผลที่ว่าเป็พระราชโอรสที่เกิดจากมารดาแห่งแผ่นดิน นั่นทำให้เกิดความไม่พอใจในหลายฝ่าย โดยเฉพาะเหล่าเฟยที่ให้การประสูติองค์ชายที่ 1 ถึง 4 และตระกูลที่ให้การสนับสนุนเฟยเ่าั้ ทั้งด้วยความที่อายุน้อยกว่าองค์ชายสี่ถึง 12 ปี (ถ้ากับองค์ชายสี่ยังห่างขนาดนี้ องค์ชายหนึ่งอย่าพูดถึงเลย...) เื่นี้จึงถูกยกมาเป็ข้อครหาในตัวของไท่จื่อคนนี้ในเื่ความสามารถ ว่าจะปกครองบ้านเมืองได้หรือไม่
อย่างไรสุดท้ายองค์ชายต้าเทียนในวัยเพียง 14 ชันษาก็ได้แสดงความสามารถทั้งบุ๋นและบู๊ให้ทุกคนได้ประจักษ์ จึงไม่มีใครกล้าว่ากล่าวอันใดอีก
...3 ปีต่อมา เป่าซือฮ่องเต้ในวัย 59 พรรษาเห็นเป็เวลาอันสมควรจึงได้สละราชสมบัติให้องค์ชายห้าที่มีสถานะเป็ไท่จื่อขึ้นครองราชย์ต่อ ท่ามกลางความยินดีของฝ่ายที่สนับสนุนฮองเฮา ซึ่งประกอบด้วยตระกูลเก้า เว่ย เหลย และเอิน
“ต้าเทียนลูกแม่ ลูกทำสำเร็จแล้วนะลูก” เก้าฮองเฮาที่กำลังจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็ไทเฮา พูดพลางเดินเข้ามาสวมกอดลูกของตนด้วยความดีใจ
“พ่ะย่ะค่ะ...เสด็จแม่” องค์ชายห้ายิ้มรับบางๆ ทั้งที่ในใจหาได้รู้สึกดีไม่
'ไม่เห็นมีใครถามข้าสักคน...ว่ารู้สึกอย่างไร...'
ชีวิตที่เลยผ่านั้แ่เล็กจนโต ล้วนเต็มไปด้วยการแข่งขันแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น แม้ตนจะไม่อยากลงไปร่วมด้วย แต่เพราะเป็ลูกของฮองเฮาจึงมิอาจหลีกเลี่ยงได้ หากอยู่เฉยๆ ก็เท่ากับว่านั่งรออันตรายจากภายนอกไปวันๆ
จริงๆ ต่อให้เขาไม่เก่ง อย่างไรเขาก็ได้เป็ไท่จื่อ อยู่แล้ว หาใช่เพราะเป็ลูกของฮองเฮา แต่เป็พันธะที่ท่านพ่อทำกับท่านแม่ พันธะที่เกิดจากการแต่งงานเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง...หาใช่เพราะใจรัก
...ตระกูลเก้าของท่านแม่ มีประมุขรับราชการเป็ขุนนางมาหลายชั่วอายุคน ทั้งยังมีแม่ทัพมากฝีมือและเครือญาติที่ควบคุมเส้นทางการค้าสำคัญหลายสาย ส่วนท่านตาของเขา 'เก้าจือจิ่ว' ก็เป็มหาบัณฑิต ผู้ได้รับความเคารพยำเกรงจากชาวบ้าน นอกจากนี้ยังเป็สายเืห่างๆ ของพระปัยกา
และเสด็จแม่ของเขาก็เป็สตรีที่มีรูปโฉมงดงามไม่แพ้ใคร พระอัยยิกากับพระอัยกา จึงส่งคนไปทาบทามให้เข้ามาอยู่ในวัง เก้าหลิงรั่วที่ขณะนั้นไม่ได้ชอบพอกับใคร และเห็นว่าไม่ได้เสียหายอะไร จึงตอบรับ โดยทั้งนาง ผู้เป็บุตรีและเก้าจือจิ่วได้ยื่นเงื่อนไขให้แก่ฮองเฮาและฮ่องเต้ ว่าหากเข้าวังไปแล้ว เก้าหลิงรั่วจะต้องได้รับตำแหน่งสูงที่สุดในบรรดาสตรีในวังเท่านั้น เป็รองเพียงฮองเฮาและไทเฮา ซึ่งมีเพียงตำแหน่งเดียวคือ ‘ไท่จื่อเฟย’
“ช้าก่อน...” วัชรวีร์ที่ยืนดูเหตุการณ์และฟฟังคำบรรยายเหตุการณ์ที่ดังก้องพูดขัดจังหวะ
“มีอะไร?” เซียนเทพจิวถามด้วยความสงสัย
“ช่วยใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายได้หรือไม่? ผมปรับตัวไม่ทัน”
“ไม่...ฟังไม่รู้เื่ก็เื่ของเ้า” คู่สนทนาตอบแล้วฉายภาพเหตุการณ์ต่ออย่างไม่ยี่หระ
แน่นอน...นอกจากตระกูลเก้าจะเป็ขุมพลังที่สำคัญแล้วตัวของเก้าหลิงรั่วก็มีคุณสมบัติเพียบพร้อม ทั้งฮองเฮาก็เอ็นดูนางเป็พิเศษเงื่อนไขนั้นได้รับการยอมรับอย่างง่ายดาย ทุกอย่างดูเหมือนจะลงตัว ถ้าเป่าซือฮ่องเต้ไม่มีคนรักอยู่แล้ว...
‘เตี่ยจินจู’ บุตรสาวคนโตของแพทย์หลวงเตี่ย ไม่กี่วันก่อนที่เสด็จปู่และเสด็จย่าจะไปทาบทามเสด็จแม่ให้เข้าวัง เป่าซือไท่จื่อได้ทำการหมั้นหมายกับเตี่ยจินจูแบบลับๆ โดยมีเพียงคนสนิทและแพทย์หลวงเตี่ยเท่านั้นที่รู้เื่นี้
“เท่านี้เ้าก็วางใจได้แล้วนะ ว่าถึงรอบกายข้าจะมีสตรีมากมายเพียงใด แต่ใจของข้าจะมีเพียงเ้าคนเดียว ไท่จื่อเฟยของข้า” ไท่จื่อเอ่ยกับนางอันเป็ที่รักในอ้อมกอดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ขอบพระทัยไท่จื่อมากเพคะ” เตี่ยจินจูพูดพลางน้ำตารื้นด้วยความซึ้งใจ
“หากเสด็จพ่อกับเสด็จแม่กลับจากเสด็จประพาสเมื่อใด ข้าจะขอให้พระราชทานพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้เ้าเป็ไท่จื่อเฟยอย่างเป็ทางการ มิต้องกังวลว่าจะได้เป็แต่เพียงในนาม”
“แล้วทั้งสองพระองค์...จะไม่ทรง...เอ่อ...กริ้วหรือเพคะ”
“กริ้วก็กริ้วไปสิ อย่างไรพวกเราก็ได้ทำการหมั้นหมายกันแล้ว มีการสาบานต่อฟ้าดิน ทั้งเ้าก็ได้ชื่อว่าเป็ของข้าแล้ว พวกท่านมิกล้าขัดต่ออาญา์หรอก”
“เป็พระมหากรุณาธิคุณของหม่อมฉันยิ่งเพคะ”
แต่แล้วความฝันที่คนทั้งคู่วาดเอาไว้ก็ต้องพังทลายลง ในวันที่เก้าหลิงรั่วย่างกรายเข้าวัง...
“เสด็จแม่ ข้าและจินจูได้ทำการหมั้นหมายสาบานกันต่อหน้าฟ้าดินเรียบร้อยแล้ว ว่าข้าได้รับนางเป็ไท่จื่อเฟย” รัชทายาทเป่าซือพูดกับพระราชมารดาที่ตามมาพูดคุยเื่ที่เขาต้องรับเก้าหลิงรั่วเป็พระชายาเอก พลางหันไปกุมมือของเตี่ยจินจูที่ยืนหน้าเสียอยู่ข้างๆ
“ทำไมเ้าทำอะไรไม่ปรึกษาเสด็จพ่อเสด็จแม่ของเ้าเลย” เว่ยฮองเฮาว่าพลางส่ายหน้า
“เสด็จแม่...ฐานะของจินจูก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าใคร นางเป็ถึงบุตรีคนโตของแพทย์หลวงเตี่ย แพทย์หลวงใหญ่ประจำวังหลวงเราที่มีโรงแพทย์อยู่ในควบคุมอีกมากมาย มีเหตุผลใดที่จะไม่ยอมรับนางหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ถูก...ฐานะของนางไม่ได้ด้อยไปกว่าใคร แต่มิอาจเทียบกับหลิงรั่วได้แม้แต่น้อย...หากเ้าจะรับนางเข้ามาเป็พระชายารอง แม่ก็ไม่ได้ว่าอันใด แต่ตำแหน่งพระชายาเอกต้องเป็ของหลิงรั่ว...” เมื่อเห็นเป่าซือไท่จื่อยังทำหน้าบอกบุญไม่รับ จึงหันไปพูดกับเตี่ยจินจูแทน
“ข้ารู้ว่าพวกเ้ารักกัน แต่ข้าก็อยากให้พวกเ้าทั้งสอง... เห็นแก่บ้านเมืองของเราด้วย ช่วยเข้าใจด้วยเถิด”
“พ...เพคะ...” เตี่ยจินจูตอบรับเสียงเครือพร้อมกับหยดน้ำตาที่ร่วงลงพื้น พลางหันไปสะกิดแขนของคนข้างกาย
“ท...ไท่จื่อ...ม...หม่อมฉัน...”
“ถ้าถึงขั้นสาบานต่อหน้าฟ้าดินขนาดนี้แล้ว ก็ไม่ต้องหรอกเพคะ ตำแหน่งไท่จื่อเฟย หม่อมฉันให้นางไปละกัน” เสียงหวานเอ่ยขึ้นมาพร้อมกับร่างบางที่แฝงไปด้วยสง่างามของเก้าหลิงรั่ว ที่เดินเข้ามากับสาวใช้คนสนิท แล้วหันไปถวายบังคมฮองเฮากับไท่จื่อ
“หลิงรั่ว...” เว่ยฮองเฮาเอ่ยเสียงเบาด้วยความกังวลใจ หากนางเปลี่ยนใจไม่ยอมเข้าวังล่ะ... ทั้งเื่ที่ไท่จื่อกระทำเช่นนี้อีก หากหลุดไปถึงตระกูลของนาง วังหลวงไม่แย่หรือ อาณาจักรไท่นี้ ใช่ว่ามีแค่ฮ่องเต้แล้วจะทำอะไรก็ได้ ยังต้องอาศัยตระกูลทั้งหลายมาเป็กำลัง และตระกูลเก้านั้นก็ถือเป็ขุมพลังที่สำคัญยิ่ง
“เช่นนั้นเ้าจะยอมเป็ชายารองของข้า?” เป่าซือไท่จื่อถามด้วยน้ำเสียงที่ดีใจจนปิดไม่มิดพลางกวาดสายตามองเก้าหลิงรั่วั้แ่หัวจรดเท้า
ดูๆ ไปสตรีผู้นี้ก็ไม่เลวนัก ทั้งใบหน้าและเรือนร่างจัดว่าไร้ที่ติ หากได้มาเป็ชายารองก็ไม่เสียหาย
“หึ...” ริมฝีปากสีแดงระเรื่อยกขึ้นเบาๆ ก่อนมองไปที่ทั้งสองคนด้วยแววตาขบขัน
เป่าซือไท่จื่อ...เสียแรงที่ข้าหลงชื่นชมมานานในฐานะสายเืั
“ไท่จื่อคงเข้าใจอะไรผิดไปกระมังเพคะ” แล้วเก้าหลิงรั่วก็หันไปถามผู้เป็มารดาของแผ่นดิน
“ทูลฮองเฮา... ทรงเห็นว่าหม่อมฉันมีคุณสมบัติ เป็ได้แค่เพียงชายารองหรือเพคะ”
“หากสตรีเช่นเ้าเป็ได้แค่ชายารอง ก็คงมิมีผู้ใดเป็ชายาเอก” เฉียนจ้านฮ่องเต้ที่เดินเข้ามาได้ยินพอดี กล่าวด้วยน้ำเสียงสุขุม
“ถวายบังคมเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ”
“ถวายบังคมฮ่องเต้เพคะ” ทุกคนรีบทำความเคารพหมด เว้นแต่เตี่ยจินจูที่ยืนหน้าชากับคำพูดเมื่อครู่
...ใช่จะบอกว่านางไม่คู่ควรหรือ... แต่เมื่อได้สติก็รีบย่อตัวทำความเคารพทันที
“ฝ่าา... ฮองเฮา... คำพูดต่อไปนี้หม่อมฉันจะกล่าว ขออย่าได้ทรงกริ้วนะเพคะ เพราะหม่อมฉันล้วนจะพูดออกมาด้วยความจริงใจทั้งสิ้น อ้อ...ไท่จื่อด้วยนะเพคะ”
“ได้สิ...รั่วเอ๋อร์” ทั้งฮ่องเต้และฮองเฮาตอบ โดยใช้สรรพนามเรียกอีกฝ่ายอย่างสนิทสนม แสดงให้ไท่จื่อและเตี่ยจินจูเห็นว่าให้ความสำคัญแก่เก้าหลิงรั่วมากขนาดไหน จากนั้นเก้าหลิงรั่วจึงพูดใส่ไท่จื่อพร้อมกับเชิดหน้าด้วยความทรนงตน
“ที่หม่อมฉันยอมให้แม่นางผู้นั้นเป็ไท่จื่อเฟย เพราะเห็นว่าพวกท่านก็ได้สาบานกันต่อหน้าฟ้าดินแล้ว จึงมิอยากไปวุ่นวาย ทั้งคิดว่าตนเองมิสมควรจะลดตัวลงไปแย่งตำแหน่งมาจากคนที่ด้อยกว่าด้วย อุปมาเหมือนผู้ใหญ่รังแกเด็ก ด้วยเหตุเดียวกันหม่อมฉันจึงไม่มีความจำเป็ที่จะต้องลดตัวไปเป็ชายารองของไท่จื่อด้วยเพคะ”
คำพูดของเก้าหลิงรั่วทำให้ไท่จื่อรู้สึกเหมือนมีคนเอาไม้มาฟาดใส่กลางแสกหน้า ความรู้สึกที่มีต่อนางในตอนแรกแปรเปลี่ยนเป็ความไม่พอใจทันที
'นางคิดว่าตนเองเป็ใครกัน!? '
ฝ่ายเตี่ยจินจูก็กำมือแน่นด้วยความคับแค้นใจ จะมีก็แต่ฮ่องเต้และฮองเฮาที่ดูเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่ภายในใจต่างก็ร้อนรนปนดีใจเพราะพฤติกรรมของไท่จื่ออาจทำให้หลิงรั่วปฏิเสธการแต่งงานเข้าวัง แต่ที่ดีใจเพราะดูแล้วหากได้เป็ไท่จื่อเฟย เก้าหลิงรั่วจะสามารถกำราบพวกชายาคนอื่นๆ ได้แน่นอน
“หรือเ้าจะไม่แต่งงานกับข้า? “ เป่าซือไท่จื่อถามกลับ ทำให้เฉียนจ้านฮ่องเต้รู้สึกอยากจะจับศีรษะผู้เป็พระราชโอรสโขกเข้ากับเสาให้รู้แล้วรู้รอด
“ท่านตาและตัวหม่อมฉันได้รับปากต่อฝ่าาและฮองเฮาแล้วเพคะ ดังนั้นหม่อมฉันต้องรักษาคำพูด ขออภัยไท่จื่อด้วยเพคะ หากทำให้พระองค์ไม่พอใจ แต่หม่อมฉันมีทางออกที่ดีกับทุกฝ่าย ซึ่งจะไม่ไปกระทบกับตำแหน่งไท่จื่อเฟยของแม่นางผู้นั้นด้วย วางใจได้เพคะ”
“รั่วเอ๋อร์ หากเ้ามีอะไรจะเสนอ พูดมาเถิด เจิ้นเชื่อมั่นในความคิดของเ้า”
“เพคะ ฝ่าา...” แล้วเก้าหลิงรั่วก็เอ่ยต่อ
“ตามที่พวกท่านได้รับปากไว้ว่าจะให้หม่อมฉันเป็ใหญ่ที่สุดในบรรดาสตรีในวังหลวง เป็รองแค่ฮองเฮากับไทเฮา ซึ่งมีเพียงตำแหน่งเดียวคือไท่จื่อเฟย ใช่หรือไม่เ้าคะ?”
“มิผิด...” ฮองเฮาตอบ จากนั้นเก้าหลิงรั่วก็ปรายตามองไปทางเตี่ยจินจู ผู้ที่ถูกมองหลบสายตาพลางน้ำตาคลอเบ้าด้วยความรู้สึกอับอาย ไท่จื่อที่เห็นดังนั้นจึงดันร่างของเตี่ยจินจูไปอยู่ข้างหลัง แล้วยืนบังนางไว้
“หม่อมฉันไม่ขอเรียกร้องตำแหน่งคืน ด้วยเหตุผลที่ได้กล่าวไปแล้ว แต่ที่หม่อมฉันจะบอกคือหากไท่จื่อได้ขึ้นครองราชย์เป็ฮ่องเต้ ไท่จื่อเฟยก็มิแคล้วได้เป็ฮองเฮา เป็รองเพียงไทเฮา...เพราะฉะนั้น...”
“น...นี่เ้า!!! “ ไท่จื่อที่เดาออกว่านางจะกล่าวอะไร พูดด้วยน้ำเสียงแสดงความไม่พอใจออกมาชัดเจน
“ใช่แล้ว! ทำไมคราแรกข้าคิดไม่ออกนะ” ฮ่องเต้เอ่ยขึ้นมา พลางหันไปมองเก้าหลิงรั่วแล้วยิ้มออกมาด้วยความดีใจ
“เพคะ ก็ให้แม่นางผู้นั้นครองตำแหน่งเป็ไท่จื่อเฟยไปเรื่อยๆ จนกว่าไท่จื่อจะขึ้นเป็ฮ่องเต้... เมื่อนั้นค่อยเรียกหม่อมฉันมารับตำแหน่งฮองเฮาเพคะ”
“จะมากเกินไปแล้ว! “ ไท่จื่อพูดเสียงดัง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะทั้งฮ่องเต้และฮองเฮาต่างก็เห็นดีเห็นงามด้วย...
เกือบสิบปีต่อมา หลังจากที่พระเ้าเฉียนจ้านต เป่าซือไท่จื่อก็ได้กลายมาเป็เป่าซือฮ่องเต้ นานพอสมควรสำหรับเตี่ยจินจู ผู้เป็ไท่จื่อเฟยแต่เพียงในนาม และตอนนี้ก็ถึงเวลาที่นางจะต้องลงจากตำแหน่งนั้นแล้ว...
...พระราชโองการของเป่าซือฮ่องเต้ ภายใต้การกำกับของเว่ยไทเฮา ถูกส่งไปที่จวนตระกูลเก้า
'ในที่สุด...ก็ถึงเวลาแล้ว...' เก้าหลิงรั่วคิดในใจด้วยความยินดียิ่ง...
Writer:มาจะกล่าวบทย้อนไป.. ั้แ่การกำเนิดต้าเทียนฮ่องเต้.. ขอพูดถึงแม่ของพระองค์สักหน่อยเถอะ ไม่พูดมิได้จริงๆ
้าความเบาสมองและน่ารัก เต๊าะเเต๊ะ----> แต่งกับเ้าแล้วไง! ข้าก็ไม่ได้รักเ้าเสียหน่อย!
้าความดราม่า---->ทางใครทางมัน! เราหย่ากันแล้ว!