“ศิษย์น้อง…เ้าทำได้ยังไง?”
“มู่เชียน… เ้าทำได้ยังไง?”
สองเสียงต่างวัยเอ่ยถามขึ้นพร้อมกัน ไม่เพียงเท่านั้น อากัปกิริยา ใบหน้า และดวงตาเบิกโพลงที่จ้องมายังคล้ายกันอย่างยิ่ง ทำเอาสาวน้อยขบขันจนหลุดเสียงหัวเราะออกมา
“ข้าก็โชคดีเหมือนศิษย์พี่นั่นแหละเ้าค่ะ อสรพิษแสงจันทร์พวกนั้นไม่รู้ไปที่ใด ข้าจึงมีโอกาสเก็บว่านแสงจันทร์มาได้มากมายเช่นนี้”
แม้อยู่ในสถานการณ์เดียวกัน ทว่าผลลัพท์กลับต่างกันยิ่ง.… โม่เจี้ยนรู้สึกชื่นชมในความกล้าของเด็กสาว และขัดเขินอย่างยิ่ง เมื่อครู่เขาพยายามยัดเยียดหินปราณหนึ่งก้อนให้นาง หารู้ไม่ว่านางร่ำรวยกว่าเขาไม่รู้กี่เท่า
“ดูเหมือนว่าเ้าคงมีสมบัติที่ใช้เก็บสมุนไพรพกติดตัวสินะ ถึงสามารถรักษาความสดใหม่ของมันได้ …..ถุงใหญ่ขนาดนี้ คงมิใช่สมบัติธรรมดาเป็แน่” เหอชงเอ่ยคาดเดา
มู่เชียนเพียงยิ้มบางตอบไม่เอ่ยอันใดออกมา ทำให้เหอชงเข้าใจว่านางไม่อยากเอ่ยถึง ดังนั้นเขาจึงเริ่มต้นตรวจนับว่านอสรพิษในถุงใบใหญ่นั้น เมื่อเสร็จสิ้นแล้วหินปราณกว่าหกร้อยชิ้นก็ถูกนำมามอบให้แก่เด็กสาว
โม่เจี้ยนถือหินปราณหนึ่งชิ้นในมืออย่างกระอักกระอ่วน ความรู้สึกคล้ายจะถูกหลอกทว่าก็มิอาจกล่าวว่าผู้อื่นหลอก คงเป็เช่นนี้…… แต่เมื่อใบหน้าใสซื่อหันมาส่งยิ้มให้เขาทั้งปากและตา โม่เจี้ยนพลันปล่อยวางได้ เขายื่นมือไปโยกศีรษะเด็กสาวเบาๆ ร่างสูงก็ก้มลงไปใกล้แล้วเอ่ยยิ้มๆ
“นี่แน่ะ เศรษฐินีตัวน้อย คราวหน้าปฏิบัติภารกิจอีกต้องชวนข้าด้วยล่ะ เห็นแบบนี้ข้าเชี่ยวชาญทางในป่าทมิฬมากนะ พวกเราต้องเป็ทีมที่ยอดเยี่ยมแน่ๆ”
มู่เชียนหน้าร้อนวูบ ด้วยไม่เคยชินกับััจากเพศตรงข้าม ทว่าในดวงตาของผู้เป็ศิษย์พี่นั้นมีเพียงความเอ็นดูนางอย่างบริสุทธิ์และจริงใจ
เด็กสาวจึงยิ้มให้และพยักหน้ารับคำ
ออกจากเรือนท่านผู้เฒ่าเหอ เด็กสาวตรงไปหาศิษย์พี่โจวจื่อเพื่อชำระหนี้ทันที นางตั้งใจว่าเสร็จธุระแล้วก็จะไปพบอาจารย์ฟ่านเพื่อรับเสี่ยวจือจือกลับมา ทว่าทันทีที่พบโจวจื่อ กลับได้ทราบข่าวร้าย…
“ท่านว่าจือจือเกิดเื่อย่างนั้นรึ !!!”
โจวจื่อพยักหน้าอ้วนป้อมของเขาอย่างแรง ใบหน้าไม่สู้ดีนัก. เขาเองก็รู้สึกเป็ห่วงเด็กหญิงตัวเล็กหน้าตาน่ารักเหมือนตุ๊กตาผู้นั้นมากเช่นกัน
“ได้ยินมาว่าหลังจากเ้าจากไปได้หนึ่งวัน นางก็หายไปจากสำนักฝ่ายใน ไม่ทราบไปที่ใด จนกระทั่งเมื่อวานตอนค่ำ พบนางสลบอยู่ในบ่อแมงมุมเหมันต์ มีแผลแมงมุมกัดทั่วร่าง ท่านอาจารย์ฟ่านใช้โอสถยื้อชีวิตและแก้พิษทุกอย่างที่มี ทว่าพิษที่นางได้รับนั้นรุนแรงเกินไป เ้ารีบไปดูใจนางเถิด. ยามนี้คงใกล้จะ … !!! “
มู่เชียนไม่รอฟังให้จบ ก็ดีดร่างผึงออกจากบ้านโจวจื่อไปอย่างรวดเร็ว นางตรงไปยังถ้ำพำนักของอาจารย์ฟ่านด้วยความเร็วสูงสุดที่ตนมี ใบหน้าที่เคยประดับรอยยิ้มสบายตาตลอดมา ยามนี้เคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
‘จือจือ เ้าอย่าเป็อะไรไปนะ. ข้าไม่ยอม !!’ นางกัดฟันเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นอีก
บรรดาศิษย์ที่อยู่ด้านข้างมองเห็นเพียงเงาร่างสีเขียววูบผ่านไปอย่างรวดเร็วก็คิดว่าคงเป็ศิษย์ธาตุลมสักคนที่ปราณยุทธ์สำเร็จขั้น 7 ดาวแล้วออกมาโอ้อวดตน
เสี่ยวจิ้งปรากฏตัวขึ้นบนไหล่ของเด็กสาว เทพอสูรัเพลิงยามนี้มีสีหน้าดุร้ายอย่างยิ่ง … !!
ภาพที่มู่เชียนและเสี่ยวจิ้งเห็นเมื่อเข้ามาในถ้ำอาจารย์ฟ่าน คือร่างเด็กสาววัย 12 ปี ยามนี้สลบไสลอยู่บนเตียง ใบหน้าน้อยนิ่งสงบไม่แสดงความรู้สึกคล้ายกำลังนอนหลับ ทว่าผิวกายที่มองเห็นนอกร่มผ้านั้นเขียวช้ำจนม่วง าแที่เกิดจากรอยเขี้ยวเล็กๆสีดำ กระจัดกระจายแทบทุกตารางนิ้วบนร่างน้อย ไอมรณะปกคลุมไปทั่ว
มู่เชียนมองปราดเดียวก็เจ็บร้าวในอกยิ่ง. าแเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าในบ่อแมงมุมนั้น เสี่ยวจือจือต้องพบกับความทุกข์ทรมานใดมาบ้าง นางเกลียดและนึกโทษตนเองนัก หากนางไม่มัวเอ้อระเหย หรือหากนางพาเสี่ยวจือจือไปในป่าทมิฬด้วย เด็กน้อยผู้แสนร่าเริงที่คอยอยู่เคียงข้างกันมาตลอด คงจะยังมีรอยยิ้มงดงามส่งเสียงทั้งร่ำไห้หัวเราะก่อกวนนางอยู่เช่นเดิม
“ทั้งที่นางเชื่อใจข้า ไว้ใจข้าถึงเพียงนั้น”…. มู่เชียนกัดฟันเอ่ยเบาๆกับตนเอง ดวงตาสั่นไหวอย่างรุนแรง อาจารย์ฟ่านที่อยู่ด้านหลังได้ยินจึงเอ่ยเสียงเบาอย่างรู้สึกผิด
“เชียนเอ๋อ อาจารย์ผิดต่อคำฝากฝังของเ้าแล้ว”
“ศิษย์น้องมู่ อาจารย์ดูแลเอาใจใส่จือจือเป็อย่างดี. ทว่านางหายไปั้แ่เมื่อใดก็ไม่มีใครทราบ อาจารย์รีบให้ศิษย์ออกตามหา แม้แต่ตัวท่านเองก็ออกไปด้วย อีกทั้งหลังพบจือจือแล้ว ท่านก็มิได้นิ่งนอนใจ ถึงกับมอบโอสถถอนพิษขั้น 3 ให้นางได้ ทว่า นางได้รับพิษรุนแรงมากจริงๆ”
ศิษย์หญิงในเครื่องแบบศิษย์สายใน หน้าตาสะสวยคนหนึ่งเอ่ยแย้งขึ้น ฟ่านจูหลิงยกมือขึ้นเป็เชิงให้นางหยุดพูด แล้วเอ่ยกับมู่เชียนที่ยังไม่ยอมหันหลังมาว่า
“ยามนี้ อาจารย์ได้ส่งจดหมายไปเชิญท่านม่อจื้อแห่งตำหนักอัคคีแล้ว อีกทั้งยังได้เชิญท่านอาจารย์เยี่ยผู้เชี่ยวชาญด้านปรุงาถอนพิษแล้วเช่นกันทว่าพวกเขายังมาไม่ถึง … คาดว่าคงติดธุระบางอย่าง …”
มู่เชียนฟังก็เข้าใจ ผู้าเ็เป็เพียงสาวใช้นางหนึ่งในสายตาผู้ยิ่งใหญ่เ่าั้ จะคู่ควรให้พวกเขารักษาได้อย่างไร ต่างกับนาง สำหรับมู่เชียนแล้ว นางเห็นจือจือเป็น้องสาว เป็ครอบครัวคนสำคัญ สองมือน้อยๆกำเป็หมัดแน่นจนสั่น แล้วเอ่ยเสียงเรียบ
“ท่านอาจารย์อย่าได้โทษตนเอง ท่านพยายามที่สุดแล้ว ขอข้าอยู่ตามลำพังกับนางได้หรือไม่ แล้วที่เหลือ… ข้าจะดูแลนางเอง”
เื่นี้นางมิได้โกรธแค้นท่านอาจารย์ ไม่อาจโทษว่าท่านปล่อยปละละเลยสาวใช้คนหนึ่ง ทว่าอารมณ์ของนางยามนี้นั้นไม่ปกติอย่างยิ่ง นางอยากให้เสี่ยวจิ้งตรวจดูอาการของจือจือโดยด่วน ไม่อยากรั้งรออีกแล้ว
เห็นศิษย์หญิงที่ตนชื่นชมไม่ยอมหันหลังมา ก็รู้ว่านางคงมีความคับข้องใจบางอย่าง ไม่อยากแสดงให้ตนเห็น จึงเอ่ยปากขอตัว ปล่อยให้นายบ่าวคู่นี้ได้อยู่ด้วยกันตามลำพัง … เป็ครั้งสุดท้าย
มู่เชียนเอื้อมมือไปกุมมือสาวใช้คนสนิท ทว่าต้องสะดุ้งกับผิวกายที่ทั้งแข็งและเย็นเยียบ.
“เสี่ยวจิ้ง …ร่างกายของนาง … !!”
“เกิดจากพิษแมงมุมเหมันต์ นางรับพิษเข้าไปมาก. ถึงขั้นนี้ …ไม่อาจรักษาได้แล้ว…!!! ” เสี่ยวจิ้งเอ่ยเสียงเครียด ดวงตาที่มองร่างน้อยบนเตียงมีแววเวทนา
มู่เชียนใจหายวูบ แม้ใครๆจะบอกว่าจือจือได้รับาเ็หนักหนาเพียงใด มู่เชียนมิได้กังวลนัก ด้วยเชื่อมั่นในตัวเสี่ยวจิ้งยิ่งกว่าใคร. เทพอสูรัเพลิงตนนี้ มีทั้งความรู้และตำรับยามากมาย ย่อมมีวิธีรักษาจือจือได้ ทว่ายามนี้ เสี่ยวจิ้งเอ่ยกับปากว่ารักษาไม่ได้ … น้ำตาหยดโตๆพลันพรั่งพรูออกมา
“จือจือ เ้าอย่าเป็อะไรไปนะ … เสี่ยวจิ้ง ไม่จริงใช่ไหม จือจือจะตายจริงหรือ ข้าไม่ยอมนะ เ้าหาทางช่วยนางที”
มู่เชียนสะอื้นไห้ตัวสั่นไม่อาจควบคุม นางกอดร่างแข็งเย็นเยียบของเด็กหญิงตัวน้อยไว้แน่น เสี่ยวจิ้งมองแล้วก็รู้สึกเศร้าใจนัก … นึกถึงเด็กน้อยแสนน่ารักที่เขาคอยช่วยแนะนำฝึกวิชา เด็กน้อยที่คอยต้มน้ำร้อนให้เขาอาบ เกาหลังให้เขา ปรนนิบัติพัดวีเขาไม่ต่างจากเ้านายของนางคนหนึ่ง เด็กน้อยที่คอยเรียกเขาด้วยน้ำเสียงร่าเริงว่า… ‘ท่านเสี่ยวจิ้ง’…
“วิธีที่จะทำให้นางมีชีวิตอยู่ต่อไปนั้นพอมี.… ทว่า …” เขาลังเลครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจเอ่ย
“วิธีอะไร บอกมาเถิด ลำบากยากเย็นเพียงใด ข้าจะทำให้สำเร็จแน่ …!!”
“ไม่ยาก … แต่อาจลำบากนิดหน่อย … และเพื่อแลกกับการให้นางมีชีวิตอยู่ เ้าอาจเสียนางไปตลอดกาล”
“หมายความว่าอย่างไร”
“ สิ่งที่มีพิษรุนแรงกว่าแมงมุมเหมันต์ สามารถต้านพิษของมันได้คือ อสรพิษหยกดำ !!”
“หมายถึงใช้พิษของอสรพิษหยกดำเพื่อรักษานางหรือ ?”
เสี่ยวจิ้งส่ายหน้าเบาๆ. แล้วนิ่งไปชั่วครู่ ท่าทางคล้ายกำลังต่อสู้กับตัวเองอย่างหนัก. เขามองมู่เชียนครู่หนึ่ง สลับกับร่างน้อยที่แข็งเกร็งบนเตียงครู่หนึ่ง ในที่สุดดวงตาสีแดงก็มีประกายตัดสินใจวาบผ่าน
“เปลี่ยนนางให้กลายเป็สัตว์อสูร. ให้กลายเป็อสรพิษหยกดำ… !!”
มู่เชียนฟังแล้วก็นิ่งอึ้งไป เปลี่ยนจือจือให้กลายเป็อสรพิษหยกดำ จึงจะสามารถช่วยนางได้
“จะเป็ไปได้หรือ มนุษย์จะกลายเป็สัตว์อสูรได้อย่างไร ?”
“พิธีกรรมนี้สืบทอดในหมู่เทพอสูรเช่นข้าเท่านั้น แต่ไรมา เผ่าพันธุ์อสูรในมิตินั้นล้วนเกื้อกูลกัน ทั้ง ระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อม และเผ่าพันธ์ุของสัตว์ป่าก็ได้รับอิทธิพลจากการคงอยู่ของเผ่าพันธุ์สัตว์อสูร. มิอาจให้สัตว์อสูรหายไปแม้แต่เผ่าพันธุ์เดียว”
“หากเผ่าพันธ์อสูรเผ่าใดใกล้สูญสิ้น มนุษย์กลุ่มหนึ่งจะถูกเลือกมาเพื่อประกอบพิธีให้กลายเป็สัตว์อสูร. สรุปแล้ว พิธีกรรมนี้ใช้ในยามคับขันเพื่อป้องกันการสูญพันธุ์ของสัตว์อสูร”
“หลังกลายร่างพวกเรามิอาจคาดเดาว่าสัตว์อสูรที่เกิดใหม่นั้นจะมีนิสัยใจคอเยี่ยงไร อาจมีจิตใจดีมีเหตุผลเช่นมนุษย์ หรืออาจบ้าเืชื่นชอบการเข่นฆ่าเช่นสัตว์อสูร.…. ไม่ว่าผลจะเป็เช่นไร ยามนี้หากเ้า้ารักษาชีวิตเสี่ยวจือจือไว้ให้ได้ ก็มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น”
“ … เมื่อนางฟื้นคืนมา นางอาจจะมิใช่เสี่ยวจือจือคนเดิม นางอาจจะจดจำเื่ราวเมื่อครั้งเป็มนุษย์ได้บ้างบางเื่ ทว่านิสัยและความชื่นชอบนั้น นางคืออสรพิษหยกดำอย่างเต็มตัว”
มู่เชียนมองไปที่เสี่ยวจือจืออย่างนิ่งงัน มีเพียงแววตาคู่นั้นที่ยังคงฉายแววรับรู้ เสี่ยวจิ้งทราบดีว่านางและเสี่ยวจือจือมีความผูกพันกันมาก จึงเอ่ยขึ้น
“เ้ายังคงสามารถทำพันธสัญญากับนางเพื่อให้นางยังคงอยู่ข้างกายได้…. จะทำเช่นไร… เ้าตัดสินใจเองเถิด ”
ใบหน้าเล็กก้มลง หลุบดวงตาต่ำพลางใช้ความคิด เวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งก้านธูป เสียงแ่เบาทว่าหนักแน่นก็เอ่ยขึ้น
“เสี่ยวจิ้ง ช่วยจือจือทีเถิด”
“อืม…” เทพอสูรัเพลิงอ้าปากวูบ กลืนเอาร่างของเสี่ยวจือจือเข้าไปในท้อง
“พิธีกรรมนี้มิได้เกิดขึ้นมาหลายพันปีแล้ว. หากทำพิธีที่นี่ อาจดึงดูดความสนใจได้ ข้าจะนำเสี่ยวจือจือ ไปทำพิธีในกำไลมิติ ใช้เวลาสักพัก … ระหว่างนี้ข้าไม่อาจออกมาได้ เ้าจงดูแลตนเองให้ดี”
เมื่อคิดว่า ที่แห่งนี้แม้แต่สาวใช้ตัวเล็กยังมิอาจอยู่อย่างปลอดภัย. เสี่ยวจิ้งก็อดห่วงเด็กสาวผู้เป็นายตามพันธสัญญามิได้
“ใช้เวลานานหรือไม่ ?” เสียงที่ยังคงเจือความหม่นหมองเอ่ยถาม
“ราวสามเดือน …เป็อย่างน้อย ”
ประกายตาวูบไหวปรากฏในดวงตาสีน้ำตาล.… อยู่คนเดียวสามเดือนโดยไม่มีเสี่ยวจิ้ง ไม่มีเสี่ยวจือจือหรือ ?
“อย่าห่วง เวลาในกำไลมิติ 3 เดือนนั้น ผ่านไปเร็วนัก ด้านนอกไม่เกิน 10 วันอย่างมาก 14 วัน ข้าก็จะออกมาแล้ว… เ้าจงอย่าหาเื่ อยู่ฝึกวิชาในสำนักดีๆ… ที่สำคัญอย่าเพิ่งร้อนรนหาตัวคนร้าย”
มู่เชียนได้ยินแล้วก็นึกขึ้นได้. เสี่ยวจือจือขี้ขลาดปานนั้น นางไม่มีทางไปไหนคนเดียว ยิ่งไม่มีทางเข้าใกล้บ่อแมงมุมเหมันต์… ใบหน้าเด็กสาวมืดครึ้มลงอย่างเห็นได้ชัด
“อย่าใจร้อน รอข้ากลับมา… มันผู้นั้นจะต้องรับผลการกระทำอย่างสาสม…”
เื่นี้ต้องมีคนรับผิดชอบ…!!!
“หากหาตัวมันได้… ข้าจะจัดการเอง.…” เสียงเด็กสาวเอ่ยขึ้นช้าๆ เป็ครั้งแรกที่เสี่ยวจิ้งรับรู้ถึงรังสีสังหารจากตัวเด็กสาวผู้นี้
“ได้…ตามนั้น”
…หากถึงเวลาเ้าทำไม่ลง ข้าค่อยลงมือแทน