มู่เฉินกลับถึง สำนักคุ้มภัยหมื่นลี้ ก็ยามเย็นพอดี แท้จริงแล้ว สำนักหอมบุปผา มิได้อยู่ใกล้จากเมืองหลวงนัก แต่เขาเองก็ยังงุนงง ไม่เข้าใจว่าตนเดินหลงไปได้อย่างไรไกลถึงเพียงนั้น
เมื่อกลับถึงสำนัก มู่เฉินตั้งใจจะเข้าพบ เย่าหยาง เพื่อรายงาน แต่กลับไม่พบ มีเพียง จวินหลิ ที่ยืนรออยู่ เมื่อเห็นมู่เฉินปรากฏกาย เขาถึงกับตะลึง ก่อนเอ่ยเสียงตื่นตระหนก
“เ้าหายไปไหนมา! ทุกคนต่างเป็ห่วง กำลังระดมกำลังสอบหาข่าวคราวของเ้าอยู่”
มู่เฉินรู้สึกผิดจนได้แต่โทษตัวเอง เขารีบชี้แจงว่า ตนพลาดพลัดตกลงไปในทะเลสาบ แต่โชคดีที่มีผู้คนช่วยไว้ จึงเพิ่งกลับมาได้วันนี้ จวินหลิถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก ก่อนเร่งสั่งศิษย์ป้ายทองแดงให้ยุติการตามหามู่เฉินเสีย
เมื่อกลับถึงเรือนพัก มู่เฉินจัดแจงอาบน้ำชำระกาย แต่งตัวเรียบร้อยแล้ว พลันประตูห้องก็ถูกผลักเปิดดัง ปัง! ราวกับมีผู้ใช้กำลังมหาศาลเพื่อเปิดประตู
เขาหันไปก็เห็น เสวี่ยอิง วิ่งเข้ามา นางโผเข้าสวมกอด ทุบอกเขาไม่หยุด พร้อมทั้งร้องไห้โฮ
“ท่านหายไปไหนมา! ข้าตามสืบสอบไปทั่ว ทหารยามบอกว่าพบท่านเดินออกประตูเมือง ใจข้าคิดไปต่าง ๆ นานา กลัวว่าท่านจะทิ้งพวกข้าไปแล้วจริง ๆ”
ไม่นานนัก ชางชง ก็ตามมาถึง เขาเพียงค้อมกายเคารพ พูดเสียงเรียบว่า “ท่านกลับมาแล้ว” ก่อนจะส่งยิ้มอบอุ่นในแบบของตน มู่เฉินเห็นดังนั้นยิ่งรู้สึกผิด เขารีบเอ่ยคำขอโทษต่อทั้งสอง พร้อมสัญญาว่าจะไม่หายตัวไปโดยไร้เหตุผลเช่นนี้อีก
เมื่อฟ้าใกล้ค่ำ มู่เฉินจึงบอกให้ทั้งสองกลับไปพัก พรุ่งนี้ค่อยเริ่มงานกันใหม่
คืนนั้นเงียบสงัด มู่เฉินนั่งเพียงลำพัง ความคิดหวนย้อนกลับไปยังวันมงคล และภาพอดีตของ ฮวาอี้หรง ในใจเ็ปราวแผลสด แต่เมื่อปล่อยให้เวลาค่อย ๆ บรรเทา เขาก็ยอมรับความจริงได้มากขึ้น แม้ความรักในวันวานหอมหวานเพียงใด ก็เป็เพียงสิ่งที่โชคชะตากลั่นแกล้งเขาเท่านั้น บัดนี้สิ่งที่ทำได้ คือภาวนาให้นางพบความสุขในชีวิตคู่ บางที... อี้หรงอาจมิใช่ผู้ที่ชะตากำหนดมาเคียงข้างเขา
หลายวันต่อมา มู่เฉินได้รับมอบหมายภารกิจต่าง ๆ ทั้งคุ้มกันขบวนสินค้าและเป็องครักษ์พิเศษคุมกันขุนนาง ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น กระทั่งเขาได้มีเวลาพักผ่อนหลายวัน ก่อนจะกลับไปยังสำนักหอมบุปผาอีกครั้ง เขาสั่งกำชับเสวี่ยอิงกับชางชงให้ตั้งใจฝึกยุทธ ยกระดับฝีมือ ทั้งสองรับคำโดยไม่ซักถามว่าเขาจะเดินทางไปแห่งใด
เสียงพิณอันอ่อนโยนแทรกผ่านแนวป่าและยอดไม้ ทำให้มู่เฉินยิ้มบาง รู้ได้ทันทีว่าเป็ท่วงทำนองของ ซูเยว่ ศิษย์พี่สำนักหอมบุปผา
เขาเดินลัดเลาะไปท่ามกลางเสียงไผ่ต้องลม จนมองเห็นเรือนไม้แต่ไกล ไป๋ลู่ กำลังตั้งใจฝึกวิชาโดยมีอาจารย์คอยชี้แนะ ส่วนที่ศาลากลางน้ำคือร่างของซูเยว่ กำลังบรรเลงพิณอย่างสงบ
มู่เฉินเข้าไปคำนับศิษย์พี่และอาจารย์ ไม่ลืมนำขนมมาฝากไป๋ลู่ นางทำท่าเชิดเล็กน้อยพลางหัวเราะ “อย่างน้อยเ้าก็ยังรู้จักเคารพศิษย์พี่เช่นข้าบ้าง” ทำให้ทุกคนหลุดหัวเราะคลายบรรยากาศ
อาจารย์เอ่ยชมว่ามู่เฉินมีพื้นฐานวิทยายุทธที่ดี เพียงแต่ขาดผู้นำทาง หากตั้งใจฝึกฝนจริงจัง ไม่นานฝีมือจะก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
วันนั้นเองมู่เฉินจึงเริ่มฝึกฝนตามคำชี้แนะของอาจารย์ วันถัดมาเป็ซูเยว่ที่คอยสอนแทนอาจารย์สลับกันไป มู่เฉินฝึกติดต่อกันหลายวัน แม้เวลาไม่มากนัก แต่ก็ััได้ว่าร่างกายคล่องแคล่วเบาบางขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แนวทางของสำนักหอมบุปผามุ่งให้เข้าใจแก่นแท้ธรรมชาติ เมื่อเข้าใจหลักลมปราณ ก็สามารถพัฒนาฝีมือได้รวดเร็ว มู่เฉินยังได้ล่วงรู้เื่ราวของศิษย์พี่น้องในสำนัก อาจารย์ตั้งใจรับเพียงห้าศิษย์ แต่บัดนี้เขากลายเป็คนที่หก ศิษย์พี่ใหญ่ท่องยุทธภพสร้างชื่อ ศิษย์พี่รองเป็หมอหลวง ส่วนศิษย์พี่สามล้มป่วยและสิ้นชีวิตั้แ่วัยเยาว์ ทิ้งความโศกเศร้าให้อาจารย์อยู่นาน ศิษย์พี่สี่คือซูเยว่ ผู้เข้าใจโลกและธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง จนได้รับการยกย่องว่านางเข้าถึงแก่นวิชาของอาจารย์ที่สุด ต่อมาคือไป๋ลู่ สาวน้อยจอมซนซึ่งเป็ทายาทของสหายเก่าแก่
มู่เฉินใช้ชีวิตเวียนระหว่างสองสำนัก ฝีมือรุดหน้าไปมาก ขณะที่ไป๋ลู่เองก็มิยอมน้อยหน้า เริ่มฝึกหนักขึ้นจนฝีมือทั้งสองเทียบเคียงกัน
เช้าวันหนึ่ง ที่สำนักคุ้มภัยหมื่นลี้ มีสตรีชุดขาวผู้หนึ่งมาหาเขา มู่เฉินออกไปดูจึงตื่นตะลึง “ศิษย์พี่…ท่านมาได้อย่างไร”
สตรีนั้นคือ ซูเยว่ นางยิ้มอ่อน ก่อนบอกว่ามาส่งสมุนไพรให้ศิษย์พี่รอง และแวะนำตำรับสมุนไพรใหม่มาให้มู่เฉินลองดู หลังพูดคุยไม่กี่ประโยค นางก็เอ่ยลาจากไปอย่างสงบเรียบร้อย ทว่าไม่ว่าใครที่พบเห็น ไม่ว่าจะเป็ชาวบ้านหรือศิษย์สำนักคุ้มภัย ต่างก็หันมองด้วยสายตาเลื่อมใส แม้นางจะสวมเพียงชุดขาวธรรมดา แต่กลับเปล่งประกายดุจเซียนเดินดิน
เสวี่ยอิงที่เห็นเข้าก็อดแซวมู่เฉินไม่ได้ “ท่านนี่ช่างมีวาสนา ถึงมีสาวงามมาหาถึงที่” แต่เมื่อรู้ว่าหญิงนั้นคือซูเยว่ ศิษย์แห่งสำนักหอมบุปผาผู้เลื่องชื่อ นางก็ถึงกับตะลึง ไม่อยากเชื่อว่าจะได้เห็นบุคคลที่ผู้คนหลายคนในยุทธภพต่างยกย่องว่าเคยเป็สตรีที่อายุน้อยที่เก่งกาจที่สุด