ในห้องอันมืดมิดที่ไม่สามารถปรากฏสถานที่ได้แน่ชัด ชายผู้หนึ่งในเงามืดที่ปรากฏเขาทั้งสองข้างที่ศีรษะ กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้สีดำขนาดใหญ่ที่มีรูปกระโหลกศีรษะของสัตว์แลดูน่าพรั่นพรึง มองไปยังภาพเบื้องหน้าที่มีจอภาพเก้าจอเรียงรายและหนึ่งจอภาพใหญ่ ด้วยรอยยิ้มที่น่าหวาดหวั่น
"รู้สึกว่าเจ้าคงจะพอใจกับสิบคนที่เจ้านั่นส่งมาให้ในครั้งนี้นะ" น้ำเสียงราบเรียบเย็นชาของหญิงสาวแฝงมาด้วยความกระหายในฆ่าฟันอย่างเต็มเปี่ยม ทำให้เหล่าบริวารรอบๆ ถึงกับผงะถอยหลังด้วยความหวาดกลัว
"ก็ถือว่าดีกว่าเมื่อ 1,000 ปีก่อนอยู่หรอกนะ ว่าแต่เจ้ามาทำไมที่นี่ กำหนดการท้าดวลของพวกเรา มันยังไม่ถึงไม่ใช่หรอ หากอยากดวลเอาไว้รออีก 100 ปีต่อจากนี้ก็แล้วกัน" น้ำเสียงของชายร่างใหญ่ที่มีเขาสองข้างบนศีรษะกลับทรงพลังไม่แพ้กัน
"ข้าแค่อยากจะมาเจรจาต่อรองกับเจ้าเท่านั้น" น้ำเสียงเย็นชาของหญิงสาวดังขึ้น
"เจรจาเรื่องอะไร!?" น้ำเสียงของชายร่างใหญ่มีเขาเอ่ยอย่างแปลกใจ
"ลูน่า!!" น้ำเสียงเย็นชาของหญิงสาวเอ่ยอย่างเรียบง่าย แต่ทว่ากลับเป็นชายร่างใหญ่ที่มีเขาปล่อยออร่าแห่งความตายออกมาอย่างพรั่งพรู ดวงตาฉายแววเคียดแค้นอย่างเห็นได้ชัด ก่อนที่ตัวมันจะพยายามสะกดข่มโทสะที่เดือดราวกับลาวาที่พร้อมจะประทุได้ทุกเมื่อ และถามกลับไปด้วยท่าทีคุกคามอย่างเห็นได้ชัด
"เจ้าจะแลกกับอะไร!?"
"เด็กคนนั้น!!" หญิงสาวตอบกลับอย่างเฉยชาไม่มีท่าทีสนใจในการคุกคามของอีกฝ่าย และชี้มือไปยังเด็กคนนึงที่ปรากฏในจอภาพขนาดใหญ่ ก่อนที่ชายร่างใหญ่มีเขาจะหรี่ตามองอย่างแปลกใจ
"เพื่ออะไร!?"
"เป้าหมายเจ้ากับข้านั้นเหมือนกัน แม้พวกเราทุกคนไม่อาจยุ่งเกี่ยวได้ แต่ข้านั้นเบื่อหน่ายมานานเกินไป และข้าก็สนใจในตัวเด็กคนนั้น จึงอยากใช้เหตุนี้เพื่อบรรลุเป้าหมาย" หญิงสาวเอ่ยจุดประสงค์ของนาง
"ฮ่า!! ฮ่า!! ฮ่า!! แล้วเจ้าคิดถึงผลที่ตามมาหรือไม่" ชายร่างใหญ่มีเขาคำรามอย่างเดือดดาล
"ข้าไม่สนใจ เจ้าจะว่ายังไง" หญิงสาวกล่าวปัดอย่างไม่ใส่ใจ
"เหอะ!! ตามใจเจ้าข้าช่วยได้เพียงแค่เล็กน้อยหากคนอื่นๆ ไม่ช่วย" ชายร่างใหญ่มีเขาตอบอย่างจนใจ
"อย่ากังวลไป ข้าเตรียมการไว้แล้ว" หญิงสาวผู้เย็นชายกยิ้มขึ้นอย่างพึงพอใจ แม้จะเพียงแค่แวบเดียวเท่านั้น แต่ก็ทำให้ชายร่างใหญ่มีเขา ถึงกับขนลุกซู่เพราะผ่านมานับหมื่นๆ ปีเธอไม่เคยปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาก่อน และที่เขาจำได้ก็คือครั้งสุดท้ายที่เธอยิ้ม ทำเอาปั่นป่วนไปทั่วทั้งจักรวาล
---------------------------------------------------------------------
ในห้องเรียนขนาดใหญ่มีนักเรียนราวร้อยคน โดยที่นักเรียนชั้นพิเศษจะอยู่ด้านหนาห้อง ส่วนคาบแรกที่ได้เรียนคือวิชาประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นอาจารย์ที่มีรูปร่างบึกบึนล่ำสันราวกับนักเพาะกาย กล้ามเนื้อทุกสัดส่วนอัดแน่นไปด้วยความแข็งแกร่ง ทว่ากลับมีท่าทางตุ้งติ้งจนทำให้นักเรียนถึงกับต้องหัวเราะกันดังลั่น แต่เมื่ออาจารย์โยฮันระเบิดเสียงคำรามครั้งเดียว ก็ทำให้นักเรียนเกินกว่าครึ่งห้องถึงกับสลบเหมือดไปทันที
จะมีก็แต่เพียงนักเรียนชั้นพิเศษกับนักเรียนบางส่วนเท่านั้น ที่สามารถทนรับได้สุดท้ายนักเรียนที่เหลือต่างก็ก้มหน้าก้มตาเรียนกันอย่างตั้งใจ ส่วนพวกนักเรียนที่สลบไปอาจารย์โยฮันแทบจะไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย เพราะวิชาประวัติศาสตร์ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก
ในช่วงเวลา 10,000 ปีก่อนหน้านี้ ภายในโลกอาร์เทเรี่ยนนั้นมีเผ่าพันธุ์มากกว่า 100 เผ่าพันธุ์ จนกระทั่งจู่ๆ ก็ปรากฏหอคอยดันเจี้ยนขึ้นมา 99 แห่ง และมีหอคอยดันเจี้ยนแห่งพระเจ้าอีกหนึ่งที่ จากนั้นทุกเผ่าพันธุ์ก็ได้ยินเสียงสัญญาณเตือนจากผู้ที่อ้างตัวว่าเป็นพระเจ้า
"เหล่าสิ่งมีชีวิตที่น่าสมเพศทั้งหลาย ข้าให้เวลาพวกเจ้าเพียง 1 ปี เพื่อคัดเลือก 10 เผ่าพันธุ์ที่ควรมีชีวิตเพื่อเติมเต็มการละเล่นของข้า โดยการวัดจากความสามารถในการเคลียร์ดันเจี้ยนแห่งพระเจ้า เมื่อได้ 10 เผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งที่สุด ส่วนเผ่าพันธุ์ที่เหลือจะถูกกำจัดหรือต้องกลายเป็นทาสของ 10 เผ่าพันธุ์ไปตราบชั่วนิจนิรันดร์ และเงื่อนไขเพียงหนึ่งเดียวของข้านั้นคือ การเข้าหอคอยดันเจี้ยนแห่งพระเจ้าจะจัดทีมได้เพียงแค่ 10 คนเท่านั้น ส่วนหอคอยดันเดี้ยนทั่วทุกมุมโลกแล้วแต่พวกเจ้าจะจัดการ เพราะมันมีไว้เพียงเพื่อเสริมความแข็งแกร่งเท่านั้น"
ทว่าคำเอ่ยเตือนสั้นๆ ของผู้ที่อ้างตนว่าเป็นพระเจ้า กลับทำให้เผ่าเซเรนที่เกิดมาอ่อนแอที่สุดต้องลุกขึ้นสู้ แต่ด้วยความที่เผ่าพันธุ์เซเรนนั้นอ่อนแอในเรื่องของการต่อสู้ การใช้เวทย์มนต์ จึงทำให้เกิดความท้อแท้สิ้นหวัง และไม่กล้าแม้แต่จะหยิบจับอาวุธเหมือนเผ่าพันธุ์อื่นๆ
จนกระทั่งมีบรรพบุรุษที่เรียกขวัญและกำลังใจของเผ่าเซเรนกลับคืนมา ทั้งยังช่วยปลุกระดมจนเผ่าเซเรนเริ่มหึกเหิมในการลุกขึ้นสู้อีกครั้ง และนามอันสูงส่งนั้นคือ ชาร์ล เวโรนิค ทำให้เผ่าเซเรนเริ่มเรียนรู้วิถีในการต่อสู้ และส่งนักรบกับนักเวทย์บุกตะลุยดันเจี้ยนที่มีอยู่มากมาย ทว่าก็มีผู้ที่ต้องเสียสละไปไม่น้อยเช่นกัน
เมื่อเริ่มเข้าสู่หอคอยดันเจี้ยนแห่งพระเจ้า เผ่าเซเรนนั้นต้องสูญสิ้นชีวิตไปนับล้านชีวิต เพียงเพื่อหาความลับของแต่ละชั้นภายในดันเจี้ยนแห่งพระเจ้า ท่านผู้กล้าชาร์ล เวโรนิค ได้พบจุดบกพร่องของหอคอยดันเจี้ยนแห่งพระเจ้า นั่นก็คือถึงแม้ว่าจะจัดทีมลงไปได้เพียง 10 คน แต่ทว่าสามารถส่งลงไปได้เรื่อยๆ
พอมาอยู่ภายในดันเจี้ยน ทุกกลุ่มนั้นจะกระจัดจายออกไปยังแต่ละจุด ซึ่งไม่อาจคาดเดาทิศทางของจุดเริ่มต้นได้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ยังคงเหมือนเดิมนั่นคือห้องของบอสในแต่ละชั้นจะไม่ถูกโยกย้ายไปจากที่เดิม แต่กฏก็ยังเป็นกฏถ้าหากต้องเข้าไปเผชิญหน้าบอสของแต่ละชั้น ไม่สามารส่งคนเข้าไปได้เกิน 10 คน
ในคราแรกท่านผู้กล้าชาร์ล เวโรนิค ได้เสนอตัวลงไปเป็นกลุ่มแรก แต่ก็มีผู้ที่คัดค้านเป็นจำนวนมาก เนื่องด้วยตัวของท่านผู้กล้าชาร์ล เวโรนิค นั้นก็เปรียบเสมือนกับผู้นำพาความหวัง หากการสู้รบที่ต้องสูญเสียผู้นำแล้วย่อมไม่ต่างไปจากการล่มสลายของความหวังนั่นเอง
หลังจากที่ส่งกลุ่มนักสู้เข้าไปทดสอบห้องบอส กลับพบว่าไม่มีกลุ่มไหนรอดออกมาได้แม้แต่กลุ่มเดียว ท่านผู้กล้าชาร์ล เวโรนิค จึงได้เริ่มคิดค้นอุปกรณ์เวทย์มนต์ที่เรียกว่า ซีล หรือก็คือกำไลที่พวกเธอกำลังสวมใส่อยู่นั่นเอง ซึ่งพวกเธอคงเริ่มที่จะพอเดากันได้แล้วว่า เจ้ากำไลที่พวกเจ้าสวมใส่นั้นมีประโยชน์มากน้อยแค่ไหน และเพราะซีลทำให้ท่านผู้กล้าชาร์ล เวโรนิค ได้รู้ข้อมูลภายในห้องของบอสประจำชั้นของหอคอยแห่งพระเจ้า และหาวิธีรับมือ
ทว่าก่อนวันครบรอบ 1 ปีที่พระเจ้ากำหนด เผ่าเซเรนนั้นผ่านหอคอยแห่งพระเจ้าได้เพียงแค่ 15 ชั้นเท่านั้น ในการผ่านบอสชั้นที่ 15 ท่านผู้กล้าชาร์ล เวโรนิค ก็ได้เสียสละตนเพื่อให้กลุ่มของท่านรอดชีวิตและผ่านชั้นนี้ไปได้ ชื่อของท่านจึงถูกจารึกไว้มาอย่างยาวนาน
จากนั้นเผ่าเซเรนจึงได้กลายมาเป็นอันดับที่ 10 ของโลกอาร์เทเรี่ยน ทว่านับจากที่ท่านผู้กล้าชาร์ล เวโรนิค ได้สิ้นชีพไปแล้ว ก็ไม่เคยมีใครที่สามารถผ่านหอคอยแห่งพระเจ้าชั้น 16 ไปได้จนผ่านไปอีกพันปีก็ปรากฏกลุ่มคนที่สามารถผ่านได้แต่ก็เพียงแค่ชั้นเดียวเท่านั้น
จนถึงเวลาปัจจุบันเผ่าเซเรนสามารถผ่านมาได้เพียงแค่ชั้นที่ 25 เท่านั้น และกลุ่มสุดท้ายที่สามารถผ่านชั้นที่ 25 ได้ก็คือกลุ่มของท่านอามีน่าหรือก็คือ ผู้อำนวยการของโรงเรียนหลวงแห่งนี้ แต่ทว่าการผ่านชั้นที่ 25 ไปได้ก็ทำให้กลุ่มของท่านต้องสูญเสียจนเหลือรอดเพียงแค่ท่านคนเดียวเท่านั้น จึงถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเศร้าอย่างมาก
ฟ็อกซ์ที่นั่งฟังอย่างใจจดใจจ่อก็เริ่มเข้าใจแล้วว่า ในทุกพันปีเจ้าตัวมีเขานั่นได้อัญเชิญมวลมนุษย์มาตลอด เพื่อทำหน้าที่ในการฝ่าหอคอยดันเจี้ยนแห่งพระเจ้า แต่ที่เขาอยากรู้มากที่สุดคือหนึ่งหมื่นปีผ่านได้แค่ 25 ชั้นนี่มันหมายความว่ายังไงกันแน่ แล้วเหตุผลในการต่อสู้เป็นเพราะอะไรกันแน่ ก่อนจะยกมือขึ้นถามอย่างคาใจ
"อาจารย์ครับ!! ในเมื่อเผ่าเซเรนได้เป็นอันดับที่ 10 แล้วเหตุผลในการต่อสู้เพื่อเคลียร์หอคอยดันเจี้ยนแห่งพระเจ้าคืออะไรครับ!?"
"ถามได้ดี" อาจารย์โยฮันพยักหน้าอย่างพึงพอใจก่อนจะเอ่ยต่อ
นั่นก็เพราะว่า ฤดูจำศีล นักเรียนทุกคนอาจจะพอรู้กันมาบ้างแล้วว่าในช่วงฤดูจำศีล ทุกอาณาจักรจะปิดประตูเงียบตลอดช่วงเวลา 3 เดือน เพราะสัตว์อสูรจำนวนมากจากดันเจี้ยนทั่วไป จะหลุดออกจากเขตดันเจี้ยนเพื่อล่าเหยื่อ ทำให้เผ่าเซเรนต้องคอยอพยพชาวบ้านให้อยู่ในแหล่งลี้ภัย และใช้ทหารกับเหล่านักผจญภัยจำนวนมากรับมือกับเหตุการณ์พวกนี้
ในแต่ละปีทำให้มีผู้คนต้องล้มตายไปเป็นจำนวนมาก ในช่วงหลังจากยุครุ่งเรืองของท่านผู้กล้าชาร์ล เวโรนิค มีอาณาจักรมากมายที่ต้องพังพินาศไปเป็นจำนวนมาก จนในเวลาปัจจุบันเหลือเพียงแค่ 6 อาณาจักรเท่านั้น ด้วยเหตุผลที่ว่าการเคลียร์หอคอยดันเจี้ยนแห่งพระเจ้าได้ครบ 100 ชั้น จะทำให้ดันเจี้ยนทั่วทุกมุมโลกสลายหายไปพร้อมกับดันเจี้ยนแห่งพระเจ้า
นี่คือเหตุผลแรกในการเคลียร์ดันเจี้ยนของเผ่าเซเรน ส่วนเหตุผลที่สองคือเมื่อเคลียร์หอคอยดันเจี้ยนแห่งพระเจ้าได้ จะสามารขอพรได้ 1 ข้อ แต่จากเหตุการณ์ที่ผ่านมา แม้ทุกเผ่าพันธุ์จะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขมาก่อน แต่ก็หวาดระแวงซึ่งกันและกันเสมอมา ฉะนั้นต่างฝ่ายต่างก็เป็นกังวลกลัวว่าพร 1 ข้อนี้อาจทำให้เผ่าพันธุ์อื่นๆ ล่มสลายได้ ถึงเผ่าเซเรนจะไม่มีความสนใจในพรข้อนี้ แต่ก็ไม่อาจยอมให้เผ่าพันธุ์อื่นๆ ได้ไปโดยง่ายเช่นกัน