บทที่ 13 ของล้ำค่าที่เพิ่งถูกค้นพบ
ผู้ที่เคยยืนสง่า บัดนี้ไม่สง่าแล้ว จ้งเหว่ยยืนไม่เที่ยง ภายในใจวูบสั่นกลัวอย่างประหลาด ทั้งที่บุรุษเช่นเขาไม่เคยหวาดหวั่นต่อสิ่งใด ความรู้สึกประหม่าและขลาดเขลาเช่นนี้ต้องเป็ของฟางเยว่แน่ ยังไม่ทันทราบสาเหตุ จ้งเหว่ยที่อยู่ต่อหน้าลูกน้องสองนาย ก็กระอักเืออกมา แต่ปากไร้เืคล้ายกระอักลม
ยามนี้ต่อให้กำลังวางแผนการใหญ่อันใดก็เอาไว้ก่อน จ้งเหว่ยพุ่งตัวไป แต่เขาไม่รู้ว่านางอยู่ที่ใด ั้แ่เช้าตรู่รู้เพียงแต่ว่าฟงฝูมารายงานกิจกรรมของนางเฉกเช่นที่ทำอยู่ทุกวัน จึงรู้ว่าฟางเยว่ไปพบองค์ชาย แล้วเหตุอันใดกระอักเืได้ อีกทั้งยังมีความรู้สึกหวาดหวั่นสุมอยู่ในอก จ้งเหว่ยปรากฏตัวอีกทีที่วังเจี้ยนหยวน “ท่านแม่ทัพโปรดรอสักครู่ ผู้น้อยต้องเข้าไปรายงานก่อน”
ด้วยนิสัยร้อนรุ่มดั่งเตาผิง รอไม่ได้แล้ว จ้งเหว่ยตวัดหางตา ชักสีหน้าดุไปทีหนึ่ง ไม่พูดอันใดก็เดินล่วงเข้าไปแล้ว องค์ชายที่ประทับอยู่ด้านในยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ดูมีความสุขยิ่ง สตรีที่อยู่ตรงหน้าคือญาติผู้น้อง ที่เดินทางมาเยี่ยมเยือน แต่ความจริงคือมาทวงสัญญาหมั้นหมายต่างหาก ทว่าจ้งเหว่ยไม่อาจเกรงใจใครได้อีก เห็นความเป็ตายของฟางเยว่เป็สำคัญ กล่าวแทรกขึ้นว่า
“องค์ชายโปรดแยกตัวเถิด มีเื่สำคัญต้องให้ท่านช่วยเหลือ”
ร่างจริงของจ้งเหว่ยคือกิเลนเพลิงก็จริงอยู่ เพียงชำนาญด้านการเข่นฆ่าและแผดเผา เื่ติดตามคนยังล้าหลัง เทียบจมูกสัตว์ตระกูลพยัคฆ์มิได้ ทั้งคู่เดินมาที่มุมหนึ่ง สายตาองค์ชายสงสัยยิ่ง ใจหนึ่งอยากจะขำขัน แต่เมื่อได้เห็นสีหน้าเคร่งเครียดของอีกฝ่ายก็ขำไม่ออก ใต้หล้านี้มีเื่อันใดที่คนเช่นเสิ่นจ้งเหว่ยจัดการไม่ได้ด้วยเล่า มองอยู่วูบหนึ่งก็เลยถามว่า “ว่ามาเถอะ เื่อันใด”
“สงสัยว่าฟางเยว่ นางกำลังตกอยู่ในอันตราย”
“เช่นนั้น! รออะไรอยู่อีก”
ทั้งสองคืนร่างเทพ เหาะเหินขึ้นสู่เวหา พยัคฆ์ขาวนำหน้า กินเลนเพลิงตามไป ลำแสงงดงามดั่งปรากฏการณ์มงคลอร่ามทั่วฟ้า
“เร็วเข้า! หนีไป!” เมี่ยวสวี่ไม่สามารถควบคุมตนเองได้อีก
หลับตาลงอีก เป็สีฟ้า หลับตาลงอีกเป็สีแดง ท้ายที่สุดก็เป็สีแดงถาวร น้ำเสียงหนักแน่นพูดออกมาคำหนึ่ง
“ข้าได้กลิ่นโลหิตเ้า มันทั้งหอม ทั้งหวาน”
“เกล็ดกิเลน ออกมากำบังข้า”
ฟางเยว่ไม่ได้คิดจะต่อกรกับจอมมาร นางเพียง้าปกป้องตนเองชั่วคราว ใช้เกล็ดกิเลนครอบกายไว้ ตราบใดที่ยังมีสติสัมปชัญญะ ไม่ว่าอย่างไรมันก็จะยังปกป้องนางอยู่ เ้ามารชั่วเห็นนางกระตือรือร้นที่จะรักษาชีวิตก็รู้สึกสนุกขึ้นมา จอมมารหัวเราะร้ายกาจปนเ้าเล่ห์ สายตาเขาเห็นนางเป็หนูตัวหนึ่ง เปรียบตนเองเป็ผู้อยู่เหนือห่วงโซ่อาหาร จะใช้กรงเล็บหยอกเย้าอย่างไรก็ได้
“คิดหรือว่าของเล่นกระจอกอันนี้จะต้านทานโทสะจอมมารได้”
“หากคิดว่ามันกระจอก เช่นนั้นท่านจอมมารผู้ยิ่งใหญ่ยังจะพลั้งมือทำลายคนอีกหรือ รังแกสตรีไม่สมศักดิ์ศรีจอมมารกระมัง” ฟางเยว่พูดจาหว่านล้อม กระทั่งจอมมารงุนงงไปทีหนึ่ง พลางครุ่นคิดตาม มันก็จริงอย่างที่นางว่า แต่ก็คิดได้อีกว่า จะดื่มโลหิตรักษาดวงจิต ไม่จำเป็ต้องเลือกมากปานนั้น จอมมารจึงชิงลงมือซะให้รู้แล้วรู้รอด
ทันใดนั้นเกล็ดกิเลนก็ต้านไม่อยู่จริงๆ ร่างกายฟางเยว่ถูกพลังวิเศษชั่วร้ายครอบงำ มันแทรกซึมเข้ามากดทับรวดเร็ว จนฟางเยว่ขยับเขยื้อนช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ กระอักโลหิต ตามด้วยโลหิตไหลจากจมูก ใบหน้าซีดเซียว เส้นเืตรงลำคอเด่นชัดขึ้น เพราะพยายามหายใจ สูดเอาอากาศเข้าไปหล่อเลี้ยง
จอมมารสูดปาก กระแสโลหิตสีแดงฉานไหลมา ได้ลิ้มรสแล้ว แววตาคุกรุ่นเป็ประกาย โลหิตของนางช่างวิเศษนัก กำลังวังชาเพิ่มขึ้นมาก ดื่มมากขึ้นหน่อย มีโอกาสที่ดวงจิตแข็งแกร่งขึ้น จนสามารถหลุดพ้นจากการจองจำได้ ทว่าดื่มอย่างเดียวไม่พอ อาจจะต้องนำร่างนี้ไปบูชาหน้าแท่นมารในหุบเขาผี สังเวยแด่จอมมาร ถึงจะบังเกิดพละกำลังมหาศาล
ตู้ม! ตู้ม! โฮก!
เสียงกัมปนาทกึกก้องทั่วน่านฟ้า ฟางเยว่ที่กลัวตายยิ่งคลี่ยิ้มโล่งใจ เมื่อได้ยินเสียงคำราม จำได้ทันทีว่าเ้าปุกปุยมาช่วยนางแล้ว ร่างที่ลอยอยู่เหนือพื้นดินค่อยๆ หมดสติ วูบสุดท้ายก่อนหลับตาลง ได้เห็นร่างพยัคฆ์พุ่งเข้ามาในที่แห่งนี้ ไม่ทันได้เห็นเ้ากิเลนเพลิงก็หลับลงเสียก่อน
“พวกเ้าคิดหรือว่าจะหยุดข้าได้ เ้าเด็กเมื่อวานซืน” จอมมารหัวเราะร่วน ส่อแววตาดูแคลนเทพหนุ่มทั้งสอง
“เ้าเดรัจฉาน หุบปาก! ข้ารังแกนางได้ผู้เดียว เ้าไม่มีสิทธิ์” จ้งเหว่ยไม่พล่ามยาวไปกว่านี้ ก็ออกกระบวนท่าต่อสู้ ต่อให้ร่างกายไม่มีเกล็ดกิเลน แต่ไม่อ่อนแออีกแล้ว พลังวิเศษกลับมาเต็มเปี่ยม ฟื้นฟูจนแกร่งตามกาลเวลา
“จ้งเหว่ยเ้าไหวหรือ” องค์ชายไม่ได้ออกกำลังอันใด ใช้ปากถาม แล้ววิ่งไปที่ร่างฟางเยว่
“องค์ชายพานางไป” พูดสั้นเพียงเท่านี้ก็เข้าใจแล้ว จ้วนหลิวพยักหน้าแล้วพานางโบยบินไป
“ฮ่า” จอมมารหัวเราะอย่างสมเพชคู่ต่อสู้ เพราะอ่านใจคนได้
“รีบหาสุขใส่ตัว เพราะรู้ชะตากรรม ว่าจะตายใต้บาทาข้าวันนี้ใช่หรือไม่” เ้ากิเลนหยิ่งผยอง
“ข้าขำขัน ที่เ้าหักหลังตนเอง” ประโยคนี้ลั่นจากปากจอมมารผู้เห็นโลกมามาก
“อย่าได้พูดเหลวไหล” จ้งเหว่ยตั้งใจจะลงไม้ลงมือท่าเดียว ไม่ยอมให้วาจาจอมมารทำให้ไขว้เขว
“เ้าหลงรักนางแล้ว” จอมมารผู้หยั่งรู้พูดต่อหน้าเขา
จ้งเหว่ยไม่คิดว่านี่คือรัก ระยะนี้เขารู้สึกแปลกประหลาดกับตัวเองเสมอก็จริงแต่หาคำตอบไม่ได้ ไม่เพียงเท่านั้นยังลอบมองฟางเยว่จากที่ไกลๆ ไม่เข้าไปรบกวน หนึ่งเดือนที่ผ่านมานางคงคิดว่าเขาหายหัว จงใจหลบหน้าเพราะเกลียดชัง แต่ความจริงคือจ้งเหว่ยหวั่นไหวกับนางแล้วต่างหาก มันเกิดขึ้นเมื่อไหร่นะหรือ ความรู้สึกแรก เริ่มต้นจากความเห็นอกเห็นใจ หลังจากล่วงรู้ความเป็มาของนางลึกขึ้น ก็เกิดความห่วงใยขึ้นมาอย่างประหลาด ยิ่งร่างกายเชื่อมต่อกัน ร่วมรู้สึกร่วมเ็ป วันเวลาที่ยาวนาน ฟางเยว่รู้สึกอันใด เขาก็จะรู้สึกด้วย บ่อยครั้งที่รู้สึกเมาจนปวดหัว จ้งเหว่ยที่ไม่ได้ดื่มสุราก็จะรู้สึกปวดหัวตามไปด้วย ทั้งที่ตอนแรกยืนยันเสียงแข็งว่าจะไม่แต่งกับนางแท้ๆ อีกทั้งยังหาเื่นางตลอดเพื่อให้ได้เกล็ดกิเลนคืน แต่ตอนนี้จ้งเหว่ยกลับอยากให้เกล็ดกิเลนอยู่ที่นางตลอดไป เป็ตัวแทนเขา เพื่อปกป้องนางยามร่างกายห่างกัน
“เข้าใจสิ่งที่ข้าพูดแล้วหรือ” จอมมารกล่าวขึ้นมาอย่างพอใจ อาศัยทีเผลอ ที่เขาเหม่อลอยเสียจังหวะ แล้วลงมือกับจ้งเหว่ยซะ
ลูกพี่ลูกน้องที่มีสัญญาหมั้นหมายกับองค์ชายใหญ่จ้วนหลิว นั่งดื่มชาใต้ศาลาทรงแปดเหลี่ยมริมสระบัว เห็นร่างพยัคฆ์ลอยอยู่เหนือหัว ทั้งยิ้ม ทั้งชื่นชม ไม่ใช่เื่ง่ายที่จะได้เห็นจ้วนหลิวกลายร่าง นางรู้จักกับเขามาั้แ่เล็กจนเติบใหญ่เอาปานนี้ เพิ่งจะเคยเห็นเป็ครั้งแรก ตอนเด็ก ๆ นางเคยขอร้องให้จ้วนหลิวแปลงร่าง เพื่อที่ตนเองจะขึ้นไปนั่งบนหลัง แต่เขากลับยืนยันเสียงแข็ง และปล่อยให้นางร้องไห้อยู่สามวันสามคืนเต็มๆ ก็ไม่อาจทำให้นางสมปรารถนา บัดนี้เติบโตเป็สาวแล้ว ไม่ต้องร้องไห้ถึงสามวัน เพียงจิบชาชมสระ ก็ได้เห็นร่างงามของท่านพี่จ้วนโผบิน
ทว่าหลังจากที่ร่อนลงบนพื้นดิน รอยยิ้มงาม ๆ หายไปทันที หญิงสาวไม่ชอบใจนัก สตรีนางนั้นเป็ผู้ใดกัน เหตุใดได้นอนบนหลังท่านพี่จ้วน ต่อให้ได้รับาเ็ก็ไม่สมควรอยู่บนหลังพญาเสือโคร่งที่สูงส่ง ยิ่งปวดใจไปกว่านั้น ก็คราวที่เห็นจ้วนหลิวคืนร่างหยาบเป็มนุษย์ แล้วอุ้มสตรีนางนั้นไว้ในอก เห็นทีว่าข่าวลืออื้อฉาว ที่เล่าปากต่อปากว่าองค์ชายใหญ่เกี้ยวพานผู้อื่นอยู่ก็คงเป็ความจริงตามนั้น