“เบล ทางนี้” อลิสยืนโบกมือเรียกเพื่อนของเธอแต่ไกล
“มาแล้ว ๆ”
“ทำไมลงมาช้าจังอ่ะ”
“ก็อาจารย์น่ะสิเข้าเลทแล้วยังปล่อยเลทอีก”
“งั้นไปโรงอาหารกันเถอะ หิวแล้วอ่ะ”
“ไปสิหิวเหมือนกัน หิวจนจะกินช้างได้ทั้งตัวแล้วเนี่ย”
“ได้เลย เดี๋ยวฉันจะสั่งช้างทอดให้แก กินให้หมดด้วยล่ะ” อลิสพูดหยอกล้อกับเบล
“เออ ว่าจะถามแกั้แ่เมื่อวานล่ะแต่รับน้องเสร็จแล้วโคตรเหนื่อยเลย ก็เลยยังไม่ได้ถามแกรู้จักนายตะวันอะไรนั่นด้วยเหรอ เห็นแกทำหน้าแปลกๆ ตอนเจอนายนั่น”
“ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกันน่ะ”
“อะไรคือไม่แน่ใจตกลงแกรู้จักหรือไม่รู้จักเนี่ย”
“กินข้าวกันก่อนเถอะไว้เดี๋ยวเล่าให้ฟัง” อลิสพูดจบก็เดินนำหน้าเบลไปที่โรงอาหาร
“อ้าว มีพิรุธนะเนี่ยมันยังไงกัน บอกหน่อยสิ๊”เบลเดินตามหลังมาและเอานิ้วจิ้มที่ต้นแขนอลิสเป็การสะกิดเธอพร้อมกับทำหน้าตาอยากรู้อยากเห็น
ทั้งคู่นั่งกินข้าวไปได้สักพักอลิสก็เอ่ยถึงเื่ที่เพื่อนถามเธอค้างไว้
“แกจำปลาวาฬได้รึเปล่า”
“ปลาวาฬ? คุ้น ๆ อยู่นะ ใครเหรอ”
“อ้าว แล้วบอกคุ้น ๆก็นึกว่าจะจำได้”
“ก็ชื่อคุ้น ๆ อ่ะแต่นึกไม่ออกว่าเคยได้ยินที่ไหน”
“แกจำเด็กผู้ชายที่ชอบมาที่ร้านหนังสือของลุงฉันได้ใช่มั๊ย”
เบลทำท่าครุ่นคิดสักพักก่อนที่ดวงตาจะเป็ประกายเพราะพอจะนึกตามสิ่งที่เพื่อนของเธอพูดได้แล้ว
“อย่าบอกนะว่านายตะวันคือปลาวาฬงั้นเหรอ”
“ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกันตอนแรกที่เจอก็คิดว่าใช่ แต่เค้าทำเหมือนไม่รู้จักฉันเลย ก็เลยไม่แน่ใจฉันอาจจะจำคนผิดก็ได้มั๊ง ไม่ได้เจอกันตั้งนานแล้วนี่”
“อืม งั้นเราก็ต้องพิสูจน์สิว่านายตะวันจะใช่ปลาวาฬรักแรกของแกรึเปล่า”
“อะไรของแกเนี่ยรักแรกอะไรกันเล่า” อลิสทำท่าเขินอายหลังจากที่เบลเอ่ยถึงเื่ความรักในวัยเด็กของเธอ
“ไม่ต้องมาเขินหรอกย่ะฉันน่ะเพื่อนซี้แกนะเว้ย ทำไมจะดูไม่ออก”
ระหว่างที่เบลและอลิสกำลังพูดคุยหยอกล้อกันก็มีผู้หญิงกลุ่มหนึ่งเดินตรงเข้ามาที่โต๊ะของทั้งคู่
“ช่วยลุกออกไปได้มั๊ยพวกเราจะนั่งตรงนี้” ณิชา หญิงสาวคนหนึ่งในกลุ่มพูดขึ้น
“แต่ว่าพวกเรายังกินข้าวไม่เสร็จเลยนะ” อลิสตอบกลับหญิงสาวกลุ่มนั้น
“งั้นก็ลุกไปนั่งกับโต๊ะนั้นสินี่มันที่ของพวกเรารู้ไว้ด้วยนะ” เอมมี่ หญิงสาวอีกคนในกลุ่มพูดพร้อมกับชี้ไปที่โต๊ะข้างๆ
“แล้วทำไมพวกฉันต้องลุกด้วยอ่ะพวกเธอก็ไปนั่งกับโต๊ะนั้นสิ มาทีหลังแล้วจะให้คนอื่นลุกเนี่ยนะ” เบลลอยหน้าลอยตาพูดแล้วก็ตักอาหารที่อยู่ตรงหน้าเข้าปากแบบไม่รู้ร้อนรู้หนาว
หญิงสาวกลุ่มนั้นทำท่าไม่พอใจ “เฌอลิน”หญิงสาวที่ดูเหมือนจะเป็หัวหน้าแก๊ง หยิบแก้วน้ำที่วางอยู่บนโต๊ะ แล้วเทลงไปที่จานข้าวตรงหน้าเบล
“อุ๊ปส์แบบนี้ก็กินไม่ได้แล้วสินะ ทีนี้จะลุกได้รึยัง” เฌอลินทำหน้าเหยียดและยิ้มที่มุมปากราวกับว่าเธอกำลังสะใจกับสิ่งที่ทำลงไป
เบลตบโต๊ะเสียงดังปัง!! แล้วลุกขึ้นยืนพร้อมกับหันหน้าไปหาเฌอลินเป็การประกาศว่าเธอพร้อมที่จะเปิดศึกกับแก๊งนี้
สายตาทุกคู่ในโรงอาหารจับจ้องมาที่โต๊ะของพวกเขาอลิสจึงรีบห้ามเบลก่อนที่เพื่อนของเธอจะมีเื่ทะเลาะวิวาทั้แ่อาทิตย์แรกของการเปิดเทอม
“ไปกันเถอะเบลฉันอิ่มแล้ว” อลิสรีบฉุดแขนเบลออกมาจากตรงนั้นก่อนที่เื่จะลุกลามไปกันใหญ่
“โธ่ ก็นึกว่าจะแน่” เอมมี่ทำท่าเยาะเย้ยตามหลังอลิสและเบลที่กำลังเดินออกไป
“ก็แหงน่ะสิใครจะกล้ามีเื่กับเฌอลิน หลานสาวของอธิการบดีล่ะจ๊ะ” ณิชาพูดสมทบ
อลิสทั้งฉุดทั้งลากเพื่อนของเธอออกมาจนพ้นโรงอาหาร
“โอ๊ยนี่แกเลิกลากฉันได้แล้วน่า”เบลหันไปตวาดอลิสที่กำแขนเธอแน่นไม่ยอมปล่อย
“ถ้าฉันไม่ลากแกออกมาแกคงได้มีเื่กับพวกนั้นจนต้องเข้าห้องปกครองแน่ ๆ”อลิสดุเพื่อนของเธอ
“ก็มันน่ามั๊ยล่ะคนอะไรนิสัยเสียชะมัดเลย นึกว่าตัวเองใหญ่มาจากไหนงั้นเหรอถึงได้มาทำแบบนี้กับคนอื่น พูดแล้วก็โมโห”
“เอาเถอะน่าเลิกคุยเื่นี้เถอะ คุยไปก็เสียอารม์เปล่า ๆ”อลิสตัดบทเพราะไม่อยากเห็นเพื่อนหัวร้อนไปมากกว่านี้
“ก็หวังว่าจะไม่ต้องเจอกันอีกนะเพราะถ้าเจอกันรอบหน้า ฉันกลัวจะอดใจไม่ไหว แล้วเอาราดหน้าราดหัวยัยนั่นน่ะสิ”
“แกก็ใจเย็น ๆ หน่อยสิแล้วนี่แกมีเรียนต่อรึเปล่า ฉันมีเรียนอีกทีก็บ่ายสามนู่นเลยอ่ะ” เธอเปลี่ยนเื่คุยเพื่อหวังจะให้เพื่อนสงบสติอารมณ์ลง
“บ่ายโมงน่ะแล้วนี่กี่โมงแล้ว”
“อีก 5 นาทีบ่ายโมง” อลิสพูดเสียงแ่และชูเวลาบนหน้าจอมือถือให้เพื่อนดู
“ตายแล้ว ๆงั้นฉันไปก่อนนะ” เบลพูดจบก็รีบวิ่งไป ทิ้งให้หญิงสาวยืนอยู่คนเดียวตรงนั้น
หญิงสาวไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหนหลังจากแยกกับเพื่อนจึงเลือกที่จะมานั่งเล่นที่สวนสาธารณะในมหาวิทยาลัย แต่พอมาถึงก็พบกับตะวันที่เอาแต่นั่งเหม่ออยู่คนเดียว
“นายมีเื่อะไรในใจกันนะเห็นเหม่อั้แ่เมื่อวานล่ะ แถมตอนที่อยู่ในห้องมืดก็ทำท่าแปลก ๆ อีก” อลิสคิดสงสัยและไม่รู้ว่าเธอจะเดินเข้าไปคุยกับเขาดีมั๊ย
หญิงสาวหยุดยืนอยู่ด้านหลังของชายหนุ่มสักพักก่อนที่เสียงของเขาจะดังขึ้น
“มายืนจ้องคนอื่นแบบนี้รู้มั๊ยว่ามันเสียมารยาท”ตะวันพูดขึ้นในขณะที่ยังนั่งหันหลังให้กับอลิสอยู่
อลิสหันซ้ายหันขวาเพื่อมองไปรอบ ๆ ว่ามีใครอยู่แถวนั้นด้วยหรือเปล่า
“นะ นายพูดกับฉันเหรอ”
“นี่เธอเป็สตอล์กเกอร์รึไงถึงได้ชอบตามคนอื่นแบบนี้”
“ฉันนี่นะตามนายฉันก็แค่จะมานั่งเล่นที่นี่เฉย ๆ อีกอย่างที่นี่มันก็เป็ที่สาธารณะทำไมฉันจะมาไม่ได้ล่ะ”
“ที่นั่งมีตั้งเยอะแยะแต่มายืนจ้องกันแบบนี้ คิดว่าฉันจะเชื่อเธอเหรอ ว่าเธอไม่ได้ตามฉัน” ตะวันพูดพร้อมกับลุกขึ้นยืนและหันกลับมาจ้องที่อลิส
“มันก็แค่บังเอิญฉันจะไปรู้ได้ยังไงว่านายอยู่ที่ไหน”อลิสตอบกลับตะวันโดยที่ไม่กล้าสบตาเขาตรง ๆ
“คิดว่าทำแบบนี้แล้วฉันจะสนใจเธองั้นเหรอพวกผู้หญิงแบบเธอน่ะมันน่ารังเกียจ”
“นายว่ายังไงนะน่ารังเกียจอย่างงั้นเหรอ”
“ต้องให้ฉันพูดซ้ำอีกเหรอผู้หญิงที่ชอบเข้าหาผู้ชายก่อน ถ้าไม่ใช่พวกใจง่ายน่ารังเกียจแล้วจะเป็อะไรไปได้ล่ะ”
“ฉันก็แค่เป็ห่วงนายเห็นชอบนั่งเหม่ออยู่คนเดียว แล้วไหนจะเื่เมื่อวานในห้องกิจกรรมนั่นอีก นายทำท่าแปลกๆ เหมือนกลัวหรือกังวลอะไรบางอย่าง ฉันก็แค่อยากจะถามนายแค่นั้นเอง”
“ทำไมต้องเป็ห่วงฉันเราเป็อะไรกันงั้นเหรอ”
นั่นสิ ทำไมฉันต้องเป็ห่วงนายด้วยผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าฉันตอนนี้จะใช่เขาหรือเปล่าก็ไม่รู้ปลาวาฬที่เธอรู้จักถึงเขาจะเป็คนเงียบๆ ไม่คอยชอบคุยกับใครแต่ก็ไม่ใช่คนที่ชอบดูถูกคนอื่นแบบนี้แล้วต่อให้ผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าเธอจะเป็เขาจริง ๆ เธอควรจะรู้สึกยังไงดีเธอจะยังดีใจอยู่รึเปล่า
“นั่นสินะเราไม่ได้เป็อะไรกัน ทำไมฉันต้องเป็ห่วงนายด้วย” อลิสพูดออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“อย่าบอกนะว่าเธอชอบฉันฝันไปเถอะยัยสตอล์กเกอร์” ตะวันโน้มตัวลงมากระซิบที่ข้างหูของหญิงสาวด้วยท่าทีหยิ่งทะนง
“ฉันไม่มีวันชอบนายหรอกเพราะฉันน่ะมีคนที่ชอบอยู่แล้ว แล้วเขาก็ไม่ได้ใจร้ายแบบนายด้วย”
ถึงแม้เธออยากจะพูดคำนี้กับเขาแต่หญิงสาวก็ทำได้เพียงมองแผ่นหลังของชายหนุ่มที่ค่อยๆ ห่างออกไป ก่อนที่น้ำใสๆ จะไหลอาบสองแก้ม