หลังจากเลือกผ้าฝ้ายสามสีและผ้าป่านสีฟ้าหนึ่งสี พร้อมแจ้งจำนวนชุดและขนาดเสื้อผ้าที่้าแก่เถ้าแก่เนี้ยเรียบร้อยแล้ว นางก็แจ้งขนาดผ้าและสั่งให้เด็กรับใช้ตัดผ้าห่อให้อย่างรวดเร็ว รวมเป็เงินทั้งหมดสองร้อยยี่สิบห้าอีแปะ เถ้าแก่เนี้ยใจดีช่วยปัดเศษห้าอีแปะออกให้
อวิ๋นเฉิงหลิ่งปวดใจยิ่งนักยามต้องควักเงินสองร้อยยี่สิบอีแปะออกมา เงินจากการขายยาสมุนไพรยังไม่พอจ่าย จึงต้องนำเงินจากการขายกระต่ายป่า และนำเงินจากการขายโสมคนมาใช้จ่ายด้วย
อวิ๋นเฉิงหลิ่งถอนหายใจออกมาแ่เบา ยามจ่ายเงินค่าผ้าเรียบร้อยแล้วจึงเอ่ยถามเถ้าแก่เนี้ยว่า "ที่ร้านของท่านมีเชือกผูกผมหรือดอกไม้ติดผมสำหรับเด็กหญิงหรือไม่ขอรับ?"
"มีเ้าค่ะ" เถ้าแก่เนี้ยเป็คนทำงานคล่องแคล่ว นางนำกล่องใบใหญ่หลายใบที่บรรจุเชือกผูกผมและดอกไม้ติดผมออกมาวางบนโต๊ะคิดเงินให้ทั้งสามคนเลือกชม
"ราคาชิ้นละเท่าไรหรือขอรับ?" อวิ๋นเฉิงเฟิงเอ่ยถาม
"เชือกผูกผมถูกที่สุด สองเส้นหนึ่งอีแปะ ส่วนดอกไม้ติดผมชิ้นละสองอีแปะ" เถ้าแก่เนี้ยเอ่ย
อวิ๋นเฉิงซิ่วเห็นว่าดอกไม้ติดผมที่วางขายในร้านก็ทำมาจากเศษผ้าปานกลางเช่นกัน จึงรั้งตัวอวิ๋นเฉิงหลิ่งไว้พลางเอ่ยว่า "พี่ใหญ่ ดอกไม้ติดผมพวกนี้ใช้เศษผ้าที่เหลือจากการตัดชุดกระโปรงมาทำเองก็ได้เ้าค่ะ อย่าได้เสียเงินซื้อเลย"
"เช่นนั้นก็ซื้อเชือกผูกผมเถิด นำมาผูกเปียก็น่าดูยิ่งนัก" อวิ๋นเฉิงหลิ่งลูบศีรษะของอวิ๋นเฉิงซิ่วพลางเอ่ย
"ตกลงเ้าค่ะ" อวิ๋นเฉิงซิ่วตอบพลางคิดในใจ 'เชือกผูกผมเส้นนั้นถักทอด้วยเส้นไหมห้าสี หลากสีสันสดใสน่าดูยิ่งนัก'
เมื่อครู่เถ้าแก่เนี้ยเพิ่งลดเศษเงินค่าผ้าให้ อวิ๋นเฉิงหลิ่งจึงละอายใจที่จะขอให้เถ้าแก่เนี้ยลดราคาสินค้าอีก เขาควักเงินหนึ่งอีแปะออกมา ให้อวิ๋นเฉิงซิ่วเลือกเชือกผูกผมสีเหมือนกันมาสองเส้น
"เรียบร้อยแล้ว พวกเราไปกันเถิดเ้าค่ะ" อวิ๋นเฉิงซิ่วเก็บเชือกผูกผมที่เลือกไว้เป็อย่างดี แล้วเอ่ยบอกพี่ชายทั้งสอง
เมื่อออกจากร้านขายผ้า เห็นฝั่งเดียวกันและฝั่งตรงข้ามเยื้อง ๆ กันมีร้านขายข้าวตั้งอยู่ ร้านฝั่งนี้โอ่อ่ากว้างขวาง เด็กรับใช้คอยร้องเรียกแขกหน้าประตูท่าทางบึกบึนเปี่ยมไปด้วยสง่าราศี ส่วนร้านฝั่งตรงข้ามประตูร้านเล็กกว่า มองเข้าไปทางประตูร้านที่เปิดกว้างเห็นสองสามีภรรยาวัยกลางคนกำลังเฝ้าร้านอยู่ ทั้งสามคนสบตากันแล้วตัดสินใจเดินไปดูที่ร้านขายข้าวฝั่งตรงข้าม
เพิ่งเดินมาถึงหน้าประตูร้าน ทันใดนั้นก็มีคนวิ่งพรวดออกมาจากร้านอาหารข้าง ๆ เขาพุ่งออกมาอย่างเร่งรีบจนชนอวิ๋นเฉิงซิ่วล้มลงกับพื้น จากนั้นมีคนไล่ตามหลังมาอีกหลายคน วิ่งพลางร้องะโพลางว่า "หวังอู่ เ้าอย่าหนีนะ!"
"น้องเล็ก!" ยามที่อวิ๋นเฉิงหลิ่งและอวิ๋นเฉิงเฟิงได้สติกลับมา อวิ๋นเฉิงซิ่วก็ล้มลงไปกองกับพื้นเสียแล้ว อวิ๋นเฉิงหลิ่งรีบก้าวเข้าไปประคองอวิ๋นเฉิงซิ่วลุกขึ้น พลางปัดฝุ่นดินที่เปรอะเปื้อนตามร่างกาย และสอบถามว่าาเ็ตรงไหนหรือไม่
ส่วนอวิ๋นเฉิงเฟิงก้าวเข้าไปคว้าคอเสื้อเด็กหนุ่มผู้นั้นไว้ เอ่ยด้วยความโมโหว่า "ชนคนแล้วคิดจะหนีหรือ?"
เด็กหนุ่มเห็นว่าตนชนเด็กหญิงตัวน้อยล้มลง จึงรีบแย้มยิ้มประจบเอ่ยว่า "ขออภัยจริง ๆ ขอรับ ขอโทษด้วย ไม่ได้ชนเ้าจนาเ็ใช่หรือไม่?"
อวิ๋นเฉิงซิ่วมองดูชายผู้นั้น เห็นเขาอายุราวสิบห้าสิบหกปี สวมชุดยาวผ้าต่วนสีขาวราวมุก ปักปิ่นหยกบนมวยผม และแขวนหยกงดงามไว้ที่เอว รู้ได้ทันทีว่าเป็บุตรหลานตระกูลขุนนางมั่งคั่ง ตนเองไม่อาจล่วงเกินได้ จึงรีบเบี่ยงกายหลบ ห้ามทัพพี่รองที่กำลังโกรธเกรี้ยวว่า "ไม่เป็ไรเ้าค่ะ ไม่ได้าเ็อันใด แค่ล้มลงไปเท่านั้น ไม่เป็ไรหรอกเ้าค่ะ"
พูดจบก็รีบฉุดพี่ชายเดินเข้าไปในร้านขายข้าว
เด็กหนุ่มตั้งใจจะเอ่ยถามอีกสองสามคำ แต่เห็นนางเดินจากไปแล้วจึงละความพยายาม สหายที่ไล่ตามมาจากข้างหลังคว้าชายเสื้อของเขาไว้ พลางหัวเราะหยอกเย้ากันเสียงดัง
"เอาล่ะ ๆ เหตุใดพวกเ้าไม่มีตาหลบเลี่ยงกันบ้าง ชนคนล้มลงไปแล้ว ยังไม่รีบมาช่วยฉุดอีก!"
"ข้าเห็นว่าเป็แม่หนูน้อยหน้าตาน่ารักงดงามเชียวนะ!" เด็กหนุ่มสวมชุดแดงเอ่ยหยอกเย้าขึ้น
"ไป ๆ ๆ นางเพิ่งจะอายุเท่าไรกัน อย่ามาพูดจาไร้สาระแถวนี้" เด็กหนุ่มสวมชุดขาวเอ่ยด้วยความรังเกียจ
คนหลายคนหัวเราะหยอกล้อแล้วเดินไกลออกไป
อวิ๋นเฉิงซิ่วฟังเสียงความเคลื่อนไหวบนถนนถอนห่างออกไป จึงถอนหายใจยาวออกมา บุตรหลานตระกูลร่ำรวยลุ่มหลงในอำนาจไม่อาจล่วงเกินได้จริง ๆ ในนิยายจีนโบราณบอกไว้หมดแล้ว พวกที่วิ่งชนคนเปะปะบนถนนใหญ่ส่วนมากไม่ร่ำรวยก็มีอิทธิพล คอยรังแกผู้คน แม้ยามนี้นางจะเป็เพียงเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ไม่ใช่โฉมงามสะดุดตา แต่พี่ชายทั้งสองคนกำลังเืร้อน เกรงว่าหากมีเื่ทะเลาะวิวาทบนถนนจะนำภัยมาสู่ตน
คราวนี้ทั้งสามคนไม่ชักช้าเสียเวลา ซื้อข้าวสารหนึ่งถุง แป้งสาลีขาวถุงเล็กหนึ่งถุง แป้งข้าวโพดครึ่งถุง และธัญพืชถั่วต่าง ๆ อีกนิดหน่อย ยามเห็นว่าที่นี่มียาสมุนไพรและเครื่องปรุงรสขายด้วย จึงถือโอกาสซื้อติดมือไปด้วยกัน
"ที่บ้านมีเนื้อสัตว์แล้ว พวกเราไม่ต้องซื้อเพิ่มหรอก ไปร้านขายเครื่องเขียนซื้อกระดาษและพู่กันให้พี่ใหญ่กันเถิด" อวิ๋นเฉิงเฟิงเสนอขึ้น
"จริงด้วยเ้าค่ะ"
เมื่ออวิ๋นเฉิงซิ่วคิดถึงตั๋วเงินตรงเอว ก็โบกมืออย่างใจใหญ่ร่ำรวย แล่วเอ่ยขึ้นว่า "ซื้อตำราอ่านเพิ่มอีกสักสองสามเล่มด้วยเ้าค่ะ"
ยุคสมัยนี้ตำรากระดาษมีราคาแพงยิ่ง ดังนั้น ตำราที่อวิ๋นเฉิงหลิ่งใช้เรียนส่วนมาก จึงคัดลอกจากตำราที่ยืมมาจากผู้อื่นทีละตัวอักษร คราวนี้มีเงินแล้ว จำเป็ต้องไปเลือกซื้อตำราอ้างอิงสำหรับการสอบถงเซิงสักสองสามเล่ม เพราะฤดูใบไม้ผลิปีหน้าจะต้องไปเข้าร่วมการสอบในระดับอำเภอแล้ว ค่าใช้จ่ายส่วนนี้จึงไม่อาจประหยัดได้เลย