บทที่ 10 ฉันทำความดี
ร่างกายของนักบำเพ็ญเพียรใน่ฝึกฝนพลังิญญานั้นแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปมาก แม้ว่าเธอจะเป็เพียงเด็กตัวเล็ก ๆ ที่คาบขวดนม แต่การรับมือกับขี้เมาพวกนี้ก็ไม่ใช่เื่ยากเย็นอะไร
เมื่อเห็นคนถูกซัดจนตัวปลิวออกไปพร้อมกับร้องโหยหวนด้วยความเ็ป คนอื่น ๆ ในห้องส่วนตัวก็เริ่มรู้สึกตัว
พวกเขาพบว่าสถานการณ์ไม่ค่อยสู้ดีนัก จึงคิดจะหลบหนี แต่ทว่าประตูทางออกถูกเสิ่นจืออินยืนขวางเอาไว้
แม้ว่าจะมีบางคนที่ฉวยโอกาสตอนชุลมุนวิ่งฝ่าออกไปได้ แต่ก็ถูกมือเล็ก ๆ ของเธอคว้าจับโยนกลับเข้ามาในห้อง
วันนี้มีเสิ่นจืออินอยู่ที่นี่ เธอจะไม่ปล่อยให้ผู้ร้ายแม้แต่คนเดียวหนีไปได้!
หลังจากได้รับการสั่งสอนจากท่านผู้เฒ่าเป็เวลากว่าหนึ่งปี เธอจึงมีความรู้เื่กฎหมายอยู่บ้าง
แต่ดูเหมือนว่า...จะไม่มากเท่าไหร่
เมื่อเ้าหน้าที่สายตรวจมาถึง พวกเขาเห็นเสิ่นจืออินนั่งไขว่ห้างอยู่บนแผ่นไม้หน้าประตู กอดอกเอาไว้พร้อมกับจ้องมองผู้คนภายในห้องอย่างไม่วางตา
ผู้จัดการบาร์และเ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยยืนตัวสั่นเทาด้วยความกลัวอยู่หน้าประตู ไม่กล้าเข้าใกล้เสิ่นจืออิน
เพราะตอนที่พวกเขามาถึง พวกเขาได้เห็นภาพเด็กหญิงตัวน้อยกำลังโชว์ฝีมืออย่างดุเดือด
นี่มันตัวอะไรกัน พวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะเข้าใกล้!
“ใครเป็คนแจ้งสายตรวจ”
“ฉัน ฉันเอง”
เมื่อได้ยินเสียงเรียก เสิ่นจืออินจึงยืดคอพร้อมกับชี้มาที่ตัวเอง ดวงตากลมโตเป็ประกายวิบวับเมื่อเห็นคนรู้จักอยู่ในกลุ่มนั้น
ฉินเจิน “...”
คุณย่าเสิ่นคนนี้ไม่ธรรมดาจริง ๆ ไม่กี่วันก่อนก็เพิ่งก่อเื่ไป วันนี้ก็…
“ไปกับพวกเราหน่อย”
ภายในห้อง เหล่าคนที่กำลังร้องโอดครวญ เมื่อเห็นสายตรวจก็พากันร้องไห้ระงมอย่างน่าเวทนา ราวกับเห็นพระเ้ามาโปรด
ยัยเด็กนั่นมันปีศาจชัด ๆ!
ณ สำนักลาดตระเวน
หลังจากที่ได้ทราบเื่ราวทั้งหมด กลุ่มของพี่หม่าก็ได้สร้อยข้อมือเงินมา
เสิ่นจืออินนั่งตัวตรงอยู่บนเก้าอี้ มือเล็ก ๆ ทั้งสองข้างวางอย่างเรียบร้อยอยู่บนตัก ดูไร้เดียงสาอย่างที่สุด
“นี่เธอคิดว่าที่นี่เป็บ้านหรือไงกัน แค่ไม่กี่วันก็มาถึงสองครั้งแล้ว”
ฉินเจินพูดติดตลกว่า “เด็กตัวแค่นี้ ทำไมถึงไปอยู่ในบาร์แบบนั้นได้ หย่านมแล้วหรือยังเนี่ย?”
“ฉันไม่รู้นี่ว่าเด็กเข้าไม่ได้ เห็นพวกเขาลากผู้หญิงที่ดูไม่เต็มใจไป ฉันก็เลยเข้าไปช่วยเหลือ”
เธอพูดอย่างฉะฉานและมีเหตุผล และจากกล้องวงจรปิด สิ่งที่เธอพูดนั้นเป็ความจริง
ฉินเจินถามขึ้นว่า “เธอรู้ได้ยังไงว่าผู้หญิงคนนั้นไม่เต็มใจ”
เสิ่นจืออินเอียงคอเล็กน้อย “ก็ดูออกนะ เธอโดนวางยา แถมยังมีเคราะห์ร้ายติดตัวอยู่”
ฉินเจิน “...”
พูดไปพูดมา ทำไมเธอถึงโยงไปเื่ไสยศาสตร์ได้ล่ะเนี่ย
“หัวหน้าฉินครับ”
สายตรวจชายคนหนึ่งเดินเข้ามา เขามองเสิ่นจืออินด้วยสายตาแปลก ๆ
“ถามชัดเจนแล้วครับ ทุกคนพูดตรงกันว่าโดนเด็กคนนี้ทำร้าย”
ถ้ามีแค่คนเดียวหรือสองคนที่พูดแบบนี้ พวกเขาอาจคิดว่าคนพวกนั้นเสพยาจนเกิดภาพหลอน
แต่ทุกคน รวมถึงผู้จัดการบาร์และเ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยต่างก็พูดแบบเดียวกัน
แสดงว่าเป็เื่จริง
“เธอเป็คนทำร้ายพวกเขาจริง ๆ เหรอ?”
ฉินเจินรู้สึกว่าไม่น่าเชื่อ เด็กตัวแค่นี้ ะโต่อยยังโดนแค่ไหล่คนอื่นเลยมั้ง
เสิ่นจืออินกอดขวดนมดูดไปสองสามที พอเหลือบมองนมที่เหลืออยู่ก็รู้สึกเสียดายเล็กน้อย
“ฉันต่อยพวกเขาผิดกฎหมายเหรอ?”
ฉินเจินตอบว่า “การทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็เื่ผิดกฎหมาย”
เสิ่นจืออินรีบส่ายหน้าปฏิเสธทันที “ฉันไม่ได้ต่อยนะ ฉันตัวแค่นี้เอง พวกนั้นตัวใหญ่กว่าตั้งเยอะ แถมยังมากันตั้งหลายคน!” เธอพูดด้วยแววตาใสซื่อ บ่งบอกถึงความบริสุทธิ์ใจ
ฉินเจินอดไม่ได้ที่จะยกยิ้มมุมปาก ถ้าเื่มันไม่เหนือความคาดหมายขนาดนี้ เขาคงไม่มีทางเชื่อหรอกว่าเด็กอย่างเสิ่นจืออินจะสามารถต่อยผู้ใหญ่ได้มากขนาดนั้น แถมส่วนใหญ่ยังเป็ผู้ชายอีกต่างหาก
ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้เธอจะมีประวัติอันน่าทึ่งในการจัดการกับหมาดุมาก่อนก็เถอะ
แต่เื่แบบนี้ ไม่ว่าใครก็ต้องรู้สึกเหลือเชื่อทั้งนั้นแหละ
“นี่เป็สถานการณ์พิเศษ พวกเขาเสพยาเสพติด แถมยังวางยาคนอื่นอีก เธอเป็พลเมืองดี กล้องวงจรปิดก็แสดงให้เห็นแล้วว่า พวกนั้นเป็ฝ่ายเริ่มทำร้ายเธอก่อน เธอแค่ป้องกันตัว ถือเป็การกระทำที่ชอบธรรมตามกฎหมาย ดังนั้นต่อให้เธอเป็คนต่อยจริง ๆ มันก็ไม่ส่งผลกระทบอะไรกับเธอหรอก”
เ้าหน้าที่สายตรวจที่อยู่ข้าง ๆ เสริมว่า “และเนื่องจากเธอแจ้งความและช่วยสายตรวจจับกุมผู้เสพยาทั้งหมดนี้ได้ เธอจะได้รับรางวัลอีกด้วย”
เมื่อได้ยินแบบนั้น คำพูดของเสิ่นจืออินก็เปลี่ยนไปทันที
เธอยืดอกเล็ก ๆ ของตัวเองอย่างภาคภูมิใจ “ใช่แล้ว! ฉันเป็คนโทรแจ้งเอง ฉันเห็นเหตุการณ์ไม่ชอบมาพากลจึงช่วยเหลือ!”
ทั้งฉินเจินและสายตรวจคนนั้นต่างก็พูดไม่ออก การเปลี่ยนท่าทีเพื่อฉวยโอกาสของเธอช่างรวดเร็วจริง ๆ ไม่รู้ว่าใครเป็คนสอนเด็กน้อยเ้าเล่ห์คนนี้มา
หลังจากที่ทุกอย่างชัดเจนแล้ว ฉินเจินกำลังจะไปส่งเธอกลับบ้าน
“คุณรู้ไหมว่าที่ไหนขายเตาหลอมยาบ้าง?”
ฉินเจินขมวดคิ้ว “เตาหลอมยา?”
“หมายถึงหม้อดินเผาสำหรับต้มยาอะไรทำนองนั้นเหรอ?”
เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ส่ายหัว “ก็คือเตาแบบที่ใช้ในการเล่นแร่แปรธาตุไง”
ฉินเจินพูดไม่ออกไปครู่หนึ่ง “เธอติดละครมากเกินไปหรือเปล่า เด็ก ๆ ไม่ควรดูละครกำลังภายในมากเกินไป”
“ตอนนี้ที่บ้านไม่มีใครอยู่ ฉันไม่อยากกลับไป คุณพาฉันไปซื้อหน่อยสิ ฉันจำเป็ต้องใช้”
“ก็ได้” ฉินเจินทนคำออดอ้อนของเธอไม่ไหว จึงตอบตกลง
ทั้งสองคนมาถึงถนนสายโบราณวัตถุ
ทันทีที่เข้ามาในถนนสายนี้ เสิ่นจืออินก็ตกตะลึง “ว้าว ยังมีที่แบบนี้อยู่อีกเหรอ?”
เธอมองดูถนนสายนี้ที่เต็มไปด้วยมนต์ขลัง ดวงตากลมโตเป็ประกายงดงาม ดูท่าวันนี้เธอต้องหาเตาหลอมยาได้แน่ ๆ
“เตาที่เธอพูดถึง ถนนสายนี้น่าจะมีขาย ที่นี่เป็ที่ขายโบราณวัตถุ แต่ส่วนใหญ่จะเป็ของปลอม”
“อืม” เสิ่นจืออินพยักหน้า จากนั้นก็รีบเดินเข้าไปกับฉินเจินทันที
ในวงการโบราณวัตถุมีของปลอมมากมาย หากไม่มีวิสัยทัศน์ที่ดีพอ ก็อาจถูกหลอกลวงได้โดยง่าย
ที่นี่ค่อนข้างมีผู้คนพลุกพล่าน
เสิ่นจืออินมองสำรวจไปรอบ ๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“อันนี้ขายยังไงคะ?”
เสิ่นจืออินนั่งยอง ๆ หน้าแผงขายของ พลางชี้ไปที่หม้อสามขาใบเล็กซึ่งทำจากทองสัมฤทธิ์
“หนูน้อย ตาแหลมนะเนี่ย นี่มันหม้อสามขาสมัยราชวงศ์ฉินเชียวนะ รู้ไหมว่าราชวงศ์ฉินน่ะผ่านมากี่ปีแล้ว...”
พ่อค้าแผงลอยพูดน้ำไหลไฟดับ พรรณนาอย่างออกรสออกชาติ ก่อนจะบอกราคาออกมา
“เห็นว่าเธอเป็เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ วันนี้ฉันจะยอมขายขาดทุนให้ไปเลยแล้วกัน แค่ห้าแสน!”
ฉินเจินที่ยืนอยู่ด้านหลังถึงกับทนฟังต่อไปไม่ไหว
“พูดอะไรน่ะ เท้านายยังไม่เท่าเท้าสิงโตเลย แต่ปากนายนี่สิ ใหญ่กว่าปากสิงโตอีก! จะขายตั้งห้าแสนเนี่ยนะ? ห้าร้อยยังไม่ถึงเลยมั้ง”
“ใหม่เอี่ยมขนาดนี้ คนอื่นเขายังอุตส่าห์ทำให้ดูเก่าหน่อยมาหลอกขาย นี่อะไร ถึงจะบอกว่าการซื้อของแบบนี้มันก็เหมือนเสียค่าโง่ แต่คนอื่นเขายังใส่ใจกับรายละเอียด นี่มันไม่ใช่ของที่ขุดได้สมัยราชวงศ์ฉินหรอก มันเพิ่งออกมาจากเตาเผาชัด ๆ”
พ่อค้าหน้าสั่น คนนี้พูดความจริงออกมาทำไมกัน
เขาประมาทไปหน่อย ไม่คิดว่าจะมีผู้ปกครองที่รู้ทันมาด้วย
หรือว่าเขาไม่ชอบให้มันดูเก่าลงหน่อยเหรอ? แต่เตาเผานี้ไม่ว่าเขาจะทำยังไงก็ดูใหม่เอี่ยม ไม่รู้เหมือนกันว่าใช้วัสดุอะไร
“ไปเถอะ พวกเราไปดูที่อื่นกัน”
ฉินเจินจูงมือเสิ่นจืออินและกำลังจะออกไป
เ้าของแผงลอยรีบะโเรียก “เดี๋ยวก่อน ราคาคุยกันได้ ถึงแม้ว่า...เอาเตาใบนี้กลับไปตั้งที่บ้านก็ดูดีไม่ใช่เหรอ”
เขาพูดด้วยสีหน้าประจบสอพลอ พร้อมกับเอามือถูกันไปมา
“คุณลองว่าราคามาสิ เท่าไหร่ฉันก็ขาย”
เสิ่นจืออินมองเตาใบนั้นตาละห้อย แล้วดึงมือฉินเจินเบา ๆ
ฉินเจินก้มลงถามเสียงเบา “อยากได้จริง ๆ เหรอ?”
เสิ่นจืออินพยักหน้า
อยากได้!
ฉินเจินพูดว่า “ห้าสิบ”
พ่อค้า “...”
พี่ชาย เล่นตลกอะไรเนี่ย?
“ห้าสิบไม่ได้หรอก ถึงจะไม่ใช่ของสมัยราชวงศ์ฉิน แค่งานฝีมือ วัสดุ ก็เกินห้าสิบแล้ว อย่างต่ำต้องห้าร้อย!”
“หนึ่งร้อย”
“สี่ร้อยห้าสิบ”
“....”