เกิดใหม่ทั้งทีขอเป็นผู้ดูแลฟาร์มผู้มั่งคั่งบ้างได้ไหมคะ?[แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 บทที่ 93 เพื่อนเก่า [Re-write]

            บ่าวรับใช้ผู้หนึ่งเดินเข้ามาคารวะหนานกงอี้จืออย่างเคารพว่า“ซื่อจื่อ เชิญทางนี้ขอรับ”

            หนานกงอี้จือปัดฝุ่นที่ไม่มีอยู่บนร่างเปลี่ยนกลับสู่ท่าทีสูงส่งถือตัว เขาโบกมือกล่าวเรียบๆ ว่า “เช่นนั้น ก็นำทางเถิด”

            หลิงมู่เอ๋อร์ขึ้นรถม้าที่จวนจวิ้นอ๋องเป็นผู้จัดออกจากจวนจวิ้นอ๋องไปในยามที่กลับถึงจวนสกุลหลิง หยางซื่อและหลิงต้าจื้อล้วนไม่อยู่นางโยนสัมภาระให้ซางจือและเจี้ยงเซียง จากนั้น ก็นำกล่องยาของตนออกจากบ้านก่อนออกไป หลิงมู่เอ๋อร์ได้กล่าวกับเจี้ยงเซียงว่า “มอบภารกิจให้เจ้าอย่างหนึ่งเจ้าไปที่สมาคมค้าม้า ซื้อรถม้าคันหนึ่ง จากนั้นซื้อคนขับรถม้าผู้หนึ่งกลับมา”

            ยามนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน เมืองหลวงก็ไม่เหมือนชนบทแห่งนั้นพวกเขาที่เป็นครอบครัวใหญ่เช่นนี้ยังคงต้องมีรถม้าสักคันถึงจะสะดวกกว่าส่วนคนขับรถม้านั้น ก็หาเป็นพิเศษสักคนเถิดแม้จะกล่าวว่าชายฉกรรจ์ในบ้านก็สามารถขับรถม้าได้แต่ให้หลิงเฉิงและหลิงหลียอดฝีมือเช่นนี้ไปขับรถม้าก็ออกจะใช้ผู้มีความสามารถไปทำเรื่องเล็กๆ อยู่บ้าง

            “มาแล้ว”เหยาซื่อเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูก็รีบวิ่งมาเปิดประตู

            ในยามที่เปิดประตู เมื่อมองเห็นหลิงมู่เอ๋อร์บนใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยก็ปรากฏรอยยิ้มที่เบิกบานออกมา “แม่นางหลิงมาแล้วรีบเข้ามาเถิด”

            หลิงมู่เอ๋อร์ยิ้ม “ท่านป้า ช่วงนี้คุณชายโจวเป็นอย่างไรบ้าง?”

            “อาศัยบุญวาสนาของท่าน บัดนี้สามารถมองเห็นสิ่งของได้เล็กน้อยแล้ว แม่นางหลิง ขอบคุณท่านมากจริงๆ ”เหยาซื่อจับมือของหลิงมู่เอ๋อร์ไว้ กล่าวอย่างตื่นเต้นว่า“ฉีเอ๋อร์นับตั้งแต่เกิดก็มิเคยเห็นแสงสว่าง ทุกสิ่งในโลกของเขาล้วนมืดมิด ท่านนำแสงสว่างมาสู่เขาถือได้ว่าเป็นผู้มีพระคุณในชีวิตของเขา พวกเราไม่มีทางลืมพระคุณของท่านตลอดไป”

            “ท่านป้าเกรงใจเกินไปแล้ว ในฐานะหมอ ช่วยผู้คนจากความตายรักษาอาการเจ็บป่วย ล้วนเป็นสิ่งที่ข้าควรทำ” หลิงมู่เอ๋อร์ถือกล่องยาเข้าไปในยามที่ผ่านประตูห้องของจูชิงเฟิง นางก็เหลือบมองเข้าไปด้านในคราหนึ่งวันนี้ประตูห้องปิดสนิท ไม่รู้ว่าคนหัวโบราณผู้นั้นกำลังทำสิ่งใด ปกติแล้วในยามที่นางมารักษาดวงตาให้บุตรชายของเขา เขาก็จะปรากฏกายออกมาหรือเมื่อรู้ว่าดวงตาของบุตรชายมีความหวังที่จะฟื้นฟูกลับมาได้ จึงวางความกังวลในใจลงแล้วเริ่มสร้างเรื่องอีก?

            เหยาซื่อมองประตูห้องครั้งหนึ่ง ถอนใจเบาว่า“ท่านอย่าได้ถือสาเลย เขาก็มีนิสัยเช่นนี้ หลายปีแล้วไม่รู้เหตุจึงยังแก้นิสัยไม่ดีนั่นมิได้เสียที”

            “หากแก้ไขได้ง่ายดายเพียงนั้นเขาก็มิใช่ผู้อาวุโสจูแล้วเจ้าค่ะ” หลิงมู่เอ๋อร์หัวเราะเบา “จากที่ข้าทราบ ผู้คนในราชสำนักต่างทั้งรักทั้งชังเขาเขามิได้พบกับกษัตริย์ผู้ปรีชา หากได้พบกษัตริย์ผู้ปราดเปรื่องแล้วย่อมสามารถกลายเป็นขุนนางผู้ทรงธรรมที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วแผ่นดิน”

            ชายชราที่อยู่ในห้องเมื่อได้ยินคำพูดของหลิงมู่เอ๋อร์จิตใจก็อดสั่นไหวไม่ได้ เรื่องที่แม้แต่เด็กสาวตัวเล็กๆนางหนึ่งก็สามารถมองได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ตัวเขาจะมิเข้าใจได้อย่างไร ทว่าเขาไม่อาจเลือกกษัตริย์ได้ ยิ่งไม่มีหนทางไปทอดถอนใจที่ตนเกิดผิดยุคสมัย นอกจากเคืองแค้นตนเองไปแต่ละวันแล้วก็ไม่รู้ว่าควรทำสิ่งใดอีกจริงๆ

            เอี๊ยด! ประตูห้องเปิดออก ชายชรามองหลิงมู่เอ๋อร์โดยไม่เปลี่ยนสีหน้า

            ในยามที่เผชิญหน้ากับสีหน้าไม่เข้าใจของหลิงมู่เอ๋อร์ชายชราก็กล่าวอย่างเย็นชาว่า “อาจารย์ของน้องชายเจ้าหาได้แล้วรึ?”

            หลิงมู่เอ๋อร์ยิ้มออกมา “พวกเราไม่คิดจะเชิญผู้ฝึกสอนแล้วแต่คิดจะเชิญอาจารย์แทน นี่ใช่ผู้อาวุโสจูใช่รับปากแล้วหรือไม่? ”

            “ข้าต้องพบน้องชายของเจ้าก่อนจึงค่อยกล่าวได้หากเขาไม่มีรากฐานแห่งปัญญา อย่าว่าแต่เป็นอาจารย์ แม้จะเป็นผู้ฝึกสอนทั่วไปก็ไม่ได้”จูชิงเฟิงชักสีหน้า

            “ได้ ถือคำนี้เป็นข้อตกลง”เหยาซื่อกำลังกังวลใจว่านิสัยไม่ดีของจูชิงเฟิงจะล่วงเกินคนเข้าอีกแล้วคิดไม่ถึงว่าหลิงมู่เอ๋อร์จะรับปากอย่างง่ายได้เช่นนี้

            เหยาซื่อมองหลิงมู่เอ๋อร์อย่างขอบคุณ หลายวันมานี้ที่หลิงมู่เอ๋อร์ได้ช่วยเหลือ มิใช่เพียงดวงตาของจูฉี แต่เป็นคนทั้งบ้านที่ค่อยๆกลายสภาพเข้าสู่ความตายด้วย หากมิใช่การมาถึงของนางนางยังคงต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดผู้ชายทั้งสองคนในบ้านก็ยังคงใช้ชีวิตอยู่ในมุมที่มืดมิด

            “อย่างนั้น…จะย้ายตอนนี้เลยหรือไม่?” หลิงมู่เอ๋อร์ลองถามดูคำหนึ่ง

            จูชิงเฟิงมิได้กล่าววาจา เหยาซื่อที่รู้ใจเขาเข้าใจนี่เป็นการยอมรับอย่างเงียบงันแล้ว นางกล่าวอย่างมีความสุขว่า “ข้าจะไปเก็บของ”

            จูฉีเดินออกมาจากด้านในของห้อง เขาที่หล่อเหลาสง่างามแม้จะสวนชุดที่เก่ามาก แต่ก็ยังคงมีราศีที่อ่อนโยนสง่างาม มองบุรุษผู้นี้แล้วมักรู้สึกราวกับมีพี่ชายข้างบ้าน ทำให้คนรู้สึกดีจากหัวใจ

            หลิงมู่เอ๋อร์ประคองมือของเขา กล่าวเสียงเบาว่า“เหตุใดจึงออกมาเล่า? ตรงนี้เป็นธรณีประตูท่านต้องระวังหน่อยจึงจะได้ แม้ว่าตอนนี้ดวงตาจะฟื้นฟูได้ไม่เลวแต่ก็มิอาจบาดเจ็บได้อีก”

            ดวงตาของจูฉีสามารถมองเห็นแสงสว่างได้เล็กน้อยแล้วเบื้องหน้าของเขามีเงาร่างเลือนรางอยู่สายหนึ่งคลับคล้ายว่าจะสามารถมองเห็นร่างที่ผอมบางได้ร่างหนึ่ง

            ได้ยินคำพูดที่แสดงความเป็นห่วงของหลิงมู่เอ๋อร์ จูฉีก็กล่าวอย่างสำนึกขอบคุณว่า“แม่นางหลิงโปรดวางใจ ข้ารู้ทุกจุดในบ้านเป็นอย่างดี แม้มองไม่เห็นก็ไม่มีทางล้ม”

            “ในห้องของท่านยังมีสิ่งใดที่ต้องจัดการอีก? ในเมื่อจะย้าย เช่นนั้นกลับไปแล้วค่อยตรวจอาการให้ท่าน ข้าจะช่วยท่านป้าเหยาย้ายของก่อน” หลิงมู่เอ๋อร์กล่าว

            จูฉีเผยรอยยิ้มอ่อนโยนออกมา แม้จะมองเห็นไม่ชัด แต่บัดนี้ดวงตาของเขาเริ่มมีการตอบสนองแล้ว เขาทอดถอนอยู่ในใจอยากจะเห็นนางเสียบัดนี้เหลือเกิน!

            ความอ่อนโยนของหลิงมู่เอ๋อร์ดุจดั่งแสงสว่างสายหนึ่งที่ส่องเข้ามาในจิตใจอันหนาวเหน็บมานานเกินไปของจูฉีในยามเดียวกัน นางได้กลายมาเป็นสิ่งพิเศษที่ดำรงอยู่ในใจของเขา

            เหยาซื่อมองสีหน้าของจูฉี อารมณ์ซับซ้อนอยู่บ้าง

            ในฐานะที่เป็นมารดาของจูฉีนางจะไม่เข้าใจความในใจของบุตรชายได้อย่างไร? ทว่าแม่นางผู้นี้เพียงดูก็รู้ว่าเป็นผู้มีความสามารถ  จะเป็นผู้ที่พวกนางสามารถอาจเอื้อมได้อย่างไร?

            บ้านสกุลจูได้ตกต่ำลงนานแล้วพวกเขาในตอนนี้ยังต้องพึ่งการสนับสนุนด้านการเงินจากแม่นางผู้นี้ หากแต่เริ่มแรกฝ่ายชายก็เป็นฝั่งที่ด้อยกว่าเสียแล้ว ภายหน้าคิดอยากจะให้สตรีให้ความสำคัญนั่นก็เป็นเรื่องที่ยากมากแล้ว

            “ท่านป้าเหยา ท่านเป็นกระไร?” หลิงมู่เอ๋อร์สังเกตเห็นสีหน้าของเหยาซื่อมีความผิดปกติจึงถามอย่างสงสัย “มีที่ใดไม่สบายหรือ?”

            เหยาซื่อได้สติกลับมา ส่ายศีรษะเบาๆ “ไม่มีสิ่งใดไม่มีสิ่งใด ข้าสบายดีมาก”

            “มีแค่ของพวกนี้หรือยังมีสิ่งใดที่จำเป็นต้องนำไปด้วยอีกหรือไม่”หลิงมู่เอ๋อร์เห็นห่อผ้าสองสามห่อเบื้องหน้านอกจากห่อใหญ่ที่เป็นเสื้อผ้าห่อหนึ่งแล้ว อย่างอื่นล้วนเป็นตำราหนังสือในยุคนี้ล้ำค่าเป็นอย่างมาก บางส่วนยังเป็นหนังสือโบราณหลิงมู่เอ๋อร์สามารถเข้าใจถึงความรักและหวงแหนที่จูชิงเฟิงมีต่อตำราได้

            “ไม่มีแล้ว ล้วนอยู่ที่นี่แล้ว” เหยาซื่อพูดอย่างเขินอาย

            “เช่นนั้นก็ดี พวกท่านรอที่นี่สักครู่ ข้าจะไปเรียกรถม้า”หลิงมู่เอ๋อร์พูดจบ ไม่รอให้เหยาซื่อกล่าวก็ออกจากประตูไปแล้ว

            เหยาซื่อมองเงาร่างของหลิงมู่เอ๋อร์ที่จากไปยิ่งมายิ่งรู้สึกว่า แม่นางหลิงผู้นี้เป็นคนที่มีอัธยาศัยดีอย่างมากน่าเสียดายที่บุตรชายของนางไร้วาสนานี้

            ผ่านไปครู่หนึ่งหลิงมู่เอ๋อร์ก็พาชายฉกรรจ์คนหนึ่งเดินเข้ามาชายฉกรรจ์ผู้นั้นชี้ไปที่สัมภาระบนพื้นแล้วกล่าวว่า “เป็นของพวกนี้หรือ?”

            หลิงมู่เอ๋อร์ด้านหนึ่งขนย้ายของ อีกด้านหนึ่งกล่าวว่า“ใช่แล้ว รบกวนพี่ท่านช่วยข้าขนย้ายสักครู่”

            จากชุมชนผู้ยากไร้ไปถึงจวนสกุลหลิงต้องนั่งรถม้าเป็นเวลาหนึ่งเค่อเหยาซื่อยังคงออกมาซื้อแป้งและข้าวเป็นครั้งคราว แต่จูชิงเฟิงกับจูฉีมิได้ออกมานานมากแล้วจากสีหน้าของคนทั้งสองสามารถมองออกได้ว่า พวกเขาสนใจความครึกครื้นภายนอกอย่างมากเพียงแต่หลิงมู่เอ๋อร์นั่งอยู่เบื้องหน้า พวกเขาไม่เหมาะที่จะเสียมารยาทจึงได้แต่อดทนต่อความรู้สึกที่อยากออกไปชมไว้

            มาถึงจวนสกุลหลิง หลิงมู่เอ๋อร์เคาะประตูใหญ่ให้เหล่าบ่าวรับใช้ด้านในออกมาช่วยเหลือ

            ตัวเรือนในยามนี้ เปรียบกับในอดีตแล้วยังใหญ่และเมื่อไม่นานมานี้ หลิงมู่เอ๋อร์ได้ซื้อบ่าวรับใช้ทั่วไปมาอีกสองสามคน บัดนี้แม้ไม่อาจกล่าวว่าสามารถเปรียบกับเหล่าตระกูลใหญ่ได้ แต่อย่างน้อยบ่าวรับใช้ชายในเรือนมีสิบห้าคน สาวใช้มีสิบห้านาง คนสวนที่รับผิดชอบดูแลสวนสามคนผู้รับหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของเรือนสิบคน ยังมีผู้ติดตามของหลิงจือเซวียนผู้ติดตามของหยางต้าหนิว และหลิงต้าจื้อ แบบนี้เมื่อนับขึ้นมาแล้วก็มีคนถึงห้าสิบกว่าคน

            เหยาซื่อเมื่อเข้าประตูมา ก็เห็นสวนที่ตกแต่งไว้อย่างสวยงามและหยางซื่อกับถังซื่อที่แต่งตัวอย่างเรียบง่ายจะอย่างไรนางก็เคยเป็นภรรยาขุนนางมาก่อน จึงไม่ถึงกับมือไม้พันกันยามที่เผชิญหน้ากันคนสกุลหลิงทั้งหมด นางก็ยังสามารถรักษาท่าทีที่อ่อนโยนและสง่างามอย่างที่สุดไว้ได้ในจุดนี้ กลับทำให้หลิงมู่เอ๋อร์อดมองใหม่ด้วยความชื่นชมมิได้

            หยางซื่อและถังซื่อรู้มานานแล้วว่าหลิงมู่เอ๋อร์ต้องการเชิญอาจารย์ที่มีชื่อเสียงมาเป็นอาจารย์ให้หลิงจืออวี้หลิงจือเซวียนก็อยากเรียนหนังสือเช่นกัน นี่เป็นเรื่องที่คนบ้านสกุลหลิงต่างก็ให้การสนับสนุนบัดนี้ บ้านสกุลหลิงไม่ขาดแคลนเงินทองขอเพียงหลิงจือเซวียนและหลิงจืออวี้เต็มใจเล่าเรียน พวกเขาก็จะยกสองมือสนับสนุนดังนั้น การมาถึงของคนสกุลจูทั้งหมด จึงเป็นเรื่องที่ทุกคนรอคอย

            “ได้ยินมานานแล้วว่าพี่สะใภ้เป็นผู้มีความสามารถ”หยางซื่อจับมือของเหยาซื่อ “ข้าเป็นคนหยาบ ไม่รู้หนังสือแม้เพียงตัวเดียววันหลังต้องรบกวนให้พี่สะใภ้ช่วยแนะนำข้าแล้ว”

            เหยาซื่อคิดไม่ถึงว่าหยางซื่อจะเกรงใจเช่นนี้ เมื่อก่อนในยามที่นางเป็นภรรยาขุนนางก็ได้พบปะผู้คนมาไม่น้อย สตรีเหล่านั้นต่างแย้มยิ้มแต่เพียงใบหน้านางแม้ไม่ทำร้ายใคร แต่ก็ต้องป้องกันมิให้ถูกคนทำร้าย เป็นภรรยาขุนนางมานานหลายปียังไม่เคยตกหลุมพรางของผู้ใดมาก่อน ทว่า หยางซื่อไม่เหมือนสตรีแสแสร้งพวกนั้นนางเห็นถึงความจริงใจในดวงตาของนาง เพราะไม่ใช่สตรีทุกนางจะพูดเรื่องที่ไม่รู้หนังสือออกมาได้เห็นได้ชัดว่านางมีจิตใจที่เปิดเผย ไม่มีสิ่งใดต้องปิดบัง

            “น้องสาวเกรงใจเกินไปแล้ว” เหยาซื่อสังเกตอยู่ครู่หนึ่งพบว่าหยางซื่อมิมีเล่ห์เหลี่ยมใดจริงๆ จึงใช้ความจริงใจสนองกลับไป

            จูชิงเฟิงและจูฉีอย่างไรก็เป็นแขกบุรุษ หลังที่พวกเขามาถึงหลิงจือเซวียนก็รับผิดชอบออกหน้าต้อนรับจูฉีกับหลิงจือเซวียนมีอายุในรุ่นราวเดียวกัน พวกเขาจึงพูดคุยกันถูกคอ

            “ข้าเตรียมเรือนมั่วเซียงไว้ผู้อาวุโสจูและคุณชายจูสามารถลองดูก่อนได้หากไม่ชอบการตกแต่งที่นั่นก็บอกข้าได้โดยตรง ข้าจะจัดเตรียมเรือนอื่นให้”หลิงจือเซวียนปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างอ่อนโยน จุดนี้มีความคล้ายคลึงกับจูฉีจูชิงเฟิงแม้จะพิถีพิถันอีกเพียงใดยามได้เห็นหลิงจือเซวียนที่มีนิสัยคล้ายบุตรชายของตน สีหน้าก็อ่อนโยนลง 

            หลังจัดหาที่พักให้คนสกุลจูทั้งหมดแล้วหลิงมู่เอ๋อร์ก็พาหลิงจืออวี้ หยางเสี่ยวหู่ และฝูเอ๋อร์มาให้จูชิงเฟิงสอบสัมภาษณ์

            จูชิงเฟิงทดสอบพวกเขาอยู่ครู่หนึ่งสำหรับความรู้ของหลิงจืออวี้นั้น จูชิงเฟิงก็พยักหน้าเป็นครั้งคราวเห็นได้ชัดว่าพึงพอใจ เมื่อมาถึงรอบของหยางเสี่ยวหู่และฝูเอ๋อร์สีหน้าของจูชิงเฟิงกลับไม่น่าดูขึ้นมาแล้ว มิใช่ว่าคนทั้งสองย่ำแย่อย่างมากแต่เป็นเพราะเขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า พลังจิตของคนทั้งสองไม่เพียงพออนาคตมิอาจทำการใหญ่ได้

            “ข้าสามารถสอนน้องชายของเจ้าได้ ส่วนสองคนนี้ก็ให้พวกเขาคอยฟังอยู่ด้านข้างเถอะ!” ฟังอยู่ด้านข้าง ก็แปลว่าจะไม่รับพวกเขาอย่างเป็นทางการพวกเขาสามารถฟังรู้เรื่องเท่าใด ก็เป็นความสามารถของพวกเขาเขาจะไม่รับผิดชอบผลการเรียนของพวกเขา

            นี่คือความหมายของจูชิงเฟิง

            หลิงมู่เอ๋อร์ออกจะไม่พอใจอยู่บ้างความปรารถนาเดิมของนางคือ แม้ว่าจูชิงเฟิงจะสร้างความลำบากให้มากเท่าใดอย่างน้อยก็ยังสอนให้พวกเขาได้เรียนรู้สิ่งใดบ้าง‘ศิษย์อาจารย์’ฐานะนี้ก็มิได้สำคัญถึงเพียงนั้น คิดไม่ถึงว่าจูชิงเฟิงไม่เพียงไม่เต็มใจรับพวกเขาไว้ แม้แต่ความคิดที่จะสอนพวกเขาก็ยังไม่มีเขาคิดเพียงทุ่มเทสุดกายใจเพื่อฝึกฝนหลิงจืออวี้

            ยังไม่กล่าวถึงว่าหยางเสี่ยวหู่และฝูเอ๋อร์ที่เป็นเด็กที่มีสัญชาตญาณที่เฉียบไวเพียงใดแม้แต่หลิงจืออวี้เองก็จะไม่พอใจเช่นกัน เพราะในยามนี้เขาเห็นหยางเสี่ยวหู่เป็นดั่งพี่น้องแท้ๆก็ไม่ปาน

             

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ทั้งทีขอเป็นผู้ดูแลฟาร์มผู้มั่งคั่งบ้างได้ไหมคะ?[แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    นิยาย รัก
    399K 392
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    นิยาย รัก
    623K 530
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    289K 908
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.36M 891