แสงแดดอ่อนๆยามสายสาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้องทำงานของผม ห้องที่ใครหลายคนในสถานีตำรวจลอนดอนขนานนามว่าห้องทำงานผีสิงเพียงเพราะเ้าของห้องคนก่อนหน้าผมอยู่ๆเผลอฆ่าตัวตาย
วันนี้อากาศแจ่มใสจนน่าประหลาดใจผมเอนหลังพิงเก้าอี้พลางพลิกอ่านหนังสือพิมพ์ฉบับล่าสุด ส่วนเ้าเกียร์ตอนนี้มันไม่ได้สนใจจะทำหน้าที่เป็นกสอดรู้สอดเห็นเื่ชาวบ้านนอกหน้าต่างตามเคยแต่มันกำลังหมกมุ่นอยู่กับสมุดภาพวาดอาหารจากประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศที่ชื่อว่าสยาม
"นายท่าน!ดูนี่สิเกี๊ยะ ประเทศนี้เขากินมะละกอกันด้วยล่ะ แต่มันไม่ใช่ผลไม้หวานๆ นะ เขาเอามาสับแล้วตำผสมกับพริกและเครื่องปรุงรสจัดมันถูกเรียกว่า ส้มตำ ข้าชักอยากรู้แล้วสิว่าเหล็กอย่างข้าจะรับรสชาติเผ็ดร้อนแบบนั้นได้ไหม"
ผมพยักหน้าตอบรับมันส่งๆพลางพลิกหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์ไปมา ในใจยังคงครุ่นคิดถึงเื่ราวที่ผ่านมา สามสัปดาห์แล้วนับั้แ่คดีฆาตกรรมข้าราชการระดับสูงในภัตตาคารของมาดามคลาร่า
ใน่สามสัปดาห์นี้ผมได้เจออีธาน บ้างเป็ครั้งคราว แต่ทุกครั้งที่เจอกันสีหน้าของเขากลับดูหมองคล้ำและเคร่งเครียดขึ้นเรื่อยๆผมพอจะเดาได้ว่าสายลับมือดีอย่างเขาคงไม่ได้ข้อมูลที่เป็ประโยชน์จาก Mและ T มากนัก ก็นะ เดาว่าสองคนนั้นมันเป็แค่ปลายแถวที่รับคำสั่งสังหารมาโดยไม่สนด้วยซ้ำว่าเป้าหมายจะเป็ใครหรือต้องตายเพราะอะไรองค์กรนั่นคงปกปิดความลับไว้เป็อย่างดี หรือไม่ก็ 2 คนนี้มันไม่ได้สนใจรายละเอียดของงานเลยขอแค่ให้ได้สังหารคนอย่างเดียวก็พอ
แต่ที่น่าตลกกว่าคดีนี้คือภาพลักษณ์ของอีธานเวลาต้องเผชิญหน้ากับ สารวัตรเฮย์สทั้งคู่มักจะหาเื่อวดเบ่งข่มกันอยู่เสมอจนผมไปสืบรู้มาว่าทั้งคู่ดันเป็ศิษย์เก่าโรงเรียนตำรวจรุ่นเดียวกันแถมยังเคยถูกจัดให้พักอยู่หอพักห้องเดียวกันอีกต่างหากโลกใบนี้นี่มันช่างเล่นตลกกับโชคชะตาคนเราจริงๆ
ก๊อกก๊อก ก๊อก!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของเ้าหน้าที่อาเธอร์ชะโงกหน้าเข้ามาด้วยรอยยิ้มแฉ่ง "ท่านที่ปรึกษาครับ!ใกล้เวลาพักเที่ยงแล้ว วันนี้เราไปหาอะไรอร่อยๆ ทานกันดีไหมครับ ผมเจอร้านพายเนื้อเปิดใหม่แถวหัวมุมถนนนี่เอง"
เกียร์ที่ปกติจะหูไวตาไวคอยเตือนผมเสมอเวลาใครเดินเข้าใกล้ห้อง ตอนนี้กลับเพิ่งรู้สึกตัวเพราะมัวแต่สนใจหนังสือภาพอาหารต่างประเทศมันสะดุ้งสุดตัวก่อนจะหันมาตาโตใส่อาเธอร์
"เกี๊ยะ! เ้ามนุษย์หน้าจืด มาไม่ให้ซุ่มให้เสียง แต่ว่านะนายท่านอยากลองมองหาร้านที่มีเมนูมะละกอตำนั่นดูสักหน่อยเกี๊ยะ"
"เกียร์ แกเป็นกเหล็กนะ ลืมไปแล้วเหรอว่าแกกินอาหารพวกนี้ไม่ได้"ผมปรามมันเบาๆ ขณะลุกขึ้นยืน
"อย่างน้อยก็ขอให้ข้าได้ดมกลิ่นเครื่องเทศพวกนั้นหน่อยเถอะเกี๊ยะ!ถือเป็ความรู้รอบโลกไงนายท่าน!"มันเถียงกลับทันควันพลางบินมาเกาะไหล่ผมอย่างดื้อรั้น
ผมพับหนังสือพิมพ์เก็บเข้าที่แล้วเหลือบมองนาฬิกาเรือนใหญ่บนผนังพลางถอนหายใจทิ้งเบาๆ "เที่ยงแล้วจริงๆ ด้วยสินะขนาดแค่นั่งอ่านข่าวไปเรื่อยเปื่อย เวลายังผ่านไปเร็วขนาดนี้เชียวหรือเนี่ย"ผมหันไปพยักหน้าตอบตกลงกับอาเธอร์ที่ยืนรออยู่หน้าประตู
ระหว่างทางเดินออกจากสถานีตำรวจผมเหลือบไปเห็น สารวัตรเฮย์ส ที่กำลังยืนปั้นหน้าเข้มจัดจนคิ้วแทบชนกันเขาอยู่ในชุดเต็มยศเพื่อคอยต้อนรับกลุ่มนายทุนต่างชาติที่ผู้ใหญ่ในกรมฝากฝังมาดูจากสายตาที่เขามองมาทางผมครู่หนึ่งผมเดาได้เลยว่าเขาอยากจะถอดหมวกทิ้งแล้วหนีไปกินมื้อเที่ยงกับพวกเราใจจะขาด
ผมละสงสารเขาจริงๆ
อาเธอร์เดินนำทางอย่างกระตือรือร้นมาจนถึงหน้าร้านเป้าหมายแต่พอผลักประตูเข้าไป ผมถึงกับชะงักกึกด้วยความประหลาดใจเพราะภายในร้านอัดแน่นไปด้วยเ้าก้อนขนสี่ขาหลากหลายสายพันธุ์ที่เดินขวักไขว่ไปมาราวกับว่าพวกมันคือพนักงานต้อนรับตัวจริงของที่นี่
"เกี๊ยะ! นี่มันอาณาจักรแมวชัดๆ นายท่านระวังนะ ข้าเห็นไอ้ตัวสีส้มๆนั่นมองตัวข้าตาเป็มันเลย" เกียร์ขยับเข้ามาซุกใกล้คอผมมากขึ้นด้วยความระแวง
ไม่นานนักพนักงานหญิงในชุดผ้ากันเปื้อนลายน่ารักก็เดินมาต้อนรับพวกเราด้วยรอยยิ้มและพาไปนั่งที่โต๊ะไม้ตัวสวยริมหน้าต่าง อาเธอร์ไม่รอช้ารีบสั่งพายเนื้อสูตรเด็ดและซุปข้นของที่นี่ทันที ส่วนผมก็สั่งตามนั้นไปเพราะมัวแต่สนใจบรรยากาศรอบตัวเพราะที่โลกเดิมของผมไม่มีสถานที่ที่มีแมวเป็พนักงานในร้านอาหารแบบนี้
เท่าที่สอบถามดูร้านนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อคนรักแมวโดยเฉพาะ การตกแต่งทุกอย่างดูเข้ากันดีไปหมดแถมตามผนังยังมีป้ายไม้สลักความรู้เกี่ยวกับนิสัยของแมวแต่ละสายพันธุ์ติดไว้ด้วยเช่น แมวเปอร์เซีย ที่มักจะทำตัวนิ่งๆสงบเสงี่ยมเหมือนขุนนางเมื่ออยู่ในที่แคบหรือมืด
และที่แปลกตาที่สุดคือป้ายบรรยายเกี่ยวกับแมวพันธุ์วิเชียรมาศ ที่ส่งตรงมาจากสยาม แบบเดียวกับที่เกียร์เพิ่งอ่านเจอ พวกมันมีแต้มสีเข้มตามจุดต่างๆและชอบทำท่าทางแปลกๆ ราวกับกำลังพยายามพูดคุยกับมนุษย์ หรือแม้แต่ แมวพันธุ์สฟิงซ์ที่ไม่มีขนเลยสักเส้นิัเหี่ยวย่นแต่กลับปราดเปรียวและชอบะโไปมาจนคนมองตามไม่ทัน
ผมมองดูเ้าแมวสฟิงซ์ตัวหนึ่งที่พยายามจะตะปบเงาของเกียร์บนโต๊ะพลางหัวเราะในลำคอ
เวลาผ่านไปราวสิบห้านาทีพนักงานคนเดิมก็นำพายเนื้อร้อนๆ และซุปข้นมาเสิร์ฟกลิ่นหอมของเครื่องเทศและเนื้อที่เคี่ยวจนเปื่อยลอยฟุ้งจนผมต้องยอมรับเลยว่ารสชาตินั้นยอดเยี่ยมสมคำร่ำลือจริงๆ
ส่วนเ้าเกียร์น่ะเหรอแทนที่จะได้ดมกลิ่นอาหารอย่างที่หวังมันกลับต้องวุ่นวายกับการกางปีกขู่ฟ่อใส่เ้าแมวส้มตัวหนึ่งที่พยายามจะะโงับหางโลหะของมัน"เกี๊ยะ! ไปไกลๆ นะไอ้เ้าก้อนขน! ข้าไม่ใช่เหยื่อของเ้านะเฟ้ย!"
"พายเนื้อนี่มันสุดยอดไปเลยครับท่านที่ปรึกษา! แป้งกรอบนอกนุ่มในสมแล้วที่มีคนแนะนำมาจริงๆ" อาเธอร์เคี้ยวตุ้ยพลางชมไม่ขาดปากดูเหมือนเขาจะมีความสุขกับมื้อนี้มากกว่าใครเพื่อน
พวกเราใช้เวลาที่เหลือซึมซับบรรยากาศที่ผ่อนคลายในร้านยกเว้นเกียร์จนกระทั่งผมหยิบนาฬิกาพกขึ้นมาดู "บ่ายโมงแล้วอาเธอร์ได้เวลากลับไปทำงานต่อแล้วล่ะ" ผมเรียกพนักงานมาคิดเงินก่อนจะลุกขึ้นเตรียมตัวออกจากร้าน
สิ่งที่น่าแปลกคือในจังหวะที่พวกเรากำลังจะเดินพ้นประตู สายตาของแมวหลายสิบตัวในร้าน ไม่ว่าจะเป็เปอร์เซียขนปุยหรือสฟิงซ์ตัวลื่นต่างก็หยุดกิจกรรมทุกอย่างแล้วหันมาจ้องมองตามเกียร์เป็ตาเดียวพวกมันไม่หันไปทางอื่นเลยจนกระทั่งเราพ้นสายตาไป "เกี๊ยะ นายท่านข้าว่าเ้าพวกนั้นมันเห็น ข้าเป็อาหารแน่ๆ สายตาพวกมันดูน่าขนลุกชะมัด!"
ระหว่างทางเดินกลับอาเธอร์ก็ชวนผมคุยเื่ทั่วไปอย่างอารมณ์ดีจนกระทั่งพวกเรามาถึงหน้าสถานีตำรวจลอนดอน ผมชะงักเท้าลงก่อนจะเดินเข้าประตูเมื่อสังเกตเห็นความผิดปกติที่บันไดหน้าสถานี
เด็กหญิงตัวน้อยคนหนึ่งกำลังเดินวนไปวนมาด้วยท่าทางสับสนและกระวนกระวายเหมือนคนที่้าความช่วยเหลืออย่างหนักเธอสวมชุดกระโปรงสีฟ้าสะอาดสะอ้านตามแฟชั่นของเด็กในลอนดอนที่มีฐานะระดับชนชั้นกลางผมสีทองของเธอถูกมัดไว้อย่างเรียบร้อยแต่มันเริ่มหลุดลุ่ยตามอารมณ์ของเ้าของในตอนนั้น
ผมกับอาเธอร์ยืนสังเกตการณ์อยู่ห่างๆสักพัก เด็กหญิงคนนี้ดูเหมือนมีาประสาทอยู่ในใจเธอเดินทำท่าจะก้าวเข้าไปในสถานีตำรวจหลายครั้งแต่ก็ชะงักเท้าแล้วถอยกลับออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนสุดท้ายผมทนดูความทรมานใจของเธอไม่ไหว จึงตัดสินใจเดินตรงเข้าไปหา
“หนูน้อย มาทำอะไรที่สถานีตำรวจคนเดียวล่ะ?” ผมโปรยยิ้มอ่อนโยนพลางทักทาย
เด็กหญิงสะดุ้งสุดตัวด้วยความใเธอหันมามองผมด้วยดวงตากลมโตที่คลอไปด้วยหยาดน้ำตา “หนู หนู้าคนช่วยค่ะ”
“ให้ช่วยเื่อะไร” ผมย่อตัวลงไปในระดับสายตาของเธอเพื่อให้ดูไม่คุกคามจนเกินไป
“แมว แมวของหนู เ้าบัตเตอร์คัพหายตัวไปค่ะ!” ทันทีที่พูดจบ เขื่อนน้ำตาก็พังทลายลงมาทันทีเธอสะอื้นฮักจนตัวโยน
“ใจเย็นๆ นะ บอกชื่อเธอให้ฉันชื่นใจหน่อยได้ไหม” ผมพยายามใช้น้ำเสียงปลอบประโลม
“หนูชื่อลิซ่าค่ะ” เด็กน้อยตอบเสียงสั่นเครือ มือเล็กๆพยายามเช็ดน้ำตาที่แก้ม
“เอาละๆ ลิซ่า ไหนลองเล่ามาสิว่าเื่มันเป็ยังไง”
“คือ ปกติแล้วเ้าบัตเตอร์คัพจะมานอนกับหนูทุกคืนค่ะแล้วตอนเช้ามันก็จะปลุกหนูเป็ปกติทุกวัน แต่ว่าวันนี้ วันนี้มันหายไปเลยมันไม่ยอมมาปลุกหนู หนูไปถามคุณแม่คุณแม่ก็บอกว่ามันคงแอบออกไปเที่ยวข้างนอกห้องตามประสาแมว แต่หนูรู้ดีค่ะ!เ้าบัตเตอร์คัพมันขี้อายจะตาย มันไม่มีทางยอมออกไปข้างนอกคนเดียวแน่ๆนี่ผ่านมาครึ่งวันแล้วหนูยังหามันไม่เจอเลย!”
พูดจบลิซ่าก็ปล่อยโฮออกมาเสียงดังลั่นจนผู้คนที่เดินผ่านไปมาหน้าสถานีเริ่มหันมามองพวกเราเป็ตาเดียวอาเธอร์ที่ยืนข้างๆ ทำตัวไม่ถูกอย่างแรง เขาได้แต่หันซ้ายหันขวาลนลาน พยายามจะทำหน้าปลอบเด็กแต่ดูเหมือนจะทำหน้าดุใส่คนเดินผ่านไปมาแทน
“เข้าใจแล้วๆ ไม่ต้องร้องนะลิซ่า เดี๋ยวฉันจะช่วยตามหาแมวให้เธอเอง”ผมรับปากทันทีเพื่อหยุดเสียงร้องไห้ที่อาจทำให้ผมโดนข้อหาลักพาตัวเด็กในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า
“จริงเหรอคะ” ลิซ่าถามย้ำ แววตาเริ่มมีความหวังประกายขึ้นมา
“แต่ว่าท่านที่ปรึกษาครับ งานในกองแฟ้มที่ค้างไว้” อาเธอร์พยายามทักท้วง
ผมยกมือเบรกเขาไว้ทันที“ไม่เป็ไรอาเธอร์ อย่างไร วันนี้ผมก็ไม่มีงานเร่งด่วนอยู่แล้ว”
นั่งแกร่วอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ในห้องทำงานว่างๆ มาตั้งหนึ่งสัปดาห์แล้วขอกลับไปลงภาคสนามหาแมวแก้เบื่อหน่อยก็ยังดี อย่างน้อยก็ได้ขยับร่างกายบ้าง
“เอาละลิซ่า ช่วยนำทางฉันไปที่จุดเกิดเหตุหน่อยสิ ไม่ใช่สิต้องบอกว่าไปที่ที่เธอเห็นเ้าบัตเตอร์คัพเป็ครั้งสุดท้ายหน่อยนะ”
เด็กสาวตัวน้อยนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งแววตาที่เคยเศร้าสร้อยค่อยๆ เป็ประกายขึ้นด้วยความหวัง เธอรีบก้มหัวขอบคุณผมซ้ำๆจนเปียผมแกว่งไปมา
“ขอบคุณค่ะท่านที่ปรึกษา! ขอบคุณจริงๆ ค่ะ บัตเตอร์คัพต้องดีใจมากแน่ๆที่มีคนเก่งๆ แบบคุณไปช่วยหา” ลิซ่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่กระตือรือร้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเธอรีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งนำทางผมออกไปจากสถานีตำรวจมุ่งหน้าไปยังบ้านของเธอทันที
ส่วนอาเธอร์นั้นไม่ได้ตามมาด้วยเพราะมีกองงานเอกสารด่วนที่สถานีตำรวจรั้งตัวไว้ เขาได้แต่ส่งสายตาให้กำลังใจ
ตลอดทางที่เดินไปเกียร์ที่เกาะอยู่บนไหล่ของผมก็ยังคงทำหน้าที่เป็นักบ่นมือโปรไม่หยุดหย่อน“เกี๊ยะ! นายท่านคิดอะไรอยู่เนี่ย นักสืบระดับที่มีชื่อเสียงสั่นะเืลอนดอนต้องมาจบลงด้วยการหาแมวหายอีกแล้วเนี่ยนะเกี๊ยะ”
มันสะบัดขนเหล็กอย่างหงุดหงิดพลางพ่นลมหายใจออกมา“แถมแมวมันเป็ศัตรูตามธรรมชาติของนกชัดๆ ข้าไม่ได้กลัวหรอกนะเกี๊ยะแต่การเอาความสามารถอัจฉริยะของข้าไปใช้ตามหาก้อนขนที่เอาแต่ร้องเมี๊ยวๆ เนี่ยมันเสียเกียรตินักฆ่าผู้ล่าในเงามืดอย่างข้าชะมัด!
ผมแอบขำในใจพลางเหลือบมองร่างโลหะของมันแกจะกลัวอะไรเกียร์ ตัวแกเป็เหล็กทั้งตัว ถ้าแมวตัวไหนกล้ามากินแกฟันมันคงหักหมดปากก่อนจะได้ลิ้มรสเนื่อนกเหล็กของแกเสียอีก
ไม่นานนักเราก็มาถึงบ้านหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ในย่านพักอาศัยที่เงียบสงบ เป็บ้านไม้ 2ชั้นถูกตกแต่งด้วยสไตล์เรียบง่ายสะอาดตา ดูเผินๆเหมือนบ้านสร้างใหม่แต่สายตาของผมสังเกตเห็นโครงสร้างไม้และรูปทรงของอิฐที่ซ่อนอยู่ภายใต้สีที่ทาใหม่นั้นบ้านหลังนี้น่าจะมีอายุหลายสิบปีหรืออาจเป็ร้อยปีเพียงแต่ถูกรีโนเวทอย่างประณีตเพื่อปกปิดร่องรอยของกาลเวลาเอาไว้
ลิซ่าพาผมเดินขึ้นบันไดไม้หน้าบ้านแต่ยังไม่ทันที่มือน้อยๆ จะเอื้อมไปหมุนลูกบิดประตูผมก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังมาจากข้างใน
ปัง!
ประตูถูกเปิดออกอย่างแรงหญิงสาวคนหนึ่งพุ่งตัวออกมาด้วยใบหน้าที่ตื่นตระหนกสุดขีด ทันทีที่สายตาของเธอปะทะกับร่างของลิซ่าเธอก็โผเข้ากอดเด็กสาวตัวน้อยไว้แน่นจนตัวลอย
“ลิซ่า! ลูกไปไหนมา รู้ไหมว่าแม่เป็ห่วงแทบแย่” เธอพูดทั้งน้ำตาร่างกายยังสั่นเทาด้วยความใ
“หนูขอโทษค่ะคุณแม่ หนูแค่ หนูแค่อยากออกไปหาคนมาช่วยหาเ้าบัตเตอร์คัพ” ลิซ่ากอดตอบแม่พลางสะอื้นฮักอีกรอบ
ผมยืนนิ่งปล่อยให้ทั้งคู่ใช้เวลาเยียวยาจิตใจกันครู่หนึ่งหญิงสาวคนนั้นเริ่มรู้สึกตัวว่ามีแขกแปลกหน้ายืนอยู่เธอรีบปาดน้ำตาแล้วผละออกจากลูกสาวพลางจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ด้วยความเขินอาย“ขอโทษด้วยจริงๆ ค่ะที่ทำให้ต้องเห็นภาพน่าอาย ฉันชื่อ อลิซ่า เป็แม่ของลิซ่าค่ะไม่ทราบว่าคุณคือ”
ยังไม่ทันที่ผมจะได้อ้าปากตอบคำถามของอลิซ่าเสียงฝีเท้าหนักๆ ของเด็กผู้ชายอีกคนก็ดังออกมาจากในบ้านเขาดูโตกว่าลิซ่าสักปีสองปีได้ เด็กชายหยุดกึกตรงหน้าผมแววตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงพลางะโชื่อหนึ่งออกมาสุดเสียง
“เกียร์!”
เด็กชายพุ่งตัวเข้ามาหาผมทันทีแต่สายตาของเขาไม่ได้มองมาที่ใบหน้าของผมเลย เขากลับจ้องเขม็งไปที่อีกาเหล็กที่เกาะนิ่งอยู่บนไหล่ซ้ายของผมราวกับเห็นสมบัติล้ำค่า
“เกียร์?” อลิซ่าทวนคำเด็กชายพลางมองผมด้วยความฉงนเธอคงกำลังสงสัยว่าทำไมคนแปลกหน้าถึงได้มีชื่อเดียวกับที่เด็กคนนี้ะโออกมา
ผมรีบตอบทันที“ไม่ใช่ครับคุณนายอลิซ่า ผมชื่อ ดัสก์บอร์น เป็ที่ปรึกษาพิเศษให้กับกรมตำรวจ ส่วนเกียร์ ที่เด็กคนนี้เรียก คือชื่อของเ้านกตัวนี้ครับ” ผมชี้มือไปทางอีกาเหล็ก
“อ้อ เข้าใจแล้วค่ะ” อลิซ่าพยักหน้าพลางถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก
ผมก้มมองเด็กชายที่ยังคงทำตาโตเท่าไข่ห่าน“เ้าหนู นายรู้จักชื่อของมันได้ยังไงกัน?”
“ผมเห็นมันในหนังสือพิมพ์บ่อยๆ ครับ!” เด็กชายตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือด้วยความดีใจ“เขาบอกว่ามันเป็นกเหล็กมหัศจรรย์ที่ช่วยตำรวจไขคดีดังๆ มาหลายครั้งแล้ว!”
“เกี๊ยะ! เห็นไหมนายท่าน ข้าบอกแล้วว่าข้าน่ะมันคนดังระดับมหานคร”เกียร์โพล่งออกมาทันทีพลางยืดอกเหล็กของมันอย่างภาคภูมิใจ“แฟนคลับตัวจิ๋วของข้าช่างตาถึงจริงๆ!”
“โอ้โห! มันพูดได้จริงๆ ด้วย สุดยอดไปเลยครับ”ลูคัสตื่นเต้นจนแทบจะะโตัวลอยเขาพยายามจะยื่นมือมาแตะขนนกเหล็กแต่ก็ยังเกรงใจผมอยู่
อลิซ่าเห็นท่าทางเสียมารยาทของเด็กชายเธอจึงรีบเข้ามาปราม“ขอโทษด้วยนะคะคุณดัสก์บอร์น พอดี ลูคัสลูกชายของฉันเขาคลั่งไคล้เื่นกและกลไกประหลาดๆ มากน่ะค่ะ” เธอยังพูดไม่ทันจบลูคัสก็สวนขึ้นมาทันควัน “ในหนังสือพิมพ์บอกว่าคุณคืออดีตนักมายากลผู้ยิ่งใหญ่ด้วยช่วยโชว์อะไรให้ผมดูหน่อยได้ไหมครับ”
ผมแอบยิ้มกริ่มในใจขอบคุณสัญชาตญาณตัวเองในตอนนั้นจริงๆ ที่ตัดสินใจปั้นเื่กับพวกนักข่าวว่าเป็นักมายากลเก่า เพราะนั่นเป็เหตุผลเดียวที่คนในยุคนี้จะยอมเชื่อว่านกเหล็กมีเสียงพูดได้โดยไม่หาว่าผมเป็พ่อมดแล้วจับผมไปเผาทั้งเป็เสียก่อน
“ใจเย็นๆ ก่อนลูคัส” ผมเอ่ยเสียงนุ่ม“มายากลที่ดีต้องแสดงในจังหวะที่เหมาะสม แต่ตอนนี้เรามีภารกิจสำคัญกว่านั้นคือการตามหา เ้าบัตเตอร์คัพ ให้ลิซ่าไม่ใช่เหรอ?”
ทันทีที่ผมพูดจบปฏิกิริยาของลูคัสก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เด็กชายหลบสายตาผมวูบทันทีท่าทางตื่นเต้นเมื่อครู่มลายหายไปแทนที่ด้วยความอึกอัก “น นั่นสินะครับ”เขางุดหน้าลงมองพื้นพลางขยับเท้าไปมาอย่างมีพิรุธ
ผมมองลูคัสอยู่ชั่วขณะแล้วลอบยิ้มมุมปากเด็กคนนี้ต้องรู้อะไรบางอย่างแน่ๆ แววตาแบบนั้นไม่ใช่แค่เสียใจที่แมวหายแต่มันคือแววตาของคนที่มีความลับปิดบังอยู่
“คุณอลิซ่าครับ ถ้าไม่เป็การรบกวน ผมขอเข้าไปดูห้องที่เห็นเ้าบัตเตอร์คัพเป็ครั้งสุดท้ายหน่อยได้ไหมครับ?”ผมหันไปถามคุณอลิซ่าเพื่อดึงบรรยากาศกลับมาสู่การทำงานอีกครั้ง
“ยินดีค่ะ เชิญท่านที่ปรึกษาเข้ามาด้านในก่อนเลยค่ะ”อลิซ่าผายมือเชิญด้วยความเต็มใจ
ผมก้าวเท้าเข้าสู่ตัวบ้านกลิ่นของสีทาบ้านใหม่ยังคงอบอวลจางๆ การตกแต่งภายในเรียบง่ายสะอาดตาดูพอเหมาะพอดีกับฐานะชนชั้นกลางทั่วไปไม่ได้หรูหราจนเกินตัวแต่ประสาทััของผมยังคงย้ำเตือนว่าโครงสร้างใต้ฝ่าไม้นี้มีอายุมานานหลายทศวรรษ
“บ้านหลังนี้เพิ่งรีโนเวทครั้งใหญ่มาใช่ไหมครับ?” ผมถามหยั่งเชิงขณะเดินผ่านโถงทางเดิน
อลิซ่าเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ“คุณที่ปรึกษาทราบได้อย่างไรคะ? ใช่ค่ะที่นี่เพิ่งตกแต่งครั้งใหญ่ไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อนพอดีเราเพิ่งย้ายมาจากเบอร์มิงแฮมเพื่อมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นี่มีนายหน้าแนะนำขายบ้านหลังนี้ให้ค่ะเขาบอกว่าเ้าของเก่าทิ้งไว้นานแล้วและกำลังจะปรับปรุงใหม่พอดีแถมราคาก็ย่อมเยามาก เหมาะกับคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวอย่างฉันน่ะค่ะ”
เธอพูดพลางส่งยิ้มบางๆให้ผมแต่ในดวงตาคู่นั้นกลับมีความเศร้าสร้อยพาดผ่านเพียงเสี้ยววินาทีเมื่อเอ่ยถึงสถานะของตัวเองผมพยักหน้าเข้าใจโดยไม่ซักไซ้ต่อให้เป็การเสียมารยาท
“ห้องนอนของหนูอยู่ชั้นบนค่ะและนั่นเป็ที่สุดท้ายที่หนูเห็นเ้าบัตเตอร์คัพ”ลิซ่าโพล่งขึ้นมาขัดจังหวะพลางชี้มือไปทางบันไดไม้ที่ขัดเงาจนวับ
“ถ้าอย่างนั้น ฉันขอตัวไปเตรียมน้ำชาให้ก่อนนะคะ”อลิซ่ากล่าวด้วยรอยยิ้มละไมก่อนจะแยกตัวไปยังห้องครัว ทิ้งให้ผม ลิซ่า ลูคัส และเกียร์ยืนอยู่ตรงโถงบันไดเพียงลำพัง
ลิซ่าเดินนำผมขึ้นไปบนชั้นสองเพื่อเข้าสู่ห้องนอนของเธอภายในตกแต่งด้วยโทนสีอ่อนและข้าวของกุ๊กกิ๊กสมกับเป็ห้องของเด็กผู้หญิงแต่ก่อนที่ผมจะได้ก้าวเข้าห้อง ลูคัสที่เดินตามมาเงียบๆกลับมีท่าทางกระสับกระส่ายอย่างเห็นได้ชัดเขาทำท่าเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างแต่สุดท้ายก็กลืนมันลงคอไป
“ผม ผมขอตัวกลับไปทำการบ้านที่ห้องก่อนนะครับ”ลูคัสรีบบอกแล้วหมุนตัววิ่งกลับไปที่ห้องของตัวเองทันทีทิ้งร่องรอยแห่งความสงสัยไว้เื้ั
ผมไม่ได้ทักท้วงอะไรและก้าวเข้าไปสำรวจห้องของลิซ่าอย่างละเอียดสายตาของผมกวาดผ่านของเล่นแมว จานอาหาร และที่นอนนุ่มๆ ที่วางอยู่อย่างเป็ระเบียบไม่มีร่องรอยของการงัดแงะหรือการรื้อค้น หน้าต่างบานหนึ่งถูกเปิดทิ้งไว้ให้ลมโกรกผมเดินไปชะโงกหน้าดู ระยะความสูงจากพื้นดินนั้นไม่มากนักแมวโตเต็มวัยสามารถะโขึ้นลงได้สบายๆ
“ปกติเ้าบัตเตอร์คัพเข้าออกทางหน้าต่างนี้บ่อยไหมลิซ่า” ผมถามพลางปลายนิ้วััขอบหน้าต่าง
“ไม่เลยค่ะ!” ลิซ่าส่ายหน้าหวืด ลบล้างข้อสันนิษฐานของผมทิ้งทันควัน“เ้าบัตเตอร์คัพเป็แมวที่ี้เีที่สุดในโลกเลยค่ะมันไม่เคยปีนหรือะโออกทางหน้าต่างมาก่อนเลยหนูถึงแน่ใจไงคะว่ามันต้องหายไปแบบแปลกๆ แน่”
แมวที่ี้เีจนไม่ยอมใช้ทางลัดงั้นเหรอน่าสนใจแฮะ
สายตาของผมเหลือบไปเห็นสิ่งหนึ่งที่ดูโดดเด่น ออกมาจากโทนสีพาสเทลของห้อง มันคือ ขนนกสีฟ้า ที่ตกอยู่บนพื้นใกล้กรอบหน้าต่างสีของมันจัดจ้านจนดูไม่เข้ากับห้องนี้มากๆ
“แล้วขนนกนี่ล่ะ? ของเล่นของบัตเตอร์คัพหรือเปล่า”ผมคีบมันขึ้นมาดู
ลิซ่าเดินเข้ามามองใกล้ๆแล้วทำหน้างง “ไม่ใช่ค่ะ หนูไม่เคยเห็นขนนกสีนี้มาก่อนเลยของเล่นของบัตเตอร์คัพส่วนใหญ่เป็ไหมพรมกับกระดิ่งค่ะ”
ผมพยักหน้าเข้าใจความรู้สึกสังหรณ์ใจเริ่มทำงานหนักขึ้น “บัตเตอร์คัพเป็แมวพันธุ์อะไรนะ?”
“พันธุ์ขนยาวๆ ค่ะ พันธุ์เปอร์เซีย ตัวสีขาวโพลนเลย”เธอตอบพร้อมรอยยิ้มเมื่อนึกถึงเพื่อนสี่ขา
“เกียร์ บินสำรวจบริเวณรอบๆ บ้านที ตามหาแมวสีขาวพันธุ์เปอร์เซียถ้าเห็นอะไรผิดปกติให้รีบมารายงานทันที” ผมหันไปสั่งนกคู่ใจ
“เกี๊ยะ! ข้าเพิ่งบอกอยู่หยกๆ ว่าแมวมันน่ากลัว แต่นายท่านสั่งทั้งที่...ข้าจะลองเสี่ยงดวงดูหน่อยก็ได้!” เกียร์บ่นอุบตามนิสัยก่อนจะโผบินออกทางหน้าต่างหายไปในพริบตา
ผมเดินสำรวจต่อจนไปหยุดอยู่ที่ข้างเตียงไม้หลังใหญ่ในจุดที่แสงส่องไปไม่ถึง ผมพบคราบของเหลวบางอย่างที่แห้งกรังติดอยู่บนพื้นไม้ผมจึงคุกเข่าลงไปเพ่งพิจารณาดูใกล้ๆ เพื่อหาความเชื่อมโยง
“อ้อนั่นน่าจะเป็คราบน้ำนมค่ะ” ลิซ่ารีบอธิบายเมื่อเห็นผมจ้องมองจุดนั้น“เ้าบัตเตอร์คัพมันชอบกินนมมากค่ะท่านที่ปรึกษา และมันชอบกินมูมมามจนน้ำนมมักจะเปื้อนติดขนที่พุงกับหางของมันเป็ก้อนเสมอเลยหนูเพิ่งป้อนมันไปเมื่อคืน สงสัยน้ำนมที่ติดขนมันคงจะมาแห้งกรังอยู่ตรงนี้มั้งคะ”
ผมหรี่ตามองคราบของเหลวนั้นด้วยความสงสัยพลางใช้นิ้วััเบาๆ น้ำนมที่ติดขนอย่างนั้นเหรอ
ผมไม่ได้ทักท้วงเด็กน้อยออกไปแต่เลือกที่จะลุกขึ้นแล้วค่อยๆ เดินแกะรอยคราบจางๆ นั้นไปบนพื้นไม้ที่เพิ่งขัดใหม่ร่องรอยของมันไม่ได้เป็แค่หยดวงกลม แต่มันดูเหมือนถูกลากเป็ทางยาวมุ่งตรงไปยังมุมมืดของห้องที่ซึ่งตู้เสื้อผ้าไม้โอ๊กหลังใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่
ผมเอื้อมมือไปจับมือจับทองเหลืองแล้วค่อยๆออกแรงดึงบานประตูตู้ออกภายในมีเพียงชุดกระโปรงสีหวานของลิซ่าแขวนไว้อย่างเป็ระเบียบกลิ่นลาเวนเดอร์ลอยฟุ้งออกมา
“ไม่มีอะไรผิดปกติเลยนี่นา...”ผมพึมพำกับตัวเองพลางเตรียมจะปิดบานประตูตู้ลง
แต่ในจังหวะที่บานไม้กำลังจะสบเข้ากับวงกบนั่นเอง...
ครืดดดดด...กริ๊ก!
เสียงประหลาดดังขึ้นจากเื้ัผนังไม้ภายในตู้มันคือเสียงของวัตถุหนักๆ ที่กำลังเสียดสีกับเนื้อไม้ พร้อมกับเสียงกลไกเล็กๆที่หมุนกระทบกันอย่างต่อเนื่อง
ผมชะงักมือทันทีหัวใจเต้นรัวขึ้นหนึ่งจังหวะสายตาจับจ้องไปที่ส่วนลึกที่สุดของตู้เสื้อผ้าที่มืดมิด
อะไรบางอย่างที่อยู่ในนั้น...กำลังขยับตัว!