ปกติหนิงหลงเป็เด็กหนุ่มที่ใจเย็นมีความอดทนสูง เขาแทบจะไม่เคยแสดงอารมณ์ใดๆออกมาให้เห็น
แต่เพราะเืปีศาจในตัวมันทำให้หนิงหลงกลายเป็คนอารมณ์ร้าย ไม่ว่าจะเป็เื่เล็กน้อยแค่ไหนก็ล้วนสามารถทำให้เขาะเิอารมณ์ได้ง่ายๆ
หลายเดือนที่ผ่านมาเขาพยายามกดข่มอารมณ์ไว้ตลอดเวลาอย่างยากลำบาก แต่ดูเหมือนยิ่งพยายามกดข่มเืปีศาจมากเท่าไรผลของมันก็ยิ่งแสดงอาการออกมาให้เห็นชัดขึ้นทุกวัน
หนิงหลงมองทหารยามด้วยสายตาแข็งกร้าว อารมณ์และความคิดเริ่มไม่มั่นคง ซึ่งส่งผลให้เืปีศาจในตัวถูกกระตุ้น ทำให้กลิ่นอายรอบตัวเริ่มเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่รู้ตัว
เขาคว้าจับคอทหารยามตรงหน้าโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะยกจนลอยค้างกลางอากาศ กลิ่นอายความเป็มนุษย์ของหนิงหลงในเวลานี้ได้หายไปจนหมดสิ้น
ผิวที่เคยซีดขาวบัดนี้ได้กลายเป็สีแดงฉานราวกับโลหิต ดวงตาเฉกเช่นมนุษย์ก็พลันเปลี่ยนแปลงเป็สีดำทั้งดวงตา
“ไอ้เด็กบ้านี่เป็ผู้ฝึกตนวิถีอสูร” บรรดาทหารยามรอบๆต่างตกตะลึงกับรูปลักษณ์และกลิ่นอายของหนิงหลงที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน พวกเขาเข้าใจผิดคิดว่าหนิงหลงเป็ผู้ฝึกตนวิถีอสูร
ใน่มหาายุคแรกเผ่าพันธุ์มนุษย์มีผู้ฝึกตนไม่เพียงพอในการทำากับปีศาจจึงทำให้เหล่าปรมาจารย์ฝ่ายมนุษย์ได้ช่วยกันคิดค้นหาทางลัดในการยกระดับพลังของผู้ฝึกตนฝ่ายตนเอง โดยการใช้เือสูรเป็ทรัพยากรฝึกฝน
ซึ่งก็ได้ผลดีเกินความคาดหมาย มันได้ช่วยให้มนุษย์ธรรมดาไร้พร์ทรงพลังขึ้นจนน่าตกตะลึง แต่วิถีอสูรกลับมีข้อเสียมากกว่าข้อดี
หนึ่งในข้อเสียใหญ่หลวงก็คือผู้ฝึกวิถีอสูรจะไม่สามารถก้าวข้ามระดับจอมยุทธไปได้ทั้งตลอดชีวิต หากฝืนยกระดับพลังต่อไปทั้งจิตใจและร่างกายจะกลายเป็อสูรอย่างเต็มตัว เพราะเหตุนี้ผู้ฝึกตนวิถีอสูรจึงมีจำนวนน้อยมากในปัจจุบัน
“ฆ่า !” ทหารยามสั่งการทันที เมื่อเห็นร่างกายหนิงหลงเริ่มเปลี่ยนสภาพกลายเป็อสูรร้าย
“บัดซบ มันฝืนยกระดับตัวเองจนกลายเป็สัตว์ร้ายไปแล้ว”
เหล่าทหารยามรอบๆตื่นตัว พวกเขาพุ่งเข้าหาเด็กหนุ่มตรงหน้าพร้อมใจลงมือสังหาร
แกร๊ก ! ในขณะที่ทหารนับสิบพุ่งมา คอทหารยามในมือหนิงหลงก็ถูกบีบจนหักคามือ สายตาดุร้ายราวสัตว์ป่าหันมองศัตรูตรงหน้า กลิ่นอายอสูรพลันะเิออกจนพื้นดินรอบตัวเขาแตกกระจาย
บัดนี้หนิงหลงไม่หลงเหลือความเป็มนุษย์อีกต่อไปแล้ว เขาะโเข้าหาทหารยามนับสิบด้วยความดุร้าย ร่างกายที่เปลี่ยนไปทำให้เขามีความสูงกว่ามนุษย์ปกติถึงสองเท่า กรงเล็บแหลมคมงอกยาวออกมาจากนิ้วมือทั้งสอง
เพียงพริบตาเดียวกรงเล็บเรียวยาวก็ตะปบใส่ทหารยามทั้งสิบ ชั่วพริบตาเดียวเืแดงฉานก็สาดกระจายไปทั่วพื้น พร้อมกับหัวของคนทั้งสิบกระเด็นหลุดออกมา
ภาพเหตุการณ์นี้ทำเอาทหารยามคนอื่นๆก้าวถอยหลังอย่างไม่รู้ตัว ทุกคนมีใบหน้าซีดเผือดมือไม้สั่นเทา ไม่มีใครคาดคิดว่าการตบนั่นจะปลิดชีวิตของผู้ฝึกตนระดับจอมยุทธสิบคนได้ในคราเดียว
“รีบไปแจ้งหัวหน้า !” ไม่มีใครคิดบุกโจมตีต่อ ความโเี้ป่าเถื่อนของอสูรตรงหน้าได้สร้างความหวาดกลัวฝังลึกลงในใจทุกคน นี่ไม่ใช่อสูรธรรมดาที่พวกเขาจะสามารถรับมือได้อีกต่อไป
หลังจากกลายเป็อสูรระดับพลังของหนิงหลงก็พุ่งทะยานไม่หยุด สติและนิสัยเดิมเลือนหายไปจนหมด เวลานี้มีแต่ความเกรี้ยวกราดดุร้ายดั่งเช่นสัตว์อสูร
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความแตกตื่นแก่กลุ่มผู้อพยพใกล้ๆ พวกเขาต่างรีบหนีออกห่างจากกำแพง
เหลือเพียงพ่อบ้านหวังที่ยังยืนแข็งค้างไม่ขยับไปไหน เดิมทีเขาตั้งใจจะมากล่อมนายน้อยให้อาศัยอยู่นอกกำแพงไปสักระยะ แต่ไม่คิดเลยว่าเหตุการณ์จะบานปลายได้ขนาดนี้
จิตใจพ่อบ้านหวังสับสนไม่รู้จะทำอย่างไรกับสภาพของหนิงหลงในตอนนี้ ตลอดหลายเดือนที่เดินทางมา เขาเองก็สังเกตเห็นถึงนิสัยที่เปลี่ยนของนายน้อย และเข้าใจว่าเป็เพราะเืปีศาจในตัว แต่ไม่นึกเลยว่ามันจะส่งผลรุนแรงถึงขนาดทำให้หนิงหลงกลายเป็อสูรไปจริงๆ
“นายน้อย !” พ่อบ้านหวังพยายามะโเรียกหนิงหลง หวังจะดึงสติของนายน้อยกลับมา แต่ไม่ว่าจะะโเรียกดังแค่ไหนอสูรร้ายตรงหน้าก็ไม่มีท่าทีว่าจะหยุด มันยังคงพุ่งไล่ฆ่าทหารรอบๆอย่างเมามัน
ทหารยามนับพันถูกเรียกมาหน้ากำแพงเพื่อปิดล้อมอสูรร้ายไว้ รอการมาถึงของหัวหน้า
“อย่าให้มันหนีไปได้”
ผู้ฝึกตนระดับจอมยุทธนับพันวิ่งวุ่นเข้าสกัด จำกัดการเคลื่อนไหวของอสูรอย่างสุดกำลัง แต่ไม่ว่าจำนวนคนจะเข้ามาช่วยสกัดมากแค่ไหน ผลลัพก็ยังคงเป็เหมือนเดิม
ทุกที่ที่อสูรพุ่งเข้าไปล้วนทิ้งศพทหารไว้เื้ั สภาพศพแต่ละคนไม่หัวหลุดก็ร่างขาดสะบั้น กลิ่นคาวเืสาดฟุ้งกระจายไปทั่วอากาศ
ภาพการเข่นฆ่าของอสูรทำเอากลุ่มผู้อพยพที่เฝ้าดูเหตุการณ์อยู่ไกลๆต่างพากันอ้วกแตกหรือไม่ก็เป็ล้มล่มพับลงไป มันไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างผู้ฝึกตนกับอสูรอีกต่อไปแล้ว แต่มันเป็การไล่ฆ่าของอสูรฝ่ายเดียว
จำนวนศพของทหารเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากหนึ่งเป็สิบ จากสิบเป็ร้อยในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ
เหล่าทหารที่เหลือรอดต่างพากันเริ่มถอดใจ ทุกคนต่างหวาดกลัวอสูรตรงหน้าจากก้นบึ้งของหัวใจ แม้จะเคยมีประสบการณ์ต่อสู้กับพวกอสูรมาก่อน แต่กับเ้าตัวนี้ไม่เหมือนกัน มันแข็งแกร่งจนเกินคำว่าอสูรไปไกลแล้ว
บูมมมมมม ม ม..............ในขณะที่พวกเขากำลังคิดจะหนีเอาตัวรอด ลูกไฟลูกใหญ่ก็พุ่งลงมาจากกำแพงเมือง ตรงเข้าใส่อสูรจนกระเด็นไปไกลกว่าร้อยเมตร
หนิงหลงที่กลายเป็อสูรสะบัดตัวลุกขึ้น สายตาดุร้ายกวาดมองตรงขึ้นไปบนกำแพงเมือง ความเ็ปจากการถูกโจมตีมีแต่จะยิ่งทำให้เขาบ้าคลั่ง
หนิงหลงในร่างอสูรคำรามเสียงดังราวกับ้าท้าทายอีกฝ่ายบนกำแพง อสูรร้ายเลิกสนใจพวกทหารยามรอบๆ มันะโตรงขึ้นกำแพง หมายจะสังหารอีกฝ่ายให้ได้
อึดใจเดียวร่างใหญ่ั์ของอสูรก็พุ่งไปไกลกว่าครึ่งทาง ความดุร้ายของมันรุนแรงกว่าก่อนหน้ามากมายนัก
บุรุษหนุ่มชุดขาวบนกำแพงจ้องมองอย่างเหยียดหยาม ก่อนจะะโลงจากกำแพงสูงพุ่งเข้าใส่อสูรร้ายอย่างไม่มีความเกรงกลัว เขาคว้าจับหัวอสูรร้ายพร้อมกับกระชากลากลงไปบนพื้นข้างล่าง พร้อมกับทุ่มร่างใหญ่โตของอสูรใส่พื้นจนะเิเป็หลุมใหญ่
“เป็อสูรร้ายที่ทรงพลังจริงๆ” บุรุษหนุ่มชุดขาวแอบอึ้งเล็กน้อย ในขณะมองศพทหารนับร้อยรอบๆพื้นที่หน้ากำแพง เขาไม่คาดคิดว่าผู้ฝึกตนวิถีอสูรที่ฝืนก้าวข้ามระดับจอมยุทธจะทรงพลังได้เยี่ยงนี้
หนิงหลงในสภาพอสูรตะเกียกตะกายออกจากหลุมใหญ่อีกครั้ง โดยไม่มีทีท่าว่าาเ็อะไรจากการโจมตีเมื่อครู่ มันฟาดกรงเล็บใหญ่ใส่บุรุษชุดขาวหมายเอาชีวิต แต่กลับพลาดตะปบไม่โดนเพียงอากาศว่างเปล่า
กรงเล็บของหนิงหลงในร่างอสูรจัดได้ว่ารวดเร็วจนมองแทบไม่ทัน แม้แต่กับระดับจอมยุทธขั้น 6 ยังยากจะหลบพ้น
พริบตาเดียวร่างบุรุษหนุ่มชุดขาวก็พลันปรากฏขึ้นตรงหน้าอสูร เขาคว้าจับบนหัวของอสูรแน่นก่อนจะฟาดลงพื้นจนจมลึกลงไป พร้อมกับเตะซ้ำจนกระเด็นปลิวไปไกลกว่าสิบเมตร
ภาพลักษณ์ความดุร้ายของหนิงหลงก่อนหน้าพลันมลายหายไปในอากาศทันทีเมื่ออยู่ต่อหน้าบุรุษหนุ่มชุดขาว
“วารีเทพ”
ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างรับรู้ถึงตัวตนของอีกฝ่ายได้ในทันที เมื่อเห็นอักษรสามคำบนหลังเสื้อของบุรุษหนุ่มชุดขาว
เหล่าทหารที่หมดกำลังใจต่อสู้กลับมาฮึกเหิมะโโห่ร้องดีใจ ความจริงต่อให้หัวหน้ามาเองพวกเขาก็ไม่แน่ใจว่าจะรับมือกับอสูรร้ายตัวนี้ได้
ไม่มีใครคาดคิดว่าวิหารวารีเทพจะส่งคนมาเองเช่นนี้ ต่อให้มีอสูรอีกสักสิบตัวก็ยังไม่ใช่คู่มือของคนจากวิหาร
ผู้ที่ได้สวมชุดวิหารนั้นล้วนมีแต่ระดับผู้ฝึกจิตเป็อย่างต่ำ มีความเชี่ยวชาญพลังเหนือธรรมชาติ สามารถควบคุมปราณมาใช้งานได้ตรงๆโดยไม่ต้องมีวรยุทธเป็ตัวช่วยในการขับเคลื่อน