…………….
เมื่อลอดอุโมงค์หนีมดที่กำลังตามล่าพวกเขาตามที่อาจารย์บอก ออกมาพ้นจากถ้ำสมมุติ นายหมู่ก็ได้นำพากำลังพลที่มีอยู่อันน้อยนิดเดินไปตามป้ายลูกศรต่อไป
ตอนนี้ถึงตาหมู่อู่ทองแล้ว นายหมู่โชเดินนำเพื่อพาเหล่าเพื่อน ๆ ลูกเสือของเขาผ่านด่านไปและเดินตามลูกศรที่มีอยู่บนป้ายไปเป็ระยะ ๆ จึงได้ไปพบเจอกับด่านแรกที่เป็ด่านลอดอุโมงค์ พอพ้นปากอุโมงค์ก็ได้ประทับตราด้วยแป้งและสีไปตามระเบียบ คราวนี้พวกเขาจึงได้ขึ้นไปบนอาคารสี่ตามที่ลูกศรชี้นำทาง ส่วนอาจารย์ได้นำผ้ามากั้นขึงเป็ลักษณะของทางเดินทำให้เหมือนกับกำลังเดินอยู่ในตรอกซอกซอยที่แคบ พวกลูกเสือจะมองไม่เห็นสิ่งที่อยู่ด้านหลังของผ้าที่ถูกขึงเอาไว้เลย เพื่อทำให้ดูลึกลับไม่เหลือเค้าเดิมของอาคารเรียนเลยสักนิด
พวกเขาเดินตรงไปที่บันไดและก้าวเท้าย่างขึ้นไปทีละขั้น…ทีละขั้น…จนสุดทางก็ถึงที่ชั้นสี่ของอาคารสี่พอดี พอถึงชั้นบนทางด้านขวามือถูกปิดกั้นโดยผ้าผืนใหญ่ที่ถูกขึงตรึงเอาไว้เพื่อปิดกั้นอีกครั้ง เพื่อให้เหล่าลูกเสือทราบโดยสัญชาตญาณว่ามิให้เดินไปที่ตรงนั้นเป็การบังคับกลาย ๆ ว่าจะต้องเดินไปตามทางที่ด้านซ้ายมือได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น!!
หมู่อู่ทองเดินไปตามลูกศรที่ชี้บอกให้เลี้ยวเข้าห้องห้องหนึ่ง พอเข้าไปถึงภายในห้องมีอาจารย์และรุ่นพี่มัธยมปีที่3 รอพวกเขาข้างในห้องอยู่แล้วถึงสามคนคน คือมีอาจารย์หนึ่งท่าน รุ่นพี่ ม. 3 ที่มาเป็ผู้ช่วยอาจารย์อีกสองคน ภายในห้องเรียนนั้นดูโล่งมากมีแค่โต๊ะของอาจารย์หนึ่งตัวกับเก้าอี้ให้นั่งแค่สามตัว เพราะอาจารย์กับรุ่นพี่ต้องนั่งรอลูกเสือแต่ละหมู่มาที่ด่านนี้เลยอาจจะเมื่อยก็ได้ ฉะนั้นลูกเสือทั้ง 14 คนที่ได้เข้ามาจึงต้องยืนกันหมดทุกคน บนกระดานดำมีตัวหนังสือเขียนบอกไว้ว่า ด่านที่1 ตอบคำถาม
“เอาล่ะด่านนี้คือด่านที่หนึ่งนะ เพราะฉะนั้นตรงตามที่เขียนไว้บนกระดานดำ ครูจะมีคำถามให้พวกเธอตอบโดยที่พวกเธอจะต้องจับฉลากของคำถามมาหนึ่งข้อ และต้องตอบให้ถูกต้องเท่านั้นถึงจะผ่านไปด่านต่อไปได้ และครูมีเวลาให้พวกเธอคิดเพียง 15 นาที เท่านั้น!! ถ้าพวกเธอตอบไม่ได้หรือตอบผิดจะต้องโดนเขียนกากบาทด้วยสีแดงบนป้ายที่ครูจะให้พวกเธอไป และต้องตอบคำถามใหม่ในทันทีคือจับฉลากคำถามและตอบภายใน 15 นาทีแต่ถ้าตอบถูกในข้อเดียว จะได้ปั๊มตราดาวนี้ไปครองและผ่านไปด่านต่อไปได้เลย เข้าใจใช่ไหม? มีใครไม่เข้าใจบ้าง?”
“เข้าใจครับ” ลูกเสือทั้งหมดตอบรับอาจารย์พร้อมเพรียงกัน
“ดีมาก!! ป้ายใบนี้ครูจะให้หัวหน้าหมู่ของพวกเธอเป็คนเก็บรักษาเอาไว้นะ ครูทำเชือกไว้ให้คล้องคอได้ เพราะพวกเธอยังต้องใช้ป้ายใบนี้ในด่านถัดไป และการรับคะแนนก็มีผลต่อการเก็บรักษาป้ายของพวกเธอด้วย เอาล่ะ ส่งตัวแทนมาจับฉลากได้”
โชมองหน้าเพื่อน ๆ ทุกคนให้หัวหน้าจับฉลากก่อนคนแรก โชได้คำถามจากอาจารย์
“โอ้…คำถามนี้ง่ายมาก พวกเธอจะต้องตอบได้แน่ ๆ คำถามมีอยู่ว่า โลกของเราเป็ดาวเคราะห์ลำดับที่เท่าไหร่ของระบบสุริยะ? นี่ถ้าพวกเธอตอบกันไม่ได้นะ ครูจะจูนสมองให้พวกเธอกันใหม่ เข้าใจไหม?” อาจารย์แกล้งทำเสียงเข้ม
“โลกเป็ดาวเคราะห์อันดับที่สามจากดวงอาทิตย์ครับอาจารย์” โชและไก่ช่วยกันตอบแทนเพื่อน ๆ
“โชคดีของพวกเธอจริง ๆ นะที่ได้คำถามง่าย ๆ แบบนี้ไป ยังไม่ทันถึงสิบห้านาทีเลยพวกเธอก็ตอบคำถามกันเสร็จเสียแล้วเอาตราปั๊มรูปดาวไป ผ่านด่านไปได้เลยครับ” อาจารย์ปั๊มตราลงบนป้ายกระดาษแล้วเอามาคล้องคอให้กับหัวหน้าหมู่อู่ทอง
พวกเขาออกจากด่านแรกและเดินไปตามทางของลูกศรที่ชี้บอก ลูกศรชี้ให้พวกเขาเดินลงบันไดไปที่ชั้นสามของอาคารที่สี่ พอมาถึงจะเจอป้ายบอกให้เลี้ยวขวา พวกเขาก็เดินตามป้ายไปจนไปถึงห้องห้องหนึ่งที่ประตูเปิดเอาไว้ให้เข้าไปได้ ที่ห้องนี้มีกล่อง ปี๊บ และไหวางอยู่บนโต๊ะ อาจารย์ที่อยู่ในห้องกับรุ่นพี่ ม.3 อีกสามคนยืนรอพวกเขาอยู่ก่อนแล้ว
“เข้าแถว ๆ รายงานตัวด้วย!!” อาจารย์บอกให้ลูกเสือทั้งหมดเข้าแถว
“หมู่อู่ทองแดงเหลือง ชั้น ม. 1 ครับ” พวกเขาตอบรับเสียงดังพร้อมกัน
“ดีมาก!! ที่นี่คือด่านที่สอง ด่านปิดตา ครูจะให้พวกเธอทุกคนปิดตาโดยจะให้รุ่นพี่ ม. 3 ของพวกเธอเป็คนปิดตาให้ จะไม่มีใครเห็นอะไรกันนะ แล้วครูจะให้พวกเธอเอามือล้วงเข้าไปจับหรือััสิ่งของที่อยู่ในกล่องหรือไหพวกนี้ทีละคน เสร็จแล้วให้ตอบว่ามันคืออะไร? และยังห้ามเปิดตาอยู่นะ เพราะจะต้องจับอีก 2 อย่างแล้วค่อยเฉลยตอนท้าย เข้าใจใช่ไหม? ใครไม่เข้าใจให้ยกมือ”
“เข้าใจครับ” ทุกคนตอบพร้อมกัน
แล้วพวกลูกเสือก็ถูกปิดตาด้วยผ้าพันคอของพวกเขาเองโดยรุ่นพี่ ม. 3 ที่มาเป็ผู้ช่วยอาจารย์เป็คนจัดแจงและจัดการให้ ทุกคนมองไม่เห็นแต่ด้วยความพยายามของเด็กในวัยนี้จึงพยายามขยับผ้าปิดตากันบ้าง เงยหน้าแอบส่องตามช่องว่างของผ้าปิดตาบ้าง เพื่อที่จะลอบมองดูสิ่งที่อยู่ตรงหน้านั้นให้ได้ แต่มันก็ไม่มีผล เพราะสิ่งที่อยู่ในกล่องนั้นถูกปิดมิดชิด และมีเพียงแค่รูเล็ก ๆ ที่สามารถเอามือสอดเข้าไปได้แค่มือข้างเดียว โชล้วงเข้าไปก่อนเป็คนแรก เขารู้อยู่แล้วละว่าอาจารย์ได้ใส่อะไรลงไปข้างในนั้น อาจารย์ให้รุ่นพี่ ม. 3 นำกล่องไปให้ลูกเสือทุกคนเอามือล้วงลงไป เสร็จแล้วอาจารย์ก็ถามคำถาม
“มันคืออะไรนักเรียน?”
“กล้วยครับ” ทุกคนตอบเกือบจะพร้อมกัน
“อย่าเพิ่งแกะผ้าปิดตานะ เอาล่ะอันดับต่อไปของที่อยู่ในปี๊บ!! มา!! ลองมาจับกัน”
รุ่นพี่ ม. 3 ที่มาเป็ผู้ช่วยให้กับอาจารย์นำพวกลูกเสือให้เดินมาทีละคนแล้วให้พวกเขาเอามือล้วงลงไปในปี๊บ ในตอนแรก โชก็สะดุ้งเล็กน้อยถึงจะรู้ว่าของที่อาจารย์ได้เอามาให้จับนั้นไม่ได้เป็ของอันตรายแต่อย่างใด แต่มันมีน้ำเย็น ๆอยู่ข้างในนั้นและของข้างในก็มีลักษณะนิ่ม ๆ ลื่น ๆ สั้นบ้างยาวบ้างจนทำให้เกิดอาการสะดุ้งเพราะว่ามันเย็นนี่แหละ และทำให้ไก่ต้องร้องแบบใคิดว่ามันคือตัวอะไรแปลก ๆ ทุกคนต่างสะดุ้งและรู้สึกขยะแขยงคิดไปต่าง ๆ นานาแตกต่างกัน
“เอาล่ะ…พวกเธอคิดว่าสิ่งนี้คืออะไร?”
“ลอดช่อง” โชตอบ
“ไส้เดือน” “หนอน” พวกลูกเสือในหมู่อู่ทองเริ่มตอบไม่เหมือนกันเสียแล้ว ส่วนอาจารย์และรุ่นพี่ ม. 3 เริ่มอมยิ้มและหัวเราะคิกคัก
“เอ้า ๆ จะเอายังไง? จะตอบว่าอะไรกันแน่?” อาจารย์ถามพวกเขาซ้ำอีกครั้ง
โชปรึกษากับเพื่อน ๆ ในกลุ่มหมู่อู่ทองของเขาว่า
“สิ่งนี้คือลอดช่องอย่างแน่นอน”
“ทำไมถึงคิดว่าเป็ลอดช่องล่ะ? เราว่ามันคือไส้เดือนนะ” ดำโต้แย้ง
“ฉันว่ามันเป็หนอนชัด ๆ หนอนตัวใหญ่ ๆ ด้วย อี๋…” ไก่ดูท่าทางจะวิตกจริตไปมากเหมือนกันนะนี่
“มันไม่ใช่ทั้งหนอน และไส้เดือนหรอกนะเพื่อน เพราะถ้าเป็ไส้เดือนหรือหนอนมันจะต้องขยับตัวของมันเองได้สิ แต่ฉันลองจับดูแล้วมันไม่สามารถขยับได้เลยแต่พวกรุ่นพี่ ม. 3 แกล้งเขย่าปี๊บ อีกอย่าง…มันอยู่ในน้ำมันเลยมีลักษณะลื่น ๆ พวกนายโดนอาจารย์หลอกแล้วล่ะ”
และแล้วพวกเขาก็เชื่อในสิ่งที่หัวหน้าหมู่ของพวกเขาพูด
“ลอดช่องแน่นอนครับอาจารย์” เสียงโชพูดดัง ๆ อีกครั้ง
อาจารย์ได้ให้พวกเขาเดินมาจับสิ่งของที่อยู่ในไหต่อไป โดยให้รุ่นพี่ ม. 3 เป็คนพามาล้วงไหทีละคน โชล้วงเข้าไปก่อนเป็คนแรก ความรู้สึกแรก เขารู้สึกถึงความเปียกแต่เละติดมือ ลักษณะแฉะแบบหยำแหยะค่อนข้างข้นเหมือนของเละ ๆ ติดมือน่าขยะแขยง แต่อันสุดท้ายนี้มีความพิเศษตรงที่อาจารย์ให้พวกเขาทุกคนดมกลิ่นด้วย ซึ่งกลิ่นที่ได้มันมีกลิ่นเหม็นเหมือนกันจึงทำให้เด็ก ๆ เริ่มโวยวาย
“เฮ้ย!! ขี้!! ขี้เหรออาจารย์?”
“ไม่ใช่!? มันคือกะปิที่ใส่น้ำปลาร้าผสมลงไปต่างหาก”
อาจารย์ทนไม่ไหว หัวเราะออกมาเสียงดังจนพวกรุ่นพี่ ม. 3 ก็หัวเราะออกมาเช่นกัน
“เอาล่ะ เอาล่ะ เอาผ้าปิดตาออกได้ แล้วมาดูกัน…ว่าของที่อยู่ในภาชนะทั้งสามอย่างนี้คืออะไร?”
ทุกคนเปิดผ้าปิดตาออก ต่างก็อยากจะรู้ว่าของที่อยู่ภายในกล่องคืออะไร ของที่อยู่ในกล่องนั้นพวกเขาตอบถูกทุกคนมันคือกล้วยหอมนั่นเอง ส่วนของที่อยู่ในปี๊บคือลอดช่องสิงคโปร์ที่โชบอกได้ถูกต้อง ส่วนอันที่อยู่ในไหนั้นคือ กะปิที่ใส่น้ำปลาร้าจริง ๆ ด้วย มันจึงเหม็นติดนิ้วติดมือของทุกคน อาจารย์ให้ทุกคนเอามือไปล้างน้ำที่อยู่ในถังที่เตรียมเอาไว้หลังห้อง แล้วอาจารย์ก็ปั๊มดาวลงไปในแผ่นป้ายที่หัวหน้าหมู่โชห้อยคอนั่นเอง
“เอาล่ะ ทีนี้เชิญพวกเธอออกจากด่านในห้องนี้ได้เลยครับ พวกเธอผ่านด่านแล้วไปด่านต่อไปได้เลย”
และแล้วพวกลูกเสือก็เดินทางตามลูกศรอีกต่อไป…
…………..
พวกเขาเล่นด่านผจญภัยไปจนครบ 5 ด่านแล้วในภาคเช้า อาจารย์ก็ได้ประกาศให้ลูกเสือทุกคนไปรวมตัวกันที่โรงอาหาร และร่วมรับประทานอาหารกันได้เลย มีเวลาพักให้แค่หนึ่งชั่วโมงเท่านั้น พอพักเที่ยงเสร็จแล้วให้ไปรวมตัวกันที่หอประชุมอีกครั้งหนึ่ง พวกเด็ก ๆ หน้าตายังขะมุกขะมอมกันอยู่เลย จึงทำให้พวกเขาไปล้างหน้าล้างตากัน
หลังจากรับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อย พวกลูกเสือทั้งหลายก็ไปนั่งรอที่หอประชุม อาจารย์บอกกับลูกเสือทุกคนว่าคืนนี้จะมีการเล่นรอบกองไฟขอให้แต่ละหมู่เตรียมการแสดงมาเล่นโชว์เพื่อน ๆ ลูกเสือทุกคนด้วย และในวันนี้เนื่องด้วยจะมีการละเล่นรอบกองไฟในตอนเย็นของวันนี้จึงงดทำอาหารกินเองแต่ทางโรงเรียนจะจัดอาหารให้ลูกเสือทุกคนโดยไม่ต้องทำกันเองอีก และต่อจากนี้จะต้องไปผจญภัยด่านบังคับคือ ด่านปีนป่าย ด่านคลานมุด และด่านข้ามเชือก ที่ทางผู้อำนวยการ ได้ให้ภารโรงและอาจารย์ช่วยกันจัด ด่านบังคับนี้ลูกเสือทุกคนรวมถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ด้วยจะต้องทำภารกิจนี้กันทุกคน ซึ่งมันจะเลอะเทอะและเปรอะเปื้อนแต่พวกเขาจะสนุกกันมากที่สุด!!
ด่านบังคับด่านแรกคือ ด่านปีนป่าย อาจารย์จะให้ลูกเสือปีนขึ้นต้นไม้ที่ไม่ได้สูงมากจนเกินไปและลงมาโดยบันไดเชือก ซึ่งด่านนี้สนุกแล้วก็ง่ายอย่างมากสำหรับพวกเขา เสร็จแล้วก็ต้องพากันเดินไปที่ด้านหลังอาคารสี่ที่เป็กองเนินดินซึ่งสถานที่ตรงนั้นมีคูที่ขุดเอาไว้เป็ทางเดินของน้ำ แต่ตอนนี้ปิดทางน้ำเอาไว้ให้น้ำขังอยู่ในบ่อแต่เพียงอย่างเดียว ก็จะเจอด่านบังคับที่สองเป็ลำดับต่อไป
ด่านบังคับที่สองคือ ด่านคลานมุด ลูกเสือทุกคนจะต้องคลานและมุดลงไปในคูที่ถูกใบไม้กิ่งไม้ปิดกั้น้าเอาไว้อยู่ และข้างในของคูดินนั้นบางพื้นที่จะแห้งแข็งแต่บางพื้นที่ก็จะยังคงเฉอะแฉะอยู่นิดหน่อย จึงทำให้เวลาที่มุดลงไปจะเปื้อนดินโคลนได้โดยง่าย พวกเขาออกจะทุลักทุเลกันไปบ้างเล็กน้อยแต่ก็ยังคงสนุกสนานกันอยู่ เสร็จจากด่านนี้ก็ต้องเดินต่อไปที่ต้นไม้ข้างบ่อน้ำจะพบกับอาจารย์และเชือกที่ขึงกับต้นไม้สองฟากฝั่งของบ่อน้ำ นั่นคือด่านบังคับด่านที่สามหรือว่าด่านสุดท้ายนั่นเอง
ด่านบังคับด่านสุดท้ายคือ ด่านข้ามเชือก อาจารย์จะให้ลูกเสือทุกคนขึ้นไปยืนบนเชือกที่ขึงพาดไว้สองเส้น จากต้นไม้ฝั่งหนึ่งของบ่อน้ำตื้นไปยังต้นไม้อีกฝั่งหนึ่งที่อยู่ตรงกันข้ามของบ่อน้ำ โดยลูกเสือจะต้องเหยียบเชือกเส้นที่อยู่ด้านล่าง และใช้มือจับเชือกเส้นที่อยู่้า พยายามประคองตัวเองให้รอดแล้วเดินจับเชือกไปแบบนี้จนถึงฝั่งตรงกันข้ามให้ได้โดยไม่ตกลงสู่น้ำในบ่อเสียก่อนซึ่งมันก็จะเป็ไปได้ยากเหลือเกิน เพราะว่ามีอาจารย์ที่อยู่กำกับเชือกทั้งสองฝากบนฝั่งเพื่อความปลอดภัยนั้นจะคอยช่วยแกล้งเขย่าและแกว่งเชือกเพื่อให้เชือกที่ถูกขึงไว้อยู่นั้นแกว่งไปแกว่งมา ทำให้ลูกเสือทั้งหลายเสียศูนย์แล้วก็ตกลงในบ่อน้ำจนในที่สุด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อความสนุกนั่นเองไม่ได้มีอันตรายแต่อย่างใด ด่านปีนเชือกนี้จึงทำให้ทุกคนได้เปียกปอนกันไปอย่างเลอะเทอะเละเทะกันเสียหมด แต่มันก็สนุกมากด้วยเช่นกัน
พอเลอะเทอะกันได้เต็มที่แล้ว อาจารย์ก็ให้ทุกคนไปเตรียมตัวอาบน้ำ และก็ให้เวลาแค่ 1 ชั่วโมงครึ่งเมื่อครบเวลาตามกำหนดให้มารวมตัวกันที่โรงอาหารเพื่อรับประทานอาหารในตอนเย็นต่อไป
เมื่อรับประทานอาหารมื้อเย็นเสร็จแล้วลูกเสือทุกคนไปพักที่ห้องพักเพื่อเตรียมตัวคิดเื่การโชว์แสดงของแต่ล่ะหมู่เพื่อเล่นรอบกองไฟต่อไป และต้องพร้อมเมื่อถึงเวลาสองทุ่ม
…………..
ถึงเวลาสองทุ่มแล้ว
ลูกเสือทั้งน้อยและใหญ่ต่างก็เดินทางมาพร้อมเพรียงกัน โดยอาจารย์ให้พวกเขานั่งล้อมกันเป็วงกลมรอบกองไฟ ตรงกลางของวงนั้นจะมีกองฟืนวางไว้อยู่กองใหญ่ และอาจารย์ก็ให้ลูกเสือยืนตรงและทำพิธีอัญเชิญไฟศักดิ์สิทธิ์มาที่กองฟืนที่อยู่ตรงกลาง โดยอาจารย์จะเทน้ำมันสำหรับให้ติดไฟได้ง่ายที่กองฟืนกองใหญ่นั้น แล้วนำคบไฟศักดิ์สิทธิ์มาใส่ในกองฟืนจนไฟนั้นลุกโชติ่ชัชวาล และอาจารย์ก็ได้ให้ลูกเสือรุ่นพี่ชั้น ม. 3 ทำการตีกลองทอมที่คณะครูอาจารย์ได้นำ มาให้เด็ก ๆ ได้ใช้ในการเล่นกิจกรรมรอบกองไฟนี้
ส่วนทางด้านเนตรนารีก็ได้มีกิจกรรมเล่นรอบกองไฟเหมือนกันกับของลูกเสือ แต่ทางคณะครูอาจารย์ที่ดูแลกลุ่มของเนตรนารีนั้น ให้พวกเนตรนารีจัดกิจกรรมเล่นรอบกองไฟกันที่หอประชุมของทางโรงเรียน เพราะจำนวนของเนตรนารีมีจำนวนน้อยกว่าลูกเสือถึง หนึ่งในสาม เลยให้เนตรนารีจัดกิจกรรมกันในหอประชุมไป โดยกองไฟของเนตรนารีนั้นจะเป็กองไฟสมมุติ คือเอากองฟืนมาวางเฉย ๆ และนำเชือกฟางสีแดงทำการคลี่ออกมามัดที่ตรงกองฟืนในหลาย ๆ จุดและฉีกเชือกฟางที่มัดกับฟืนเรียบร้อยแล้วให้ฉีกออกเป็เส้นฝอย แล้วนำพัดลมมาวางไว้ข้างใต้กองฟืนโดยวางหงายหน้าพัดลมขึ้น เมื่อเปิดสวิตช์พัดลมมันจะเป่าเส้นเชือกฟางที่มัดกับกองฟืน เชือกฟางที่ถูกลมจากพัดลมข้างใต้จะทำให้เชือกฟางลอยตัวแล้วขยับปลิวไปมาคล้ายกับเปลวไฟ แถมใช้สปอตไลต์ส่องไปที่กองฟืนนั้นด้วยเพื่อให้ดูสว่างขึ้น
พวกเด็ก ๆ ทุกคนรวมถึงคณะครูอาจารย์ได้มีส่วนร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ทั้งเหนื่อยและสนุกปะปนกันไป พวกเขาได้ทำการร้องเพลงบ้าง แสดงละครบ้าง เต้นโชว์ก็มี หรือแม้กระทั่งเล่นตลก มุขอาจจะดูกร่อย ๆ แต่ก็เรียกความสุขได้ คืนนั้นกว่าจะจบงานก็ห้าทุ่มเศษ ๆ
ดึกมากแล้วอาจารย์ให้ทุกคนแยกย้ายกันเข้านอน วันนี้ไม่มีใครเล่นกันในตอนกลางคืนอีกเลยเพราะว่าทุกคนต่างก็หลับผล็อยกันไปอย่างง่ายดาย…