ตอนที่ 12 ศาลาเยียนหยู
เพียงชั่วพริบตา การแข่งขันวรรณกรรมที่ทะเลสาบฮั่วผิงได้ผ่านมาถึง 4 วันแล้ว
แน่นอนว่าการแข่งขันนั้นได้มีข่าวแพร่กระจายไปทั่วเมืองกวงหลิง สำหรับชาวบ้านเมืองกวงหลิงแล้ว พวกเขาให้ความสนใจยิ่งนักว่าผู้ใดกันจะโชคดีได้เป็เขยอันทรงเกียรติของจวนจงหลี
แน่นอนว่าผลที่ออกมาคือไม่มีผู้ชนะ ดังนั้นเื่นี้จึงค่อย ๆ เงียบลง มีเพียงกลุ่มบัณฑิตเท่านั้นที่ยังกล่าวถึงเื่นี้อยู่เล็กน้อย
เหตุเพราะยังไม่ทราบว่าใครเป็ผู้ประพันธ์กวี ‘ภมรรักบุปผา’
บัณฑิตทั้งหลายต่างพากันคาดเดา แต่ไม่มีผู้ใดคิดเชื่อมโยงกวีอันยอดเยี่ยมนั้นเข้ากับหลี่เฉินอัน ผู้ซึ่งอาศัยอยู่ทางหัวมุมตะวันออกของตรอกเอ้อร์จิ่งโกวเลยแม้แต่คนเดียว
แต่ชาวบ้านในตรอกเอ้อร์จิ่งโกวได้พบกับการเปลี่ยนแปลงในร้านทางฝั่งตะวันออกใน่ไม่กี่วันที่ผ่านมา
ร้านค้าเล็ก ๆ ใต้ต้นไทรทางด้านทิศตะวันออกของตรอก ก่อนหน้านี้เคยปิดตัวลงเพราะติดหนี้สินรุงรัง บัดนี้ดูเหมือนจะฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้ง !
่ 2 วันที่ผ่านมา ช่างฝีมือจำนวนมากเดินทางมาที่ร้านเล็ก ๆ แห่งนี้ ประตูใหญ่ของร้านถูกทุบออก เตาทำอาหารต่าง ๆ ในร้านก็ถูกรื้อถอนออกไปเช่นกัน
เกวียนจำนวนหนึ่งขับเคลื่อนมา บนเกวียนนั้นเต็มไปด้วยของใช้ใหม่เอี่ยม ถูกส่งเข้าไปที่ด้านหลังร้าน
“บุตรชายคนโตของตระกูลหลี่ไปร่ำรวยมาหรืออย่างไร ? ”
“ผู้ใดจะรู้เล่า บางทีเขาอาจชนะการพนันมาเล็กน้อย”
“เฮ้อ บุตรชายคนโตตระกูลหลี่ช่างไม่เอาไหนเสียเลย กลับไปเล่นพนันอีกแล้ว พวกเ้าว่าบิดาของเขาเป็ถึงเ้าสำนักศึกษาจู๋เซี่ย เหตุใดจึงไม่สามารถสั่งสอนบุตรชายตนให้ดีได้ ? ”
“นี่แหละหนาคือชีวิต บุตรชายคนรองตระกูลหลี่เฉลียวฉลาดดีไม่ใช่หรือ หากว่าบุตรชายคนโตของเขามีความฉลาดสักครึ่งของบุตรชายคนรองได้ ตระกูลเสิ่นก็คงไม่ขอคืนหนังสือหมั้นหมายหรอก น่าเสียดายเหลือเกิน หากเขาได้แต่งงานกับคุณหนูตระกูลเสิ่น จะยังคงอาศัยอยู่ในตรอกเล็ก ๆ กับพวกเราเช่นนี้หรือ เขาคงย้ายไปอาศัยอยู่ในเรือนใหญ่ แต่ละวันมีอาหารจานโตเท่าใบหน้าของเราให้กิน”
“นี่ ๆ พวกเ้าสังเกตเห็นหรือไม่ หลี่เฉินอันดูแตกต่างไปจากเมื่อก่อน”
“เปลี่ยนไปอย่างไรหรือ ? ”
“สองสามวันมานี้ เขาจะออกไปวิ่งในตอนเช้าทันทีที่ฟ้าสว่าง”
“......วิ่งหรือ ? ดูเหมือนสมองเขายังคงไม่หายดี พวกเ้าจงจำเอาไว้ อย่าให้เขายืมเงินอีกแม้แต่อีแปะเดียวก็ไม่ได้ บัดนี้เขาถูกบิดาขับไล่ออกจากจวนแล้ว หากติดหนี้พวกเราอีก คาดว่าบิดาเขาคงไม่ช่วยชำระคืนให้ ! ”
“……”
สำหรับบทสนทนาที่ชาวบ้านเ่าั้กระซิบกระซาบกัน หลี่เฉินอันไม่ได้ยิน แต่เขาััได้ถึงแววตาแปลก ๆ ของเพื่อนบ้านที่มองมา
เมื่อเผชิญหน้ากับสายตาเช่นนั้น เขามักจะยิ้มบาง แต่เพื่อนบ้านเ่าั้ไม่เข้าใจในท่าทางของเขา พวกเขามองว่าหลี่เฉินอันเป็เหมือนกับโรคระบาดที่น่ากลัว
คนใดที่ได้พบ ล้วนแต่อยากจะหลีกหนี
แน่นอนว่าเื่เหล่านี้ หลี่เฉินอันไม่ได้ใส่ใจ
ใช้ชีวิตของตัวเองให้ดีเถอะ คนอื่นจะมองอย่างไรก็ช่าง
การต่อสู้ในจวนหลี่เมื่อสี่วันก่อน ทำให้เขารู้สึกเป็กังวลเกี่ยวกับสภาพร่างกายนี้ยิ่งนัก ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจจะไปออกกำลังกาย เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น จึงเริ่มจากวิ่งในตอนเช้า
เขาวิ่งจากตรอกเอ้อร์จิ่งโกวไปยังศาลาเยียนหยูที่ทะเลสาบฮั่วผิง ระยะทางประมาณ 6 กิโลเมตร ไปกลับได้ประมาณ 12 กิโลเมตรพอดี นอกจากนี้เขายังฝึกหมัดที่ศาลาเยียนหยู โดยใช้เวลาประมาณอีก 1 ชั่วโมงด้วย
เมื่อเช้าตรู่วันนี้ เขาก็เดินทางออกไปอีกครั้ง
ท้องฟ้าเพิ่งจะสลัว ก็ได้ยินเสียงท่องหนังสือดังออกมาจากสำนักศึกษาเฉี่ยนโม่
เขาเหลือบมองดูแล้วคิดอยู่ในใจว่า การศึกษาตำราช่างลำบากเหลือเกิน
ขาทั้งสองข้างของเขาวิ่งไปบนพื้นที่ปูด้วยหิน พยายามควบคุมการหายใจของตนเอง แล้ววิ่งเหยาะ ๆ ไปจนถึงทะเลสาบฮั่วผิงอีกครั้ง
ต้นหลิวใหญ่บริเวณริมทะเลสาบเป็สีเขียวแล้ว บางครั้งก็มีนกกระจอกนอนพักผ่อนอยู่บนยอดไม้ ดูเหมือนมันจะมองเห็นปลา จึงได้บินขึ้นแล้วพุ่งตัวลงไปในน้ำก่อนจะบินโฉบขึ้นมาอีกครั้ง ในปากมีปลาตัวเล็กตัวหนึ่ง พร้อมกับระลอกคลื่นปรากฏที่ผิวน้ำ
มันกลับมาเกาะที่กิ่งต้นหลิวอีกครั้ง จนทำให้กิ่งหลิวถูกแรงกดสั่นะเื
ดังนั้นทะเลสาบฮั่วผิงอันเงียบสงบแห่งนี้จึงเต็มไปด้วยชีวิตชีวาในสายตาของเขา
เขาวิ่งไปจนถึงศาลาเยียนหยูแล้วหยุดลง มีอาการเหนื่อยหอบเล็กน้อย กล้ามเนื้อปวดร้าวเบา ๆ เขาเดินช้า ๆ ออกไปที่ด้านนอกศาลาเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ทันใดนั้น เขาก็เหลือบไปเห็นเรือลำใหญ่สูงสามชั้นจอดอยู่บริเวณท่าเรือไม่ไกลออกไป แล้วพาลให้นึกถึงงานชุมนุมวรรณกรรมที่ทะเลสาบฮั่วผิงเมื่อสี่วันก่อน
ไม่รู้ว่าชายหนุ่มรูปงามที่ซื้อบทกวีไปด้วยเงิน 100 ตำลึงจะได้กลายเป็เขยของจวนจงหลีหรือไม่
แต่คาดว่าคงจะได้
หากว่าไม่ได้ล่ะก็......อาจเป็เพราะคนในโลกใบนี้ช่างเก่งกาจเหลือเกิน หรือไม่ความสุนทรีย์ของพวกเขาก็ไม่ปกติ
เพราะบทกวีภมรรักบุปผาบทนั้นเป็ผลงานชิ้นเอกของหลิวหย่ง นับว่าเป็นักกวีที่มีชื่อเสียงของชาติก่อน
ใน่สี่วันที่ผ่านมา นอกจากวิ่งแล้ว เขาก็จะอยู่ในร้านเล็ก ๆ ของเขา เนื่องจากเขาต้องอธิบายเื่ราวต่าง ๆ มากมายให้กับบรรดาช่างฝีมือฟัง เพราะสิ่งที่เขา้าให้ช่างฝีมือเ่าั้ทำ พวกเขาไม่เคยทำมาก่อน
ประกอบกับเขาไม่ได้มีความสนใจในการคัดเลือกบุตรเขยด้วยวรรณกรรมครั้งนั้น จึงไม่รู้ว่าผลการแข่งขันเมื่อวันที่ 3 เดือน 3 ที่ผ่านมาเป็เช่นไร
แน่นอนว่าหากชายหนุ่มรูปงามผู้นั้นเป็คนชนะก็คงจะดี อย่างน้อยเขาก็จะไม่มาขอเงินคืนจากตน
เพราะตอนนี้เขาใช้เงินไปหมดแล้ว คงไม่มีอะไรมาคืน อย่างมากก็คงทำได้เพียงชวนดื่มสักสองแก้ว
เมื่อหยุดยืนนิ่ง เขาได้มองไปยังเรือลำใหญ่นั้นอีกครั้ง และคิดว่าหากมีการแข่งขันเช่นนี้อีกสักสองหนคงจะดีนัก
ตอนนี้เขา้าเงินและคิดจะขายบทกวีอีกสักสองบทมาทำทุน แต่ตอนนี้ไม่มีโอกาสดีเช่นนั้นแล้ว
เขาละสายตากลับมาแล้วเริ่มยกมือขึ้นปล่อยหมัดและท่าเตะ
สิ่งที่เขากำลังฝึกอยู่นั้นคือ ‘เทควันโด’ จากโลกอนาคต
เตะหน้า เตะข้าง เตะตวัด เตะกลับหลัง เตะเหยียบลง เตะตวัดหลัง เตะเกี่ยว......
เนื่องจากเส้นเอ็นของเขายังไม่คลายตัว พละกำลังยังมีไม่มากพอ ความยืดหยุ่นของร่างกายนี้ไม่ดีนัก หมัดและเท้าที่ปล่อยออกไปจึงดูไร้น้ำหนัก ไม่น่ามองเอาเสียเลย
ดังนั้น......ดูเหมือนว่ากว่าเขาจะไปต่อสู้กับใครได้คงต้องใช้เวลาอีกสักระยะ
ไม่เป็ไร ไม่รีบร้อน ถึงอย่างไรเขาก็มีเวลาเหลือเฟือ ค่อยเป็ค่อยไปก็แล้วกัน
เขาเริ่มยืดเส้นยืดสายและทำการฝึกท่าทางขั้นพื้นฐานอีกครั้ง
แต่เขากลับไม่รู้เลยว่า หลังม่านไม้ไผ่บนเรือชั้นสามได้ถูกม้วนขึ้นมาโดยใครบางคนแล้ว
หนิงฉู่ฉู่และจงหลีรั่วสุ่ยมองไปยังหลี่เฉินอันซึ่งกำลังฝึกหมัดและท่าเตะอยู่ที่ศาลาเยียนหยู่
“......เขากำลังฝึกการต่อสู้หรือ ? ”
หนิงฉู่ฉู่พยักหน้า แล้วหันไปถามไคหยางซึ่งยืนอยู่ด้านหลังด้วยความสงสัย “เขาเป็บัณฑิตไม่ใช่หรือ ? ”
“ทูลองค์หญิง ก่อนหน้านี้เขาเคยฝึกศิลปะการต่อสู้กับเจิ้งฮ่าวหยางในเมืองกวงหลิงเป็เวลาสามปี”
“วิชาหมัดของเจิ้งฮ่าวหยางคืออะไร ? ”
“ทูลองค์หญิง เจิ้งฮ่าวหยางฝึกวิชาหมัดหนาน”
“เ้าดูเถิด นี่ไม่ใช่วิชาหมัดหนานแต่อย่างใด”
ไคหยางชะโงกหน้ามองดูอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพึมพำด้วยความสงสัย “......เขาฝึกหมัดอันใดกัน ? ”
“ข้าเองก็ดูไม่ออก แต่หมัดและท่าเตะเมื่อครู่ที่เขาฝึกน่าสนใจนัก หากสภาพร่างกายเขาแข็งแรง หมัดเมื่อครู่ที่เขาต่อยและเตะออกไปช่างทรงพลัง......ไม่ใช่หมัดหนานแน่นอน เขายังมีอาจารย์คนอื่นอีกงั้นหรือ ? ”
“ทูลองค์หญิง เขาไม่มีอาจารย์คนอื่นแล้ว หลายวันมานี้หม่อมฉันได้ทำการสืบในเื่เ่าั้ แท้จริงแล้วเขาเป็คนเรียบง่าย”
“เมื่อตอนวัยเยาว์ เขาศึกษาตำราเรียนกับบิดา ไม่ได้ไปเรียนที่สำนักศึกษา แต่เรียนอยู่ที่จวนจวบจนกระทั่ง 9 ขวบก็ยังไม่อาจท่องคัมภีร์ตรีอักษรได้ หม่อมฉันได้สอบถามเจิ้งฮ่าวหยาง เขากลับส่ายหน้าว่าหลี่เฉินอันผู้นี้ไม่เหมาะสำหรับการฝึกศิลปะการต่อสู้ เพราะแม้แต่หมัดขั้นพื้นฐาน เขาก็ไม่อาจจดจำได้”
“จากนั้น พ่อของเขาได้ซื้อร้านค้าร้านนั้นในตรอกเอ้อร์จิ่งโกวให้แก่เขา เดิมทีการค้าดูเป็ไปได้สวย ชาวบ้านในตรอกเอ้อร์จิ่งโกวกล่าวว่าในตอนนั้นแม้เขาจะดูเงียบเชียบ แต่ขนมที่ทำขายนั้นราคาถูก ทั้งยังมีรสชาติอร่อย”
“หากไม่ใช่เพราะเขาหมกมุ่นอยู่กับการพนัน......คาดว่าจะยังคงเปิดร้านนั้นขายอยู่ เขาไม่ค่อยได้ติดต่อกับโลกภายนอกมากนัก แม้แต่ชาวบ้านที่อยู่ในละแวกเดียวกันก็สนทนากันน้อยนิด ด้วยเหตุนี้เอง ประสบการณ์ในชีวิตเขาจึงแสนธรรมดา”
หลายวันมานี้ ไคหยางทำการสืบเื่ราวเกี่ยวกับหลี่เฉินอัน จึงได้เข้าใจทุกเื่ราวเมื่อ 17 ปีก่อนของหลี่เฉินอันอย่างถ่องแท้
นี่คือเหตุผลที่เมื่อคืนนี้ หนิงฉู่ฉู่และจงหลีรั่วสุ่ยเดินทางมายังทะเลสาบฮั่วผิงและขึ้นมาที่เรือลำนี้
เขาเป็ชาวกวงหลิงอย่างแท้จริง และเป็บุตรชายคนโตของหลี่เหวินฮั่น
นอกเสียจากหนังสือหมั้นหมายที่ยังไม่ถูกยกเลิกฉบับนั้นแล้ว เขาก็ไม่เคยมีความสัมพันธ์ใดกับสตรีอื่นเลย
เขาเป็คนพูดไม่เก่งและขี้อาย หากไม่ได้ออกไปซื้อสินค้ามาทำอาหารขาย และไม่ได้ออกไปเล่นพนัน เรียกได้ว่าเขาก็ไม่เคยออกไปไหน
ไคหยางยังรายงานอีกว่าใน่ 10 กว่าวันนี้ เขาไม่เคยไปที่บ่อนพนันเลย ขนาดเขาขายกวีบทนั้นได้ในราคา 100 ตำลึงเงิน เขาก็ยังคงไม่แวะเวียนไปบ่อนพนันอีก
ดูเหมือนเขาจะเลิกเล่นพนันแล้ว
เงินของเขาที่ได้มาใช้ไปกับการปรับปรุงร้านสุราเล็ก ๆ ของเขา
อวี้เหิงผู้รับผิดชอบในการเฝ้าติดตามดูหลี่เฉินอันกล่าวว่า หลายวันมานี้ เขาตื่นั้แ่ไก่โห่ แล้วออกไปวิ่งด้วยเส้นทางที่แน่นอนทุกวัน ราวกับกำลังออกกำลังกาย แต่ไม่เคยเห็นเขาอ่านหนังสือหรือเขียนบทกวีมาก่อนเลย
ร้านสุราเล็ก ๆ นั้นก็ดูเริ่มเป็รูปเป็ร่างบ้างแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้ดูประหลาดใจเล็กน้อยก็คือ มันแตกต่างจากร้านสุราทั่วไปอย่างสิ้นเชิง
หนิงฉู่ฉู่และจงหลีรั่วสุ่ยก็สับสนงุนงงเช่นกัน
เื่ใดที่ผิดปกติคงจะมีความลับซ่อนอยู่ จงหลีรั่วสุ่ยยิ่งรู้สึกสนใจหลี่เฉินอันมากขึ้น นางมอบหมายให้จงหลีชิวหยาง พี่ชายคนรองของนางที่เป็เ้าหน้าที่ตุลาการในเมืองกวงหลิงไปสืบประวัติชีวิตของหลี่เฉินอันมาโดยละเอียด
เพราะหญิงสาวที่เพิ่งจะมีความรักแรกแย้มล้วนละเอียดอ่อน
“หรือบางที อาจเป็เพราะเขาได้สติขึ้นมา......เขาถูกผู้คนกระตุ้นอย่างมาก จากนั้นจึงกลับเนื้อกลับตัว ทำให้เขามีสภาพเป็เช่นทุกวันนี้ ? ”
หนิงฉู่ฉู่ครุ่นคิดเช่นกัน ในฐานะองค์หญิงสี่แห่งแคว้นหนิง ทั้งยังเป็ผู้รับผิดชอบหอลี่จิ้ง แม้นางจะอายุไล่เลี่ยกับจงหลีรั่วสุ่ย แต่นางก็เป็ผู้มีความคิดรอบคอบและมีเหตุผลมากกว่าจงหลีรั่วสุ่ยอย่างชัดเจน
“กวีบทนั้น ข้าได้สั่งให้คนนำไปยังเมืองหลวงแล้ว เื่นี้จะรีบร้อนไม่ได้ หากเขาเป็คนประพันธ์กวีบทนั้นเองจริง ก็ยังต้องดูอย่างอื่นด้วย......เช่น การที่เราสามารถเห็นเขาประพันธ์บทกวีอีกสิบบทนั้นออกมาด้วยตาตนเอง ! ”
“ร้านสุราของเขาจะเปิดขึ้นภายในสองสามวันนี้ไม่ใช่หรือ เมื่อถึงเวลานั้น เราไปนั่งที่ร้านสุราของเขา อาจจะได้ข้อมูลอะไรที่มีประโยชน์”
“อืม จริงสิ เื่ของเสิ่นเฉียวเตี๋ยและเขา พระองค์ลืมไปแล้วหรือ ? ”
หนิงฉู่ฉู่เม้มริมฝีปาก “ไม่ ข้าไม่ได้ลืมหรอก ข้าได้ไหว้วานนักปราชญ์าุโฮัวไปชี้แจงกับหลี่เหวินฮั่นแล้ว”
สายตาของนางหันไปมองทางศาลาเยียนหยู่อีกครั้ง เขาผู้นั้นยังคงออกกำลังกายฝึกหมัด ดูเหมือนเขาจะนั่งยอง ๆ เพื่อเป็การฝึกน้ำหนักขา แต่ก็ไม่ได้มาตรฐานเสียทีเดียว
“ข้าลองครุ่นคิดดูและรู้สึกว่าเื่เล็กน้อยเหล่านี้ไม่ควรไปบีบบังคับ ่นี้นักปราชญ์าุโฮัวจะพำนักอยู่ที่สำนักศึกษาจู๋เซี่ยและสำนักศึกษาเฉี่ยนโม่เพื่อเป็อาจารย์รับเชิญ ดังนั้นเขาจะมีเวลามากพอที่ได้ใกล้ชิดกับหลี่เหวินฮั่น หากเขาใช้หลักการในการสนทนากับหลี่เหวินฮั่น คาดว่าหลี่เหวินฮั่นอาจจะฟังเขาบ้าง”
“ข้าว่า......เฉิงกั๋วกงคงพาเฉิงเจ๋อมาถึงที่นี่ในอีก 2 วัน และฉีจือเสวี่ย คุณชายใหญ่แห่งจวนฉีกั๋วกงก็พำนักอยู่ในเมืองกวงหลิงด้วย......”
หนิงฉู่ฉู่หันไปเหลือบมองจงหลีรั่วสุ่ย “ดูเหมือนพวกเขาทั้งสองตระกูลจะมุ่งเป้าหมายมาที่เ้า และข้าคิดเห็นว่าจะเป็การเหมาะสมกว่าหากเ้าจะเลือกสามีหนึ่งในสองของพวกเขา”
คิ้วเรียวได้รูปของจงหลีรั่วสุ่ยเลิกขึ้นเล็กน้อย ลำคอขาวผ่องอมชมพูของนางยืดขึ้น ขณะกล่าวว่า “การแต่งงานที่ถูกผูกมัดมีความหมายหรือ ? ”
“บางที พวกเขาอาจคิดว่าดีกับทั้งสองฝ่าย แต่หม่อมฉันไม่คิดเช่นนั้น”
“ตอนที่หม่อมฉันอยู่ในเมืองยวี่จิง ท่านย่าได้บอกกับหม่อมฉันว่าเื่การแต่งงานนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือได้พบกับคนดีและน่าสนใจ ซึ่งจะต้องอยู่กันไปตลอดชีวิต ! ”
“ส่วนเ้าเฉิงเจ๋อ เขาเป็เพียงแค่นักรบ ฉีจือเสวี่ยผู้นั้นก็น่าเบื่อเกินไป ! ”
“แล้วเขาผู้นั้นน่าสนใจหรือ ? ”
หนิงฉู่ฉู่มองไปทางนอกหน้าต่างอีกครั้งแล้วผงะไป นางพึมพำว่า “ท่านนักปราชญ์าุโฮัวเดินทางมาที่นี่ทำไม ? ”