กรงอัคคีทั้งกรงแปรสภาพเป็นกระบอกเกล็ดน้ำแข็งสีน้ำเงินเข้ม เปลวเพลิงแข็งค้างดังประติมากรรมที่สรรค์สร้างจากศิลปินแห่งยุค น้ำแข็งเป็นเส้นสายเปลวไฟมองดูคล้ายยังสะบัดพัดไหวอยู่
สุรินทร์รั้งฝ่ามือกลับคืน คนกระโดดถอยออกมาจ้องมองออกไปภายนอก ปราการมนตร์เยือกแข็งเบื้องหน้าสลายไป อุทัยกลิ้งตัวออกมาตั้งหลัก คนนั่งคุกเข่าสังเกตเหตุการณ์รอบข้าง
สิ่งที่สุรินทร์กังวลได้เกิดขึ้น มันอุตส่าห์วางแผนล่อลวงอุทัยออกนอกสถานที่ เพราะมั่นใจว่าต้องมีบุคคลอยู่เบื้องหลังความแข็งแกร่งของอุทัย เป็นบุคคลที่ชุบชีวิตอุทัยที่ใกล้ตายให้ฟื้นคืนได้
ไม่เพียงแค่ให้มีชีวิตรอดกลับเปลี่ยนแปลงอุทัยเป็นยอดฝีมือผู้หนึ่ง บุคคลผู้นั้นย่อมต้องมีพลังยุทธ์ สติปัญญา และความพิสดารเทียมฟ้า
.. ตามความเข้าใจของสุรินทร์บุคคลที่สอดมือเข้ามาต้องเป็นปรมาจารย์ยุทธ์ผู้นั้นแน่แล้ว
.. แกร่กกกก .. แกร่กกกก .. แกร่กกกก !
กรงอัคคีที่ถูกแช่แข็งแตกร้าว เสียงเกรียวกราวดังลอดเข้าไปเสียดแทงถึงไรฟัน
.. บรึมมมมมมมมมมมมมมมมมม !!!
น้ำแข็งแตกกระจายคล้ายระเบิดออก กลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งพุ่งไปรอบด้านทั่วทิศทาง
ไม่รู้ลมหมุนมาจากที่ใด พัดหมุนน้ำแข็งเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยลอยฟุ้งอยู่กลางอากาศดังหิมะในฤดูเหมันต์ ทำอุณหภูมิรอบด้านลดฮวบอย่างรวดเร็ว
.. เงาของบุคคลผู้หนึ่งยืนอยู่บนหลังคาวิหารเทวสถาน
สุรินทร์จ้องมองเขม็งแผ่พลังปราณเข้ากดทับ พลังเหมือนสูญหายไปอย่างไร้ร่องรอย ความรู้สึกนี้ทำจิตใจมันสั่นคลอนแล้ว
บุคคลผู้นั้นส่งเสียงผ่านเส้นลมปราณ "ช่างไม่กลัวตายหรือไร .. กลับมาแสดงปาหี่เบื้องหน้าเราผู้นี้ .."
สุรินทร์กล่าว "หึ .. เป็นผู้ยิ่งใหญ่จากสารทิศใด ถึงกล้ามาขัดขวางข้า .. อัคระยุทธ์” ปากกล่าวแต่ภายในลอบแตกตื่น
บุคคลผู้นั้นกล่าว “ระดับอัคระปราณหรอกหรืออออ .. กลับมาตบตีเด็กน้อยผู้หนึ่ง .. ช่างน่าขันนัก .. ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
สุรินทร์ตอบ “.. มิใช่ธุระของเจ้า อย่ามาสอด”
บุคคลผู้นั้นกล่าวต่อ "เป็นผู้ฝึกยุทธ์ธาตุอัคคีใช่หรือไม่ .. ลองรับอัคคีของเราดู ..”
สุรินทร์ !!!
บุคคลผู้นั้นยกสองมือขึ้นถูกันแล้วแบออก ก่อเกิดประกายละอองสีน้ำเงินระยิบลอยฟุ้งขึ้น คนยื่นปากเป่าลมก่อเกิดเป็นประกายอัคคี .. เป็นอัคคีสีน้ำเงิน !!!
.. มนตราอัคคีพิสุทธิ์ !
.. ฟู่ ฟฟฟ .. กรวยอัคคีสีน้ำเงินเข้มถูกส่งเป็นสายเข้าหาสุรินทร์ มีความรุนแรงร้อนลวกกว่าอัคคีสีแดงของมันนับสิบๆ เท่า
สุรินทร์เหงื่อแตกซิบ มันตอแยปรมาจารย์ยุทธ์เข้าให้แล้ว พร้อมเดินลมปราณใช้ออกด้วยพลังทั้งหมดสิบส่วน ปล่อยอัคคีสีแดงสดเข้าปะทะ
.. อัคคีเผาผลาญ !
เปลวอัคคีสองสายเข้าปะทะต่อต้านกัน .. หนึ่งน้ำเงินเข้ม .. หนึ่งแดงสด
.. เปรี้ยงงงงง !!! .. ฟู่ ฟฟฟ .. ซี่ .. ซี่ .. ซี่ .. ซ่าาาา
เสียงเปลวอัคคีน้ำเงินเข้มค่อยๆ กลืนกินผลักดันเปลวอัคคีสีแดง แสดงถึงความรุมแรงในขั้นกว่าของพลังปราณ
ที่แปลกประหลาดคืออุณหภูมิรอบข้างยังหนาวเย็นยะเยือกอยู่เช่นเดิม ที่ร้อนลวกคือเปลวอัคคีสีน้ำเงินแผดเผา ดังสองสิ่งหามีส่วนเกี่ยวข้องกันไม่
เปลวอัคคีสีน้ำเงินกลืนกินอัคคีสีแดงของสุรินทร์อย่างรวดเร็ว มันถึงกับกระอักก้อนโลหิตถูกตอกย้ำอาการบอบช้ำภายใน
ทันใดนั้นเอง !!!
.. โป๊กกกก !!! โป๊กกกก !!! .. เสียงของแข็งปะทะกัน !!!
เป็นก้อนน้ำแข็งจากกรงอัคคีแช่แข็งที่แตกออก มีขนาดเท่ากำปั้นจำนวนสองก้อนพุ่งลอยใส่ศีรษะของสุรินทร์อย่างจัง
.. เป็นฝีมือการขว้างของอุทัยเอง ปากของมันยังคงร่ำร้อง
“เป็นอย่างไรลุงเอิบ เอาอัคคีเจ้าคืนไป”
“วันๆ เอาแต่ตบเด็ก เจอของจริงเข้าแล้วไง ..”
“บุคคลผู้อยู่ระดับปรมะปราณยุทธ์ .. เจ้าตายแน่แล้ว .. ฮา ฮา”
สุรินทร์เลือดไหลซิบจากศีรษะอาบย้อมลงใบหน้า มันไม่สามารถขยับเคลื่อนหนี คนยังตั้งสมาธิปล่อยพลังอัคคีสีแดงเข้าต่อสู้ กลายเป็นเป้านิ่งให้อุทัยปาก้อนน้ำแข็งเข้าใส่ .. อุทัยยังคันมือมองหาน้ำแข็งก้อนอื่น
.. โป๊กกกก !!! .. เสียงดังกว่าคราวก่อนอีก
"ฮ่า ฮ่า .. บันเทิงยิ่งนัก ..” อุทัยปาก้อนหินใส่อย่างต่อเนื่องเป็นที่สนุกสนาน
สมาธิของสุรินทร์หลุดกระเจิง มันไม่สามารถต้านทานพลังอัคคีธาตุของบุรุษผู้นั้นได้อีกต่อไป เปลวอัคคีสีน้ำเงินห่างมันเพียงหนึ่งก้าว มันแอ่นอกนำเกราะอ่อนเข้าปะทะ
.. ปรึ่มมมมมมมม !!!
แรงอัดจากอัคคีสีน้ำเงินสุดร้อนแรงปะทะหน้าอกของมันอย่างจัง สุรินทร์เร่งถดถอยเป็นพัลวัน ขาแทบพันกันดูทุลักทุเลยิ่ง
มันยังเบาใจที่สวมใส่เกาะอ่อนติดกายอยู่ตลอดเวลา ‘เกราะฟ้าเกล็ดมังกร’ สามารถลดความรุนแรงของพลังอัคคีสีน้ำเงินถึงเก้าส่วน
.. แต่ !!! ตรงหน้าอกของมัน
เกราะอ่อนสีเงินยวงที่สวมใส่กลับเปลี่ยนเป็นสีแดง อัคคีสีน้ำเงินเผาเกราะจนแดงก่ำร้อนลวกผู้สวมใส่
.. ซี่ .. ซี่ .. ซี่ .. ซ่าาาาา
กลิ่นและควันดังเนื้อย่างบนกระทะจากแคว้นโคกุเรียว สุรินทร์ถูกโลหะร้อนๆ แนบอยู่บนหน้าอก
โอ้ยยยย !!! โอ้ยยยย !!! อ๊ากกกกก !!! .. เสียงร่ำร้องอย่างเจ็บปวดสุดทานทน
สุรินทร์เริ่มแดดิ้นทรมานเสียสภาพยอดยุทธ์ยิ่งนัก ปราณคุ้มครองกายไม่สามารถปกป้องร่างกายของมันจากความร้อนลวกของพิษอัคคีนี้ได้ มันกัดฟันอดทนความเจ็บปวดถอดดึงเกราะอ่อนทิ้งไป
.. ซู่ซซซซซ !!! เกราะอ่อนร้อนแดงถูกทิ้งลงก้อนน้ำแข็งบนพื้นก่อเกิดควันไอน้ำฟุ้งกระจาย
สุรินทร์รู้สึกเสื่อมเสียเกียรติอย่างมาก เป็นถึงยอดยุทธ์อัคคีธาตุแต่กลับพ่ายแพ้ให้กับพลังอัคคีธาตุของผู้อื่น และเป็นความพ่ายแพ้ที่น่าขบขันยิ่งนัก
พอตั้งหลักได้สุรินทร์ก็อดทนฝืนความเจ็บปวด ถอยกรูดไปด้านหลังหยุดยืนห่างไปสิบก้าว ปากยังร่ำร้อง
"หากเราไม่บาดเจ็บอยู่ก่อน เจ้าคงไม่มีโอกาสเช่นนี้"
"ฝากไว้ก่อนเถิด .. แล้วจะกลับมาพิสูจน์ว่าอัคคีธาตุผู้ใดเหนือกว่ากัน"
.. โป๊กกกก !!! เสียงดังสนั่นเป็นก้อนน้ำแข็งอีกเช่นเคย
“อย่าฝากไว้นานหนา .. ข้าขี้เกียจรอ .. ฮ้า ฮ้า” เสียงอุทัยหัวเราะเยาะ
บุคคลลึกลับบนหลังคา "..."
สุรินทร์ยืนเอามือกุมหัวมีเลือดนองอยู่เต็ม ดวงตาจ้องมองอุทัยแทบถลนออกมา แค้นนี้จดบัญชีไว้ในชื่อของอุทัยแล้ว สักวันมันต้องให้เด็กน้อยชำระคืนอย่างสาสม
บุรุษผู้นั้นไม่มีท่าทีเหนี่ยวรั้งสุรินทร์ไว้ มันจึงรีบใช้ออกด้วยท่าร่างที่รวดเร็วสุดยอด ในชีวิตนี้ยังไม่เคยวิ่งเร็วเท่านี้มาก่อน เพียงห้าลมหายใจมันไปไกลกว่าสิบเส้นแล้ว
อุทัย “โอ .. ท่าเท้าสุนัขของมันช่างรวดเร็วยิ่งนัก .. ฮ่า ฮ่า"
อุทัยหันกลับมองไปยังบุรุษที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ กลับพบเห็นคนผู้นั้นตัวสั้นโงนเงน คนกำลังหงายหลังร่วงหล่นลงมาจากหลังคาอารามเทวสถาน
อุทัยอุทาน “แย่แล้ว!!!”
อุทัยเร่งเร้าท่าร่าง ‘มายาอสูร’ วิ่งไปรับร่างของบุรุษผู้นั้นที่กำลังกลิ้งร่วงลงมา มันคำนวณจังหวะเป็นมั่นเหมาะวิ่งไปรอรับอย่างทันท่วงที .. ร่างของบุรุษร่วงหล่นลงวงแขนของมันพอดี
อุทัย “!!!!!!!”
อุทัยถึงกับไม่เชื่อสายตาตัวเองผู้ที่อยู่ในวงแขนของมัน คนผู้นั้น คือ .....
อุทัยหอบหิ้วบุรุษผู้นั้นเข้ามาภายในเทวสถาน อาการของมันน่าเป็นห่วงยิ่งนัก .. ใบหน้าซูบซีด ปากเขียวคล้ำ แววตาไร้ประกาย แขนขายังสั่นระริก มันกระอักโลหิตออกมามากมายนัก
อุทัยร้องเรียกด้วยเสียงตระหนก “ลุงงงง .. เป็นอย่างไร เป็นอย่างไรบ้าง”
บุรุษผู้นั้นก็คือ ‘ลุงชิด’ ลุงของเจ้าธรรม ซึ่งเป็นผู้ดูแลเทวสถานแห่งนี้นั้นเอง
ลุงชิดยังคงไม่รู้สึกตัว อุทัยจับมันนั่งพึงกับผนังอาราม แล้วจึงเดินลมปราณเข้าตรวจสอบภายใน
อุทัย “!!!”
กลับเกิดความตระหนกยิ่งกว่าคราวแรกอีก อุทัยพบว่าอวัยวะภายในและจุดชีพจรปราณของลุงชิดบาดเจ็บบอบช้ำยิ่งนัก จากสัมผัสของลักษณะอาการ การบาดเจ็บนี้มิใช่เพิ่งจะเกิดขึ้นแต่เป็นมานานแล้ว .. อาจเป็นปี .. หรือเป็นสิบปี
อุทัยไม่รอช้าเดินลมปราณ ‘เทวะจริงแท้’ เป็นพลังเทวะบรรพกาลบริสุทธิ์จาก ‘วารีต้นกำเนิดแห่งชีวิต’ ถ่ายทอดเข้าสู่จุดชีพจร ‘มณีปุระ’ กลางร่างกายของลุงชิดทันที
พลังลมปราณสีพลอยชมพูสดใสถูกถ่ายทอดเข้ามาภายในกาย แล้วกระจายไปจุดชีพจรทั่วร่างกาย เข้าสู่อวัยวะภายในต่างๆ หัวใจ ปอด ม้าม ตับ ตับอ่อน ไต กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่
อุทัยพบว่ามีสิ่งหนึ่งกำลังดิ้นรนต่อต้าน นั้นคือกลุ่มอายพิษสีเขียวเข้ม ลุงชิดกลับมีพิษร้ายแรงสะสมอยู่ภายในร่างกาย มันจึงปราณเทวะจริงแท้ชำระล้างเสียจนหมดสิ้น
.. ยกเว้น !!! แก่นของพิษที่อยู่ภายในแกนกระดูกสันหลัง .. พิษช่างรุนแรงฝังลึกมิอาจชะล้างออกภายในคราเดียว มันจึงทำได้เพียงใช้พลังปราณเทวะห่อหุ้มเอาไว้
ผ่านไปเนิ่นนาน ลุงชิดพลันกระอักบางสิ่งออกมาเป็นน้ำเมือกสีดำแกมเขียว ปริมาณนับห้าชามข้าวต้มส่งกลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้งรุนแรง ใบหน้าลุงชิดเริ่มมีเลือดฝาด .. สติมันเริ่มกลับมาแล้ว
อุทัยร้องถาม “เป็นอย่างไรลุงดีขึ้นหรือไม่?”
ลุงชิดตอบ “.. ดีขึ้นบ้างแล่ววว” แล้วจึงอาเจียนน้ำเมือกนั้นสืบต่อ
“.. พอออ .. พอก่อน เจ้าอย่าเสียพลังปราณอีกเลย” ลุงชิดเอ่ย
“อาการข้าเกินเยียวยาแล้ว พิษนี้อยู่ในกายข้ามาสิบกว่าปี ไม่มีหนทางแล้ว ...” เสียงลุงชิดกล่าวอย่างอ่อนล้า
“เป็นเพราะข้า หากท่านไม่ยื่นมือเข้ามา คงไม่เป็นเช่นนี้” อุทัยกล่าวอย่างเสียใจ
“เป็นไรเล่า .. อย่างไรเสียก็หนีความตายไปไม่พ้น” ลุงชิดกล่าวอย่างแผ่วเบา คนหลับตาลงร่างกายไร้เรี่ยวแรง
“อย่าเพิ่งหลับหนาลุง ..” อุทัยร้องเรียก
ลุงชิดพลันได้สติ แล้วจึงชันกายนั่งขัดสมาธิ คนหยิบล้วงโอสถเม็ดหนึ่งออกมา ตัวโอสถส่งกลิ่นฉุนรุนแรง มันโยนเม็ดยาเข้าปากแล้วจึงโคจรพลังปราณ .. ผ่านไปราวสามสิบนาทีอาการเริ่มฟื้นคืนจึงได้สนทนากัน
มันผู้นี้มีชื่อจริงว่า ‘ราชิต’ เป็นยอดยุทธ์ด้านเวทมนตร์สมญานามว่า ‘จอมเวทมนตราพิสุทธิ์’ ปลีกตัวเร้นกายจากยุทธภพมากว่าสิบห้าปี .. มีความเชี่ยวชาญใน ‘คัมภีร์พิสุทธิ์เวท’ เป็นวิชาเวทมนตร์อันลึกลับสืบทอดมาแต่โบราณ ผู้ฝึกเวทมนตร์จะได้รับการถ่ายทอดตามสายโลหิต
เมื่อสิบกว่าปีก่อน ราชิตขัดแย้งกับกลุ่มองค์กรยุทธ์แห่งหนึ่งเป็นผลให้มันถูกแพร่พิษร้ายแรงที่ไม่สามารถรักษาหายได้
.. พิษ ‘ทูตวิญญาณล้างเทวา’
เป็นพิษที่ร้ายแรงยิ่ง กล่าวกันว่าแม้เป็นถึงเทพเทวายังหนีความตายไม่พ้น พิษนี้อยู่ในกายมานานปีจนเกาะกุมเข้าไขกระดูก และฝังแน่นเข้าถึงดวงจิตแล้ว .. มันเร้นกายหลบซ่อนไม่เปิดเผยตัว แต่คืนนี้มันกลับแสดงตัวตน .. เหล่าชาวยุทธ์กลุ่มนั้นคงจะติดตามมาในไม่ช้า
ราชิตค่อยๆ กล่าวว่า
“ข้าเพียงอยู่รอวันตายเท่านั้น ..”
“แต่มีสิ่งหนึ่งที่ข้าอยากขอร้องเจ้า ..”
“หากข้าตาย .. จงช่วยดูแลเจ้าธรรมแทนข้าด้วยหนา ..”
“ข้ามิใช่ลุงของเจ้าธรรม แต่คือ ‘บิดา’ ผู้ให้กำเนิดของมัน!!!”
อุทัยตาโตเท่าไข่เป็ด ลุงชิดมิใช่ลุงของเจ้าธรรมแต่เป็น ‘บิดาบังเกิดเกล้า’ ชาติกำเนิดของเด็กน้อยผู้นี้ไม่ธรรมดาแล้ว ...
เสียงการต่อสู้ของพวกมันทำชาวบ้านร้านตลาดตื่นกันหมด แต่ห่างไปสิบเส้นมีบุคคลหนึ่งหยุดยืนมองมาจากอาคารสูงดังหอคอย ปากกล่าววาจา
“.. ทั้งสองช่างเป็นบุคคลที่มีค่าตัวยิ่งนัก .. ข่าวสารนี้ต้องทำกำไรแก่เรานับร้อยนับพันตำลึงทอง .. ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
เฒ่าชราในชุดคลุมสีเขียวเข้มกำลังยืนลูบเคราขาวสะอาดตา ตาสาดประกายวาววับอย่างอารมณ์ดี มันคือ ‘เฒ่าปักษาวายุ’ แห่ง ‘สหพันธ์ปักษาเทวา’