สมัยก่อนตอนที่ผมยังไม่ตายเคยคิดว่างานราตรีเป็อะไรที่น่าไปสักครั้งนะ...มันเหมือนกับอีกโลกหนึ่งที่เราเคยคิดเคยฝันว่าอยากจะไปให้ได้สักครั้งงานที่ผู้ชายแต่งชุดสูทอย่างเนี๊ยบ ส่วนเหล่าสาวๆก็แต่งชุดราตรีสีสันรูปทรงสวยงามอวดหุ่นของตัวเองเพื่อประชันกัน...
เคยคิดว่าซักวันอยากจะได้แต่งหล่อเข้างานไปส่องสาวแบบนั้นบ้าง...
ผมฉีกยิ้มจอมปลอมประดับใบหน้าเฉกเช่นสมัยก่อนตอนที่ใช้ชื่อนาธานเมลฟอร์ดอีกครั้ง ขณะตอบคำถามเหล่าขุนนางทั้งชายหญิงที่อยู่รอบตัวผม แต่ภายในใจนั้นแอบถอนหายใจเฮือกใหญ่อยู่เช่นเดียวกัน
หลายปีที่ผมได้มายังโลกนี้...มันทำให้ผมเริ่มจะคิดว่ามันโคตรจะน่ารำคาญแทนซะแล้วล่ะครับ...
ย้อนเวลากลับไปก่อนที่งานจะเริ่มซักเล็กน้อย
รถม้าของบรรดาขุนนางและคหบดีทั้งหลายกว่าเจ็ดสิบครอบครัวต่างทยอยเข้ามาภายในเขตพระราชฐานกันอย่างคับคั่งปลายทางของรถม้าทุกคันนั้นมุ่งตรงไปยังพระราชวังที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลางของอาณาเขตพระราชฐานอันกว้างใหญ่
รถม้าที่ประดับตราสัญลักษณ์ของตระกูลคหบดีอันดับต้นๆของอาณาจักรเคลื่อนตัวเข้ามายังประตูทางเข้าของพระราชวังข้ารับใช้ที่คอยทำหน้าที่ดูแลแขกเดินตรงเข้ามาเปิดประตูรถม้าให้แก่แขกที่มาในวันนี้อย่างช่ำชอง
ร่างสูงของชายวัยกลางคนในชุดดูหรูหราก้าวลงมาจากรถม้าก่อนเป็คนแรกเขายื่นมือไปประคองภรรยาของตนลงจากรถม้า ตามด้วยร่างสูงของชายหนุ่มคนหนึ่งที่ก้าวตามลงมาแล้วประคองหญิงสาวผมสีเดียวกับตนลงจากรถม้าเช่นกันแล้วรถม้าของครอบครัวดังกล่าวก็ขับออกไป
ทั้งสี่เดินเข้าไปในอาคารตรงไปยังประตูที่เชื่อมต่อไปยังห้องโถงขนาดั์ที่ถูกเนรมิตเป็สถานที่สำหรับรองรับงานราตรีชายวัยกลางคนผมผมสีเหลืองทองมันวาวที่ถูกจัดทรงจนเรียบแปล้ไปด้านหลังยื่นซองจดหมายสีขาวไปให้กับทหารคนหนึ่งที่คอยยืนคุมประตูทางเข้างาน
ทหารนายดังกล่าวเปิดซองนั้นออกมาดูบัตรเชิญสีดำขลับขลิบทองที่อยู่ภายในเขาไล่สายตาคมไปตามชื่อที่ปรากฏในบัตรเชิญแล้วหันไปพยักหน้าให้กีบเพื่อนทหารที่ยืนคุมประตูอยู่เช่นเดียวกับตน ก่อนจะเก็บจดหมายฉบับนั้นแล้วเปิดประตูเชื้อเชิญให้ครอบครัวดังกล่าวเข้าไปในงาน
“ท่านอเล็นเมลฟอร์ด! และครอบครัว! เข้าสู่งานเลี้ยงแล้วขอรับ!”สิ้นเสียงประกาศของทหารหนุ่ม ประตูก็เปิดออกเผยให้เห็นภายในงานที่มีเหล่าขุนนางและคหบดีอยู่ภายในกันอย่างคับคั่งลานตรงกลางถูกเว้นว่างเอาไว้ เพื่อเอาใช้เป็ลานเต้นรำ
“อเล็น!ในที่สุดเ้าก็มาเสียที!” ร่างสูงของชายวัยกลางคนเ้าของเรือนผมสีแดงเพลิงคนหนึ่งเดินตรงมาทักทายอเล็นด้วยรอยยิ้มกว้างเขาตบไหล่หัวหน้าตระกูลเมลฟอร์ดอย่างสนิทสนม
“อัลแตร์เป็ยังไงบ้าง ่นี้เราไม่ค่อยจะได้เจอกันเท่าไหร่เลยนะ” หัวหน้าตระกูลเมลฟอร์ดเผยยิ้มกว้างเมื่อเห็นเพื่อนสนิทสมัยหนุ่มของตนทั้งสองนั้นสมัยก่อนเป็ทหารประจำการในกองเดียวกัน แม้ว่าทั้งคู่จะแก่ชราลงไปมากแต่มีเพียงแค่อัลแตร์ที่ขึ้นไปถึงระดับแม่ทัพ จนกระทั่งเกษียรแต่ก็ยังอยู่ในราชการทหาร ถึงจะเป็ตำแหน่งที่ปรึกษากองทัพก็ตามผิดกับเขาที่ลาออกมาตั้งตัวทำการค้าจนรุ่งเรืองแบบในปัจจุบัน
“ปีนี้ทั้งเ้าทั้งข้าต่างก็ยุ่งกันทั้งนั้นน้อยนักที่พวกเราจะได้ออกไปดื่มร่วมกันแบบแต่ก่อนแต่ก็ยังดีที่พวกเรายังได้มาเจอกันในงานเลี้ยงแบบนี้ล่ะนะ”
“นั่นสิ-”ยังไม่ทันที่สองหนุ่มวัยกลางคนจะได้คุยกันต่อเสียงของมัจจุราชที่มีนามว่าภรรยาก็กระซิบที่ข้างๆของทั้งสองด้วยน้ำเสียงเย็นะเื
“นี่คุณสามีมีแอบออกไปดื่มกันด้วยเหรอคะ?...”ชายแก่ทั้งสองค่อยๆหันมามองหน้าภรรยาของตนที่กำลังฉีกยิ้มเย็นๆให้กับตัวเองจนทั้งคู่หนาวสะท้านไปทั้งตัวก่อนที่พวกเขาทั้งสองจะมองตากัน แล้วใช้วิชาเก่าที่ได้มาจากสมัยตอนประจำการร่วมกันทันที
‘อัลแตร์!ทำไมนายถึงได้เอาเื่ที่เราไปดื่มมาพูดกันเล่า!?’
‘ขอโทษทีอเล็น...ข้าเผลอพลั้งปากไปหน่อย...แต่ว่า!ตอนนี้รีบหาทางเปลี่ยนเื่เหอะ!’
อเล็นและอัลแตร์สื่อสารกันผ่านสายตาในเสี้ยววินาทีก่อนที่ทั้งคู่จะรีบหาทางรอดจากภรรยาสุดที่รักที่กำลังจะกลายร่างเป็พญามารเขมือบหัวของพวกเขาและแทบจะไม่ต้องเสียเวลาคิดให้มากความ อัลแตร์ก็เป็ฝ่ายเปิดประเด็นใหม่ก่อนทันที
“อะ-โอ้!อเล็กเซีย อเล็กซ่า เป็ยังไงบ้าง! ่หลังๆมานี้ไม่ได้เจอกันพอสมควรเลยนะเนี่ย!” อดีตแม่ทัพกล่าวด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก แถมท้ายด้วยการหัวเราะกลบเกลื่อน
“อะ-เอ้อ! หนูเซลิน่าเองก็ยังสง่างามเหมือนเดิมเลยนะ สมแล้วที่เป็ลูกของอัลแตร์น่ะ”ทางด้านของพ่อค้าวัยกลางคนเองก็รีบแถจนสีข้างจะถลอกอยู่รำไรเช่นเดียวกับเพื่อนสนิท
โดยที่ทั้งคู่นั้นเมินสายตาเวทนาจากบรรดาลูกๆของตนและสายตากินเืกินเนื้อของภรรยาไปอย่างสิ้นเชิงจนสุดท้าย ภรรยาของพวกเขาทั้งสองก็ถอนหายใจ หยุดจ้องกินเืกินเนื้อทั้งสองปล่อยผ่านเื่นี้ไป ท่ามกลางสีหน้าดีใจของสองชายฉกรรจ์ ที่หารู้ไม่ว่าภรรยาของพวกตนนั้นรอปิดบัญชีทีเดียวตอนกลับบ้าน
“เซลี่...ไหงชุดเธอมัน...”อเล็กซ่ากล่าวแล้วกระพริบตาปริบๆมองชุดของเพื่อนที่เป็ชุดราชการทหารสีดำที่บ่าทั้งสองข้างประดับด้วยอินทรธนูสีทองบนหน้าอกมีตราชั้นยศและเหรียญต่างๆประดับอยู่เต็มอก ผมสีแดงเพลิงถูกถักเป็เปียยาวลงไปถึงกลางหลัง
“ข้าไม่มีเวลาเปลี่ยนน่ะสิ...ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะท่านอเล็กเซีย”เซลิน่ากล่าว ก่อนจะหันไปทักทายชายหนุ่มที่ยืนอยู่หลังอเล็กซ่า เพราะดันไปวุ่นกับเื่ภายในห้องครัวเข้าทำให้หล่อนไม่อาจที่จะกลับไปยังคฤหาสน์ตระกูลวัลคอร์ตแล้วแต่งตัวมางานได้ทัน จึงทำให้ตัวเธอต้องเอาชุดเต็มยศที่อยู่ในที่พักส่วนตัวของเธอภายในพระราชวังมาใส่เพื่อร่วมงานแทน
“เช่นกันครับท่านเซลิน่า”อเล็กเซียโค้งให้อีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มสว่างไสวที่ประดับอยู่บนใบหน้า
“อย่างงั้นหรอ...ว่าแต่เซลี่ชั้นสงสัยมานานแล้วล่ะ...ทำไม่สี่ปีมานี้ เธอถักผมเปียบ่อยจัง?” อเล็กซ่าเอ่ยปากถามเพื่อนสนิทตรงหน้ที่วันนี้เปลี่ยนทรงผมและยังแต่งหน้าอ่อนๆเนื่องจากสี่ปีมานี้ั้แ่นาธานหายตัวไป เซลิน่าก็มักจะถักผมเปียอยู่บ่อยๆเวลามีงานเลี้ยงหรือไม่ได้อยู่ในเวลาราชการในบางครั้ง
แถมหลังๆมานี้ั้แ่ที่นาธานกลับมา เ้าหล่อนก็มักจะถักเปียบ่อยขึ้น ลามไปถึงชีวิตประจำวันที่ปกติเซลิน่ามักจะปล่อยยาวหรือไม่ก็มัดแบบโพนี่เทลแต่กลับถักเปียยาวอย่างสม่ำเสมอแทนซะอย่างงั้น ผิดกับนิสัยไม่ชอบแต่งตัวของอีกฝ่ายเป็อย่างมากแต่เนื่องจากอเล็กซ่านั้นลืมตลอด จึงพึ่งจะได้ถามก็ตอนนี้นี่ละ อย่าบอกนะว่าหล่อนรู้ว่าลิเบอต้าคือนาธานน่ะ...อเล็กซ่าคิดภายในใจอย่างหวาดเสียวพลางคิดหาวิธีตอแหลช่วยน้องชายของตนเอาไว้ก่อน
“ไม่มีอะไรหรอกอเล็กซ่าข้าก็แค่อยากจะถักเท่านั้นเอง...ไม่มีอะไรมากกว่านั้นหรอก...” สาวผมแดงตอบ พลางหลบตาของคู่สนทนา ั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ที่หล่อนตัดสินใจถักเปียเช่นนี้น่าจะหลังจากหมอนั่นจากไปละมั้ง...ทำให้เธอมักถักเปียเพื่อไม่ให้ลืมเขาคนนั้นไปจากความทรงจำของตนและั้แ่คนๆนั้นเข้ามาในชีวิตเธอ ในใจลึกๆของเธอก็มักจะบอกให้เธอถักเปียแบบนี้บ่อยขึ้นตัวเธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็เพราะอะไร...
ทั้งสามยืนพูดคุยกันอยู่ครู่ใหญ่ก่อนที่ร่างบางในชุดราตรีดูหรูหราและนำสมัยอย่างลงตัวก็เดินตรงเข้ามาในกลุ่มนั่นส่งผลให้อเล็กเซียเผยรอยยิ้มแห้งๆทันที เนื่องจากวงสนทนาที่ขยายตัวขึ้นจากการที่เลดี้กราเซียร์นั้นเข้ามาร่วมด้วยทำให้การสนทนาถูกเปลี่ยนหัวข้อไปเป็เื่ของผู้หญิงอย่างเต็มที่และนั่นก็ทำให้เขาตกตะลึงอีกด้วยเมื่อเห็นว่าแม่ทัพสาวที่เขารู้จักมาอย่างยาวนานจนรู้นิสัยของอีกฝ่าย บัดนี้กลับเริ่มให้ความสนใจเื่ความสวยความงามเสียแล้ว
สามสาวใช้เวลาขณะที่งานยังไม่เริ่มนั้นคุยกันอย่างออกรสโดยมีหนึ่งหนุ่มยืนเงียบๆเป็ที่คล้องแขนให้คู่หมั้นของตนอย่างไม่เต็มใจนักจนกระทั่งองค์จักรพรรดินีได้เสด็จเข้ามาภายในงาน แก้วทรงสูงที่บรรจุเอาไว้เพียง1ใน3ถูกเสิร์ฟให้กับแขกในงานโดยข้ารับใช้ภายในวังพร้อมๆกับที่หญิงสาวผู้อยู่จุดสูงสุดของอาณาจักรที่อยู่หลังม่านกั้นจะกล่าวเปิดงาน
ท่วงทำนองอันเนิบช้าถูกบรรเลงจากนักดนตรีของพระราชวังเสียงเพลงดังไปถั่วห้องโถงโดยไม่ระคายหูของผู้ฟังแต่ช่วยขับกล่อมให้บรรยากาศภายในงานดูมีสีสันมากกว่าเดิม ลานตรงกลางปรากฏคู่ชายหญิงจำนวนหนึ่งกำลังจับมือกันเต้นไปตามเสียงเพลงเหล่าชายโสดที่ยังไร้คู่เต้นต่างพยายามขอสาวที่ตนสนใจนั้นไปเป็คู่เต้นรำ ทำให้หญิงสาวภายในงานบางคนถูกหนุ่มๆรุมล้อมขอไปเป็คู่เต้นรำจนเลือกกันไม่ถูก
ไม่ใช่ว่าอเล็กซ่านั้นไม่มีใครอยากจะไปขอเป็คู่เต้นรำแต่เนื่องจากข้างตัวหล่อนนั้นมีแม่ทัพสาวผมแดงยืนคุมเชิงกันเหล่าชายหนุ่มหูดำทั้งหลายที่้าให้อเล็กซ่ามาเป็คู่เต้นรำของตนรวมถึงพี่ชายของสาวเ้าที่ตวัดสายตาอำมหิตคอยกันท่าให้อีกคน
รวมถึงหนุ่มๆบางคนเองก็อยากจะขอเซลิน่าไปเป็คู่เต้นรำเช่นเดียวกันเนื่องจากการเปลี่ยนลุคของหล่อนในวันนี้ทำให้หญิงสาวดูมีเสน่ห์มากกว่าปกติแต่ก็ไม่มีความกล้ามากพอ เนื่องจากทั้งตำแหน่งและท่าทางอันน่าเกรงขามของเ้าตัวทำไมบริเวณที่พวกหล่อนยืนอยู่นั้นไม่มีผู้ชายคนไหนยกเว้นอเล็กเซียเฉียดเข้ามาใกล้เลยแม้แต่น้อย
ก่อนที่ลูกชายคนโตของตะกูลเมลฟอร์ดจะถูกคู่หมั้นของตนลากไปเต้นรำยังลานตรงกลางห้องปล่อยให้สองสาวนั้นยืนหัวเราะเบาๆกับท่าทางไม่เต็มใจของเขา ที่นานๆทีจะปรากฏให้เห็น
“เซลี่!เห็นไอบ้าคลูก้าไหม!?” ร่างบางของหญิงสาวนางหนึ่งตรงเข้ามาถามเซลิน่าด้วยท่าทางร้อนรนจนทำให้สองสาวเลิกคิ้วกับท่าทีของอีกฝ่าย
“ลิซ่าใจเย็นๆก่อนนะเกิดอะไรขึ้นอย่างงั้นหรอ?” อเล็กซ่ากล่าวปลอบโยนเพื่อนสนิทอีกคนก่อนจะถามอย่างสงสัย
“ก็ไอบ้านั่นนะสิ!ป่านนี้แล้วยังไม่โผล่หัวมาเลย! ไม่รู้ว่าไม่ยอมมาด้วยหรือเปล่าเพราะบรรณารักษ์คนอื่นที่หอสมุดเองก็หาเขาไม่เจอเลยเนี่ย!” สาวเ้าว่าแล้วกัดฟันเอ่ยอย่างหงุดหงิด
“เอ๋? จะว่าไป...ลิเบอต้าเองก็ยังไม่มานี่นา?” อเล็กซ่าที่ได้ยินลิซ่าว่าเช่นนั้นก็เอ่ยเหมือนพึ่งจะนึกขึ้นมาได้
“เดี๋ยวก่อนนะ...ั้แ่เข้างานมาข้าก็ยังไม่เห็นท่านดยุคอันบราเลยเหมือนกัน” เซลิน่ากล่าวแล้วทำหน้าเครียดทั้งสามมองหน้ากัน แต่ก่อนที่จะได้ทำอะไร เสียงเพลงที่เคยบรรเลงอยู่เมื่อครู่ก็เงียบลงพร้อมกับที่เสียงปรบมือเรียกความสนใจจากองค์จักรพรรดินีก็ดึงความสนใจของทุกคนเสียก่อน
“ขอขอบคุณทุกท่านจริงๆที่มาร่วมงานภายในวันนี้เพื่อเป็การตอบแทนทุกๆท่าน เราได้เตรียมขนมหวานเอาไว้ให้แก่พวกท่านได้ลิ้มลองกันแล้วเชิญพวกท่านรับประทานมันได้เลย” น้ำเสียงเอื่อยๆของผู้สูงศักดิ์ดังขึ้นก่อนที่เหล่าข้ารับใช้ของพระราชวังจะทำการเสิร์ฟขนมหวานสีขาวและเหลืองอย่างละชิ้นภายในจานให้แก่เหล่าผู้ร่วมงานทุกคน
“นี่มันอะไรกันเนี่ย?”
“ว้าว!เป็ประกายสวยจัง!”
“สมกับเป็ช่างทำขนมของพระราชวัง!ดูสิ เหมือนเส้นไหมที่ส่องประกายได้เลยละ!”
เสียงพูดคุยแซ่ซ่องชื่นชมขนมที่อยู่ภายในจานใบเล็กดังไปทั่วห้องโถงสามสาวจึงจำใจวางเื่ของบุคคลทั้งสามที่หายหัวไปไหนไม่ทราบไปเสียก่อนแล้วจ้องขนมภายในจานอย่างตื่นตะลึงยกเว้นเซลิน่าที่เห็นมันั้แ่กระบวนการทำจึงไม่แสดงอาการอะไรนัก
“สวยจัง...”ลิซ่ามองขนมภายในจานด้วยความหลงใหลในประกายที่ส่องออกมาจากตัวขนมหวาน
“สมเป็ลิเบอต้าละนะ...”ทางด้านอเล็กซ่าที่รู้ว่าน้องชายของตนเป็คนทำขนมให้กับทางพระราชวังเพื่อใช้ในงานเลี้ยงนี้ก็แอบยิ้มอย่างภาคภูมิใจ แม้ว่าน้องชายของตนจะไม่ได้บอกว่าตนจะทำอะไรแต่พอมาเห็นขนมที่น้องของตนทำแบบนี้ เป็ใครจะไม่ภูมิใจบ้างละ
“อื้ม!อร่อยจัง!”
“อะไรกัน!ความกลมกล่อมนี้มันอะไรกัน!?”
“หวานพอดีสุดๆไปเลย...”
“อร่อย!สมแล้วที่เป็ช่างทำขนมของพระรางวังจริงๆ!”
“ข้าไม่เคยกินของหวานที่อร่อยขนาดนี้มาก่อน!ช่างสุดยอดจริงๆ!”
“ข้าชอบสีขาวนะ!”
“แต่ข้าว่าสีเหลืองอร่อยกว่านะ!”
“อา...มันช่างอร่อยจริงๆ!”
สุดท้าย เหล่าขุนนางและคหบดีทั้งหลายภายในห้องโถงก็เอาขนมดังกล่าวเข้าปากทันทีที่ขนมชิ้นนั้นัักับปลายลิ้นของพวกเขา เสียงชื่นชมก็ดังขึ้นมากกว่าเดิมจนทำให้องค์จักรพรรดินีที่อยู่หลังม่านกั้นฉีกยิ้มบางๆกับเสียงชื่นชมเ่าั้
“ดูท่าพวกท่านจะชอบมันมากสินะ...ดีแล้วเ้าขนมที่พวกท่านพึ่งทานไปมีชื่อว่าขนมฝอยเงิน ฝอยทอง...แต่ว่าคนที่ทำขนมชนิดนี้น่ะไม่ใช่ช่างของเราหรอกนะ” องค์จักรพรรดินีกล่าวสร้างความตื่นตะลึงและมึนงงให้แก่ทุกๆคนภายในงาน หากไม่ใช่ช่างของพระราชวังแล้วจะเป็ใครไปได้กัน? คนที่มีฝีมือขนาดนี้ ถ้าไม่ใช่ช่างทำขนมของพระราชวังละก็จะเป็ใครที่ไหนกันแน่?
“เฮ้! ถ้าพวกชั้นจะเข้างานตอนนี้จะมีปัญหาไหม?” ตัดมาที่นอกงานก่อนที่แขกทั้งหลายจะได้ลิ้มลองขนมหวาน ร่างสูงของชายหนุ่มสามคนในชุดแปลกตาเดินตรงเข้ามาจนถึงหน้าประตูห้องโถงที่มีทหารยืนเฝ้าอยู่ก่อนที่ชายคนที่อยู่หน้าสุดจะกล่าวกับทหารที่หน้าทางเข้า แล้วทั้งสามก็ยื่นซองจดหมายสีขาวไปให้
ทหารยามคนนั้นมองทั้งสามคนด้วยสายตาตำหนิขณะรับซองจดหมายมาแล้วเปิดอ่านบัตรเชิญที่อยู่ภายในด้วยสีหน้านิ่งๆ ฉบับที่หนึ่งผ่านไปฉบับที่สองผ่านไป ฉบับที่สามผ่านไป พร้อมๆกับที่สีหน้าของเขาจะซีดเผือดขึ้นเรื่อยๆและเสียงเซ็งแซ่ที่ชื่นชมขนมดังออกมาจากหลังประตู
“ไม่มีปัญหาขอรับ!”เ้าตัวว่าเช่นนั้นแล้วรีบยื่นจดหมายทั้งสามฉบับคืนแก่ทั้งสามแล้วถอยทางให้ทั้งสามคนเตรียมเปิดประตูทันทีด้วยความกลัวตาย
“ใช้อำนาจบังคับขู่เข็นผู้อื่นในทางมิชอบมันไม่ดีนะครับคลูส”
“เฮ้อ...เ้ามักจะชอบเป็แบบนี้ตลอดจริงๆนั่นละคลูส...”
“เงียบไปเลยน่านาธาน!เฟอร์! มีให้ใช้มันก็ต้องใช้สิฟ่ะ!” ทั้งสามคุยกันด้วยภาษาที่ทหารหนุ่มไม่มีวันเข้าใจก่อนจะหันกลับไปที่หน้าประตูที่กำลังถูกเปิดออก
ภายในงาน เหล่าขุนนางและคหบดีที่ยังคงงุนงงกับคำพูดขององค์จักรพรรดินีของตนประตูงานที่เคยปิดสนิทมาตลอดั้แ่งานเริ่มก็ถูกเปิดออกพร้อมกับร่างของชายหนุ่มทั้งสามคนที่เดินเข้ามาภายในงานด้วยรอยยิ้มอันเป็เอกลักษณ์ของแต่ละคนดึงสายตาของบรรดาแขกและองค์จักรพรรดินีให้หันไปมองผู้มาสายทั้งสามด้วยความสงสัย
ชายหนุ่มที่อยู่ตรงกลางในชุดสูทสีดำสนิทยกมือขึ้นจัดเน็กไทสีขาวของตนให้เข้าที่แว่นตากรอบสี่เหลี่ยมของเขากระทบเข้ากับแสงไฟภายในงานจนไม่อาจมองเห็นดวงตาอีกข้างของเขาได้เขาแสยะยิ้มกว้างขณะมองไปรอบๆงานเลี้ยงที่เริ่มไปก่อนนานแล้ว
“ผู้ดูแลหอสมุดลิเทียร์!ท่านคลูก้า ลิเทียร์!”
ทางด้านของชายหนุ่มที่อยู่ฝั่งขวาใบหน้าครึ่งซีกที่ถูกหน้ากากสีเงินปิดเอาไว้ส่องประกายขณะกระทบเข้ากับแสงไฟภายในงานชุดสูทสีน้ำตาลตัดกลับเน็กไทสีน้ำเงินเข้มและไม้เท้าสีเดียวกับชุดบวกกับรอยยิ้มบางเบาที่ประดับอยู่บนใบหน้าอีกครึ่งที่มีแผลไหม้ ส่งให้ตัวเขาดูลึกลับและสูงศักดิ์ขึ้นอย่างประหลาด
“ผู้มีสิทธิชิงตำแหน่งจักรพรรดิลำดับที่6!ดยุคเฟอร์นิคัส อันบรา!”
ผิดกับชายทางฝั่งซ้ายที่กำลังติดกระดุมสูทมี่แขนขวาชุดสูทที่เขาแต่งมาเป็โทนสีขาว ตัดด้วยเสื้อเชิ้ตสีดำสนิทและเน็กไทสีแดงเข้ม บนใบหน้าของเขามีหน้ากากแบบคาดตาสีดำสนิทประดับอยู่รอยยิ้มที่เขาส่งออกมาทำให้เหล่าคนที่มองอยู่รู้สึกสบายใจและน่าเข้าหามากกว่าอีกสองคน
“และช่างทำขนม!มาสเตอร์ลิเบอต้า พราเนตติเอ้! เข้าสู่งานเลี้ยงแล้วขอรับ!”
สิ้นเสียงประกาศของทหารคนดังกล่าวจากความสงสัยก็กลายเป็ตื่นตะลึงจนขุนนางและคหบดีบางคนถึงกับอ้าปากค้างองค์จักรพรรดินีที่นั่งอยู่หลังม่านก็ฉีกยิ้มบางๆก่อนะจะเอ่ยกับตัวเองเบาๆด้วยความอ่อนใจ
“กว่าจะโผล่กันมาได้นะ...”
แต่อุตส่าห์ตัดชุดใหม่มาทั้งที...จะแค่แต่งหล่อมาร่วมงานเฉยๆไม่ได้ล่ะนะครับ...การเปิดตัวเองก็สำคัญนะเอ้อ...คลูสเขาว่ามาอย่างนี้น่ะ...