“เนื้อหาการทดสอบสำนักจันทร์สกาวของพวกเราง่ายดายมาก มีแค่อย่างเดียวก็คือรวมกลุ่มกันสามสิบคนแล้วบุกใส่อาจารย์หลิวเหมิ่งให้สุดแรงเกิด แค่ยืนหยัดรับการบุกของอาจารย์หลิวเหมิ่งให้ได้หนึ่งในสี่ของครึ่งชั่วยามก็ผ่านได้แล้ว...”
ได้ยินคำชี้แจงจากฮ่าวจึแล้ว ฉู่เหินก็พยักหน้า เนื้อหาการทดสอบเช่นนี้มีรูปแบบที่แตกต่างจากสำนักมหาหัสดี
เขามองอาจารย์หลิวเหมิ่งผู้ถือดาบใหญ่ไว้ในมือบนเวทีศิษย์หนุ่มสาวสามสิบชีวิตกำลังล้อมบุกเขาอยู่แท้ๆ แต่ใบหน้าของเขากลับสุขุมเยือกเย็นไม่แตกตื่นเลยแม้แต่น้อย
“ตบะของอาจารย์หลิวเหมิ่งท่านนี้คงไม่ใช่แค่ระดับเชื่อมหยวนขั้นหนึ่งกระมัง?”ฉู่เหินเอ่ยปากถาม
“แน่นอนว่าไม่ใช่ระดับเชื่อมหยวน อาจารย์หลิวเหมิ่งมีพลังแข็งแกร่งระดับสร้างเมล็ดพันธุ์แต่เขาข่มตบะให้เหลือเพียงระดับเชื่อมหยวนขั้นหนึ่งเพื่อใช้ทดสอบเท่านั้น”
ฮ่าวจึอธิบาย
“เช่นนี้นี่เอง!”
เทียบกับการทดสอบของสำนักมหาหัสดีแล้ว วิธีการของสำนักจันทร์สกาวดูจะรอบคอบระมัดระวังกว่ามากถึงแม้ว่าจะเป็การต่อสู้จริงในรูปแบบของการแบ่งกลุ่มเหมือนกันแต่สัตว์ปีศาจที่ไม่อยู่ในความควบคุมอาจทำร้ายศิษย์จนาเ็ได้อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
แต่ยอดฝีมือระดับสร้างเมล็ดพันธุ์ผู้นี้กลับกดพลังของตนให้อยู่ในระดับเชื่อมหยวนขั้นหนึ่งควบคุมพลังของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อรับรองความปลอดภัยของศิษย์
ในทางเดียว การทดสอบของสำนักจันทร์สกาวจึงยากกว่าด้วย
ในเมืุ่์นั้นมีสติปัญญากว่ามหาปีศาจมากมายนัก ถึงจะข่มพลังของตนไว้แต่ก็สามารถอาศัยประสบการณ์การต่อสู้ให้เหล่าศิษย์หนุ่มสาวที่เพิ่งออกสนามปวดหัวได้เช่นกัน
ตู้ม!
ตึง!
...
เสียงพลังหยวนแท้ปะทะกันดลให้กระแสปราณบนเวทีปั่นป่วนผิดปกติ
ปึง!
ดาบใหญ่ในมือของหลิวเหมิ่งปักเข้าที่ช่องว่างระหว่างแนวหินบนพื้นเวทีอย่างหนักหน่วงเขาะโเสียงดังใบหน้าเปื้อนยิ้มแสนสนุกสนาน “เหล่าเด็กเหลือขอทั้งหลายหากพวกเ้ามีพลังแค่นี้ก็ไม่ต้องเล่นกันแล้ว”
ผู้คนโดยรอบสีหน้าเปลี่ยน หลิวเหมิ่งผู้นี้ยังไม่ได้เริ่มบุกเองเลยด้วยซ้ำแต่การป้องกันกลับเข้มแข็งราวปราการเหล็กไม่ว่าพวกเขาจะบุกจากทิศทางไหนก็ไม่อาจเข้าใกล้อีกฝ่ายได้เลย
ฟิ้ว!
พลันนั้น เสียงอันรีบร้อนก็สะท้อนบนสังเวียน ร่างเยาว์วัยเฉียบคมร่างหนึ่งปรี่ไปหาหลิวเหมิ่งกวัดแกว่งกระบี่ยาวในมือ อายกระบี่หลายสายที่ควบแน่นฉีกกระชากอากาศธาตุกำลังจู่โจมไปทางเขา
“เอ๊ะ น่าสนใจดีนี่ ฮ่าๆ...”
หลิวเหมิ่งประหลาดใจกับผู้ที่ทำการบุกเขาอย่างกะทันหันเล็กน้อย เขายกมือซ้ายขึ้นวาดพลังฝ่ามืออันยิ่งใหญ่แล้วถ่ายเทออกไป
ปึ้ง!
กลิ่นอายของกระบี่ที่บุกมาหลายสายนั้นถูกหลิวเหมิ่งตบจนแตกกระจุยกลายเป็กระแสปราณซ่านเซ็นไป
พริบตาต่อมา ร่างของชายหนุ่มผู้ถือกระบี่ก็แวบวาบมาอยู่เบื้องหน้าหลิวเหมิ่งเขาวาดกระบี่ออกไปอีกครั้งด้วยความเร็ว เงากระบี่แกร่งกร้าวจู่โจมดาบใหญ่ที่ข้างเท้าของหลิวเหมิ่ง
“ท่าไม่ดีแล้ว...”
หลิวเหมิ่งอดใไม่ได้ อีกฝ่ายไม่ได้เล็งเป้ามาที่ตน แต่เป็อาวุธต่างหาก
เคร้ง!
สิ้นเสียงดังก้องใส ดาบใหญ่ตรงหน้าของหลิวเหมิ่งก็กระเด็นลอยไป
“ศิษย์พี่เฮ่อ ทำได้ดีมาก...”
ศิษย์คนอื่นบนสังเวียนต่างก็ตะลึงยินดี ฉับพลันไม่รอให้หลิวเหมิ่งเก็บอาวุธกลับมาพวกเขาก็รวมตัวกันจู่โจมปิดล้อมจากทั่วทุกสารทิศ
ความเปลี่ยนแปลงกะทันหันอย่างนี้ดลให้หลิวเหมิ่งคาดไม่ถึงเลย
เขาเอ่ยชมชายหนุ่มถือกระบี่ตรงหน้าเล็กน้อย“เห็นทีเ้าคงออมแรงต่อหน้าข้ามาโดยตลอด ไม่นึกเลยว่าจะถูกเ้าหลอกเข้าแล้ว”
“ขอบพระคุณอาจารย์หลิวเหมิ่งที่ชมเชย...”
บุรุษผู้นั้นเผยยิ้มภาคภูมิ ชั่ววินาที รังสีพลานุภาพแข็งแกร่งกว่าเมื่อครู่สองสามเท่าก็ปะทุออกมาจากในกายอานุภาพกระบี่คมกล้าเข้าปกคลุมมุ่งหาหลิวเหมิ่ง
ผ่าง!
“ระดับเปิดชีพจรขั้นเก้า?”
“ไม่นึกเลยว่าศิษย์พี่เฮ่อเฉาจะเปิดชีพจรเส้นที่เก้าได้แล้ว”
“ให้ตายสิ พวกเราโดนเขาหลอกเข้าแล้ว”
...
ผู้ชมใต้สังเวียนต่างส่งเสียงเกรียวกราว ั้แ่แรกเริ่มมาระดับพลังที่เฮ่อเฉาแสดงออกมาอยู่ที่ระดับเปิดชีพจรขั้นแปดเท่านั้นเอง เพียงแค่นี้ก็เป็อัจฉริยะชั้นยอดในสายตาของผู้คนแล้วไม่นึกไม่ฝันเลยว่าอีกฝ่ายจะเก็บงำพลังที่แท้จริงมาโดยตลอด
กระทั่งหลิวเหมิ่งยังประมาทจนถูกชิงอาวุธไปได้เลย
“ข้าแต่ยายข้าสิ เ้าเฮ่อเฉานี่ซ่อนได้เนียนดีจริงๆ”
ทุกคนทั้งเหลือเชื่อและอึ้งทึ่ง
คนเฉกเช่นนี้ที่มีทั้งพลังและสติปัญญาพร้อมสรรพสิถึงสมควรเรียกว่าอัจฉริยะที่แท้จริง
หลิวเหมิ่งผู้เสียอาวุธไปนั้น พลังโจมตีลดลงอย่างเห็นได้ชัดผนวกกับเฮ่อเฉาชิงบุกติดต่อกันไม่หยุดพลิ้วไหวดุจสายน้ำ หลิวเหมิ่งจึงไม่สามารถสุขุมเยือกเย็นเหมือนเช่นก่อนหน้านี้อีกต่อไป
...
“คนผู้นี้ชาญฉลาดยิ่งนัก!”ฉู่เหินมองเหตุการณ์บนสังเวียนแล้วพยักหน้ายอมรับ
ฮ่าวจึข้างกันยิ้มยิงฟัน “เฮ่อเฉา คนตระกูลเฮ่อในนครหลวง ยามเขาอยู่ ‘สำนักยุทธหนุ่มสาว’ ก็เริ่มมีชื่อเสียงแล้ว เป็อัจฉริยะยอดเยี่ยมตัวจริงทั้งยังมีขีดจำกัดสายเื ‘กายสัประยุทธ์กระบี่ิญญา’ สำนักยุทธขั้นสูงมากมายต่างแย่งชิงตัวเขา! แต่เพราะเหตุผลบางอย่างเขาจึงมายังสำนักจันทร์สกาวของเราแฮะๆ”
‘ระดับเปิดชีพจรขั้นเก้า ขีดจำกัดสายเืกายสัประยุทธ์กระบี่ิญญา!’
ฉู่เหินอดพยักหน้าลับๆ ไม่ได้ คนผู้นี้เป็อัจฉริยะชั้นยอดตัวจริง
แน่นอนว่าก่อนที่จะมานครหลวงเขาก็ตระหนักแล้วว่า เทียบกันกับที่นี่แล้วเมืองหลินเหยียนช่างเล็กกระจิริดไม่อาจเทียบเคียง
...
ปึง!
ท่ามกลางสายตาหนักอึ้งของผู้คน การต่อสู้บนสังเวียนก็เดือดพล่านขึ้นทุกที
ไม่ว่าอย่างไร ระดับพลังที่แท้จริงของหลิวเหมิ่งก็คือระดับสร้างเมล็ดพันธุ์การบุกโจมตีของพวกเฮ่อเฉาไม่อาจทำให้เขาแตกตื่นได้ หลังป้องกันเพียงชั่วครู่หลิวเหมิ่งก็เริ่มหยัดยืนมั่นคงอีกครั้ง
“ทุกคนอดทนไว้ อีกแค่ห้านาทีพวกเราก็จะชนะแล้ว!”ศิษย์ผู้หนึ่งะโเสียงดัง
“ฮะฮ่า!” หลิวเหมิ่งยิ้มชั่วร้าย“เด็กเหลือขอทั้งหลาย คิดหรือว่าข้าจะรับมือได้ง่ายดายปานนั้น? เวลาห้านาทีที่ว่าก็มากพอให้ข้าอัดพวกเ้าลงไปนอนกองกับพื้นทั้งหมดแล้ว”
ว่าจบ รังสีพลานุภาพยิ่งใหญ่ก็ถ่ายเทออกมาจากร่างของหลิวเหมิ่ง
พลังหยวนแท้สีทองเป็เส้นสายเอ่อล้นออกมานอกร่างดุจแพรบางพวกเขาพลันถูกรังสีอานุภาพไร้ตัวตนข่มทับลงไป
ฝูงชนโดยรอบหน้าเปลี่ยนสี ชายหนุ่มคนหนึ่งพูดขึ้นมา “อาจารย์หลิวเหมิ่งท่านอย่ารังแกกันนะ! ท่านใช้พลังระดับเชื่อมหยวนขั้นหนึ่งสู้กับพวกเราได้เท่านั้น”
“เฮ้ย ข้ารู้อยู่แล้วน่า นี่แหละพลังระดับเชื่อมหยวนขั้นหนึ่ง”
ผ่าง!
สิ้นคำ หลิวเหมิ่งขยับตัวทันใด เสยหมัดเข้าใส่ศิษย์คนที่อยู่ใกล้ที่สุดรายหลังต้านทานไม่ไหวถูกต่อยลอยละลิ่วไปไกล ไม่ทันได้ครุ่นคิดอันใดหลิวเหมิ่งโจมตีกลับเป็ชุด ศิษย์อีกสองรายถูกแรงพัดจนกระเด็นหล่นลงไปจากสนาม
หลิวเหมิ่งเริ่มเอาจริงแล้ว
การบุกไม่เว้นจังหวะให้หายใจต่อจากนั้นของเขาช่างสมดั่งนามที่เกรี้ยวกราดศิษย์หนุ่มสาวคนแล้วคนเล่าถูกกำราบจนล้มระเนระนาด
ชั่วขณะนั้น สายตาทุกคู่มองตรงไปยังเฮ่อเฉา
กระนั้น ยามหลิวเหมิ่งเริ่มเดือดดาล เฮ่อเฉากลับถอยห่างออกไปหลายเมตรไม่มีใครรู้ว่าเขาคิดจะทำอะไร
“ศิษย์พี่เฮ่อเฉาช่วยด้วย!”
“พวกเราจะไม่ไหวอยู่แล้ว”
...
ตึงๆ!
ฉับพลัน พลังที่เคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่งก็ถูกปลดปล่อยออกมาจากร่างของเฮ่อเฉาอากาศธาตุในรัศมีโดยรอบเคลื่อนไหวปั่นป่วน ตามมาด้วยกระบี่คมในมือของชายหนุ่ม ที่ประกายแสงสีทองจรัสตาเริ่มพันพัวแสงสว่างโชติ่ดุจแก่นแท้ที่อริยะหยิบยื่นให้
รังสีพลานุภาพเย็นะเือบอวลไม่หยุดหย่อน เสียงโลหะกระทบกันดังชัดเจนดวงตาของเฮ่อเฉาเรืองแววเยือกเย็นเฉียบแหลม เขาเคลื่อนกายดีดตัวเหาะไปเหมือนลูกธนูที่ดีดออกจากคันศร
“กระบี่ปักษาสะท้าน!”
รังสีพลานุภาพคมกล้าโหยหวน พลังของเฮ่อเฉาเพิ่มขึ้นกระบี่ในมือกลืนกินและคายรัศมีแสงแสบตาออกมา
ทุกคนใต้สังเวียนหน้าตาหนักอึ้ง อานุภาพกระบี่นี้ของเฮ่อเฉาไม่ได้ด้อยไปกว่าจอมยุทธระดับเชื่อมหยวนขั้นหนึ่งแน่นอน
หลิวเหมิ่งั์ตาหรี่ลงเล็กน้อย หว่างคิ้วเผยความตะลึงที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนหลายส่วน
วาบ!
แสงหนาววาววาม ร่างของเฮ่อเฉาแวบวาบผ่านหลิวเหมิ่งไปไวดุจผีสาง
ท่ามกลางสายตาที่ตื่นใแขนเสื้อด้านซ้ายของหลิวเหมิ่งก็ถูกผ่าออกเป็รอยขาดกลิ่นอายคมกริบตลบอบอวลอย่างเหิมเกริม
ผ่าง!
ชั่ววินาทีนั้น ทั้งสนามพลันกู่ร้องเดือดพล่าน
เสียงปรบมือดังกระหึ่มม้วนตลบเข้าหา ประหนึ่งเทขุนเขารินมหาสมุทร
“ฮ่าๆ ทำได้ดีมาก ศิษย์พี่เฮ่อเฉาเยี่ยมยุทธ์นัก”
“ศิษย์พี่เฮ่อเฉายอดเยี่ยมนัก สมแล้วที่เป็ปีศาจอัจฉริยะผู้ขีดจำกัดสายเื ‘กายสัประยุทธ์กระบี่ิญญา’”
“ยินดีกับศิษย์พี่เฮ่อเฉาด้วย”
...
ท่ามกลางเสียงกู่ร้องเปรมปรีดิ์ พวกเฮ่อเฉาก็เผยรอยยิ้มผ่อนคลายหลิวเหมิ่งเองก็ไม่ได้บุกโจมตีต่อ
“ขอบพระคุณอาจารย์หลิวเหมิ่งที่ออมมือให้” เฮ่อเฉาประสานมือรอยยิ้มบนใบหน้าเจือแววภาคภูมิในตนเองหลายส่วน
หลิวเหมิ่งปัดป่ายมือ “ข้าไม่ได้ออมมือให้เ้าเ้ามีความสามารถของเ้าเอง” เขาหยุดลงเล็กน้อย ดวงตาเผยแววชื่นชมหลายส่วน“กายสัประยุทธ์กระบี่ิญญายอดเยี่ยมนัก ยินดีกับเ้าด้วย...”
เฮ่อเฉาพยักหน้ายิ้ม หว่างคิ้วเต็มเปี่ยมด้วยความทระนง
ฉู่เหินใต้สังเวียนมองภาพนั้นอย่างสงสัย เขาถามฮ่าวจึข้างกายด้วยไม่เข้าใจ“ศิษย์พี่ฮ่าวจึ ยังไม่ถึงเวลาหนึ่งในสี่ของครึ่งชั่วยามเลยมิใช่หรือ? การทดสอบกลุ่มนี้เสร็จสิ้นแล้วหรือ?”
“เหอะๆ เมื่อครู่ข้าลืมบอกเ้าไป” ฮ่าวจึลูบจมูกฉีกยิ้มตอบว่า“การทดสอบยังมีกฎอีกข้อหนึ่ง หากศิษย์คนใดทำให้อาจารย์หลิวเหมิ่งมีาแได้ทั้งสามสิบคนก็จะผ่านพร้อมกันหมด กระบี่นั้นของเฮ่อเฉาตัดเสื้อผ้าของหลิวเหมิ่งขาดก็เท่ากับเป็การบุกจู่โจมที่มีประสิทธิภาพ...”
“มีกฎเช่นนี้ด้วย!” ฉู่เหินพิศวงใจมาก
“มิผิด อาจารย์หลิวเหมิ่งกดพลังของตนไว้ที่ระดับเชื่อมหยวนขั้นหนึ่งก็จริงแต่ความจริงแล้วก็มีรากฐานแท้จริงของระดับสร้างเมล็ดพันธุ์อยู่ระดับอย่างพวกศิษย์ใหม่หรือจะทำร้ายเขาได้ เพื่อเพิ่มความน่าดูของการทดสอบ จึงได้ตั้งกฎพิเศษเช่นนี้ขึ้นมาอย่างไรเล่าจะว่าไปแล้ว เฮ่อเฉายังเป็ศิษย์ใหม่คนแรกที่ทำร้ายอาจารย์หลิวเหมิ่งได้ด้วยนะ!”
เห็นได้ชัดว่าฮ่าวจึยอมรับเฮ่อเฉามากเช่นกัน
ฉู่เหินพยักหน้าตาม ถูกต้อง คนผู้มีความสามารถมากพอทำให้เสื้อผ้าหลิวเหมิ่งขาดได้จะมีสิทธิ์อันใดไม่ถูกรับเข้าสำนักจันทร์สกาวเล่าส่วนคนอื่นในกลุ่มที่ได้ผ่านเข้าสำนักโดยตรงนั้นก็ถือว่ามีโชคหล่นทับไปโดยปริยาย
“ศิษย์พี่เฮ่อเฉาเก่งฉกาจนัก ทำไมข้าถึงไม่ได้อยู่กลุ่มแรกกับเขานะ!”
“คงเหลือแต่ศิษย์กลุ่มสุดท้ายแล้ว”
...
เฮ่อเฉาและศิษย์กลุ่มนั้นเดินลงมาจากเวทีอย่างยินดีปรีดาท่ามกลางเสียงอุทานของผู้ชม
อาจารย์สำนักจันทร์สกาวที่รับผิดชอบการทดสอบสองสามคนเดินขึ้นเวทีต่อ
“ฮะๆ อาจารย์หลิวเหมิ่ง ท่านยังดีอยู่ไหม? การทดสอบต่อไปจะให้หาใครมาแทนหรือเปล่า?”อาจารย์ที่อายุอานามไล่เลี่ยกันกับหลิวเหมิ่งแซว
หลิวเหมิ่งถลึงตาใส่แล้วตะคอกไม่พอใจ “ไสหัวไปไป๊!พ่อยังดีเยี่ยมอยู่โว้ย”
“ฮ่าๆ”
อาจารย์ผู้นั้นหัวเราะอย่างสุขอุราที่เห็นคนอื่นทุกข์ เขาหันไปหาศิษย์มากมายเบื้องหน้าหยิบกระดาษรายชื่อออกมาแผ่นหนึ่ง “จากนี้เป็การทดสอบของกลุ่มสุดท้าย...”
………………………..