บทที่ 3 อย่าทำให้สกุลโหรวขายหน้า
"จงหักขานาง!" น้ำคำไร้เยื่อใยปนเปกับน้ำเสียงห้วนสั้นสุดเ็า
"ท่านแม่ทัพขอรับ แต่ว่านางเป็ฮูหยินของท่านนะขอรับ" องครักษ์เงาผู้ตามรับใช้กล่าวชี้แนะ
"หรือจะให้หักขาของเ้า?" คำสั่งของเขาะเืฟ้าดิน เพียงลั่นวาจาชี้นิ้วสั่งเป็สั่งตายถือเป็อันสิ้นสุด
ย๊ากกกกก!
เสียงหวีดร้องของนางดังขึ้นหลังจากผ่านไปแล้วสามวัน เปลือกตาอันบอบบางถลึงตื่นขึ้นมาด้วยอาการประหวั่นพรั่นพรึง ม่านลี่รีบปรายตามองไปโดยรอบอีกครั้ง เมื่อพบว่าตนยังมีชีวิตอยู่จึงยอมผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ที่แท้ก็แค่ฝันไปเท่านั้น นึกว่าได้เข้าไปอยู่ในร่างคุณหนูซู่เฟยหรานจอมร้ายกายอะไรนั่นจริง ๆ แล้วเสียอีก ที่สำคัญคงไม่ถูกสามีหักขาจริง ๆ หรอกกระมัง
ยามนี้หรงม่านลี่ไม่ได้อยู่ในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ราวคนไว้ทุกข์อีกแล้ว และไม่ได้อยู่ในอาภรณ์สีแดงปักเลื่อมทองของเ้าสาว แต่สวมอาภรณ์งามสีมรกตที่ถักทอจากผ้าดิ้นแพรคุณภาพดี ทว่าต่อให้ได้กลับมาอยู่ในจวนสกุลหรงจริงคงไม่มีเงินทองใช้สอยอู้ฟู้ขนาดนี้กระมัง... อย่างนั้นมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
ขณะนี้อยู่ในห้องขนาดใหญ่... โถงสูงโปร่งโล่งสบาย สิ่งของเครื่องใช้ครบครันไม่ขาดเขิน กำยานหอมและเต่าถ่านจุดมากถึงห้ากระถางขับไล่ความหนาวเย็น มองไปยังบานหน้าต่างที่เปิดอยู่เห็นเกล็ดหิมะพร่างพราวเป็สายช่างน่าตื่นเต้น หวนนึกถึงครั้งยังเป็เด็กบิดามารดาจิบชานั่งมองนางปั้นก้อนหิมะทำตุ๊กตาน้ำแข็งแววตาตื่นเต้นคู่นั้นแปรเปลี่ยนเป็อยากจะร่ำไห้
"ที่นี่ไม่ใช่จวนสกุลหรงของข้า" น้ำเสียงใสกังวานลอดไรฟันขณะใคร่ครวญกับตนเอง
เก้าในสิบส่วนที่กำลังขบคิดขออย่าให้มันเป็อย่างนั้นเลย ม่านลี่พยายามใช้ข้อมือและข้อศอกดันตัวลุกจากเตียง พบว่าขาข้างซ้ายขยับเขยื้อนไม่ได้ อีกทั้งยังถูกดามด้วยลำไม้ไผ่สองท่อน
"ขะ ขาข้า!!" ม่านลี่อุทานออกมาด้วยความประหม่า
เพี๊ยะ!
ฝ่ามือเล็กง้างตบหน้าตนเองหลายฉาดเพื่อทดสอบว่าฝันกลางวันอยู่หรือไม่ แต่แล้วฉาดที่สามทำได้แค่ลูบไล้ไม่กล้าแตะต้องอีก หรงม่านลี่ได้รับรู้แล้วว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่ซับซ้อนยิ่งยวดบังเกิดกับนางแล้ว
ขณะนอนห่อตัวบนเตียงไม้หลังโตอย่างสิ้นหวัง บานประตูที่ปิดสนิทมีเสียงแง้มเปิด โล่งใจไปที... เมื่อคนที่ก้าวเท้าเข้ามาเป็สาวน้อยคนนั้นที่เพิ่งพบกันในลานกว้างกลางหุบเขา ช่างมาได้จังหวะเสียจริง ได้พบพานกันหนนี้ก็แน่ชัดแล้วว่าหรงม่านลี่ไม่ได้กำลังฝัน แต่ทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นบนพื้นฐานแห่งความจริง
"คุณหนูฟื้นแล้ว" นางดีใจจนน้ำตาคลอหน่วยรีบวางถาดน้ำชาปรี่ตัวเข้ากอบกุมหลังมือผู้เป็นาย
"ข้าหลับไปนานเท่าใด" ม่านลี่ถามเสียงเบา มิได้ออกอาการใหรือซาบซึ้งมากมายอันใดเพราะมิได้คุ้นเคยกับสาวใช้นางนี้มาก่อน
"สามวันเ้าค่ะ"
หลังจากได้ฟังคำตอบ ม่านลี่นิ่งงันไปครู่หนึ่งแล้วจึงโพล่งคำถามชวนประหลาดใจออกมา
"เ้าชื่ออะไร แล้วข้าคือผู้ใด"
สาวใช้คนสนิทขมวดคิ้วมุ่นเข้าหากันด้วยความสงสัยแต่ไม่กล้าเอ่ยปากถาม ได้แต่งุดหน้าตอบและคอยลอบสังเกตอาการแปลกประหลาดเหล่านี้อย่างใกล้ชิดเผื่อว่ามีเหตุไม่คาดคิดเกิดขึ้นอีกจะได้แจ้งท่านหมอได้ทันเวลา
"ข้ากำลังพูดกับเ้า มิได้ยินหรือ" ม่านลี่แสร้งปั้นหน้าบึ้งตึงทำตาขวางไม่สบอารมณ์พร้อมเปล่งเสียงเข้มขึ้นอีกหนึ่งโทน
"บ่าวชื่อเป่าเหวินเ้าค่ะ คุณหนูชอบเรียกอาเหวิน" สาวน้อยลนลานเป็กังวลรีบงุดหน้าก้มต่ำเพื่อตอบคำถาม
"ข้าตกลงมาจากหน้าผา มิได้เหาะเหินเดินอากาศอย่างที่เ้าคิด เช่นนั้นความทรงจำของข้าจึงหายไปบางส่วน ไม่มีอันใดให้ต้องประหลาดใจ"
ความทรงจำพร่าเลือนผุดขึ้นมาให้เห็นเป็ระยะแต่ก็มากพอที่จะจับต้นชนปลายมาปะติดปะต่อกัน กระทั่งประมวลผลได้ว่าผู้เป็เ้าของร่างที่แท้จริงคงสิ้นใจตายยามตกหน้าผาสูงนั่นแหละ ส่วนดวงจิตที่ควรจะไปยมโลกของหรงม่านลี่ดันเปลี่ยนทิศทางเข้ามาสิงสู่แทน จะด้วยเหตุผลประการใดมิอาจหยั่งรู้ได้ บางทีอาจจะเป็เพราะทวยเทพเมตตากระมัง แต่เดี๋ยวก่อนนะ! นี่เรียกว่าเมตตาแล้วหรือ?
เลื่นไหล! อยากจะแหกปากร้องปาว ๆ ด่าทอบรรพบุรุษให้เสียงเจื้อยแจ้วแผดเผาไปถึงสรวง์เสียจริง เกิดใหม่ไม่ทันข้ามคืนก็ถูกหักขาจนสลบไสลไปอีกสามวันสามคืนเต็มๆ แบบนี้มันคุ้มแล้วหรือ?
"อ้อ บ่าวก็นึกว่าคุณหนูเหาะเหินเดินอากาศได้เสียอีกเ้าค่ะ" แม้อาเหวินจะมึนงงและใคร่รู้อยู่บ้าง เพราะหากคุณหนูของนางตกหน้าผาจริงเหตุใดาเ็แค่รอยถาก ส่วนที่ควรจะหักก็อยู่ครบแต่ดันมาขาหักด้วยเงื้อมมือผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็สามี คิดแล้วก็ได้แค่ส่ายหัวเบา ๆ ยอมสยบให้กับความเ็าของท่านแม่ทัพ กล้าสั่งลงมือแม้กระทั่งกับภรรยาตัวเอง สมคำร่ำลือจริงๆ
"แล้วตัวข้าเล่า มีความหลังอันใดโปรดเล่าอย่างละเอียด"
"คุณหนูของบ่าวมีนามว่าซู่เฟยหรานอย่างไรเล่าเ้าคะ เป็บุตรสาวคนรองของเ้ากรมอาญาหนิงลู่ หรือที่รู้จักกันดีในนามใต้เท้าซู่ ส่วนคุณหนูใหญ่พี่หญิงของท่านแต่งกับพ่อค้าร้านผ้าที่ร่ำรวยที่สุดในลั่วหยาง ห่างไกลกันนับพันลี้สามปีมาเยี่ยมเยือนท่านหนึ่งหน"
เล่าลื่นไหลมาถึงกลางประโยคอาเหวินชะงักตัวโยน ชะเง้อคอยาวทำราวกับว่ากำลังระแวดระวังอะไรบางอย่าง ม่านลี่ผู้อ่อนต่อโลกได้เห็นเช่นนั้นก็รู้สึกว่าขัดใจยิ่งนัก จึงสั่งให้อาเหวินพูดต่อไปห้ามหยุดเว้นวรรคแม้แต่จังหวะเดียว สาวน้อยได้ยินเช่นนั้นก็ไม่กล้าขัด อันว่านิสัยผู้เป็นายเป่าเหวินต่างรู้ดีกว่าผู้ใด ยามดีก็ดีมากจนน่าใจหาย ยามร้ายกาจก็ร้ายจนน่าใ ทางที่ดีไม่ทำให้นายหญิงขุ่นเคืองเป็อันดีที่สุด
"เอ่อ... อันที่จริงคุณหนูจำใจแต่งกับท่านแม่ทัพตามราชโองการเพราะมีเป้าหมายหาใช่เพราะมีรัก อันเป้าหมายที่ว่านี้ก็คือล่อลวงสามีด้วยมารยา ทำให้รัก ทำให้หลง ทำให้ตายใจ แล้วจึงเชือดนิ่มล้วงความลับทางราชการให้แก่คุณชายเมิ่งผู้เป็รักเดียวของท่าน ต่อมาเมื่อสกุลโหรวถูกกวาดล้าง จากนั้นคุณหนูตั้งใจจะแต่งเข้าจวนเมิ่งในฐานะฮูหยินเอกตามที่คุณชายเมิ่งได้ให้สัญญาไว้เ้าค่ะ ทว่าคำนับฟ้าดินได้เพียงครั้งเดียวข่าวลือจากปากของแขกในงานก็มาถึงหูคุณหนูจนได้"
ตั้งใจฟังมาถึงตอนนี้ จู่ ๆ ม่านลี่ก็รู้สึกคับแน่นที่ยอดอกคล้าย้าร่ำไห้ออกมา นางไม่เคยมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับสารเลวแซ่เมิ่งคนนั้นแต่กลับััได้ถึงความผิดหวังหม่นเศร้าที่ซู่เฟยหรานตัวจริงแบกรับ ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดนางถึงเลือกะโหน้าผา
เดิมทีซู่เฟยหรานคงกรุ่นโกรธจนสติแตกจึงได้นัดแนะกับอาเหวินเพื่อไปล่มงานมงคลของชายที่นางรัก แต่เฟยหรานคงนึกไม่ถึงว่าโหรวป๋อเซียนคนนี้รักหน้าถือตาและหยิ่งผยองทะนงตนเป็ที่สุด ในเมื่อราชโองการแห่งฟ้าองค์าาเป็ผู้ประทานให้ เขาย่อมไม่ยอมให้สกุลโหรวขายหน้า จึงเร่งควบอาชาตามมาสกัดกั้นมิให้ฮูหยินของตัวเองบุกไปทำเื่งามหน้าที่จวนเมิ่ง ท้ายที่สุดอับจนหนทางเพราะถูกรู้ทัน ซู่เฟยหรานไร้ทางหนีทีไล่จึงตัดสินใจโดดหน้าผาอย่างเด็ดเดี่ยว ตายก็ดีไม่ตายก็ช่าง
ซู่เฟยหรานมีอุปนิสัยเช่นไรมีหรือที่คนรอบคอบอย่างป๋อเซียนจะไม่ทำความรู้จักมาก่อน ว่ากันว่ารู้ตำรามากมีค่ายิ่งกว่ากุมทองพันชั่ง สืบเสาะศึกษานิสัยของผู้ที่จะมาเป็ภรรยาจะนับว่าแปลกประหลาดอันใด ด้วยนิสัยร้ายกาจจองหองเ้าแผนการของนาง จะใช้การกักขังอย่างเดียวเกรงว่าจะเอาไม่อยู่ โหรวป๋อเซียนจึงต้องจำใจสั่งหักขานางเสียให้รู้แล้วรู้รอด!
สายตาของนางเหม่อลอยขณะฟัง ม่านจักษุวูบไหวแดงก่ำคลอหยาดน้ำใสเจียนจะหยดออกมา หญิงสาวแนบเนาแพขนตาพะเยิบขึ้นลงพลางเม้มริมฝีปากเข้าหากันด้วยความอัดอั้นกดข่มความรู้สึกเศร้าสร้อยในใจให้มิด ยามนี้ม่านลี่รู้สึกชาหนึบั้แ่หัวจรดเท้าเริ่มควบคุมตัวเองไม่ได้ชั่วขณะจึงปัดมือไล่อาเหวินออกไปมิให้เล่าอันใดต่ออีก
ขณะสองนายบ่าวซุ่มพูดคุยกันเป็การส่วนตัว กลับไม่รู้ว่าถัดไปอีกหนึ่งห้องที่มีเพียงผนังกระดาษปรุกั้นกลาง มีเรือนเงาสูงโปร่งของคนผู้หนึ่งยืนกอดอกเงี่ยหูฟังพร้อมขบเคี้ยวกรามกรอดๆ ด้วยสีหน้ากรุ่นโกรธ