บทที่21 : วันอับโชค
"เออ ก็เห็นเป็ศพน่ะสิ จะวี้ดว้ายทำไม"
ไตรวิชญ์ตอบอย่างเบื่อหน่ายทำเป็สะดีดสะดิ้งใเมื่อเห็นศพไปได้ทั้งที่ตัวเองก็เคยเชือดคนไปตั้งเท่าไหร่แล้ว
"แต่นี่... ตายยังไงล่ะเนี่ย?"
ลีเวลมองศพที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์นอนคว่ำหน้า ไม่มีเืไหลรอยช้ำที่เห็นชัดเจนไม่มีมีเศษขนมอยู่รายล้อมพร้อมกับใบเสร็จร้านขนมที่เขาเพิ่งออกมา เมื่อนั่งลงใกล้ๆแล้วมองหน้าศพชัดๆเขาก็ต้องเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มผู้น่ารักที่ถลึงตาใส่เขาแล้วก้มลงไปมองหน้าศพใหม่
อ้าว? เอ๊ะ? หน้าเหมือนกันเลย!?
"นี่แฝดนายเหรอ"
ลีเวลถาม คนที่ถูกถามยิ่งถลึงตาใส่อย่างดุดัน
"ผมไม่มีแฝด!"
"งั้นแล้ว..."
"นั่นศพผมเอง แค่นี่ดูไม่ออกหรือไง เ้าหัวสีแดง!"
ชายหนุ่มน่ารักถึงกับขึ้นเสียงใส่อย่างอารมณ์เสียเมื่อถูกลีเวลก่อกวนแถมยังยืนกอดอกหน้าบอกบอกบุญไม่รับใส่อีกต่างหาก ลีเวลครางในลำคออย่างตื่นใที่พี่หมอมองว่าตอแหลสิ้นดีเสียงนุ่มเอ่ยพร้อมท่าทางอ่อนแออย่างเสแสร้งแกล้งทำ
"ง่า ทำไมต้องขึ้นเสียงใส่ด้วย ใน้า"
"ฮึ!"
"ว่าแต่นายตายยังไงน่ะ"
"หึๆ ฮ่าๆ"
เสียงหัวเราะนี้เป็ของพี่หมอที่ยืนกอดอกเต๊ะท่าอยู่มันฟังเต็มไปด้วยความขบขันและอาดูร แถมดวงตายังเป็ประกายวิบวับหยอกล้อจนทำให้ลีเวลสงสัยหนักกว่าเดิม
มีอะไรน่าขำกัน?
"สรุปว่าตายยังไงเนี่ย หัวใจวาย?"
"เปล่า" พี่หมอส่ายหน้าไปมา"อยากรู้ถามกับเ้าตัวเอาสิ"
"ผมไม่รู้"
คนถูกถามสาเหตุการตายตอบกลับหน้าตายเบือนหน้าหนีไปอีกทางไม่คิดจะอธิบายอะไรเพิ่ม ไตรวิชญ์ยังคงหัวเราะในลำคออย่างขบขันไม่เลิกเอ่ยแซะอย่างนึกสนุก
"ไม่รู้หรือไม่อยากบอกกันแน่เ้าหนู"
"ผมไม่ใช่เ้าหนูสักหน่อยแล้วผมก็ไม่รู้ด้วยว่าตายเพราะอะไร"
"จริงเหรอ?ถ้าไม่รู้แล้วทำไมยังทำตัวเหมือนผีมีห่วงไม่ยอมไปผุดไปเกิดล่ะฟะ"
"กะ... ก็..." คนถูกบีบคั้นเม้มริมฝีปาก เขาถลึงตาใส่ไตรวิชญ์ที่ทำท่าเหมือนรู้ดีเหลือเกินว่าเขาตายเพราะอะไรจากนั้นก็เปลี่ยนเื่เสียเฉยๆ"แล้วพวกนายเป็ใครทำไมถึงมองผมที่กลายเป็ิญญาได้กัน"
"พวก?" พี่หมอกะพริบตาปริบๆ "เฮ้ยพวกที่ไหน ไอ้หัวแดงตรงนั้นก็ผีเหมือนนายนั่นแหละ ส่วนฉันก็เป็หมอผีไง จะมองเห็นผีมันแปลกตรงไหน"
"..."
แล้วใครมันจะรู้ว่านายเป็หมอผีกัน! แล้วผีหัวแดงนี่ก็เหมือนคนจนเขาแยกไม่ออกด้วยปกติผีในหนังมันจะน่ากลัวไม่ใช่หรือไง หรือนี่กำลังล้อเขาเล่นอยู่!?
"ไม่ได้ล้อเล่นหรอกนะไม่เชื่อถามไอ้ผีติดขนมนั่นสิ"
"เอ๋ นี่ฉันเหมือนคนเป็ขนาดนั้นเชียว?"
ลีเวลเลิกคิ้วสูงเขาตอนนี้ไม่ได้พยายามคงสภาพกายหยาบเลยนะ ไม่น่าจะดูเหมือนมนุษย์ขนาดนั้นสิ
หรือเขาจะทำตัวเป็มนุษย์ในบ้านพี่หมอจนชินแล้วนะ
"เื่ฉันน่ะช่างเถอะ อยากรู้สาเหตุการตายมากกว่าตายเพราะยาพิษเหรอ หรือเสพยาเกินขนาด หรือถูกทำร้าย หรือหัวใจวายตายหรือว่าจะ..."
"เลิกเดาซะทีเถอะ!เดาให้ตายก็ไม่ถูกหรอก!"
ชายหนุ่มน่ารักพูดอย่างหัวเสียทางเ้าผีหัวแดงนี่ก็ตามเซ้าซี้เื่สาเหตุการตายของเขาเหลือเกินไม่รู้ติดใจสงสัยอะไรนักหนาพอหันไปมองชายหนุ่มผู้มีใบหน้าหล่อแต่ชั่วร้ายกำลังยิ้มขบขันอยู่ก็รู้สึกคันยิบๆที่ฝ่าเท้า อยากยกขึ้นไปลูบหน้าเขาเหลือเกิน
ถ้าจะทำท่าทางขนาดนั้นพูดออกมาตรงๆ เลยก็ได้นะ
"ไม่อยากให้เดาก็พูดออกมาสิครับ"
ลีเวลยิ้มซื่อๆไตรวิชญ์ที่ไม่ชอบพูดอะไรตรงไปตรงมาก็หันหน้าหนีไม่ยอมเสนอหน้าเล่าสาเหตุการตายของอีกฝ่าย ในเวลานี้เขาเล่ามันก็ไม่บันเทิงเท่าผู้ตายเล่าเองหรอก
"หึ!"ชายหนุ่มเบ้ปากอย่างน่ารักน่าชังก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงไม่เต็มใจนัก"ถ้าผมพูดแล้วต้องไม่หัวเราะนะ!"
"แน่นอนสาบานด้วยเกียรติของลูกเสือสำรองเลยจ้า"
"ผมตายเพราะขนมติดคอครับ..."
"ฮะ!? ฮ่าๆๆๆๆๆ"
"ไหนว่าจะไม่หัวเราะยังไงล่ะ!"
ชายหนุ่มน่ารักโกรธขึ้นมาจริงๆ แล้ว ปากเริ่มเบ้ลงดวงตากลมโตนั่นเริ่มมีน้ำตาคลอลีเวลรีบกลั้นหัวเราะปรับสีหน้าท่าทางให้อยู่ในรูปลักษณ์ของความสงสารและเห็นใจในทันที
"โอ๋ๆ แค่เผลอไปหน่อย จากนี้จะไม่หัวเราะอีกแล้วครับสัญญาเลย"
"ไม่ต้องมาสัญญาหรือสาบานอะไรทั้งนั้นแหละเ้าคนกลับกลอก!"
"โหดร้าย ไม่ได้กลับกลอกนะเมื่อกี้แค่เผลอไปหน่อย"
"อย่าไปเชื่อมันเ้าหนูดูจากหนังหน้ามันก็รู้ว่าตอแหลชัดๆ"
พี่หมอเอ่ยแทรกขึ้นมาลีเวลหันขวับไปแล้วทำหน้าเหมือนคนถูกใส่ร้ายเสียงพูดตอบกลับอย่างแง่งอน
"พี่หมออ่ะ!"
แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าตอแหล
“แล้วยังไงปกติิญญาระดับนายไม่น่าจะยังอยู่บนโลกหลักตายนี่หว่า”ไตรวิชญ์มองชายหนุ่มแล้วลูบคางเบาๆ “มันต้องมีคนมารับแล้วสิถึงจะเป็ิญญามีห่วงก็ไม่น่าจะปล่อยเอาไว้แท้ๆ น้า”
“เอ๋?”
ทั้งลีเวลและชายหนุ่มผู้น่ารักหันมาเอียงคอใส่พี่หมอในทันทีพูดอะไรไม่เห็นเข้าใจเลยสักนิด พี่อหมอก็พูดอะไรให้ฟังอย่างง่ายๆ ว่า
“ก็ิญญาหมอนี่ไง ระดับเดียวกับแกเลยเวลแต่เป็ขั้วตรงข้าม”
“ขั้วตรงข้าม?”
ลีเวลยิ่งงงหนัก เป็ผีนี่มันมีขั้วด้วยเหรอ
“ก็ขั้วพลังด้านบวกกับด้านลบ เรียกแบบโง่ๆว่าด้านดีกับด้านชั่วไง”
“ฉันเป็ด้านดี?”
“แกมันด้านโคตรชั่ว หน้าก็ด้านด้วย”
“แอร๊ย! ชมกันแบบนี้เขินแย่เลย”
“...”ไตรวิชญ์เบ้ปากหันไปมองทางชายหนุ่มน่ารักที่ทั้งเหวอทั้งหมั่นไส้ลีเวลอย่างออกหน้าออกตา“ก็อย่างที่ว่านั่นแหละ แล้วมีใครมารับนายหรือยัง”
ผู้มีรับของขั้วพลังทั้งสองด้านจะแตกต่างกัน ถึงจะเรียกว่ายมทูตเหมือนกันแต่ภาพลักษณ์ของพวกเขานั้นแตกต่าง
ผู้มีขั้วพลังด้านลบจะเป็ยมทูตในชุดคลุมสีดำภาพลักษณ์มืดมนและเต็มไปด้วยไอความตายที่น่าพรั่นพรึงเหมือนอย่างพวกที่มาหาพี่หมอเ่าั้ในขณะที่ผู้มีพลังด้านบวกจะเป็ยมทูตในชุดสีขาวดำ มีบรรยากาศลึกลับแต่ก็เป็มิตรมากกว่า
ทั้งสองมารับิญญาแต่ไปสถานที่เดียวกัน แต่คนละส่วนงานยมทูตชุดดำนำพาิญญาสู่เบื้องล่างปรโลก ยมทูตชุดขาวดำนำิญญาสู่เบื้องบนปรโลกเพื่อตัดสินโทษของิญญาและสรุปผลว่าควรได้รับโทษอย่างไรและควรไปเกิดในภพภูมิไหน
ิญญาของชายหนุ่มน่ารักคนนี้ไตรวิชญ์มองแวบเดียวก็รู้แล้วว่าเป็ด้านบวกให้ความรู้สึกเหมือนกับเ้าที่หรือไอยรินทร์ที่เป็ิญญากึ่งเทวะถึงจะไม่ได้ให้ความรู้สึกศักดิ์สิทธิ์เหมือนกันแต่คลื่นิญญาก็ใสสะอาดมากทีเดียวเป็ประเภทที่หาได้ยากยิ่งเลยนะ
แถมยังตายเร็วด้วย น่าแปลกจริงๆ ทั้งที่ควรมีอายุยืนยาวแท้ๆ
“ก็มีคนมาหรอก แต่ไม่เห็นพูดอะไรว่ามารับเลยนะ”
ชายหนุ่มพูดพลางทำท่าครุ่นคิด
“มาแค่ผ่านไปเฉยๆ รึ?”
“ก็มาด่อมๆ มองๆ แถวๆ นี้แล้วก็ผ่าน อ้อแต่ก็ใส่ชุดสีขาวดำเหมือนที่นายบอกเลย เป็ผู้หญิงด้วย”
“แล้วเธอคนนั้นไม่ติดใจสงสัยอะไรเลยเรอะ”
“ก็ไม่นี่ครับ แค่มองหน้าผมแล้วก็จากไป”
เขายังจำได้ว่าเธอคนนั้นมีใหน้าที่หวานน่ารักเธอในชุดโลลิต้าสีขาวดำมายืนสอดส่องอยู่รอบๆ นี้ราวกับกำลังหาอะไรบางอย่างแต่พอไม่เจอก็ทอดถอนใจ มองหน้าเขาแวบหนึ่งแล้วก็จากไปเลยตอนแรกเขาคิดว่าเธอมองไม่เห็นเขา แต่จากคำบอกเล่าของไตรวิชญ์ก็ทำให้เขาพอเดาได้แล้วว่าเธอน่าจะเป็ยมทูตที่มารับเขาไป
แต่ทำไมถึงไม่ได้มารับกันล่ะ?
“มองหน้าเหรอ...”
พี่หมอมองหน้าอีกฝ่ายอย่างจริงจังไม่น่าก็หัวเราะออกมาเสียงดังลั่นอีกครั้งจากนั้นก็หันไปมองทางอื่นเหมือนกับว่าถ้ามองหน้าชายหนุ่มผู้น่ารักคนนี้ต่ออีกสักวินาทีเดียวเขาต้องหัวเราะจนขาดใจตาย!
“พี่หมอวันนี้ดูเส้นตื้นจังนะ”
“ไม่ได้เส้นตื้น... แต่หมอนี่... ตลกเกินไปแล้ว ฮ่าๆ”
“ตลกยังไง”
ลีเวลอย่างคอมองอย่างฉงน แค่มองหน้าก็ตลกแล้วเหรอเขาหันไปมองหน้าชายหนุ่มผู้น่ารักดูบ้าง ก็เป็ใบหน้าที่น่ารักเหมือนเดิมไม่มีอะไรแปลกๆปรากฏขึ้นมา ซ้ำยังดูขวาซีดสมเป็ผีอีกต่างหาก ก็ไม่เห็นจะแปลกหรือตลกตรงไหน
“ก็หน้าหมอนี่เหมือนิญญาร้ายมากกว่าจะเป็ิญญาที่มีพลังด้านบวกน่ะสิดูทำหน้าเข้า ฮ่าๆห่วงที่ไม่ยอมทำให้สีหน้าเปลี่ยนไปจนยมทูตแยกไม่ออกนี่ก็ตลกอยู่นะ”
ปกติยมทูตจะไม่แยกิญญาจากสีหน้าหรอกแต่เหมือนยมทูตที่มาจะเป็ยมทูตหน้าใหม่ถึงได้แยกคลื่นิญญาได้ไม่ชัดเจนเลยพยายามดูจากสีหน้าเอายังไงิญญาที่มีพลังด้านบวกก็จะมีสภาพที่สวยหรูกว่าพวกพลังด้านลบอยู่แล้วแต่เ้าหนูคนนี้ดันทำหน้าบึ้งตึง ตาคล้ำเหมือนคนอดนอน ดูยังไงก็เหมือนเด็กติดยาชัดๆสมควรที่จะแยกไม่ออก
แต่ก็ซวยจริงๆ นั่นแหละ ตายเพราะขนมติดคอยมทูตมาก็หาไม่เจอ... นี่เป็วันอัพโชคของเ้าหนูที่น่ารักนี่สินะ?
ลีเวลที่ได้ฟังแล้วประมวลผลตามหลุดหัวเราะพรืดออกมาอย่างอดไม่ได้จากนั้นก็พยายามกลั้นหัวเราะแล้วไปโอ๋เด็กที่กำลังจะโวยวายอีกรอบต่อเ้าพวกใจมารที่นอกจากจะไม่ช่วยอะไรแล้วยังจะมาหัวเราะซ้ำเติมอีก
“โอ๋ๆ ไม่ต้องห่วงนะ พี่หมอน่าจะมีหนทางช่วย... ใช่มะ?”
ลีเวลหันไปมองไตรวิชญ์ที่ยังยิ้มขำขันอยู่
“เออสิ ฉันช่วยได้อยู่แล้วแต่ิญญานี้ปล่อยไปก็น่าเสียดายนะว่าไหม”
“พี่หมอจะเก็บผีเข้าฮาเร็มอีกแล้วเหรอ”
“มะเหงกสิ ฉันไม่เคยเก็บผีมาสร้างฮาเร็มเว้ยมีแต่เป็ขี้ข้า!”
“แม้แต่กับคนน่ารักก็จับเป็ขี้ข้าได้ลงคอเชียวเหรอโหดร้าย”
“แม้แต่แวมไพร์คนสวยฉันยังจับมาเป็ผีบ้านผีเรือนได้เลยนับประสาอะไรกับเด็กน่ารักฟะ”
“ผมไม่เด็กนะ!” ชายหนุ่มน่ารักเอ่ยประท้วงถึงเขาจะตัวเตี้ยแต่ก็ไม่ได้ดูเป็เด็กเลยนะจะบอกให้ “แล้วผมก็กำลังจะจบมหาวิทยาลัยแล้วด้วยไม่เด็กซะหน่อย”
“...หน้าตาเหมือนเด็กมัธยมปลายเลยว่ะ”
“อือ... เห็นด้วยเลยพี่หมอ”
หน้าของชายหนุ่มนี้เหมือนเด็กเพิ่งจบมัธยมปลายมาหมาดๆมาบอกว่าเกือบจบมหาวิทยาลัยอย่างนี้แล้วเชื่อลำบากจริงๆ
แต่เ้าตัวว่างั้นก็คงตามนั้นแหละ
“แล้วพวกนายจะช่วยผมยังไงล่ะ จะคืนชีพงั้นเรอะ?”
“ตื่นๆถึงโลกนี้จะแฟนตาซีแต่การคืนชีพชุบชีวิตนี่ไม่มีในโลกเว้ย”พี่หมอพ่นลมหายใจแล้วเดินมายืนอยู่ตรงหน้าของชายหนุ่มน่ารัก“มีทางเลือกให้นายสองทาง จะไปอยู่บ้านฉันหรือจะลงนรก?”
“หา?”
ชายหนุ่มมองหน้าเขาอย่างฉงน
“ก็ตามที่พี่หมอพูดแหละ ทางเลือกก็มีแค่นั้นจริงๆถ้าไปอยู่บ้านพี่หมอก็ยังอยู่บนโลกได้พร้อมสวัสดิการโคตรวีไอพีแต่ถ้าไม่ไปก็ต้องลงสู่ปรโลก หรือที่เขาใจกันมั่วๆ ว่านรกนั่นแหละยังไงซะิญญาทุกดวงก็ต้องไปกันที่ปรโลกอยู่แล้วนี่นา”
ลีเวลพูดขยายความให้ฟังเพื่อช่วยในการตัดสินใจถ้าหวังให้พี่หมออธิบายเดี๋ยวจะจบลงเหมือนเขาที่ถูกอัดแล้วลากกลับบ้านไปฟังคนที่บ้านอธิบายแทน
นี่พูดในฐานะผู้มีประสบการณ์ตรงเลยนะ
“ถ้าไปอยู่บ้านนายผมก็ยังอยู่บนโลกได้? ในฐานะผีนี่น่ะเหรอ?”
“ใช่ ก็แค่ใน่เวลาหนึ่ง”
“แล้วมีข้อตกลงอะไรบ้างล่ะ”
ชายหนุ่มน่ารักพูดอย่างเป็การเป็งานพี่หมอก็ตอบกลับอย่างจริงจังเช่นกัน
“...แค่มาอยู่เฉยๆ รายละเอียดรอถามเมื่อไปถึง”
“บอกเลยไม่ได้เหรอ?”
“โอ้ย อย่าไปคาดหวังให้พี่หมออธิบายอะไรมีสาระเลย นี่ไม่ได้ปากหนักนะแค่กวนทีน”
“ไอ้เวล อยากโดนต่อยเหรอวะ”
ไตรวิชญ์ถลึงตาใส่เ้าผีติดขนมที่ลอยหน้าลอยตาทำไม่รู้ไม่ชี้ทั้งที่เพิ่งว่ากันไปหยกๆถ้าให้เหรียญรางวัลความมึนและหน้าด้าน นอกจากเขาแล้วก็มีไอ้หมอนี่แหละที่มึนสุด
“ก็อย่างว่าแหละ จะเลือกอะไรเหรอ?”
ลีเวลมองชายหนุ่มน่ารักตาแป๋ว เขาชอบอะไรน่ารักๆ แถมนิสัยขี้โวยวายหน่อยๆอย่างนี้แหละ เห็นแล้วอยากแกล้ง แต่ต้องฮึบไว้...
รอตกลงเมื่อไหร่ค่อยตะครุบ---
“ก็... ถ้ายอมช่วยผมเื่หนึ่งแล้วจะไปอยู่ด้วยก็ได้”
“จริงเหรอ!”
“ดีใจออกนอกหน้าไปแล้วไอ้เวล” ไตรวิชญ์รีบเอ่ยเตือน แค่เห็นหน้าตาแบบนั้นเขาก็รู้แล้วว่าในใจของไอ้ผีติดขนมนี่คิดอะไรอยู่“แล้วจะให้ช่วยอะไรล่ะ”
“ตามหาคนที่ทำร้ายร่างกายผมจนทำให้ขนมติดคอผมจนตายทีสิ”
“ฮ่าๆๆๆ”
“เลิกหัวเราะได้แล้ว!!”
ชายหนุ่มน่ารักถลึงตาใส่อย่างเกรี้ยวกราดพูดถึงสาเหตุการตายทีก็หัวเราะที เป็อะไรกัน โรคจิตหรือสติไม่ดีกันฮะ!
“ก็แหม ดูที่สาเหตุการตายสิ จุ๊ๆ ทำเอาการตายของฉันเป็เื่ซีเรียสไปเลย”
“การตายของแกก็ไม่ตลกนะไอ้ผีติดขนม...เื่นี้ไม่มีปัญหาเลยเ้าหนู ฉันสามารถช่วยได้ง่ายๆ แล้วอยากได้อะไรอีกไหม?”
“ช่วยเลิกเรียกผมว่าเ้าหนูด้วย ฟังแล้วขัดหู” อีกฝ่ายบอกพลางเชิดหน้าขึ้นแนะนำตัวอย่างชัดเจน“ผมชื่อบีน บริณัย จำเอาไว้ให้ดีล่ะ!”
“นายแต่งงานยัง?”
อยู่ๆ ไตรวิชญ์ก็ถามขึ้นทำให้บริณัยค่อนข้างสับสนแต่ก็ยอมตอบคำถาม
“ผมยังไม่เคยแต่งงาน ทำไม?”
“ฮ่าๆ โคตรจี้ ชื่อมีความหมายว่าการแต่งงานแต่โสดจนตายก็เล่นก็มิสเตอร์บีนอีก โธ่ มีใครน่าสงสารกว่านี้อีกไหม?”
“อย่ามาเปลี่ยนชื่อเล่นกันแบบนั้นนะ! แล้วก็ไม่ต้องมาสงสารผมด้วยไม่ได้ขอสักหน่อย”
“ใช่ๆ พี่หมออย่ารังแกน้องเขาสิ!”
ลีเวลช่วยประท้วง บริณัยหันมาถลึงตาใส่เขาบ้าง
“ใครน้องนายกัน”
ดูจากหน้าแล้วอายุไม่ต่างกันแท้ๆ อย่ามาเรียกว่าน้องนะ
ลีเวลยิ้มแล้วไหวไหล่ ไตรวิชญ์ที่พยายามกลั้นยิ้มอย่างสุดความสามารถในขณะนั้นเองมีเสียงไซเรนดังขึ้นพร้อมกับรถมูลนิธิที่เข้ามาภายในซอย พร้อมกับตำรวจที่คุ้นหน้าคุ้นตากันเป็อย่างดี
“มาช้ากันจังเลยนะพวกนาย”
พี่หมอเอ่ยทักนายตำรวจที่ก้าวเข้ามาหาเขาเป็คนแรกอีกฝ่ายมองหน้าเขาแล้วยิ้มแห้งๆ ตอบไปอย่างช่วยไม่ได้
“รถติดน่ะครับ ถนนตอนเย็นในกรุงเทพนี่มันนรกจริงๆ”
“เออ ก็พอเข้าใจอยู่ นี่มันก็เป็เวลาเลิกงานกันแล้วด้วยรถติดไม่แปลก”
“ครับ แล้วไหนศพล่ะพี่หมอ”
“นู่นศพ แต่ถ้าิญญา...”
“ไม่ต้องบอกเื่ผีก็ได้!”
ตำรวจรีบเอ่ยก่อนที่พี่หมอจะแนะนำผีเ้าของศพให้เขารู้จักจากนั้นก็เดินเข้าไปดูศพทันที โดยไม่สนใจสีหน้าขบขันของพี่หมอเลยสักนิด
ไตรวิชญ์หันไปมองทางบริณัยแล้วกล่าวเสียงขรึม
“ตำรวจนี่มารยาทแย่จริงๆ จะแนะนำผีเ้าของศพนั่นให้รู้จักแท้ๆดันไม่ยอม แบบนี้จะสืบคดีได้เื่เร้อ”
“ถ้าผมเป็ตำรวจก็เผ่นแบบเขานั่นแหละ ใครจะอยากคุยกับผีกัน”
บริณัยพึมพำคงมีแต่หมอผีเท่านั้นแหละที่ยืนคุยกับผีได้อย่างหน้าตาเฉยโดยไร้ความกลัว และคงมีแค่ไอ้หมอผีบ้าตรงนี้นี่แหละที่จะแนะนำผีเ้าของศพให้กับตำรวจรู้จักเพื่อสืบคดี
โลกนี้มันบ้าหรือแค่มีไอ้หมอผีนี่เท่านั้นที่บ้ากันวะครับ?