นาชาญกับเอวาขับรถออกจากหมู่บ้านจัดสรรเพื่อมาเข้าเช็คอินที่โรงแรมโรงแรมเป็อาคารสีขาวสูงราวเจ็ดชั้นน่าจะจัดอยู่ในระดับสามดาวแม้จะไม่ได้หรูหราแต่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบถ้วนทำเลที่ตั้งบ่งบอกว่าไม่ใช่โรงแรมที่เน้นให้นักท่องเที่ยวมาพักผ่อนชมวิวหลังจากติดต่อประชาสัมพันธ์จนต่างคนต่างได้คีย์การ์ดห้องตัวเองแล้วก็แยกย้ายไปเก็บข้าวของในห้อง
ไม่นานนาชาญก็ลงมารอเอวาที่ล็อบบี้ของโรงแรมจึงมีโอกาสได้ยินพนักงานต้อนรับสาวคุยกันเขาหยิบมือถือขึ้นมาเลื่อนดูอะไรไปเรื่อยเปื่อยแต่หูแอบตั้งใจฟังสิ่งที่พนักงานพูดอยู่ครู่ใหญ่ก่อนที่เอวาจะเดินเข้ามาแตะไหล่เขาเบาๆ เขาสะดุ้งนิดหนึ่งจึงหันมาทางเธอด้วยท่าทางใเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าเป็เอวาเขาจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก
“เธอนี่เอง”
“กำลังคิดอะไรไม่ซื่ออยู่ล่ะสิถึงได้ใแบบนี้”เอวาสังเกตเห็นสายตาของนาชาญมองไปทางโต๊ะประชาสัมพันธ์สองสามครั้งก็อดเหน็บแนมไม่ได้“รอนานเกินไปเลยว่างหรือ”
“ฉันแค่ทำงาน”เขาตอบพลางเดินนำเธอออกมานอกโรงแรม
ตรงข้ามโรงแรมมีบ้านสองชั้นซึ่งเปิดเป็ร้านอาหารที่ชั้นล่างนาชาญสังเกตเห็นร้านนี้ั้แ่ตอนเลี้ยวรถเข้ามาจอดในลานจอดรถของโรงแรมป้ายหน้าร้านเขียนชื่อเมนูเป็ตัวอักษรไทยขนาดใหญ่ว่าข้าวซอยเขาเดินนำเอวาเข้าไปนั่งที่โต๊ะในสุดเพื่อหลบแดดยามบ่ายแต่ก็หนีไม่พ้นสักเท่าไรแม้แต่ผิวัับนโต๊ะเก้าอี้ไม้ในร้านก็ยังอุ่นตามอากาศร้านนี้มีคนเข้ามากินบ้างประปรายไม่ได้แน่นขนัดจึงน่าจะไม่ต้องรอนานเอวาเดินเข้ามานั่งตรงข้ามเขาก่อนจะจัดแจงสั่งข้าวซอยไก่สองชามกับน้ำดื่มเมื่อพนักงานรับออเดอร์เรียบร้อยก็เดินไปทำงานต่อ เอวาจึงเป็ฝ่ายเริ่มบทสนทนา
“เมื่อกี้ได้ยินอะไรมาบ้างบอกมาเลย”
“เขาคุยกันเื่โบราณสถานเวียงกุมกาม”นาชาญตอบชัดถ้อยชัดคำ “เห็นว่าโชคดีที่พายุเข้าเมื่ออาทิตย์ก่อนไม่ทำให้น้ำท่วมปกติถ้ามีฝนตกเมื่อไรน้ำก็จะท่วมเกือบทุกครั้ง”
“แล้วเขาได้คุยกันเื่คำสาปหรือเปล่า”
นาชาญส่ายหน้า“ไม่ได้พูดถึงคำสาป แต่รู้เื่คนที่มีอาการป่วยแปลกๆน่าจะหมายถึงคุณทะนงนั่นแหละ”
“ที่จริงฉันแอบไปหาข้อมูลเื่โบราณสถานเวียงกุมกามมาด้วย”เอวาหยุดนิดหนึ่งพลางเปิดข้อมูลในโทรศัพท์มือถือให้นาชาญดู“ประวัติศาสตร์บอกว่าก่อนที่พญามังรายจะสถาปนาเชียงใหม่เป็เมืองหลวงของอาณาจักรล้านนาเคยเลือกเวียงกุมกามเป็เมืองหลวงมาก่อนแต่เวียงกุมกามไม่เหมาะเป็เมืองหลวงเพราะมีน้ำท่วมทุกปีและแม่น้ำปิงเปลี่ยนทิศทางการไหลไม่ว่าจะหาทางแก้ไขยังไงก็ไม่เป็ผลก็เลยเปลี่ยนไปตั้งเมืองเชียงใหม่แทน”
“นี่เธอหาข้อมูลเตรียมมาเที่ยวเต็มที่เลยสินะ”
“เปล่านะฉันก็แค่อยากแวะไปดูโบราณสถานเวียงกุมกามบ้างนิดหน่อยเท่านั้น ไหนๆก็มาถึงเชียงใหม่แล้ว” เอวากล่าวพลางมองตามกลิ่นหอมของเส้นแบนสีเหลืองในน้ำซุปข้นที่มีน่องไก่ชิ้นโตกับเครื่องสมุนไพรในชามวางลงตรงหน้าเธอกับนาชาญพร้อมน้ำดื่มบริกรสาวซึ่งได้ยินที่เอวาพูดถึงตำนานก็กล่าวถามขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“พวกคุณมาจากภาคกลางกันสินะคะวางแผนจะไปที่เวียงกุมกามกันอยู่หรือ”
“ใช่ค่ะ”คำตอบของเอวาทำให้นาชาญเงยหน้าสบตากับเธอเพราะยังไม่ได้ตกลงว่าจะไปเที่ยวแต่เธอยักไหล่ไม่ได้สนใจนัก “เห็นตำนานบอกว่าเป็เมืองหลวงเก่าของล้านนาด้วย”
“บรรพบุรุษฉันเคยอยู่ที่เวียงกุมกามครอบครัวเราย้ายไปอยู่หลายภาคสุดท้ายก็กลับมาลงเอยที่บ้านเกิด สงสัยจะผูกพันกันตัดไม่ขาดแล้วล่ะถ้าเป็อย่างที่คุณทวดฉันเคยเล่าให้ฟังนะ”บริกรสาวคนนี้พูดด้วยท่าทางไม่รีบร้อนและเป็กันเองอาจจะเป็ลูกสาวของเ้าของร้านข้าวซอยที่ทำอาหารอยู่ในครัวเธอเห็นทั้งคู่ตั้งใจฟังจึงเล่าต่อ “ที่จริงก่อนจะถูกพญามังรายตั้งเป็เมืองหลวงเวียงกุมกามมีชุมชนอาศัยอยู่ก่อนแล้วคุณทวดของฉันบอกว่าบรรพบุรุษเราอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆใกล้แม่น้ำปิงเป็หนึ่งในชุมชนที่ว่านั่นล่ะ”
“แล้วสมัยที่ยังเป็ชุมชนเวียงกุมกามเป็ยังไงคะ”
“เกิดน้ำท่วมบ่อยเหมือนกันจนกระทั่งมีการตั้งเสาหลักเมืองขึ้นเห็นว่าเป็ความพยายามสร้างเลียนแบบเสาของพระอินทร์ในตำนานของชาวลัวะน่ะ”
“ตำนานของชาวลัวะที่ว่าใช่เื่ที่พระอินทร์ประทานบ่อเงินบ่อทองและบ่อแก้วในเวียงนพบุรีให้เศรษฐีชาวลัวะเก้าตระกูลคอยดูแลหรือเปล่าครับ”
“ใช่ที่ตอนหลังเมืองอื่นยกทัพมาจู่โจมเวียงนพบุรีเพื่อจะแย่งบ่อทั้งสามแต่พระอินทร์ให้ั์สองตนนำเสาตะปูพระอินทร์มาตั้งไว้กลางเมืองพลังของเสาศักดิ์สิทธิ์ทำให้กองทัพกลายร่างเป็พ่อค้ามาขอสมบัติแทนทำให้ไม่เกิดการนองเืแต่พ่อค้าโลภทำให้ั์ทั้งสองตนโกรธก็เลยหามเสากลับ์ไปเสานั่นมีชื่อเรียกว่าเสาอินทขิล[1] เป็ต้นแบบของเสาหลักเมืองที่ตั้งอยู่วัดเจดีย์หลวงในปัจจุบัน”
“ฉันรู้จักนะคะ เสาที่ตั้งอยู่วัดเจดีย์หลวงสมัยก่อนตั้งอยู่ที่วัดสะดือเมืองเมื่อก่อนใช้รูปปั้นฝังในหลุมแล้วก็หล่อเสาโลหะวางไว้เหนือหลุมเพื่อให้สักการะบูชาแต่ในสมัยพระเ้ากาวิละให้ย้ายไปไว้ที่เจดีย์หลวงแล้วบูรณะขึ้นใหม่เป็เสาปูนแทน”
“ใช่ตำนานของเสาพระอินทร์มีเล่ากันมาั้แ่เมืองกุมกามยังไม่ถูกตั้งเป็เมืองหลวงแล้วก็มีหลายเมืองหลายชุมชนที่พยายามสร้างเสาหลักเมืองเลียนแบบตำนานเพราะคิดว่าเป็สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยคุ้มครองเมืองให้ปลอดภัยได้หมู่บ้านที่บรรพบุรุษของฉันอยู่ก็เหมือนกัน”
“งั้นก็แปลว่าหมู่บ้านนั้นสร้างเสาหลักเมืองเลียนแบบได้สำเร็จหรือคะน้ำถึงได้ไม่ท่วม”
“ถ้าตามที่คุณทวดเล่ามันก็เหมือนจะสำเร็จพวกเขาไม่ได้ใช้รูปปั้นหล่อแต่ใช้การบูชายัญมนุษย์เพราะไม่มีกำลังทรัพย์แล้วก็ไม่มีใครมีวิชาอาคมเก่งกล้าพอก็เลยเชื่อกันว่าถ้าใช้ชีวิตของมนุษย์และสัตว์ก็น่าจะแทนกันได้”บริกรสาวถอนหายใจยาว “ถึงจะเป็วิธีแย่ๆแต่ก็ต้องขอบคุณการตั้งเสาหลักเมืองครั้งนั้นที่ทำให้น้ำไม่ค่อยท่วมไม่รู้เกี่ยวกันหรือเปล่านะแต่ดินแดนอุดมสมบูรณ์จนไปเข้าตาพญามังรายท่านก็เลยตั้งเป็เมืองหลวงหรือเปล่า”
เอวายิ้มแห้งเพราะมันฟังดูเหมือนจินตนาการไปสักหน่อยเธอกล่าวขึ้นบ้าง “แต่ไม่นานก็เกิดน้ำท่วมอีกจนท่านเลือกเชียงใหม่แทนนี่คะ”
บริกรสาวหัวเราะเสียงดัง“ก็ใช่อีก แต่คุณทวดเล่าแก้เื่นี้ไว้หน่อยนะเขาว่าพิธีบูชายัญครั้งนั้นไม่สมบูรณ์ก็เลยทำให้ภัยน้ำท่วมไม่หมดไปเื่นี้ฟังเอาขำๆ นะอย่าไปถือจริงจัง”
“พอฟังแล้วรู้สึกอยากไปดูเลยล่ะค่ะ”เอวากล่าวทำให้อีกฝ่ายยิ้มดีใจ
“ถ้าเป็แบบนั้นได้ก็เข้าทางฉันเลยฉันกลับไปทำงานก่อนนะ” บริกรสาวกล่าวก่อนจะเดินหายเข้าไปในครัว
“เื่เมื่อกี้อย่างกับตำนานดาบศักดิ์สิทธิ์ของตะวันตกฟังแล้วไม่อยากลองไปดูบ้างหรือ” เอวาหันมากล่าวกับนาชาญซึ่งนิ่งเงียบเหมือนกำลังใช้ความคิด“อย่าบอกนะว่านายเชื่อ”
“เื่อื่นไม่รู้หรอกแต่ถ้ามีพิธีบูชายัญมนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์เกิดขึ้นจริงๆ อาจจะเกี่ยวกับคำสาปก็ได้นะ”เขากล่าวทีเล่นทีจริงทำให้เอวาเสียวสันหลังขึ้นมาวูบหนึ่ง
“อย่ามั่วสิหมู่บ้านอะไรนั่นไม่เคยมีบันทึกในประวัติศาสตร์ มีจริงหรือเปล่ายังไม่รู้เลย” เอวาแย้งทั้งที่เสียวสันหลังวาบถึงจะพูดแบบนั้นแต่ถ้าเื่ออกจากปากนาชาญทีไรก็มักจะเป็เื่ที่ไม่เกินจริง
ดวงจันทร์ลางเลือนลอยเด่นให้เห็นเพียงครึ่งหนึ่งท่ามกลางท้องฟ้ามืดมิดในยามกลางคืนดวงดาวสีเงินกระจายอยู่ราวกับกากเพชรที่ช่วยแต่งแต้มเพิ่มสีสันบนท้องฟ้านาชาญขับรถเพื่อมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านจัดสรรที่เกิดเหตุโดยมีเอวานั่งชมวิวผ่านกระจกหน้าต่างด้านข้างทันทีที่รถเข้าสู่ถนนเส้นเดียวกับทางไปโบราณสถานเวียงกุมกามเอวาก็สะดุ้งสุดตัวรีบยกมือขึ้นปิดปากด้วยความใสุดขีดใบหน้าของเธอซีดเผือดพลางนั่งหลับตาตลอดทางนาชาญมองตามสายตาของเอวาเมื่อครู่ก่อนลอบสังเกตท่าทีของเธอแต่ไม่ได้ถามอะไรมากความเขาเพียงแต่ดึงความสนใจของเธอไปที่เื่อื่นแทน
“ตอนนี้พึ่งจะห้าทุ่มครึ่งคงต้องรอถึงเที่ยงคืนเสียก่อน”
“อีกไม่กี่นาทีก็จะถึงหมู่บ้านว่าแต่นายจะทำยังไงถ้าประตูเปิดไม่ได้ล่ะ เราเข้าไปตอนเกิดเื่ไม่ได้อยู่ดี”
“ฉันต้องนั่งเฝ้าในห้องคุณทะนงนั่นแหละถ้าไม่มาก็ดีไป”
“หวังว่าฉันจะมองไม่เห็นอะไรที่นั่นนะ”เอวายกมือขึ้นลูบแขนทั้งสองข้างเหมือนมีอาการขนลุกไปทั่วตัวสายตาของเธอมองลงไปที่เท้าของตนเองแทนที่จะมองออกไปนอกหน้าต่างรถ
“ไม่ต้องกังวลขนาดนั้นก็ได้เธอไม่ใช่คนในครอบครัวของคุณทะนง เขาคงไม่ทำอะไรเธอหรอก”นาชาญกล่าวพลางเลี้ยวรถเข้าหมู่บ้านจัดสรรก่อนขับตรงมาจอดที่หน้าบ้านของคุณทะนง
เมื่อเข้ามาในบ้านจึงได้พบกับสมาชิกครอบครัวของเทิดอีกคนหนึ่งซึ่งก็คือคุณมิ่งมั่นแม่ของพวกเขาเทิดคอยดูแลเช็ดตัวให้ทะนงในขณะที่มิ่งมั่นเข้าไปเตรียมวัตถุดิบอาหารที่จะใช้ในร้านอาหารวันพรุ่งนี้เอวากับนาชาญขอนั่งรอในห้องรับแขกข้างๆ ห้องของคุณทะนง บนโต๊ะรับแขกด้านหน้าพวกเขามีคุกกี้กับน้ำชาที่เป็ของว่างวางเตรียมเอาไว้ให้ไม่นานนักคุณเทิดกับคุณมิ่งมั่นก็เดินออกมานั่งในห้องรับแขกคุณมิ่งมั่นเป็ฝ่ายเริ่มบทสนทนา
“พวกคุณเป็ยังไงบ้างได้ไปเที่ยวชมที่เวียงกุมกามมาบ้างหรือยัง”
“ยังเลยค่ะมีบางคนมัวแต่เที่ยวเดินถามคนโน้นคนนี้เกี่ยวกับพิธีบูชายัญอะไรนั่นจนหมดเวลาน่ะค่ะ”เอวาหรี่ตามองนาชาญอย่างไม่สบอารมณ์นัก
“พิธีบูชายัญอะไรงั้นหรือครับ”เทิดเลิกคิ้วถามแทรกขึ้น
“เราได้ยินคนในร้านอาหารเล่าให้ฟังว่าก่อนเวียงกุมกามจะถูกตั้งเป็เมืองหลวงของล้านนาเคยมีชุมชนหมู่บ้านที่บูชายัญมนุษย์เพื่อสร้างเสาหลักเมืองน่ะค่ะนาชาญก็เลยสนใจหนักมาก” เอวาลงเสียงหนักที่คำสุดท้าย
“ส่วนใหญ่คนที่รู้เื่นั้นจะมีบรรพบุรุษอาศัยอยู่แถวเวียงกุมกามแล้วก็เป็เื่เล่าสืบต่อกันจากรุ่นคุณทวดอะไรประมาณนั้นน่ะครับพวกคุณเคยรู้จักตำนานเื่นี้บ้างมั้ย” นาชาญถามขึ้นบ้าง
“ที่จริงบรรพบุรุษฝั่งสามีฉันเคยอาศัยอยู่แถวเวียงกุมกามนี่ล่ะค่ะแต่ย้ายไปอยู่ภาคกลางมานานมากแล้วพึ่งจะได้กลับมาบ้านเกิดก็เมื่อครึ่งเดือนที่ผ่านมาแล้วก็ได้เื่เลย”
“แล้วสามีคุณเคยเล่าเื่บรรพบุรุษให้ฟังบ้างมั้ยครับ”
“ไม่ได้เล่าละเอียดหรอกค่ะแต่บอกว่าสมัยนั้นบรรพบุรุษอดอยากมากโชคดีที่มีญาติผู้พี่คอยช่วยเหลือก็เลยรอดมาได้แล้วก็พากันย้ายไปอยู่ที่อื่นแต่ต่อมาญาติผู้พี่คนนั้นก็ตายลูกหลานรุ่นหลังก็เลยสืบเชื้อสายจากฝั่งบรรพบุรุษน่ะค่ะ”
“ไม่ได้กล่าวถึงการบูชายัญมนุษย์หรืออะไรใช่มั้ยครับ”
“ไม่มีนะคะถ้าอยากรู้ละเอียดต้องลองถามป้าของเทิดดู ลุงเขารู้เื่ดีกว่าพี่น้องคนอื่นๆ น่าจะมีเล่าให้ป้าเขาฟังบ้างนะ”
“แล้วพอจะมีเบาะแสเื่อาการป่วยของพี่ชายผมบ้างมั้ยครับ”เทิดกล่าวแทรกขึ้นด้วยความร้อนใจ “นี่ใกล้จะเที่ยงคืนแล้วนะครับ”
“เื่นี้ผมว่าจะขออนุญาตเข้าไปนั่งในห้องพี่ชายคุณนะครับหากเกิดเื่จริงๆ ผมจะดูให้ว่าช่วยอะไรได้บ้าง”
“ผมไม่แน่ใจว่าจะทำแบบนั้นได้มั้ย”สีหน้าของเทิดกลุ้มใจ “ผมเคยคิดจะนั่งเฝ้าพ่อทั้งคืนแต่พอถึงเวลาผมกลับได้ยินเสียงแม่เรียกก็เลยเดินออกไป แค่แป๊ปเดียว… แป๊ปเดียวเท่านั้นเอง กลับมาถึงประตูก็เปิดไม่ได้แล้วพ่อก็ตายแม่บอกว่าวันนั้นแม่หลับสนิทไม่ได้เรียกผมสักคำด้วย”
“ไม่เป็ไรครับ”นาชาญกล่าวเสียงเรียบ “ให้ผมเข้าไปนั่งเฝ้าเถอะครับ น่าจะได้รู้อะไรเพิ่มขึ้นพวกคุณขึ้นไปข้างบนก่อนก็ได้เพราะถ้ามีเสียงหลอกแบบที่ว่าผมจะได้รับรู้ว่าพวกคุณไม่ได้เป็คนเรียก”
“แล้วฉันต้องเข้าไปกับนายด้วยมั้ย”เอวาถามขึ้นสีหน้าซีดเผือด “เผื่อว่านายจะ้าความช่วยเหลือ”
“ถ้ากลัวจะนั่งรออยู่ข้างนอกก็ได้เดี๋ยวฉันจัดการเอง”นาชาญกล่าวจบก็เดินหายเข้าไปในห้องของคุณทะนงในขณะที่เทิดกับมิ่งมั่นเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นสองส่วนเอวานั่งรออยู่ในห้องรับแขก
เมื่อนาฬิกาส่งเสียงตีบอกเวลาเที่ยงคืนครึ่งนาชาญได้ยินเสียงเรียกจากเทิดดังขึ้นที่นอกประตูแต่เขาไม่ได้สนใจไม่นานนักก็มีเสียงของมิ่งมั่นดังลอดประตูเข้ามาอีกแต่นาชาญรู้อยู่แล้วว่ามิ่งมั่นอยู่ข้างบนจึงไม่ได้ใส่ใจอีกเช่นกันเมื่อบรรยากาศเงียบลงอีกพักใหญ่นาชาญก็ได้ยินเสียงของเอวาดังขึ้น
“นาชาญออกมาช่วยกันหน่อย” เสียงนั้นฟังดูเหมือนเสียงจริงของเอวาไม่ใช่เสียงกระซิบหรือเสียงซ้อนทับอะไรแต่เขาก็ยังชั่งใจไม่ได้เดินออกจากห้องไปดูนาชาญนั่งนิ่งอยู่ได้อีกพักใหญ่เสียงเรียกจึงกลายเป็เสียงเคาะประตู “นาชาญยังอยู่มั้ยเนี่ย ออกมาช่วยกันหน่อยสิ”
นาชาญเริ่มนั่งไม่ติดสีหน้าของเขาแสดงความกังวลไม่แน่ใจว่าข้างนอกห้องเกิดอะไรขึ้นในที่สุดเขาก็ลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูแต่กลับไม่มีใครอยู่ตรงนั้นเลยเขาจึงเดินออกไปดูที่ห้องรับแขกแต่ก็ไม่เห็นวี่แววของเอวาไม่นานนักเอวาก็เปิดประตูห้องน้ำเดินออกมาทำให้นาชาญนิ่งอึ้ง
“เธอไม่ได้…” ยังไม่ทันสิ้นเสียงของนาชาญประตูห้องของทะนงก็ปิดลงเสียงดังนาชาญรีบวิ่งไปบิดลูกบิดประตูในขณะที่เอวามองหาของที่จะใช้ทำลายประตูแต่เธอต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นนาชาญบิดประตูเปิดเข้าไปได้อย่างง่ายดาย
นาชาญย่นคิ้วมองดูพื้นกระเบื้องที่ตนเองยืนอยู่กระเพื่อมราวกับกลายเป็พื้นผิวน้ำข้างๆเตียงของทะนงปรากฏร่างเงาสีดำทะมึนค่อยๆ โผล่พ้นพื้นผิวน้ำขึ้นมาเหมือนมีแม่น้ำอยู่ที่พื้นตรงนั้นร่างที่ลอยขึ้นมาในอากาศเป็ร่างของหญิงสาวสวมเสื้อคอจีนแขนกระบอกชายเสื้อสั้นนุ่งผ้าซิ่นสีขาวทั้งชุดผมสีดำขลับยาวสยายล่องลอยในอากาศตามร่างที่เคลื่อนไหวช้าๆราวกับกำลังเต้นรำอยู่ใต้น้ำแขนสองข้างของเธอโอบรอบคอทะนงก่อนกระซิบเบาๆ ข้างหูเขา
“กลับมา”เสียงนั้นไม่ได้เป็เสียงที่เปล่งออกจากกล่องเสียงเหมือนมนุษย์ทั่วไปเพราะเธอไม่มีริมฝีปากแล้วบริเวณปากของเธออ้ากว้างเหมือนขากรรไกรฉีกออกมีเสียงหวีดร้องคล้ายเสียงแรงลมวิ่งผ่านท่อเล็กแหลมเสียดเข้าช่องหูจนแสบแก้วหูไปหมดใบหน้าสีขาวซีดของเธอกลับกลายเป็โครงกระโหลกที่มีรอยแตกยุบดวงตาปูดโปนเป็ลูกทะลักออกมาร่างกายแขนขาบิดเบี้ยวผิดรูปชุดสีขาวบริสุทธิ์ถูกย้อมด้วยเืสีแดงข้นจนเกือบดำ
“ผม…”
นาชาญรีบวิ่งถลันขึ้นไปนั่งบนเตียงเพื่อปิดปากทะนงไม่ให้ขานรับกลับไปทะนงดิ้นสุดตัวในขณะที่นาชาญหันกลับไปจ้องตาิญญาของหญิงสาวก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงกร้าวราวกับมีเสียงก้องกังวาลซ้อนทับเสียงจริงๆของเขาอยู่
“เหตุใดท่านจึงละทิ้งหน้าที่แล้วมาฆ่าคน”
“กลับมา”เสียงหวีดแหลมของเธอตอบกลับมาเพียงสองคำแต่ความหมายกลับทะลักเข้ามาในห้วงความคิดของนาชาญ มันหมายถึงความทนทุกข์ทรมานความเ็ปทางร่างกายและจิตใจที่โดดเดี่ยวก่อนจะตาย
เอวายืนตะลึงมองดูทุกอย่างที่เกิดขึ้นในห้องเธอตัวแข็งทื่อเพราะพึ่งเคยเห็นิญญาของจริงกับตาแม้ว่าจะยังอยู่ในภาวะตื่นตะลึงแต่เมื่อเห็นนาชาญนั่งนิ่งตัวแข็งอยู่ต่อหน้าิญญาหญิงสาวเธอจึงลองขยับเท้าก้าวไปข้างหน้าสลับกับมองดูปฏิกิริยาของิญญาเมื่อเห็นว่าิญญาก็ไม่ขยับเช่นกันเธอจึงค่อยๆ เดินอ้อมไปทางฟูกที่นอนเพื่อจะเอื้อมมือไปเขย่าตัวนาชาญแต่กลับกลายเป็ว่าภาพความทรงจำก่อนตายของิญญาหญิงสาวไหลผ่านเข้ามาในห้วงความคิดของเอวาด้วยจนเธอผงะทรุดลงนั่งบนฟูกที่นอน