“ไป!” คุณชายชุดหรูตวาดกร้าว ั์ตาดำขลับราวกับน้ำหมึกคุกรุ่นด้วยเพลิงโทสะ เมื่อท่านหมอชรามาถึง เขากลับทำเพียงปั้นหน้าเ็าแล้วสะบัดมือทีหนึ่ง องครักษ์ก็เข้าขัดขวางท่านหมอไว้ให้อยู่ห่างออกไปถึงสามก้าวด้วยฐานะอันสูงส่งของเขา เหตุใดต้องมาทนรับการดูิ่จากพวกชาวบ้านป่าเถื่อนที่นี่ด้วย!
เขาตวัดสายตาคมปลาบมองไปทางเหยียนซุ่ยซุ่ย ตัวน้อยแอบอยู่ข้างหลังท่านพ่อและท่านแม่ โผล่หัวทุย ๆ ออกมาเพียงนิด ก่อนจะแลบลิ้นปลิ้นตาใส่อย่างซุกซน
เขาช่างตาถั่วนัก! เหตุใดถึงมองว่ายัยเด็กชั้นต่ำคนนี้เป็ผู้มีพระคุณตัวน้อยของเขากันนะ ผู้มีพระคุณของเขาควรจะอยู่ที่เมืองหลวงอันไกลโพ้นสิ!
เมื่อนึกถึงคำพูดของผู้มีพระคุณที่บอกว่าดวงชะตาอันตกต่ำของเขากำลังจะดีขึ้นในเร็ววัน คุณชายชุดหรูจึงพยายามระงับอารมณ์ขุ่นมัวเอาไว้ ใน่เวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้เขาจะก่อเื่ไม่ได้
คุณชายชุดหรูสะบัดหน้ากลับไปมองยายแก่ตระกูลฟาง “พาข้าไปที่บ้านเดิมของเ้า ข้าจะจ่ายให้บ้านละสามร้อยชั่งเป็การแลกเปลี่ยน”
ตาเฒ่าเหยียนขมวดคิ้วมุ่นทันที “หัวหน้าหมู่บ้าน หากบ้านของข้าเต็มใจต้อนรับคุณชายท่านนี้จะได้หรือไม่?”
“นังหนูเหยียนมันก็แค่ตัวซวย คำพูดของมันจะเชื่อถือได้อย่างไร?” โธ่เอ้ย! นั่นมันเสบียงตั้งสามร้อยชั่งเชียวนะ! หากยอมให้มาพักที่บ้านตน จะได้ผลประโยชน์มหาศาลเพียงใดกัน!
หัวหน้าหมู่บ้านปรายตามองเขาแวบหนึ่ง ปกติแล้วตาเฒ่าเหยียนมักจะวางท่าเป็คนยุติธรรม แต่ยามนี้กลับดูเลอะเลือนสิ้นดี
“ในยุคกลียุคเช่นนี้ สิ่งใดที่มีโอกาสเพียงนิดที่จะนำภัยพิบัติมาสู่หมู่บ้าน เราจะยอมเสี่ยงไม่ได้ใครที่ไม่เห็นด้วย ก็จงตามพวกเขาออกไปเสียให้หมด!” ในหมู่บ้านแถบชายแดนอันห่างไกลเช่นนี้ คำสั่งของหัวหน้าหมู่บ้านถือเป็สิทธิ์ขาด บางครั้งต่อให้นายอำเภอมาเองก็ยังไร้น้ำหนัก ตาเฒ่าเหยียนหน้าเขียวคล้ำ รู้สึกเสียหน้าจนต้องยกกล้องยาสูบขึ้นมาสูบไม่หยุด
“เหอะ... แค่หมู่บ้านเล็ก ๆ กลับมีศักดิ์ศรีนักนะ ข้าก็ได้แต่หวังว่าเมื่อยามที่หมู่บ้านของพวกเ้ามีแต่ผีอดตายเกลื่อนกราด พวกเ้าจะยังรักษาศักดิ์ศรีเช่นนี้เอาไว้ได้... พวกเราไป!”
ยายแก่ตระกูลฟางโกรธจัดนางถลึงตาใส่เหยียนชุนฮวาอย่างดุดัน เื่สำคัญไม่รู้จักทำดันไปหาเื่ยั่วโทสะครอบครัวของยัยเด็กอ้วนคนนั้น เหยียนชุนฮวาร้องไห้ไม่ออก ได้แต่ทำหน้าเศร้าสร้อยวิ่งตามออกไป
ซุ่ยซุ่ยเม้มริมฝีปากมองพวกเขาสูงขึ้นเรื่อย ๆ ท่ามกลางผู้คนเ่าั้มีไอพลังงานสีดำเข้มข้นปกคลุมอยู่ นั่นคือสัญญาณของอันตรายถึงชีวิตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งดูแล้วน่าจะเป็เหตุการณ์โศกนาฏกรรมการฆ่าล้างหมู่บ้านในครั้งนั้น
“เฮ้อ... น่าเสียดายเสบียงสามร้อยชั่งนั่นแท้ ๆ นังหนูเหยียนพูดประโยคเดียวแท้ ๆ ทำเอาพวกเราเสียเสบียงไปตั้งเท่าไหร่” หญิงชาวบ้านคนหนึ่งเบะปากพลางบ่นพึมพำ
นางรู้สึกว่าเื่นี้ไม่ใช่เื่ใหญ่โตอะไร คนในหมู่บ้านขวัญอ่อนเกินไปแล้ว เสบียงสามร้อยชั่งเชียวนะ! แบ่งให้คนในหมู่บ้านคนละเล็กละน้อยก็ประทังชีวิตไปได้หลายเดือนแล้ว แต่นางก็ไม่กล้าขัดคำสั่งหัวหน้าหมู่บ้าน จึงได้แต่จ้องมองซุ่ยซุ่ยด้วยสายตาไม่พอใจ
หลินซื่อได้ยินเข้าก็หัวเราะเยาะ “ข้าจำได้ว่าเ้าก็แต่งมาจากหมู่บ้านข้าง ๆ เช่นกันนี่เหตุใดไม่พาลูก ๆ กลับไปบ้านเดิมของเ้าเสียเล่า ไม่แน่ว่าอาจจะได้ส่วนแบ่งสามร้อยชั่งนั่นเช่นกันนะ?”
“ใครจะไปก็ไปได้ แต่ถ้าไปแล้ว ข้าจะคัดชื่อออกจากสาแหรกตระกูล ห้ามกลับมาเหยียบที่นี่อีก!” หัวหน้าหมู่บ้านกล่าวเตือนเสียงเข้ม หญิงคนนั้นจึงถูกสามีลากตัวกลับไปทันที
“หัวหน้าหมู่บ้านเมื่อวานนี้พวกเด็ก ๆ ฉวยโอกาสตอนข้าไม่อยู่บ้านทำเื่แยกบ้านให้เ้าใหญ่ไปแล้ว”
“เ้าใหญ่ก็เป็ลูกชายข้า ที่ดินสองหมู่นั่นอย่างไรเสียครอบครัวเขาก็เสียเปรียบ ข้าตั้งใจจะเอาที่ดินชั้นยอดสามหมู่ตรงหัวหมู่บ้านไปแลกคืนมา ท่านเห็นว่าอย่างไร?” ตาเฒ่าเหยียนนึกเื่สำคัญขึ้นมาได้
“ตาเฒ่าเ้าช่างรู้จักวางแผนนักนะ ที่ดินสองหมู่ของฮั่นเซิงปลูกอะไรก็งอกงาม เ้าก็อยากจะชิงคืนมาเสียอย่างนั้น จะมีเหตุผลเช่นนี้ได้อย่างไร ที่ดินสองหมู่นั้นหลินซื่อเป็คนดูแลมาตลอด” ป้าเพื่อนบ้านคนหนึ่งทนไม่ไหวจึงะโด่าขึ้นมา
“เื่ของตระกูลเหยียน เกี่ยวอะไรกับเ้าด้วย!” เหยียนเหล่าเอ้อร์ะโด่ากลับ
ส่วนเหยียนเหล่าซานซึ่งเป็ปัญญาชน ต่อให้มีเื่ขัดแย้งเขาก็จะไม่ยอมออกหน้าทำเสียกิริยา ได้แต่ยืนก้มหน้าหลบตาอยู่ข้าง ๆ เขาไม่เคยเรียกร้องสิ่งใด แต่ผลประโยชน์ทุกครั้งเขามักจะเป็คนได้ส่วนแบ่งก้อนใหญ่ที่สุดเสมอ
“ในเมื่อยังไม่ได้ย้ายทะเบียนบ้าน ก็ตกลงตามนี้เถิด ที่ดินของตระกูลเหยียนข้ายังตัดสินใจไม่ได้เชียวหรือ? เอาสามหมู่แลกสองหมู่ เ้าใหญ่... ข้าเห็นว่าเ้าเป็ลูกแท้ ๆ ของข้าหรอกนะ ถึงได้สงสารครอบครัวเ้าและยอมแบ่งส่วนเกินให้เป็พิเศษ” ตาเฒ่าเหยียนไม่แม้แต่จะชายตามองเหยียนฮั่นเซิง
ดวงตาของเหยียนฮั่นเซิงค่อย ๆ เริ่มมีความเ็าแผ่ซ่านออกมา หลินซื่อจึงเอื้อมมือไปกุมมือเขาไว้อย่างแ่เบา ชายคนนี้ช่างซื่อสัตย์และกตัญญูนัก ตลอดหลายสิบปีเขาตรากตรำทำงานเพื่อตระกูลเหยียนมาโดยตลอด ยามนี้ถูกพ่อแม่แท้ ๆ ทอดทิ้งในใจคงเ็ปสุดพรรณนา
“ในเมื่อท่านพ่อดึงดันจะแยกบ้าน เช่นนั้นก็เอาตามนี้เถิด นอกจากที่ดินสามหมู่นั่นแล้วข้าก็ไม่้าสิ่งใดอีก ตอนที่ซุ่ยซุ่ยถูกอุ้มมาเลี้ยง นางนำเงินติดตัวมาด้วยสามร้อยตำลึง ซุ่ยซุ่ยนั้นภรรยาข้าเป็คนเลี้ยงดูมา ไม่เคยใช้เงินของตระกูลเหยียนแม้แต่เหรียญเดียว เงินจำนวนนั้นข้าจะไม่แตะต้องเลยสักนิด ยกให้น้องรองและน้องสามไปทั้งหมด
ส่วนเื่เลี้ยงดูท่านพ่อท่านแม่ในภายหน้า ข้าก็จะไม่เข้าไปสอดแทรก หากท่านพ่อตกลงเราก็แยกบ้านกันยามนี้เลยแต่หากท่านพ่อไม่เห็นด้วย เราก็ต้องมาแบ่งเงินสามร้อยตำลึงที่อยู่ในบ้านกันตามสัดส่วน!” เหยียนฮั่นเซิงเป็คนซื่อ แต่เขาก็แค่เห็นแก่ความเป็พ่อแม่พี่น้องเท่านั้น เขาไม่ใช่คนโง่
เมื่อชาวบ้านได้ยินเช่นนั้นก็เกิดเสียงฮือฮาทันที “สามร้อยตำลึงเพื่อเลี้ยงเด็กคนเดียวเนี่ยนะ?!!”
“โอ้พระเ้าช่วย! ครอบครัวหนึ่งปีหนึ่งยังใช้เงินไม่ถึงห้าตำลึงด้วยซ้ำ พวกเ้ากลับเก็บเงินไว้ตั้งสามร้อยตำลึง? มิน่าเล่าตระกูลเหยียนถึงสร้างบ้านใหม่ได้รวดเร็วนัก”
“เอ้อ... ไม่ต้องพูดเลยนะ เมื่อก่อนตระกูลเหยียนเป็บ้านที่ยากจนที่สุดในหมู่บ้านเราเลย”
“จะว่าไป ตระกูลเหยียนเมื่อก่อนดวงกุดขนาดไหนกัน? ั้แ่ซุ่ยซุ่ยมาความเป็อยู่ก็ดีวันดีคืน ดวงเฮงขึ้นตั้งเยอะ เมื่อก่อนทั้งยากจนทั้งอับโชคแต่พอมีซุ่ยซุ่ยน้อยมาเหยียนเหล่าซานก็สอบติดซิ่วไฉ แถมยังได้อยู่บ้านหลังใหญ่ แม้แต่แม่หมูที่บ้านยังตกลูกออกมาได้ทีละหลายตัว ทั้งหมดนี้เป็เพราะเงินสามร้อยตำลึงของซุ่ยซุ่ยแท้ ๆ แล้วแบบนี้ แม่เฒ่าเฉินยังกล้าเอาซุ่ยซุ่ยไปขายอีกหรือ?”
ทุกคนต่างตกตะลึง สามร้อยตำลึงเชียวนะ เมื่อก่อนเคยได้ยินเพียงหลินซื่อบอกว่ามีเงินสำหรับเลี้ยงดูซุ่ยซุ่ยมาให้บ้าง แต่ไม่เคยรู้เลยว่ามันจะมากมายมหาศาลขนาดนี้
“ถ้ารู้ว่าเงินเยอะขนาดนี้ เ้าเอาซุ่ยซุ่ยมาให้บ้านข้าเลี้ยงเถอะ ข้าจะปรนนิบัตินางด้วยอาหารการกินอย่างดี จะไม่รังแกนางเลยสักนิด จะเลี้ยงให้เหมือนลูกในไส้... ไม่สิ ลูกในไส้ยังเทียบไม่ได้เลย เพราะลูกในไส้มันไม่มีค่าถึงสามร้อยตำลึงหรอก!”
ใคร ๆ ก็รู้ว่าหลายปีมานี้ ซุ่ยซุ่ยถูกเลี้ยงดูมาจากส่วนแบ่งอันน้อยนิดของครอบครัวหลินซื่อที่ยอมกระเบียดกระเสียรเลี้ยงดูมาทั้งสิ้น
“ช่างไร้สำนึกจริง ๆ เงินสามร้อยตำลึงเชียวนะ! แม่เฒ่าเฉินยังคิดจะขายนางอีกหรือ?” ชาวบ้านต่างวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ จนคนบ้านใหญ่ตระกูลเหยียนหน้าดำหน้าแดงไปตาม ๆ กัน
เหยียนเหล่าซานมองพี่ใหญ่ด้วยความไม่พอใจ เดิมทีตกลงกันไว้ว่าจะไม่แพร่งพรายเื่นี้ออกไป เพราะเงินสามร้อยตำลึงนั้น เขาเป็คนใช้สอยไปมากที่สุดนั่นเอง
“ตกลง... เอาตามที่เ้าใหญ่ว่า พ่อไม่ได้เสียดายเงินสามร้อยตำลึงนั่นหรอกนะ สมัยสร้างบ้านก็หมดไปเจ็ดสิบแปดสิบตำลึงแล้ว ต่อมาเ้ารองก็ล้มป่วยหนัก แล้วยังมีค่าใช้จ่ายตอนเ้าสามไปสอบขุนนางอีก มันแทบไม่เหลือให้แบ่งแล้ว” ตาเฒ่าเหยียนยังคงไม่ยอมรับผิด และยิ่งทวีความไม่ชอบใจในครอบครัวของลูกชายคนโตมากขึ้นไปอีก
“ไปเชิญผู้นำหมู่บ้านมาทำหนังสือแยกบ้านให้เรียบร้อย” หัวหน้าหมู่บ้านเองก็เริ่มรำคาญ จึงรีบตามผู้าุโที่น่านับถือในหมู่บ้านมาเป็พยาน
เหยียนฮั่นเซิงทำเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับการแยกบ้านแบบตัวเปล่า หลังจากวุ่นวายอยู่พักใหญ่ทุกคนก็ไปทำพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่ศาลบรรพชน เหยียนฮั่นเซิงจึงได้แยกออกมาตั้งตนเป็อิสระอย่างแท้จริง หลินซื่อไม่อาจปิดซ่อนความยินดีบนใบหน้าได้ ส่วนเหยียนฮั่นเซิงนั้นขอบตาแดงก่ำ ฝีเท้าเดินโซเซเล็กน้อย
“มีท่านพ่อ มีท่านแม่ มีพี่ชาย แล้วก็มีซุ่ยซุ่ย...” ซุ่ยซุ่ยน้อยชี้นิ้วมาที่ตัวเอง “มีความสุขจัง... มีความสุข...”
พอเหยียนฮั่นเซิงได้ยินเสียงเล็ก ๆ นั่นเขาก็กลับมายิ้มได้อีกครั้ง เมื่อเห็นภรรยาและลูก ๆ มีความสุข เขาก็เข้าใจแจ่มแจ้งว่า หลายปีมานี้เขาทำให้พวกนางต้องลำบากใจมามากเพียงใด
“ซุ่ยซุ่ยมานี่สิ ลุงผู้ใหญ่มีเื่จะถามเ้าหน่อย” หัวหน้าหมู่บ้านยืนอยู่ที่ประตูแล้วกวักมือเรียกซุ่ยซุ่ย
ซุ่ยซุ่ยหันขวับไปมอง เห็นลุงผู้ใหญ่ยืนอยู่ที่หน้าศาลบรรพชนด้วยสีหน้ากังวลใจอย่างปิดไม่มิด นางจึงรีบวิ่งเตาะแตะเข้าไปหาด้วยขาสั้น ๆ ราวกับลูกเพนกวินตัวน้อย
“คุณลุงหัวหน้าหมู่บ้านเ้าคะ...” เสียงใส ๆ ราวกับน้ำนมของเด็กน้อยทำให้ความเคร่งขรึมของหัวหน้าหมู่บ้านสลายไปทันที เขาควานหาในกระเป๋าอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหยิบลูกอมส่งให้ซุ่ยซุ่ย
“นังหนูเหยียนเ้าบอกลุงหน่อยสิเ้ารู้ได้อย่างไรว่าเขาจะดวงซวย?” หัวหน้าหมู่บ้านลดเสียงลงถามอย่างแ่เบา
ดวงตาของซุ่ยซุ่ยกระพริบปริบ ๆ “ไอสีดำ ๆ เ้าค่ะ บนตัวเขามีไอสีดำเต็มไปหมดเลย ถ้ามันไปติดคนอื่นก็จะดวงซวยเหมือนกันนะเ้าคะ... คนตาย... คนตายเยอะแยะเลย ไฟดวงโต ๆ ... ไฟไหม้กองเบ้อเริ่มเลย...” เ้าตัวน้อยพูดด้วยท่าทางใสซื่อพลางกางแขนออกทำท่าประกอบ
หัวหน้าหมู่บ้านใจนถอยกรูดไปก้าวหนึ่ง ร่างกายเซถลาแทบจะทรุดลงกับพื้น “เ้า... เ้าว่าอะไรนะ?!”