เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง (มีอีบุ๊ค 8 เล่มจบ ที่meb/ปิ่นโต)

    ตอนที่ 31

            หลังจากนั้นเฟิงหลี่เฉียงก็กลับไปทำงานที่ฮานหลินหยวนตามปกติในวันนี้พวกเขามีประชุมกองบรรณาธิการสารานุกรมหย่งเล่อ เพื่อให้แต่ละคนรายงานความคืบหน้า

            ในขณะพวกเขากำลังช่วยกันแนะนำงานเขียนอยู่นั้นเจ้าหน้าที่คนหนึ่งก็เดินเข้ามาเคาะประตู และขออนุญาตบรรณาธิการก่อนพูดว่า“ใต้เท้าเฟิงขอรับ ใต้เท้าซุนหยู่หมินรองผู้อำนวยการฮานหลินหยวนฝ่ายซ้ายขอเชิญท่านเข้าพบในตอนนี้ขอรับ”

            ทุกคนชะงักพวกเขาเดาไม่ออกว่าเป็นเรื่องดีหรือร้าย เฉินจื้อเฟิงตบไหล่เขา ซึ่งเฟิงหลี่เฉียงหันไปยิ้มให้เขาและบอกบรรณาธิการว่า“ข้าขอตัวก่อนขอรับ”

            เขาเดินขึ้นบันไดไปที่ชั้นสองเมื่อไปที่ห้องทำงานขนาดใหญ่ จึงเคาะประตู “ใต้เท้าขอรับ ข้าเฟิงหลี่เฉียงขอรับ”

            “เข้ามา”เสียงของซุนหยู่หมินดังออกมาข้างนอก

            เมื่อเปิดประตูเข้าไปเขาก็พบซุนหยู่หมินกำลังอ่านเอกสารอยู่  เฟิงหลี่เฉียงก้มลงคำนับ อีกฝ่ายบอกให้เขานั่งลงจากนั้นก็พูดว่า

            “บัณฑิตเฟิงข้าเชิญท่านมาในวันนี้ เพราะมีเรื่องอยากจะคุยกับท่าน”เฟิงหลี่เฉียงฟังอย่างตั้งใจ

            “ตอนนี้ใกล้เวลาสอบบัณฑิตระดับอำเภอแล้วการสอบเซิงหยวนครั้งนี้ ข้าจะส่งท่านไปพร้อมกับคนอื่น เพื่อดูแลการจัดสอบที่อำเภอลี่สุย”

            อำเภอลี่สุยอยู่ตอนใต้ของเมืองหนานจิง(สมัยก่อนเรียกว่าเมืองอิงเทียน) แต่เขาสงสัยบางอย่าง “มีสิ่งใดที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษหรือไม่ขอรับ”

             ซุนหยู่หมินหัวเราะในลำคอ“ตอนนี้มีข่าวลือเรื่องการโกงข้อสอบแพร่หลายออกไปมาก ทำให้ฮ่องเต้ไม่พอพระทัยจึงมีพระราชโองการให้เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบกวดขันเรื่องนี้ ข้าจึงส่งเจ้าไปเป็นข้าหลวงตรวจการจากฮานหลินหยวน”

            เฟิงหลี่เฉียงอึ้งไปเขารู้ว่าตัวเองยังเป็นบัณฑิตฝึกหัด ไม่สามารถเป็นผู้ออกข้อสอบตรวจข้อสอบและจัดการการสอบได้ แต่การส่งเขาไปเป็นข้าหลวงตรวจการ ก็เท่ากับการประกาศตัวเป็นศัตรูและเป้านิ่งให้ข้าราชการที่ทุจริตโจมตีทันที

            โดยทั่วไปแล้วข้าหลวงตรวจการ จะคัดเลือกจากผู้ที่มีความสามารถในระดับหนึ่งซึ่งเป็นงานที่ข้าราชการหลายคนเกลียด และสร้างศัตรูจำนวนมาก ข้าหลวงตรวจการบางคน ก็ใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อจับผิดและขัดแข้งขัดขาผู้อื่นด้วยการฟ้องร้องและร้องเรียนให้มีการตรวจสอบและถอดถอนข้าราชการที่ตกเป็นเป้าหมาย  แต่หลายครั้งข้าหลวงตรวจการก็ช่วยจัดการการทุจริตและพฤติกรรมไม่เหมาะสมของข้าราชการได้

            เฟิงหลี่เฉียงซึ่งยังเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยและไม่มีเส้นสายจึงไม่สามารถปฏิเสธได้ เขารับคำสั่งและเตรียมตัวเดินทาง แต่ที่แปลกใจในภายหลัง คือจิวเหวินชาง ซึ่งเป็นเพื่อนทำงานที่ห้องสมุด ก็ถูกส่งไปด้วย เขาจึงสรุปว่าคนที่ถูกส่งไปครั้งนี้ คงไม่ใช่คนโปรดของใคร ถ้าไม่ใช่ถูกเลือกเพราะมีความสามารถจริงก็คือการส่งคนไปถูกเชือดนั่นเอง

            บ่ายวันนั้นเขาพบกับจิวเหวินชาง ที่หน้าตาไม่มีความสุขนัก

            “ข้าไม่มีเส้นสายใดๆลำพังทำงานที่นี่ก็ถูกใช้งานหนักแล้ว นี่ยังไม่รู้ว่าจะโดนอะไรบ้าง”จิวเหวินชางรำพึงรำพันออกมา

            เฟิงหลี่เฉียงซึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะในห้องสมุดก็ถอนหายใจ “อย่างน้อยพวกเราก็ไปด้วยกันนะ”

            อีกฝ่ายจึงยิ้มออกมาได้บ้าง“ใช่ ถ้าเป็นคนอื่น เขาคงไม่สนใจสนทนากับข้าอย่างแน่นอน”

            เมื่อข่าวเรื่องนี้แพร่หลายไปบางคนก็เห็นใจ บางคนก็สมน้ำหน้า ถ้าข้าหลวงตรวจการ รายงานสถานการณ์ตามความเป็นจริงก็มีความเสี่ยงที่จะถูกเอาคืน และถ้าคนที่ทุจริตเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่โอกาสที่พวกเขาจะได้เจริญเติบโตในหน้าที่การงาน ก็ริบหรี่ลงอย่างแน่นอน แต่ถ้าไม่รายงานความจริงและพบในภายหลังว่าเกิดการทุจริตขึ้น พวกเขาก็จะถูกลงโทษอย่างหนักไม่เพียงแต่ติดคุก แต่ยังถูกเนรเทศด้วย

            เมื่อกลับไปบ้านเฟิงหลี่เฉียงก็เล่าให้ลู่เหยาหลงฟัง และบอกให้เด็กชายดูแลบ้านให้ดี เพราะเขาน่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่าหนึ่งเดือนในการไปครั้งนี้

            เด็กชายนิ่งฟังจากนั้นก็พูดว่า “ข้าขอไปกับใต้เท้าได้ไหมขอรับ อย่างน้อยก็ยังช่วยรับใช้เล็กๆ น้อยๆได้”

            บัณฑิตหนุ่มคิดสักพักจากนั้นก็พยักหน้า เพราะเขาก็ไม่อยากทิ้งให้เด็กชายอยู่บ้านคนเดียวเช่นกัน “ก็ได้เจ้าจะได้ไปเห็นชีวิตที่อำเภออื่นบ้าง”

            เมื่อรู้ว่าจะต้องเดินทางในอีกไม่กี่อาทิตย์ข้างหน้าเฟิงหลี่เฉียงจึงเร่งทำงานที่คั่งค้าง และเตรียมข้าวของที่จะนำติดตัวไปด้วยแต่แล้วเขาก็นึกถึงต้วนเจี่ยซิน อาจารย์ของเขาน่าจะมาถึงหนานจิง ในช่วงที่เขาออกเดินทางแล้วเมื่อรู้ว่าอาจจะคลาดกัน เด็กหนุ่มจึงผิดหวังมาก

            แต่แล้วในอีก2-3 วันต่อมา ต้วนเหวินเจี่ย  ลูกชายของต้วนเจี่ยซินก็ส่งคนมาแจ้งว่าต้วนเจี่ยซินเดินทางมาถึงแล้ว และขอเชิญเขาไปกินข้าวเย็นที่บ้านด้วยเฟิงหลี่เฉียงจึงพาลู่เหยาหลงนั่งรถลากที่มารับ และไปที่บ้านของหมอต้วนในวันต่อมา

            เมื่อไปถึงบ้านหลังใหญ่ของต้วนเหวินเจี่ยพวกเขาพบต้วนเจี่ยซินกำลังเดินออกกำลังอยู่ที่สวนหน้าบ้านเฟิงหลี่เฉียงรีบเดินเข้าไปหา “อาจารย์ ข้ามาแล้วขอรับ!”

            ต้วนเจี่ยซินจับมือของเขาด้วยความดีใจเช่นกันพวกเขาไม่เจอกันมานานแล้ว ชายชราพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเอ็นดูว่า“เจ้าตัวสูงขึ้นนะเสี่ยวเฉียง”

            “ใช่ขอรับอาจารย์”เขาบอกด้วยความดีใจ

            “แต่ก็ยังผอมแบบเดิม”ชายชราล้อเขา เด็กหนุ่มหัวเราะอย่างร่าเริงแล้วเขาก็แนะนำให้ลู่เหยาหลงรู้จักอาจารย์ จากนั้นพวกเขาก็นั่งคุยกัน โดยมีลู่เหยาหลงนั่งอยู่ห่างๆเขารู้ว่าทั้งสองคนคงมีเรื่องคุยกันมากมาย

            “อาจารย์มารักษาคนไข้หรือ” เฟิงหลี่เฉียงถามโดยไม่ลังเล

            ชายชราหน้าเครียดลง“ข้ามารักษาเชื้อพระวงศ์คนหนึ่ง เขามีอาการป่วยมานานแล้ว รักษาอย่างไรก็ไม่หายตอนนี้เหวินเจี่ยก็กำลังลำบาก หมอหลวงหลายคนพยายามรักษาแล้ว แต่อาการก็ยังไม่ดีขึ้นทำให้พระบิดากับพระมารดาเริ่มไม่พอพระทัย จึงสั่งคาดโทษหมอหลวง  ข้าจึงต้องเดินทางมาที่นี่ให้เร็วขึ้น”

            ใช่แล้วต้วนเจี่ยซินเคยเป็นผู้อำนวยการสำนักแพทย์หลวงที่มีชื่อเสียง เขาลาออกก่อนเกษียณอายุและย้ายไปอยู่ที่หมู่บ้านหลานเถียนมานับสิบปี และรักษาคนไข้เฉพาะคนที่เขาสนิทสนมด้วยเท่านั้น

            จากนั้นต้วนเจี่ยซินก็ถามความเป็นไปของลูกศิษย์เฟิงหลี่เฉียงจึงเล่าเรื่องที่ผ่านมา ชายชราเอื้อมมือมาตบไหล่ของเขา“นี่ละชีวิตของข้าราชการ มีขึ้นมีลง มีกลั่นแกล้ง มีถูกลงโทษ และให้รางวัล”

            เย็นวันนั้นพวกเขากินข้าวเย็นด้วยกันและเมื่อได้เวลาเฟิงหลี่เฉียงก็พาลู่เหยาหลงกลับบ้านเพราะชายชราจะต้องเข้าวังหลวงไปรักษาคนไข้พรุ่งนี้เช้า แต่ใครจะรู้ว่าต้วนเจี่ยซินและต้วนเหวินเจี่ยกำลังจะถูกลงโทษ เพราะไม่สามารถหาสาเหตุของโรคได้!

            ในวันหนึ่ง เฟิงหลี่เฉียงซึ่งกำลังเตรียมเอกสารอยู่ที่ฮานหลินหยวนก็ต้องตกใจเมื่อข้าราชการคนหนึ่งพาต้วนเหวินเจี่ยมาพบ 

            เมื่อเห็นหน้าเขาต้วนเหวินเจี่ยรีบพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียดว่า “เสี่ยวเฉียง ท่านพ่อให้ข้าพาเจ้าไปที่วังหลวงด่วน!”

            จากท่าทีของอีกฝ่าย บัณฑิตหนุ่มรู้ทันทีว่าจะต้องมีเรื่องสำคัญแน่นอนเขาจึงรีบไปพบหลิวเสวี่ยเทียน หัวหน้าของเขา เพื่อขอลางานด่วนจากนั้นก็รีบออกเดินทางไปพร้อมกับต้วนเหวินเจี่ยทันที

            สถานที่เขาไปคือ วังหลังขององค์รัชทายาทจูเกาชื่อ ที่ตั้งอยู่ด้านข้างของพระราชวังต้องห้ามแห่งหนานจิง[1] ที่จริงแล้วรัชทายาทจะต้องไปปกครองแคว้นเยี่ยนที่เป่ยจิงหรือปักกิ่งแต่เขาต้องการจะอยู่ที่นี่ ทำให้ฮ่องเต้หย่งเล่อพระราชทานอนุญาตเพราะเห็นว่าเขามีร่างกายอ่อนแอ

            ต้วนเหวินเจี่ยพาเฟิงหลี่เฉียงผ่านประตูใหญ่เข้าไปยังตำหนักด้านขวามือ ติดกับตำหนักใหญ่ขององค์รัชทายาท ถึงตอนนี้เฟิงหลี่เฉียงรู้แล้วว่าเชื้อพระวงศ์ที่อาจารย์ของเขามารักษาให้นั้น น่าจะเป็นพระโอรสองค์ใดองค์หนึ่งขององค์รัชทายาทจูเกาชื่อ[2]

            บริเวณนั้น มีทั้งนางกำนัลขันที หมอหลวงและทหารรักษาพระองค์เดินไปมาขวักไขว่ต้วนเหวินเจี่ยบอกในระหว่างเดินว่า คนที่พวกเขามารักษาคือ องค์ชายจูจ้านจี[3] โอรสองค์โตขององค์รัชทายาทจูเกาชื่อและเป็นพระนัดดาองค์โปรดของจักรพรรดิหย่งเล่ออีกด้วย

            เมื่อเข้าไปยังห้องบรรทมด้านในทั้งสองถูกตรวจค้นอาวุธอีกครั้ง และภายในห้องบรรทมนั้น เฟิงหลี่เฉียงเห็นชายและหญิงวัย30 กว่าแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสวยงามอยู่ในห้อง นั่นก็คือ องค์รัชทายาทหรือหวงไท่จื่อจูเกาชื่อและองค์หญิงพระชายาในองค์รัชทายาทหรือหวงไท่จื่อเฟย และที่นอนอยู่บนเตียง คือ เด็กชายอายุ5-6 ขวบกำลังนอนหลับหายใจรวยริน ต้วนเหวินเจี่ยและเฟิงหลี่เฉียงจึงก้มลงทำความเคารพ

            ต้วนเจี่ยซินซึ่งกำลังฝังเข็มรักษาองค์ชายน้อยเมื่อเห็นทั้งสองก็ดีใจมาก เขารีบรายงานต่อทั้งสองว่า “กราบทูลองค์รัชทายาทและพระชายานี่คือ บัณฑิตจ้วงหยวนเฟิงหลี่เฉียง ลูกศิษย์ของกระหม่อมเอง”

            “เอาล่ะๆจะทำอะไรก็รีบทำเข้า ลูกข้าทุกข์ทรมานมากพอแล้ว” องค์รัชทายาทโบกมืออย่างใจร้อน และถอยออกมาให้พวกเขาเดินเข้าไปใกล้เตียง

            เฟิงหลี่เฉียงเดินเข้าไปหาอาจารย์และถามว่าเกิดอะไรขึ้น ชายชราซึ่งมีสีหน้ายุ่งยากบอกเขาว่า “ข้ารักษาองค์ชายน้อยแต่ก็พบว่า ไม่สามารถรักษาให้หายขาด ได้แต่เพียงบรรเทาพระอาการเมื่อพยายามหาสาเหตุก็ไม่พบ เมื่อสักชั่วยามที่ผ่านมา ข้าจึงตัดสินใจเจาะเลือดแล้วก็พบว่าเลือดขององค์ชายมีความผิดปกติ น่าจะได้รับพิษ แต่ข้าไม่รู้ว่ารับพิษอะไรเข้าไปและทางใด”

            พระชายาพูดขึ้นด้วยความเสียพระทัยว่า“อาหารขององค์ชายจะต้องได้รับการตรวจสอบก่อนทุกครั้ง แต่ก็ไม่พบความผิดปกติอะไรด้วย”พอพูดจบพระนางก็กันแสงออกมาด้วยความกลัดกลุ้ม



    [1] ข้อมูลเกี่ยวกับพระราชวังต้องห้ามแห่งหนานจิงมีน้อยมากเพราะถูกทำลายจนเหลือแต่ซากปรักหักพัง จึงไม่ทราบได้ว่าวังหลังในยุคนั้นมีชื่อเรียกว่าอะไร แต่ไม่ใช่ตำหนักตงกงแบบที่เรียกกันหรือพระตำหนักเฉียนชิง หรือฉงหวากง หรือฉงชุยกง ในพระราชวังต้องห้ามแห่งปักกิ่งเพราะสร้างขึ้นคนละยุคสมัย ผู้เขียนจึงจะใช้ว่า วังหลังไปก่อน

    [2] จักรพรรดิหงซี ต่อจากจักรพรรดิหย่งเล่อ

    [3] จักรพรรดิเซวียนเต๋อ ต่อจากจักรพรรดิหงซี

    คล้ายกับเรื่องเฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง (มีอีบุ๊ค 8 เล่มจบ ที่meb/ปิ่นโต) ที่คุณอ่าน