ตอนที่ 10
จื่อฮุย
เมื่อชิงเหอจากไปแล้ว จื่อฮุยก็เดินตรงไปเข้าไปยืนที่ด้านข้างของเสวี่ยิ ก่อนจะยื่นขวดยาให้กับเสวี่ยิ พร้อมอธิบายว่า ยาในขวดคือยาฟื้นชีพ ซึ่งใช้รักษาอาการาเ็ได้ดียิ่ง แม้ในตอนแรกเสวี่ยิมีท่าทีลังเลที่จะรับ แต่เมื่อจื่อฮุยยกอ้างเหตุผลว่าขอมอบให้เป็ของขวัญแรกพบปะสหาย และหากเสวี่ยิปฏิเสธเขาคงรู้สึกไม่ดีนัก เสวี่ยิรู้ตัวว่าตัวเองไม่ได้ร่ำรวย แม้จะได้ข้าวของจำนวนหนึ่งมาจากการเดินทางก่อนหน้า แต่ก็แค่เพียงพอให้เลี้ยงตัวเองได้นาน บวกกับท่าทางที่ดูจริงใจของจื่อฮุย เสวี่ยิจึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องปฏิเสธเขาอีก
เมื่อรับขวดยามาจากจื่อฮุย เสวี่ยิก็กล่าวขอบคุณคำหนึ่ง ก่อนจะเปิดจุกที่ปิดอยู่ออก กลิ่นยาหอมฟุ้งกระจายไปทั่วทำให้รู้ได้ทันทีว่าต้องเป็โอสถสูงค่าแน่ ๆ แม้เสวี่ยิจะไม่อยากกินยาที่มีราคาแพงเช่นนี้ เพราะในกระเป๋ามิติเขาเองก็มียารักษาอาการาเ็อยู่ แต่ในเมื่ออยู่ต่อหน้าจื่อฮุยที่เพิ่งมอบยาให้เช่นนี้ เขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นอีก เสวี่ยิจึงกลืนยาฟื้นชีพเข้าไปทันทีหนึ่งเม็ด หลังจากนั้นเพียงแค่หนึ่งลมหายใจความเ็ปทั่วร่างก็บรรเทาลงเป็อย่างมาก แขนขวาที่กระดูกแตกหัก ซึ่งพอจะเคลื่อนไหวได้บ้าง หลังจากที่พลังร้อนลวกเคลื่อนผ่าน แต่หลังจากที่ยาฟื้นชีพออกฤทธิ์ แขนขวาของเสวี่ยิ ซึ่งกระดูกยังคงแตกร้าวอยู่ ก็กลับประสานตัวเข้าหากันอย่างรวดเร็ว จนเหลือเพียงแค่อาการปวดร้าวภายในเท่านั้น
...ยาในขวดนี้ยอดเยี่ยมยิ่งนัก ดูท่าเด็กหนุ่มผู้นี้จะต้องเป็ลูกหลานตระกูลใหญ่ที่ร่ำรวยมากอย่างไม่ต้องสงสัย
"ดี ในเมื่อเราทั้งสองเป็สหายกันแล้ว ข้าเองก็ยังไม่ได้แนะนำตัว ข้ามีนามว่า...จื่อฮุย"
เสวี่ยิพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม "ข้าหลงเสวี่ยิ ท่านเรียกข้าเสวี่ยิก็ได้"
"ดี ดี...! เสวี่ยิ เสวี่ยิ" จื่อฮุยพยักหน้าด้วยความดีใจ ก่อนที่ตบเข้าที่ไหล่บ่าของเสวี่ยิ และเอ่ยให้ทุกคนในบริเวณได้ยินด้วยเสียงอันดัง "บัดนี้ข้าจื่อฮุย และเสวี่ยิได้เป็สหายกันแล้ว หากใครคิดรังแกสหายข้า ข้าจื่อฮุยจะถือว่ามันผู้นั้นเป็ศัตรูของข้าเช่นกัน" สิ้นเสียงรอบข้างก็เงียบกริบ หลายคนมองดูเสวี่ยิด้วยความอิจฉา เพราะจื่อฮุยนั้นเป็ถึงหลานของเ้าเมืองหยกม่วง การได้เป็สหายกับผู้ที่ทรงอำนาจเยี่ยงนี้ถือเป็โชควาสนาอย่างยิ่ง
แม้หลายคนจะอิจฉาตาร้อน แต่กลับมีบางคนที่ตื่นเต้นใจนหน้าถอดสี ซึ่งจะเป็ใครไปไม่ได้นอกจากสองพี่น้องตระกูลหย่ง...หย่งคังและหย่งฉี ที่กำลังช่วยกันแบกร่างไร้สติของพี่ชายพวกมันออกไป
"เสวี่ยิเ้ามาเพื่อลงทะเบียนเข้าสำนักัฟ้าสินะ"จื่อฮุยเอ่ยถาม
"ใช่แล้ว ข้าอยากจะเข้าทดสอบเข้าสำนักัฟ้า
"ข้าเองก็เช่นกัน งั้นพวกเราก็เดินไปด้วยกันเลยดีไหม"
เสวี่ยิพยักหน้ารับ ก่อนจะเดินเคียงข้างจื่อฮุย ตรงไปยังแถวที่ผู้คนกำลังต่ออยู่ แต่แล้วเ้าหน้าที่รับสมัครที่เห็นเหตุการณ์ก็ชิงเดินเข้ามาหาทั้งคู่
"ข้าไม่ทราบมาก่อนว่านายน้อยจื่อฮุยจะเดินทางมาลงทะเบียนในวันนี้"
"อ๋อ พอดีข้าก็ไม่ได้กะจะมาสมัครวันนี้หรอก แต่พอดีข้าพบสหายของข้าที่กำลังจะมาลงทะเบียนพอดี" จื่อฮุยผายมือไปยังเสวี่ยิ
"ไม่ทราบว่าสหายน้อยท่านนี้ชื่อว่า..."
"ข้าแซ่หลง ชื่อเสวี่ยิครับ"
"อ๋อ นายน้อยจื่อ กับสหายน้อยหลง เชิญทางด้านนี้เลยครับ" จื่อฮุยเดินตามเ้าหน้าที่ซึ่งเป็ศิษย์นอกไปยังโต๊ะลงทะเบียน
"ตัดหน้าผู้อื่น...เยี่ยงนี้มันจะดีเหรอ"เสวี่ยิรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะตัดหน้าแซงคิวผู้ฝึกตนคนอื่นพลันเอ่ยขึ้น
"อืม หากว่าเป็การตัดหน้าก็คงไม่ดีนัก" จื่อฮุยหันไปยิ้มกว้างให้กับเสวี่ยิ "แต่พวกเราไม่ได้กำลังจะตัดหน้าพวกเขา แต่นี่เป็ข้อตกลงพิเศษของสำนักัฟ้า กับเมืองหยกม่วง"
"ข้อตกลงพิเศษ" เสวี่ยิเอ่ยขึ้นลอย ๆ ด้วยความสงสัย
"เอาเป็ว่าเ้าตามข้ามาเถอะ รับรองว่าที่เราทำไม่ใช่เื่ผิดแต่ประการใด" เมื่อจื่อฮุยยืนยันหนักแน่น เสวี่ยิจึงไม่ได้ซักถามอันใดอีก ได้แต่เดินตามจื่อฮุยไปอย่างเงียบ ๆ
แต่ไม่ทันที่จื่อฮุยจะได้ลงทะเบียน เขาก็ได้รับข้อความทางลมปราณ ทำให้จื่อฮุยเอ่ยขอตัวออกมาก่อน แต่ยังไม่ลืมกำชับเ้าหน้าที่ซึ่งเดินนำอยู่ให้ดูแลเสวี่ยิแทนเขาด้วย ซึ่งศิษย์นอกของสำนักัฟ้าก็ตอบรับด้วยความสุภาพ ก่อนที่จะเดินนำเสวี่ยิเข้าไปยังห้องรับรองด้านหลังโต๊ะรับสมัคร ก่อนจะลงมือตรวจสอบคุณสมบัติ และกรอกเอกสารการลงทะเบียนสำหรับเสวี่ยิด้วยตนเอง
ข้างเสวี่ยิที่ลงทะเบียนเสร็จเร็วกว่าที่คิดเอาไว้มากมาย ก็อดสงสัยไม่ได้ จึงเอ่ยถามต่อเ้าหน้าที่ ถึงเหตุผลพิเศษที่จื่อฮุยเอ่ยไว้ก่อนหน้า และเมื่อได้รับคำตอบว่าเหล่าบุตรหลานของ ผู้ปกครอง ตระกูลใหญ่เก่าแก่ของเมือง และขุนนางของเมืองหยกม่วง ล้วนแล้วแต่สามารถเข้าสมัครด้วยช่องทางพิเศษ โดยที่ไม่ต้องไปต่อคิวเช่นเดียวกับผู้ฝึกตนทั่วไป
ทำให้เสวี่ยิรู้สึกสงสัยในฐานะของจื่อฮุย แต่ในเมื่อเ้าหน้าที่ก็ไม่ได้เอ่ยถึง เขาก็คิดเอาเองว่าจื่อฮุยคงจะเป็ตระกูลขุนนาง หรือลูกหลานตระกูลใหญ่ของเมืองหยกม่วง เช่นเดียวกับตระกูลหลี่ของหลี่เปียว
.
.
.
บนเหลาสุราในระหว่างที่จื่อฮุย และเสวี่ยิกำลังเจรจากันอยู่ ชิงเหอก็กลับมาคุกเข่าที่ด้านหน้าของจื่อเจิ้ง ซึ่งกำลังขมวดคิ้วแน่น ครุ่นคิดบางสิ่งอยู่ในใจ
"ชิงเหอ เ้าบอกว่าเ้าศิษย์นอกของสำนักัฟ้าใช้ทักษะผลาญโลหิตเช่นนั้น เมื่อพลังของมันหมดจึงถูกเด็กหนุ่มผู้นั้นทำร้ายเอาในวินาทีสุดท้ายเช่นนั้นรึ"
"ครับนายท่าน แม้ตอนแรกข้าจะยังสับสน เพราะระหว่างที่การปะทะสุดท้ายจะจบลง ข้ากำลังพุ่งตัวเข้าไป เพื่อยื่นมือช่วยเด็กหนุ่มผู้นั้นตามที่นายท่านสั่ง แต่แล้วร่างที่ไร้สติของศิษย์นอกของสำนักัฟ้า ก็ลอยมาขวางทางเอาไว้ก่อน ทำให้ข้าไม่อาจเห็นการจู่โจมนั้นได้ถนัดตาครับ"
"อืม...แต่ข้ายังสงสัยว่าเหตุใดการจู่โจมของเด็กหนุ่มที่กำลังจะพ่ายแพ้ กลับรุนแรง และรวดเร็วได้ปานนั้น กลับสามารถทำได้ถึงขั้นออกกระบวนท่าตามหลังแต่ชิงบรรลุถึงก่อน ข้าก็ยังคงสงสัยอยู่"
"ข้อนั้นข้าเองก็สงสัยว่าเด็กหนุ่มจะมีพลังอื่นใดแอบแฝงอยู่อีก ระหว่างนั้นข้าจึงได้แอบใช้ลมปราณตรวจสอบร่างของเขาดู แต่ก็ไม่พบสิ่งใดที่แปลกพิเศษ จะมีก็แค่เืที่ระอุร้อนกว่าทั่วไปบ้างเท่านั้นครับ"
"อืม อาจจะเป็ว่าข้าคงจะอยู่ไกลเกินไปจึงมองเห็นว่า ราวกับว่าเด็กนั้นแผ่พุ่งลมปราณออกมาจากหมัดได้"
"ข้ามั่นใจครับ ว่าไม่น่าจะเป็ไปได้เพราะการจะแผ่พุ่งลมปราณออกมาจากร่างได้ ขั้นต่ำสุดก็ต้องอยู่ในขอบเขตผสานชีพจรเป็อย่างน้อย แต่เด็กหนุ่มนั้นยังอยู่แค่พื้นฐานลมปราณขั้นที่สองเท่านั้น"
"อืม หมดธุระแล้ว เ้าไปได้แล้ว" เอ่ยจบร่างของชิงเหอก็หายไปราวกับภูติพรายอีกครั้ง
.
.
.
หลังจากที่ลงทะเบียนเพื่อเข้าทดสอบในสำนักัฟ้าเสร็จเร็วกว่าที่คิด เสวี่ยิจึงมีเวลาเหลือมากกว่าที่คิดเอาไว้ ทำให้เขาเลือกที่จะเดินไปยังย่านการค้าหลักของเมืองหยกม่วง
ร้านค้าละลานตาตั้งเรียงรายเต็มสองฟากถนน มีทั้งร้านขายอาวุธ ชุดเกราะ เสื้อผ้า ของวิเศษ ตำรับตำรา เหลาสุรา รวมถึงร้านค้าอื่น ๆ อีกมากมาย แต่ร้านที่เสวี่ยิสนใจจริง ๆ มีเพียงแค่ร้านขายโอสถ เพราะตอนนี้ยารักษาาเ็นั้นหาได้สำคัญกับเขาเท่าไรนัก แต่ยาที่จำเป็สำหรับเสวี่ยิในตอนนี้คือ...ยากระตุ้นปราณ ซึ่งจำเป็อย่างยิ่งสำหรับผู้ฝึกตนในขั้นพื้นฐานลมปราณ บวกกับเขาเองอยากรู้ว่ายาที่บรรจุในขวดเพียงเม็ดเดียวซึ่งเก็บได้จากในถ้ำเขตป่าอสูรนั้น มันคือยาอะไรกันแน่
เมื่อตัดสินใจเลือกร้านจำหน่ายโอสถที่้าได้แล้ว เสวี่ยิก็ตรงเข้าไปแลกเปลี่ยนยารักษาาเ็ที่ได้จากถ้ำในเขตป่าอสูร กับยากระตุ้นปราณ แต่เพราะยารักษาาเ็เป็ชนิดทั่วไป ยาทั้งขวดนั้นจึงแลกยากระตุ้นปราณได้เพียงแค่ไม่กี่เม็ด แต่เสวี่ยินึกขึ้นได้ว่ามียาฟื้นชีพที่ได้รับจากจื่อฮุยหลงเหลืออยู่ ทำให้เขาหยิบมันออกมายื่นให้กับพนักงานในร้าน
ทันทีที่เห็นขวดยาพนักงานก็อ้าปากค้าง เพราะมันมีสัญลักษณ์ของเ้าเมืองหยกม่วงประทับอยู่ บวกกับยาฟื้นชีพเป็ยารักษาระดับสูง แม้เพียงเม็ดเดียวก็มีค่าเท่ากับ ยากระตุ้นปราณหนึ่งร้อยเม็ดแล้ว การแสดงขวดยาในครั้งนี้ทำให้เสวี่ยิได้รับผลตอบแทนที่ไม่คาดคิด บวกกับพนักงานพยายามชดเชยส่วนต่างของการแลกเปลี่ยนในครั้งแรก ซึ่งเขาแอบเอาเปรียบเสวี่ยิเอาไว้ โดยการกดอัตราแลกเปลี่ยนให้ต่ำกว่าความเป็จริงพอสมควร ทำให้เสวี่ยิได้รับยากระตุ้นปราณรวมกันทั้งหมดกว่า 150 เม็ด จนแม้แต่ตัวเสวี่ยิเองยังอ้าปากค้างกับมูลค่าของยาฟื้นชีพที่จื่อฮุยมอบให้เขา
แม้จะยังคงสงสัย และตื่นเต้นกับยาฟื้นชีพจำนวนมากอยู่ แต่เสวี่ยิก็ไม่ลืมเหตุผลในการมาเยือนในครั้งนี้ เขาหยิบขวดยาที่บรรจุอยู่กระเป๋ามิติออกมา แม้ขวดจะดูธรรมดา แต่เมื่อเปิดจุกที่อุดอยู่ออก ไอเผ็ดร้อนก็กระจายฟุ้งออกมาในทันที กลิ่นหอมสดชื่นที่พวยพุ่งตามหลังยิ่งทำให้พนักงานร้านค้ามีสีหน้าตื่นตา มันมองดูเม็ดยาสีแดงสดตรงหน้า ก่อนจะนึกถึงขวดยาที่เป็ของจวนเ้าเมือง ซึ่งเสวี่ยิหยิบออกมาก่อนหน้า ทำให้มันไม่กล้าที่จะเอาเปรียบเสวี่ยิอีก
"นายน้อยท่านนี้ ยาที่ท่านเอาออกมานั้น เป็โอสถล้ำค่าที่หายากยิ่งนัก มันคือโอสถธาตุ ถ้าให้ข้าประเมินจากสีสัน และกลิ่นไอของมัน มันน่าจะเป็โอสถธาตุไฟ แต่เื่ของคุณภาพนั้นสุดที่ความสามารถอันต่ำต้อยของข้านั้นจะประเมินได้ และหากท่านจะแลกเปลี่ยนมัน ข้าเกรงว่าทางร้านจะไม่สามารถทำให้สหายน้อยท่านนี้พึงพอใจ" พนักงานร้านเก็บยาเม็ดนั้นกลับเข้าไปในขวดดังเดิม ก่อนจะผลักมันกลับไปยังด้านหน้าของเสวี่ยิ "ข้าแนะนำว่าในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า หอไม้ดำ...ซึ่งเป็หอประมูลอันดับหนึ่งของเมืองหยกม่วงจะจัดการประมูลใหญ่ ซึ่งหนึ่งปีจะจัดเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ข้าว่ายาเม็ดนี้ของนายน้อยน่าจะเอาไปเข้าร่วมประมูลน่าจะสามารถแลกเปลี่ยนเป็สิ่งของที่ท่านพึงพอใจได้มากกว่า"
"อา...งั้นข้าก็ขอขอบใจในคำแนะนำของท่านมาก"เสวี่ยิเอ่ยตอบด้วยความนับถือ ก่อนจะเก็บขวดยาลงกระเป๋า และเดินออกจากร้านไปด้วยความยินดี