หมู่บ้านหลิวในเวลานี้แตกต่างจากเมื่อ 5 ปีก่อนอย่างมาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึง 20 ปีก่อนในครั้งที่หยางจงเคยเดินทางผ่านมา หลักจากเหตุการภัยแล้งครั้งนั้นหมู่บ้านหลิวที่อยู่ ๆ กลับอุดมสมบูรณ์ขึ้นมาราวกับได้รับพรจากสรวง์ มันดึงดูดให้ชาวบ้านที่ทราบข่าวต่างอพยพโยกย้ายมาอาศัยหมู่บ้านหลิวแห่งนี้ จากหมู่บ้านเล็ก ๆ 10 หลังคาเรือน แต่ในปัจจุบันกลับมีมากกว่า 60 หลังคาเรืองจึงทำให้หมู่บ้านหลิวมีประชากรมากว่า 350 คน ผังหมู่บ้านซึ่งแต่ก่อนไม่ได้มีการจัดสรรแต่ในปัจจุบันนี้ได้หลิวฟงและพี่น้องช่วยกันดูแล จึงมีการแบ่งส่วนที่อยู่อาศัยชัดเจน โดยเฉพาะหมู่บ้านหลิวในเวลานี้มีคลองน้ำไหลผ่านจากหน้าหมู่บ้านไปหลังหมู่บ้าน มีสะพานไม้ที่แกะสลักสวยงามข้ามผ่านไปมาเป็ระยะ ตรงกลางหมู่บ้านซึ่งเคยเป็บ่อตาน้ำเก่า บัดนี้ถูกก่อสร้างต่อเติมเป็ศาลเ้าขนาดใหญ่ที่ยกลอยเหนือทางน้ำที่ไหลสู่ชุมชนราวกับเป็แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ สร้างความประทับใจให้กับหยางจงและหลี่เทียนชื่อที่เพิ่งเข้ามายังหมู่บ้านหลิวแห่งนี้ เพราะนอกจากตัวศาลที่ทำจากไม้เนื้อดีแล้วยังประดับไปด้วยหยกมีค่าตลอดจนหินอ่อนสวยงาม ที่ผ่านการบรรจงแกะสลักอย่างประณีตจนวิจิตรงดงาม พอข้ามสะพานส่วนของศาลเ้า ยามมองเข้าไปยังพบเห็นชาวบ้านเข้ามากราบไหว้ศาลแห่งนี้ราวกับเป็สิ่งสำคัญ สร้างความสุขใจต่อหยางจงอย่างมาก แต่แล้วคำถามหนึ่งก็ผุดขึ้นมา
“คุณชายหลิว เหตุใดท่านจำต้องเดินขึ้นเขาไปกราบไหว้ศาลมหาเทพแห่งมหาสมุทรบนนั้นให้ลำบาก ในเมืองภายในหมู่บ้านของท่านนั้นมีศาลขององค์มหาเทพฯ ที่วิจิตรงดงามน่าเลื่อมใสอยู่แล้ว”
“พวกท่านเชื่อในมหาเทพแห่งมหาสมุทรหรือไม่” หลิวอี้ไม่ตอบแต่กลับถามกลับไปอย่างเป็นัย ถึงอาจจะดูเสียมารยาทอยู่บ้างแต่ หยางจงไม่ถือสากลับตอบมาอย่างจริงจัง
“ข้าเชื่อ ครั้งสมัยข้ายังเด็กนั้นได้มีโอกาสฟังธรรมของเทพเซียน เขาได้กล่าวถึงตำนานสร้างโลกและความสวยงามของแดน์ ครั้งพอข้าเติบโตขึ้นมาได้รับรู้ถึงศาสตร์ต่าง ๆ ตลอดจนตำนานที่ถูกบันทึกไว้บนศิลาสร้างโลก ซึ่งตอกย้ำให้ข้านับถือเหล่ามหาเทพฯ ทั้งหลายตลอดจนเทพัทั้ง 4 ว่าแต่เหตุใดคุณชายถึงถามคำถามนี้กับข้า โปรดไขข้อกระจ่างแก่ข้าได้หรือไม่” ถึงหยางจงจะเป็ผู้าุโแต่ครั้งพูดคุยกับหลิวอี้เขาก็อดไม่ได้ที่นึกว่าหลิวอี้นั้นหาใช่เด็กเล็ก แต่การพูดคุยของเขานั้นราวกับได้รับการอบรมสั่งสอนมาเป็อย่างดี ซึ่งแตกต่างกับเด็กวัยเดียวกันที่เขาพบเจอมาในระหว่างเดินทาง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงในหมู่บ้านที่ห่างไกลเช่นนี้
“ที่ข้าขึ้นไปบนเขานั้นเพราะวันนี้เป็วันครบรอบ 5 ปี ที่ข้าเคยพบเจอบุคคลท่านหนึ่ง โดยเขาบอกว่าตนนั้นเป็มหาเทพแห่งมหาสมุทร” หลิวอี้เลือกที่จะกล่าวความจริงครึ่งหนึ่งออกไป
“น้องชายข้าว่าเ้าโดนคนผู้นั้นหลอกแล้วล่ะ ใช่ว่าไม่เคยมีเหตุเช่นนี้เกิดขึ้นในบ้านเมืองข้า พวกเขาเ่าั้ล้วนเป็นักต้มตุ๋น” หลี่เทียนชื่อที่ฟังมานานแทรกขึ้นมา
“ขอบคุณพี่ชายที่ช่วยเตือนสติข้า แต่ว่าหากบุคคลท่านนั้นเป็นักต้มตุ๋นจริงเหตุใดเขาจึงไม่ได้หลอกลวงหาผลประโยชน์ใดกับข้า กลับกันเขามอบเงิน 30 ตำลึงทองให้ข้า โดยแลกกับหัวเผือกป่า 2 หัวที่ราคาไม่กี่อีแปะ ท่านคิดว่าเขาเป็นักต้มตุ๋นหรือไม่” หลิวอี้ถามกลับ
“ถึงเขาจะเป็คนดี แต่ใช่ว่าเขาจะไม่หลอกลวงเ้า เหตุใดเ้าถึงเชื่อว่าเขาเป็สิ่งที่เขากล่าวมา” หลี่เทียนชื่ออดไม่ได้ที่จะเถียงกลับ เพราะเขาไม่ชอบที่หลิวอี้ดูหัวอ่อนเกินไป ด้วยที่เขาโตบโตมาจากครอบครัวที่ชิงดีชิงเด่นมันจึงทำให้เขาต้องมองโลกในแง่ร้ายไว้ก่อนเสมอ
“พี่ชายหลี่ ถ้าเื่เท่านี้ ข้าและบิดาย่อมไม่ปักใจเชื่อในสิ่งที่ได้รับมา หากแต่ท่านผู้นั้นบอกกับข้าว่า 3 วันจากนี้หมู่บ้านหลิวจะรอดพ้นจากภัยแล้งและกลับมาอุดมสมบูรณ์ยิ่งกว่าที่ใดเป็รัศมีบริเวณ 20 ลี้จากตัวหมู่บ้าน 3 วัดถัดมากลางหมู่บ้านก็มีแหล่งน้ำเกิดขึ้น และยังบอกอีกว่าบิดาข้าที่าเ็สาหัสจนเดินเหินไม่สะดวก ตลอดจนเส้นลมปราณเสียหายจนไม่อาจบ่มเพาะพลังภายใน แต่ทุกอย่างกลับหายทันทีเมื่อถึงเช้าวันใหม่เป็ดังเช่นที่เขากล่าว เช่นนี้ท่านยังคิดว่าเขาหลอกลวงข้าหรือไม่…” ถึงส่วนนี้จะไม่ใช่ความจริงทั้งหมด แต่หลิวอี้ก็เลือกบอกในสิ่งที่เขาสามารถพูดได้เท่านั้น
“ฮ่า ๆ ลูกเทียนเ้าแพ้แล้ว ถึงอย่างไรเ้าก็ไม่ควรดูิ่ความเชื่อผู้อื่น ทั้งที่พวกเ้าทั้ง 2 นับถือมหาเทพฯองค์เดียวกัน เ้าลองนึกดูสิ ว่าตลอดทางที่พวกเราเดินมานั้น มันได้ 20 ลี้ จริงหรือไม่ เ้ายังเคยพูดอยู่ไม่ใช่หรือว่า ป่าด้านนี้แตกต่างจากอีกด้านราวกลับหน้ามือเป็หลังมือ ดูเหมือนว่าเรืองที่คุณชายหลิวบอกนั้นจะเป็เื่จริง” หยางจงที่ยืนฟังเด็กหนุ่มพูดตอบโต้ไปมาอยู่นานรีบแทรกขึ้นมาเพราะไม่อยากให้เสียน้ำใจกัน
“ข้าทราบแล้วอาจารย์ ข้าขอโทษเ้าด้วยน้องหลิว” หลี่เทียนชื่อยอมแพ้แล้วหันไปกล่าวขอโทษอีกฝ่ายอย่างจริงใจ
“มิได้ ทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็สิ่งที่ใครก็ยากจะเชื่อหากไม่พบเจอกับตัวเอง พี่ท่านย่อมไม่ผิด” หลิวอี้กล่าว
“แล้วคนที่เ้าพบ ไม่สิมหาเทพฯ ที่เ้าพบนั้นเป็เช่นใด” หลี่เทียนชื่อถามด้วยความสงสัยใคร่รู้
“ข้ามีภาพวาดของมหาเทพฯ 2 ปีก่อนข้าได้วาดเอาไว้จากความทรงจำ ไว้พวกท่านไปถึงข้าจะนำออกมาให้ดูชม แต่ว่าเครื่องแต่งการของท่านนั้นแตกต่างจากพวกเรามาก มันถูกเรียกว่าเสื้อยืดกับกางเกงยีน” หลิวอี้บอกถึงสิ่งที่เขาพบเจอ สร้างความแปลกใหม่ให้กับผู้ฟังทั้งสองไม่น้อย ไม่นานทั้ง 3 คนก็เดินมาถึงท้ายหมู่บ้าน ซึ่งในเวลานี้เป็เขตที่อยู่ของตระกูลหลิว
รั้วบ้านตระกูลหลิวนั้นใหญ่โตกว่ารั้วบ้านใดในหมู่บ้านแห่งนี้ หากจะบอกว่าบ้านหลิวนั้นมีอาณาบริเวณมากที่สุดในเวลานี้ก็นับว่าไม่ผิดนัก เมื่อผ่านประตูใหญ่เข้าไปทั้ง 3 คนก็สามารถรู้สึกได้ถึงอากาศที่สดชื่นกว่าภายนอก มันอบอวนไปด้วยกลิ่นหอมของมวลดอกไม้ ระหว่างทางเดินไปอาคารโถงรับแขกทั้งด้านซ้ายและขวาเป็สวนหย่อมที่สวยงามอย่างมาก ซึ่งมันประดับไปด้วยพรรณไม้หลายชนิด หยางจงมองดูด้วยความชื่นชม เพราะทุกอย่างที่เขาเห็นนั้นมันบ่งบอกว่าเ้าบ้านตระกูลหลิวนี้หาใช่ชาวบ้านธรรมดาสามัญ ทั้งการจัดผังเมืองที่เขาเห็นมาตลอดเดินทาง จนเข้ามาในเขตเรือนตระกูลหลิวนั้นถูกจัดวางตามหลักหยินหยางตรงตามฮวงจุ้ยบ้านเรือน ซึ่งเป็ลักษณะของผู้มากด้วยวิชาความรู้ ซึ่งแตกต่างจากบ้านคหบดีทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด ที่พวกเขามักจัดสรรตามความ้าของตัวเองหรือ้าอวดความร่ำรวย
“เชิญพวกท่านนั่งพักก่อน ผู้น้อยขอตัวไปแจ้งเื่ที่พักกับบิดาสักครู่” หลิวอี้เมื่อเชิญแขกนั่งแล้ว เขาก็เดินออกฉากไปด้านหลัง ไม่นานเขาก็กลับมาพร้อมน้ำร้อนน้ำชา 4 ชุด โดยมีเด็กชายอีกคนช่วยถือมาให้
“เด็กคนนี้มีชื่อว่าหลิวหนาว เป็น้องชายของผู้น้อย หวังว่าน้ำชาบ้านผู้น้อยจะถูกปากพวกท่าน” หลิวอี้แนะนำตัวน้องชายให้รู้จัก
“คารวะท่านผู้าุโหยาง และพี่ชายหลี่ ผู้น้อยจะเป็คนจัดห้องหับให้ท่าน ไม่ทราบว่าพวกท่าน้าอะไรเพิ่มเติ่มเป็พิเศษหรือไม่”
หลิวหนาวกล่าวทักทาย เด็กคนนี้มีวัยเพียง 7 ขวบปี แต่กลับพูดจาเกินวัยแสดงถึงควาวฉลาดแต่เล็ก น้องชายหลิวอี้ผู้นี้หาใช่น้องชายที่เกิดจากบิดามารดาเดียวกัน หากแต่หลิวหนานเป็บุตรบุญธรรมที่หลิวฟงรับไว้ แต่ถึงอย่างนั้นหลิวหนานก็นับเป็เชื่อสายตระกูลหลิว เพราะเป็ลูกของน้องสาวหลิวฟง ซึ่งมีศักดิ์เป็น้าสาวของหลิวอี้ แต่ว่าทั้งพ่อและแม่ของหลิวหนานถูกโจรป่าสังหารทิ้งทั้งครอบครัว เมื่อครั้ง่เกิดภัยแล้ง 5 ปีก่อน ใน่หลังจากที่หมู่บ้านหลิวเริ่มได้รับความอุดมสมบูรณ์จากพร จนทำให้กองโจรหวังเข้ามาบุกยึดหมู่บ้านหลิวเป็ฐานที่มั่น แต่ก็ต้องพ้ายแพ้ให้กับหลิวฟงจึงโดนจัดการยกกลุ่ม ถึงอย่างนั้นก็ยังช้าเกินไป เขาไม่สามารถช่วยเหลือน้องสาวของตนได้ทัน แต่อย่างน้อยเขาก็ยังสามารถปกป้องหลานชายตัวเองไว้ได้
“ข้าขอแค่ห้องพักมีที่นอนไว้ซุกหัวก็มากเกินพอแล้ว คุณชายน้อย ข้าคงไม่อาจขออะไรเพิ่มเติมไปมากกว่านี้” หยางจงกล่าวอย่างเอ็นดู
“เช่นนั้นผู้น้อยขอตัว” พอหลิวหนานเดินออกไป ชายวัย 35 ก็เดินเข้ามา
“ผู้น้อยหลิวฟง ยินดีต้อนรับผู้าุโหยางและคุณชายหลี่”
“เป็ข้าและศิษย์ ที่ต้องกล่าวขอบคุณที่ท่านให้พวกข้าเข้าพัก มิเช่นนั้นพวกข้าคงหาที่พักดี ๆ ไม่ได้เช่นนี้” หยางจงและหลี่เทียนชื่อลุกยืนรับการคารวะจากเ้าบ้านหลิวอย่างเป็กันเอง
“ข้าเกรงว่าบ้านนอกเช่นนี้ จะทำให้พวกท่านลำบาก หากมีอะไรขาดตก ข้าหลิวฟงก็ขออภัยพวกท่านด้วย” หลิวฟงกล่าว
“ฮ่า ๆ ท่านก็พูดเกินไป ตระกูลหลิวในวันนี้ช่างต่างจาก 20 ก่อน จนข้าจดจำแทบไม่ได้ ไหนเลยท่านต้องพูดเช่นนั้น หากข้าบอกว่าบ้านท่านนั้นน่าอยู่อาศัยกว่าบ้านคหบดีในเมืองหลวงแคว้นจินหลายเท่า แค่นี้นับว่าเป็เกียรติพวกข้าที่ได้เข้าพักในบ้านที่มีจากจัดสรรรูปแบบหยินหยางซึ่งหาได้ยากเช่นนี้” หยางจงจงใจพูดชมเพราะเขารู้ว่าหลิงฟงหาใช่ชาวบ้านธรรมดาแน่ ๆ
“ขอบคุณท่านมาก ผู้น้อยไม่นึกเลยว่าผู้าุโจะรู้จักศาสตร์ฮวงจุ้ย นับถือ ๆ” จากนั้นหลิวฟงจึงจิบชา เช่นเดียวกับคนอื่น ๆ ต่างจิบชาดื่มด่ำไปกับรสชาติและกลิ่นหอม
“เป็ชาชั้นยอด นี่คงเป็ใบชาสิบมธุรสผสมกับใบชาหยินหยางสัมพันธ์” หยางจงกล่าวอย่างชื่นชม เพราะชาที่พวกเขากำลังดื่มอยู่นี้นับว่าหาได้ยากและมีราคาแพง เพราะมันเป็ชาที่เป็สมุนไพร ช่วยเพิ่มการบ่มเพาะกำลังภายใน
“ท่านอาจารย์ ขนาดวังหลวงยังหาดื่มได้ยาก พวกเราช่างโชคดีจริง ๆ” หลี่เทียนชื่อกล่าวออกมาอย่างลืมตัว
“ขอบคุณพวกท่านที่ไม่รังเกียจชาของบ้านผู้น้อย…” หลิวฟงตอบรับ
จากนั้นทั้ง 4 คนก็พูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ต่อกัน โดยเฉพาะเื่สมุนไพร สิ่งที่ทำให้หยางจงใคร่รู้ก็คือตัวตนของหลิวฟงเพราะวิชาต่าง ๆ ที่เขาได้เห็นและได้ฟังมานั้นมันยากที่คน 1 คนจะได้เรียนรู้มาจนแตกฉานเช่นนี้ โดยเฉพาะความสามารถด้านงานฝีมือที่เห็นได้ชัดบนเครื่องเรือนทุกชิ้นที่จัดวางในเรือนรับแขก พอห้องพักเก็บกวาดแล้วเสร็จ หลิวหนานก็มาแจ้งข่าวให้หลิวอี้เดินนำทางแขกทั้ง 2 ไปยังเรือนพักรับรอง ตลอดทางเดินนั้นทำให้หยางจงและหลี่เทียนชื่อใอย่างมาก เพราะพวกเขาเดินผ่านสวนหย่อมที่สวยงามยิ่มกว่าด้านหน้า ตลอดจนสวนสมุนไพรหายากราคาแพง ที่ถูกปลูกลงพื้นดินอย่างเป็ระเบียบ เรือนรับรองนี้เป็เรือนหลังเล็กมี 2 ห้องนอน 1 ห้องโถง ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับเรือนพักของหลิวอี้และหลิวหนาน
ตระกูลหลิวนั้นแบ่งเขตปีกขวาเป็ที่อยู่ของหลิวอี้และหลิวหนานรวมถึงเรือนรับรอง ปีกซ้ายเป็เรือนของญาติพี่น้องตระกูลหลิว เรือนด้านหลังเป็เรือนเ้าบ้านและเหล่าผู้าุโของตระกูล หากสามารถมองลงมาจากท้องฟ้าก้มดูอาณาเขตและตัวอาคารต่าง ๆ ของตระกูลหลิวจะพบว่ามันถูกจัดสรรเป็ผังค่ายกลอย่างลงตัว ซึ่งค่ายกลนี้จะส่งผลให้ผู้ที่อยู่อาศัยมีสุขภาพที่ดีและเหมาะสมต่อการฝึกบ่มเพาะปราณกำลังภายใน
“พวกท่านเชิญเข้าไปพักสักครู่ เดี๋ยวผู้น้อยจะนำภาพวาดมาให้รับชม” หลิวอี้กล่าวก่อนแยกตัวกลับห้องของตัวเอง ไม่นานก็เดินกลับมายังเรือนรับรองพร้อมภาพวาดจากฝีมือของหลิวอี้
“ข้านั้นยังด้อยฝีมือ จึงยังไม่อาจเขียนภาพจากความทรงจำให้เหมือนตัวตนที่แท้จริงได้เต็ม 10 ส่วน ในภาพนี้ข้าวาดออกมาได้ 8 ส่วนเท่านั้น หวังว่าพี่หลี่จะไม่ตำหนิข้า” หลิวอี้จงใจพูดแหย่หลี่เทียนชื่อเล็กน้อย เพราะแท้จริงแล้วฝีมือวาดของเขานั้นนับว่าดีพอควร เขาจึงอยากลองใจหลี่เทียนชื่อผู้นี้ว่ามีความสามารถมากพอที่จะวิจารณ์งานศิลป์หรือไม่ ส่วนหยางจงไม่พูดอะไรได้แต่มองเด็กหนุ่มทั้ง 2 อย่างขบขัน เพราะดูแล้วเจตนาของหลิวอี้มันมากพอจนทำให้หลี่เทียนชื่อรับรู้ว่าโดนคำท้าทายเข้าให้แล้ว
“ข้ามีหรือจะกล้าวิจารณ์ผลงานผู้อื่น งานศิลป์ใดในโลกล้วนมีเอกลักษณ์และแนวทางของตัวเอง ลายเส้นทุกเส้นย่อมมีความสวยงามในแบบของตน มีเพียงว่างานศิลป์เ่าั้จะถูกจริตของผู้รับชมไม่มากก็น้อย น้องอี้อย่าได้เกรงว่าข้าจะวิจารณ์งานของเ้าเลย” ถึงคำพูดจะดูดีแต่เจตนาของหลี่เทียนชื่อกลับ้าบอกหลิวอี้ว่า ‘เ้าเด็กน้อยเ้ายังความคิดตื้นเขินนัก’ และแน่นอนว่าหลิวอี้รับรู้ได้ แต่ก่อนที่หลิวอี้จะได้พูดอะไรหยางจงก็หยิบภาพวาดออกจากมือหลี่เทียนชื่อไปเปิดดู
“หาได้ยาก ภาพวาดสีน้ำ ลายเส้นมั่นคงบ่งบอกถึงจิตใจที่เต็มเปรี่ยมด้วยความเชื่อและศรัทธา ดูท่าภาพวาดนี้คุณชายหลิวคงตั้งใจวาดอย่างมาก บุคคลในภาพนี้มีเอกลักษณ์แตกต่างจากพวกเราหลายส่วน ยากที่จะบอกได้ว่าเป็ผู้ที่ถือกำเนิดบนแผ่นดินธาตุทั้งหก” พร้อมกันนั้นหยางจงได้วางแผ่นภาพบนโต๊ะให้ศิษย์ของตนดู มันคือภาพของมหาเทพฯ คนเดียวกับที่หลิวอี้พบเจอราวกับภาพถ่ายที่เกิดจากหมึกสีน้ำ ถึงจะไม่สมจริงเต็ม 10 แต่ก็สามารถบ่งบอกถึงลักษณะเด่นของบุคคลในภาพได้อย่างครบถ้วน
“มหาเทพผู้นี้เป็ชายหนุ่มอายุ 18 เองหรือ” หลี่เทียนชื่อถามขึ้นมา
“พี่ชายท่านมีความสามารถยิ่ง ครั้งนั้นข้าอายุเพียง 7 ขวบปี เรียกเขาว่าอา กลับโดนตำหนิให้เรียกพี่แทน เพราะตัวเขานั้นบอกว่าอายุเพียง 18 ปี ตรงตามที่พี่ชายหลี่พูดมิผิด” หลิวอี้พอใจเล็กน้อยที่หลี่เทียนชื่อสามารถบอกอายุของคนในภาพได้
“ไม่ใช่ว่ามหาเทพควรมีอายุมากกว่าพันกว่าหมื่นปีหรือไร” หลี่เทียนชื่อตั้งตำถาม
“ลูกเทียนเื่นี้ข้าจะอธิบายให้ฟังได้ จากบางส่วนของศิลาสร้างโลกนั้นได้กล่าวไว้ว่า ยามเมื่อเข้าสู่แดน์ผู้ชราจะกลับคืนสภาพเป็เยาวัย ผู้เด็กจะเติบโตใหญ่สมบูรณ์ ทุกผู้ล้วนดูมีอายุเทียบเท่ากัน ต่างนับถือพลังตบะบำเพ็ญเพียรเป็วรรณะ หากแต่โลกแห่งมหาเทพหาใช่โลกที่พวกเราอยู่และมิใช่แดน์ พวกเขานั้นอยู่ในมิติที่แตกต่าง 1 วันของที่นั่นอาจจะเทียบได้กับ 1 ปี หรือ 1,000 ปี ก็ได้ ล้วนขึ้นอยู่กับผู้สร้างโลกและแดน์” หยางจงตอบคำถามนี้แทนเพื่อให้เด็กหนุ่มทั้ง 2 เข้าใจ
“ขอบพระคุณท่านผู้าุโ ผู้น้อยได้รับรู้เื่ที่ไม่รู้นับว่าเป็สิ่งประเสริฐกับผู้น้อยแล้ว” หลิวอี้รีบขอบคุณหยางจง
“ผู้น้อยยังมีงานต้องทำ ขอตัวลา” หลิวอี้ไม่อยากรบกวนแขกนานจึงบอกลา จากนั้นหลี่เทียนชื่อก็ส่งรูปวาดคืนหลิวอี้ก่อนจะถามหลิวอี้ว่า
“พรุ่งนี้เ้าช่วยพาข้าท่องเที่ยวไปกับเ้าด้วยได้หรือไม่”
“พี่ชายหลี่ พรุ่งนี้ข้าต้องเข้าป่าท่านยังจะตามข้าอยู่หรือ”
“แน่นอน”
โปรดติดตามตอนต่อไป…