บทที่ 4 พี่ชายคนที่สาม
โชคดีที่ชาวบ้านแถบนี้หวาดกลัวและไม่เต็มใจเก็บของป่าในป่าลึก พวกนางจึงพบเห็ดจำนวนมากหลังเดินเข้ามาได้ไม่นาน
เจียงเซิงพาเจิ้งหรูเชียนเร่งรีบเก็บถอนพวกมันออกมา
เวลาผ่านไป ตะกร้าไม้ไผ่ก็เต็มแล้ว
“พวกเรารีบไปกันเถอะ” เจิ้งหรูเชียนสั่นกลัว หวาดระแวงว่าจะมีสิ่งใดโผล่มา
เจียงเซิงสงบเงียบเทเห็ดในตะกร้าลงบนผ้าผืนเก่า ม้วนผูกไว้ที่เอว แล้วเก็บเห็ดต่อไป
พวกนางเก็บจนพระอาทิตย์ใกล้ตกดิน กระทั่งตะกร้าไม้ไผ่เต็มอีกครั้ง จึงพากันเดินทางกลับจากูเา พวกนางไม่เจอหมูป่าหรือถูกงูพิษกัดนับว่าโชคดีจริง ๆ
เจียงเซิงดีใจยิ่งนัก กอดเห็ดไว้เต็มอ้อมอก รีบเดินกลับวัดร้าง
นางแยกเห็ดส่วนหนึ่งออกเพื่อทำอาหารกิน ส่วนที่เหลือก็เรียนรู้วิธีมาจากพวกชาวบ้าน จัดการตากไว้บนพื้น เพราะวิธีนี้จะทำให้เห็ดสูญเสียความชื้นและทำให้เก็บรักษาได้นานขึ้น
แต่นางไม่รู้ว่าเห็ดที่ตากจนแห้งเกินไป จนน้ำหนักเบา จะทำให้เสียราคาตามไปด้วย
เจียงเซิงตากเห็ดรวมสามวัน
เปลือกนอกของเห็ดแห้งกรังแล้ว แต่ด้านในยังคงชุ่มชื้น นางคิดว่าการตากระดับนี้คงดีแล้ว จึงแบกตะกร้าไม้ไผ่ออกไปที่ตลาด
เจิ้งหรูเชียนยังคงเป็เพื่อนร่วมทางด้วยเสมอ
ก่อนออกเดินทาง เจียงเซิงตบอกรับปาก “พี่สวี่โม่ ข้าจะตั้งใจหาเงินนำหนังสือมาให้ท่านได้แน่นอน”
สวี่โม่ยิ้มพยักหน้า
นางหมุนกาย พลางผ่อนลมหายใจ
เื่ขายเห็ดนั้น เจิ้งหรูเชียนและสวี่โม่คิดว่าเป็เื่ง่าย แต่แท้จริงแล้วไม่ง่ายดายสักนิด
การเก็บเห็ดไม่ยาก การตากเห็ดไม่ยาก การขายเห็ดก็ไม่ยากเช่นกัน
แต่สิ่งที่ยากคือการเก็บรักษาและเงินที่ได้จากการขายมันต่างหาก
นับั้แ่ก้าวเท้าเข้าสู่ตลาด นางจับจ้องไปทุกทิศทางอย่างระแวดระวัง เพื่อให้แน่ใจว่าพวกชายขอทานนั้นไม่อยู่ ก่อนค้นหามุมเหมาะ ๆ วางตะกร้าไม้ไผ่ลงแล้วร้องขายของดัง ๆ
สินค้าจากป่านั้นเป็ที่นิยมอย่างยิ่ง ซ้ำเห็ดที่แห้งสนิทยังถูกคนซื้อไปอย่างรวดเร็ว
เจิ้งหรูเชียนมองเงินสิบกว่าเหวินด้วยสายตาแวววาว เขาดีใจจนแทบะโโลดเต้นไปทั่ว
อา ความรู้สึกที่ได้รับผลกำไรนี้ต่างหากที่เขาชอบ!
แต่เจียงเซิงกลับยิ่งรอบคอบ แบ่งเงินออกเป็สองส่วน นำติดตัวพวกนางไว้คนละครึ่ง
“พวกเราไปวางเงินหนังสือเถอะ”
แม้ทุกอย่างจะราบรื่นกระทั่งพวกนางเดินพ้นตลาด แต่เมื่อเจียงเซิงกำลังจะนึกโล่งอก ขณะเดินผ่านตรกกลับถูกคนขวางไว้ทันที
คนสี่ห้าคนล้อมหน้าหลังพวกนางไว้ ท่าทีเหยียดหยัน “ส่งมันมาให้พวกข้า”
“ส่งอะไร” เจียงเซิงแกล้งไม่เข้าใจ หวังให้ผ่านเื่นี้ไปได้
นางใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านนี้มาเจ็ดปีแล้ว ั้แ่จำความได้ก็รู้ว่าที่นี่มีพวกขอทานมีอิทธิพลคอยรังควานและมักข่มเหงรังแกผู้อ่อนแอเสมอ
ครอบครัวที่มีผู้ชายพวกเขาไม่กล้ายุ่ง ครอบครัวใหญ่ที่คนมากพวกเขาก็ไม่กล้าแตะต้อง ยิ่งคนที่มีเงินและอำนาจพวกเขายิ่งหลีกเลี่ยง
แต่เจียงเซิงน้อยอยู่ตามลำพังเช่นนี้ ทั้งยังอยู่ในวัยแรกรุ่น ย่อมเป็เพียงเด็กสาวผู้อ่อนแอเพื่อให้ตกเป็เหยื่อโดยแท้
ทุกครั้งที่นางได้ของดีหรือขโมยอาหารอร่อย ๆ มาได้บ้าง หากไม่เก็บซ่อนให้ดี พวกเขาก็จะแย่งชิงไปครึ่งหนึ่ง
เมื่อก่อนเจียงเซิงยังทนได้ เพราะป้าจางสั่งสอนว่า ักล้าไม่อาจสู้งูเล็กเ้าถิ่นได้*[1]
แต่วันนี้ เงินสิบกว่าเหวินนี้ นางต้องนำไปรักษาสวี่โม่ ทั้งยังเป็เงินสำหรับอาหารของคนสามคน เจียงเซิงต้องรักษาไว้ให้ได้แม้ต้องเสี่ยงชีวิต
“เ้าแกล้งโง่อีกแล้วสินะ” เด็กอันธพาลขอทานที่เป็ผู้นำหัวเราะ ก่อนยกมือขึ้นตบหน้าเจียงเซิง จนนางล้มลง
เจิ้งหรูเชียนใ รีบวิ่งเข้ามายืนขวางหน้าเจียงเซิงไว้ “พวกเ้าทำอะไร ห้ามทำร้ายเด็กนะ”
“ส่งเงินมาสิ แล้วเราจะไม่ทำร้ายนาง” หนุ่มนักเลงเลิกคิ้ว “หากไม่ส่งมา พวกเราจะฆ่าพวกเ้าเสีย”
เขาสั่งการให้เหล่าสมุนเตรียมลงมือ
เจิ้งหรูเชียนทั้งโกรธและกลัว เขาไม่อยากส่งเงินให้ แต่ก็กลัวว่าเจียงเซิงจะถูกทำร้ายอีก เขาไม่รู้จะทำอย่างไร จึงระบายความรู้สึกด้วยการร้องไห้สะอื้น
เจียงเซิงถอนหายใจ
ดูเหมือนวันนี้นางคงหนีไม่พ้น โชคดีที่แบ่งเงินออกเป็สองส่วนไว้ก่อนหน้านี้ จึงค่อย ๆ หยิบเงินจากถุงของตนเอง ด้วยสีหน้าเจ็บใจ “เหลือบ้างส่วนให้ข้าได้ไหม”
เด็กอันธพาลยิ้มเยาะ คว้าเงินทั้งหมดเก็บเข้าถุงของเขา
เจียงเซิงปวดใจจนสีหน้าซีด ร่างกายสั่นระริกคล้ายจะร้องไห้แต่ก็ร้องไม่ออก
เด็กอันธพาลเหยียดยิ้มพอใจ ก่อนจะเห็นเด็กอีกคนยืนอยู่ตรงหน้าตรอก
ความจริงแล้วเขาก็เป็แค่เด็กคนหนึ่งเช่นกัน ทว่าอายุน้อยกว่าประมาณแปดเก้าขวบ ในมือถือกระบองก้าวมาอย่างอาจหาญ
“คืนเงินให้นางเสีย!” หนุ่มน้อยะโ ริมฝีปากอ่อนดุจดอกไม้ผลิบาน ทว่าั์ตากลับเคร่งขรึมราวเป็าาตัวน้อย
เด็กอันธพาลสะดุ้งก่อนมองให้ดี ครู่ต่อมาจึงหัวร่อ “ข้าผังต้าซาน วันนี้ได้เปิดหูเปิดตาแล้ว เด็กน้อยสมัยนี้ช่างกล้าหาญจริง ๆ ถึงขั้นกล้าข่มขู่ข้า”
“ข้าไม่คืนเงินให้ หากเ้ามีกำลังมากพอก็จัดการข้าสิ ข้ายังมีอะไรต้องกลัวเ้าอีก”
ทว่าคำพูดของเขายังไม่ทันเอ่ยจบ หนุ่มน้อยก็พุ่งตัวเข้ามา กำลังยกกระบองฟาดหน้าผากของเขาอย่างรวดเร็ว
ผังต้าซานใรีบหลบเลี่ยง แต่ไม่คาดคิดว่าไม้กระบองนั้นจะราวกับมีดวงตา มันติดตามฟาดลงมาอีกครั้งบนกระหม่อมเขาทันที
การฟาดเพียงครั้งเดียว ทำให้ผังต้าซานที่เมื่อครู่ยังเก่งกาจตาพร่าล้มลงไปกองบนพื้น
พวกเด็กหนุ่มที่เหลือใกลัวไม่น้อย รีบหนีไปทันที
ในตรอกกลับมาสงบอีกครั้ง
หนุ่มน้อยเดินเข้าไป ค้นหาเงินแปดเหรียญในอกเสื้อผังต้าซาน จากนั้นส่งคืนให้เจียงเซิง
ทุกอย่างจึงจบลงเช่นนี้
หลังจากได้คืนเงินแล้ว หนุ่มน้อยก็หันหลังเตรียมจากไป
ยังดีที่เจียงเซิงว่องไว รีบรั้งชายเสื้อของเขาไว้ เอ่ยถามด้วยสายตาเป็ประกายว่า “พี่ชาย ข้าอยากขอบคุณท่าน”
หนุ่มน้อยชะงัก หน้าเย็นะเืนั้นเปลี่ยนไป “ไม่… ไม่ต้องขอบคุณ”
หากเห็นใครทำเื่ไม่ดีก็ต้องให้ความช่วยเหลือ บิดาสั่งสอนเขามาเช่นนี้
“เช่นนั้นพี่ชายจะกลับบ้านแล้วหรือ” เจียงเซิงไม่ยอมแพ้ ซักไซ้ถามต่อไป
หนุ่มน้อยนิ่งเงียบไปชั่วขณะ “ข้าไม่มีบ้านให้กลับแล้ว”
แม้จะไม่รู้เหตุผล แต่เจียงเซิงก็รู้สึกยินดีนัก นางร้อนรนรีบกล่าว “พวกเราก็ไม่มีบ้านให้กลับเช่นกัน พวกเราไร้พ่อแม่ พี่ชายจะมาอยู่กับพวกข้าหรือไม่”
พี่ชายที่สามารถใช้เพียงกระบองจัดการผังต้าซานได้ หากมีเขาอยู่ด้วย ไม่ว่านางจะทำการค้าอะไร คงไม่ต้องกลัวการถูกปล้นชิงแล้ว
ถึงแม้ต้องเลี้ยงดูปากท้องเพิ่มขึ้นอีกคน ก็ยังถือว่าคุ้มค่า
เจียงเซิงคิดคำนวณในใจ ไม่รู้ตัวว่าหนุ่มน้อยคนนั้นสีหน้าเปลี่ยนเป็เศร้าหมองั้แ่เมื่อใด
พักใหญ่เขาจึงพึมพำเพียงคำเดียว “ได้”
ถึงอย่างไรเขาก็ไม่มีบิดามารดาอยู่แล้ว ทั้งยังไม่สามารถกลับไป ณ สถานที่แห่งนั้นได้อีก
ระหว่างทางเดินออกจากตรอก เด็กทั้งสามกล่าวบอกชื่อแซ่ต่อกัน
เจียงเซิงจึงได้รู้ว่าพี่ชายคนนี้ชื่อฟางเหิง บิดามารดาของเขาสิ้นชีวิตแล้ว เขาหลบหนีจากบ้านของคนชั่วช้าได้ไม่นาน และเพิ่งมาถึงหมู่บ้านนี้เมื่อวาน
ทั้งยังรู้ด้วยว่าเขาทนหิวมานานหลายวันแล้ว ยังไม่ได้กินข้าวให้อิ่มสักมื้อ
[1] ักล้าไม่อาจสู้งูเล็กเ้าถิ่นได้ : อิทธิพลที่มีความคุ้นเคยกับท้องถิ่นจะอยู่เหนืออิทธิอำนาจที่มาจากที่อื่น