“สิ่งที่น่าเ็ปที่สุดก็คือการที่ได้รู้ค่าของสิ่งหนึ่งก็ต่อเมื่อได้เสียมันไป”
“นายส่งเธอไปอย่างนั้นเหรอ?” คนที่เพิ่งปรากฏตัวขึ้นมาในห้องเอ่ยถาม“ทั้งๆที่พยายามหลบเลี่ยงมาตลอดเลยเนี่ยนะ?”
ร่างสูงโปร่งปรากฏตัวขึ้นอยู่ใจกลางห้องทันทีที่วงแหวนเวทสีน้ำเงินเข้มปิดตัวลงประโยคคำถามเอ่ยดังขึ้นมาทันทีเมื่อเ้าตัวเห็นร่างของคนที่นั่งอยู่บนกรอบหน้าต่างเงยหน้าแหงนมองพระจันทร์ที่ส่องสว่างอยู่บนท้องฟ้าเบื้องบน
ราวกับจะรู้คำถามเด็กหนุ่มที่ทิ้งตัวพิงกรอบหน้าต่างเอ่ยขึ้นมาด้วยคำตอบที่เขาเตรียมเอาไว้แล้วในใจ
“มาโมรุจำเป็ต้องได้รับความทรงจำกลับคืนไป”เด็กหนุ่มว่า “ไม่อย่างนั้นแล้วเขาจะปกป้องใครไม่ได้เลย”
“งั้นนายควรจะมอบมันให้เด็กนั่นั้แ่วันที่ลาจากกันแล้ว”
คนมาใหม่แย้ง
“มันเร็วเกินไปสำหรับเขา”เด็กหนุ่มบอก “ถ้าเขาเข้าใจเื่ราวทุกอย่างเร็วเกินไปมันจะเร่งเวลาที่เหลืออยู่ให้สั้นลงเด็กพวกนั้นในตอนนั้นน่ะรับมือพวกนักรบอเวจีไม่ไหวหรอก”
“นั่นเป็ความใจดีของนายหรือไง?”
“เป็เื่ที่คาดการณ์ไว้แล้วต่างหาก”
ั์ตาสีเทาเย็นเยียบของคนที่นั่งพิงกรอบหน้าต่างหันมามองใบหน้าคมเข้มของเขาถูกแสงจันทร์ที่ส่องสว่างจากทางด้านหลังบดบังสายตาเห็นเป็เงาตะคุ่มกับเรือนร่างที่สว่างไสวผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธสตาร์นั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น ไม่หวั่นไปกับเื่น่ากังวลใจใดๆที่เด็กหนุ่มผู้มาเยือนเอ่ย
“นาย ‘กล่อม’ ให้เธอไปที่นั่นได้ยังไงกันล่ะ?”ผู้มาเยือนถามอีก
“มิกิเป็เด็กฉลาดเธอรู้อยู่แล้วว่าในเวลาแบบนั้นควรจะต้องทำตัวยังไง”
เด็กหนุ่มเ้าของห้องตอบ
คนฟังได้แต่กระตุกรอยยิ้มขำ เขาไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าการกระทำนั้น‘เืเย็น’ ขนาดไหน
“นายสร้างาแให้คนอื่นอีกแล้วนะ”ผู้มาเยือนกล่าว “สำหรับเด็กคนนั้นแล้วการเผชิญหน้ากับคนที่ตัวเองรักที่สุดในวันที่รู้ว่าเขาเกลียดตัวเองน่ะเป็เื่ที่น่าเ็ปขนาดไหนแต่ถึงอย่างนั้นนายก็ยังสั่งให้เธอทำ เพียงเพราะ้าให้ทุกอย่าง ‘เป็ไปตามแผน’ นายเนี่ยไม่ได้เข้าใจอารมณ์ของผู้หญิงเอาซะเลย”
คนฟังไม่ได้เอ่ยอะไร
“เอาเถอะ ใช่ว่าฉันจะไม่รู้นิสัยนายให้เผชิญหน้ากันแบบนี้มันอาจจะดีกว่าก็ได้ ทั้งผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธซันกับเ้าหล่อนตราบใดที่ยังไม่เผลอนึกอะไรขึ้นมาได้อีกตอนนี้การปล่อยให้เล่นละครทำตัวเป็ผู้พิทักษ์ต่อไปอาจจะดีกับเรามากกว่าก็ได้อย่างน้อยจะได้ยืดเวลาที่ทางนี้จะได้ทำอะไรต่อไปได้ง่ายขึ้น”
“ใครกันแน่ที่เืเย็น?”
เ้าของร่างริมหน้าต่างเปรยๆขึ้นมาราวกับรู้ว่าเขานินทาอะไรเ้าตัวไว้ในใจ
ผู้มาเยือนยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ
“แล้วเื่ของผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธวอเทอร์ล่ะทั้งความทรงจำและผนึกก็คลายแล้ว แต่ดูเหมือนจะทำอะไรไม่ค่อยได้เท่าไหร่เลยนี่”
“ไม่อยากจะทำอะไรมากกว่า”ผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธสตาร์แย้ง “เพราะกลัวว่าจะเผลอทำอะไรลงไปน่ะสิถึงได้ไม่ยอมทำอะไรเด็กคนนั้นน่ะ”
“เกิดอะไรขึ้นกับเอิร์ธวอเทอร์ในอดีตกันแน่”ผู้มาเยือนถามเ้าของห้อง “อะไรที่ทำให้ ‘ไม่อยากทำ’ ขึ้นมา”
“กลัวว่าจะลบออกไป” เ้าของห้องบอก“แบบเดียวกับที่ลบเอิร์ธวอเทอร์ออกไปเมื่อตอนาคราวนั้น”
สีหน้าของผู้มาเยือนเคร่งเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“มีพลังที่รุนแรงขนาดนั้นเลยงั้นเหรอ?”
“ฉันคิดว่าเป็เพราะเขาควบคุมตัวเองไม่ได้”ผู้พิทักษ์แห่งเอริ์ธสตาร์เอ่ย “เขาก็เลยกลัวที่จะใช้มัน คงจะมีเื่อะไรบางอย่างเกิดขึ้นจนทำให้ตัดสินใจแบบนั้นแต่ว่าผลของการใช้พลังมากเกินไปในครั้งนั้นก็ส่งผลต่อเ้าตัวในโลกนี้ ฮิวาตาริโทวะ น่ะ เป็เด็กที่สภาพร่างกายอ่อนแอมาแต่ไหนแต่ไรบางทีแล้วในบรรดาผู้พิทักษ์ทั้งหมด เขาอาจจะเป็เพียงคนเดียวที่ไม่สามารถกลายเป็ผู้พิทักษ์ได้”
“ทั้งที่เป็อย่างนั้นนายก็ยังทิ้งหมอนั่นไว้ข้างเธอ?”
“เป็ความ้าของเ้าตัวเองต่างหาก”เด็กหนุ่มว่า “คนที่อยู่ข้างเธอน่ะ จะเป็ใครก็ได้ทั้งนั้น”
เสียงลงฝีเท้าดังมาตามระเบียงทางเดินที่มืดสลัวหยุดการสนทนาของเด็กหนุ่มทั้งสองไว้แต่เพียงเท่านั้นสายตาของทั้งคู่จับจ้องไปที่ประตูห้องซึ่งเปิดค้างไว้ไม่นานต่อจากนั้นร่างหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นมาตรงกรอบประตู
“ฉันได้ยินเสียง...”
เสียงใสกังวานของใครบางคนเอ่ยขึ้นมาจากหน้าประตูห้องเ้าของร่างหลบซ่อนตัวอีกครึ่งไว้เื้ัประตูไม้บานใหญ่โผล่มาให้เห็นเพียงเสี้ยวหน้ายื่นพ้นออกมาตรงกรอบประตู
ร่างสูงของเด็กหนุ่มที่นั่งพิงกรอบหน้าต่างะโลงจากที่นั่งอย่างว่องไวเขาเดินผ่านหน้าผู้มาเยือนตรงไปหาเ้าหล่อน ั์ตาสีเทาคู่นั้นไม่ละไปจากร่างบางก็จู่ๆก็ปรากฏตัวขึ้นมาขัดการสนทนา
“ทำไมยังไม่นอนอีก”
น้ำเสียงทุ้มปรามเสียงดุ
แต่ร่างเล็กๆนั้นหันมาสนใจใครบางคนที่อยู่ในห้องมากกว่าเขา
“ฉันกลับล่ะ”
คนที่อยู่ในห้องพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่แตกต่างไปจากตอนขามาอย่างเห็นได้ชัด
-บาร์เซโลน่า, สเปน-
“กลับมาแล้วเหรอครับ”
ร่างเล็กของนักรบอเวจีหนุ่มลุกขึ้นจากโซฟาทันทีที่เห็นวงแหวนเวทส่องสว่างอยู่ตรงใจกลางห้องนั่งเล่นไม่นานต่อจากนั้นร่างของเด็กหนุ่มอีกคนก็ปรากฏตัวอยู่เหนือวงเวทนั้นก่อนที่มันจะจางหายไป
“กลับมาแล้ว”
บราวน์ตอบเสียงเหนื่อยอ่อน
“ผมจะไปอุ่นนมร้อนมาให้นะ”
“ไม่ต้อง นายอยู่นี่แหละ”เด็กหนุ่มคว้าชายเสื้อเ้าของบ้านอีกคนไว้ได้ทันก่อนที่เ้าตัวจะผลุบหายไปในห้องครัวบราวน์กึ่งลากกึ่งบังคับออเร้นจ์กลับไปนั่งตรงโซฟาที่เดิมที่เด็กหนุ่มเคยนั่งรอเขาก่อนจะทิ้งร่างอ่อนล้าของตัวเองนั่งลงข้างๆกัน
“กรีนว่ายังไงบ้างครับ?”
“บ่นใส่ฉันจนหูชาแล้วเนี่ย” บราวน์หันมาดุใส่ “เพราะนายนั่นแหละทำอะไรตามใจไปแบบนั้น”
“ผมขอโทษ” น้ำเสียงของออเร้นจ์มีความสำนึกผิดอยู่ในนั้นจริงๆ“ผมแค่ไม่อยากให้เขาเผชิญหน้ากับพวกเราทั้งๆ
ที่ไม่รู้อะไรแบบนั้นนั่นมันไม่แฟร์สำหรับเขาเลยนะครับ”
“ไม่มีเหตุผลอะไรที่เราต้องยื่นอาวุธให้พวกนั้นหันมันเข้าหาเรานะ”
“ผมรู้” ออเร้นจ์บอกเสียงอ่อน“แต่ไวโอเลตก็เคยบอกไม่ใช่เหรอครับว่าให้ทำอะไรก็ได้ที่จะช่วยให้เ้าหญิงฟื้น
ความทรงจำขึ้นมาได้บราวน์ก็รู้นี่ครับว่า ‘เขา’ น่ะ มีความทรงจำร่วมกับเธอ”
“ไม่ใช่ว่าเพราะสงสารหรอกเหรอไง?”
“นั่นก็ส่วนนึงครับ”
“ออเร้นจ์!”
“ผมรู้… ผมรู้ว่าพวกเราในตอนนี้ทำได้แค่เฝ้ามองเท่านั้นแต่ผมปล่อยให้เขาเป็แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆไม่ได้ไม่อย่างงั้นเขาได้ตายก่อนจะได้พบกับเรดแน่ๆ”
“เรดจะไม่เคลื่อนไหวตราบเท่าที่ผนึกของยัยเ้าหญิงนั่นยังไม่หายไป” บราวน์ว่า“กรีนบอกฉันแล้วว่าห้านักรบอเวจีจะยังไม่ลงมือทำอะไรทั้งนั้นเด็กพวกนั้นเหมือนเหยื่อล่อ ที่พวกมันดึงเวลามานานขนาดนี้ก็เพื่อให้พวกผู้พิทักษ์นั่นรับมือกับพวกเราไหวหน้าที่ของเราในตอนนี้ไม่ใช่การกำจัดแต่เป็การทำให้ยัยเ้าหญิงนั่นได้ความทรงจำกลับคืนมาคนที่จะต้องตายในาคราวนี้น่ะมีคนเดียวก็พอแล้ว”
“แค่คนเดียวก็มากเกินไปแล้วครับ” ออเร้นจ์พูดอย่างหวาดหวั่น “ถ้าเป็ไปได้ผมก็ไม่อยากให้มันเกิดขึ้นมาอีกแล้วที่พวกเรามาเกิดใหม่ได้เนี่ยเพื่อทำเื่พวกนี้เท่านั้นเหรอครับ”
“ฉันจะไปตอบคำถามนั้นได้ยังไงล่ะ!” บราวน์หันมาทำตาดุใส่
ออเร้นจ์นิ่งเงียบไปราวกับกำลังใช้ความคิด ขณะที่บราวน์เหยียดแขนออกเต็มพนักพิงพลางเงยหน้าขึ้นมองฝ้าเพดานปล่อยให้คนข้างตัวใช้เวลาอยู่กับตัวเองสักพักจนกว่าจะตระหนักได้ว่าสิ่งที่ควรจะทำค่อไปคืออะไร
“ฉันไม่ได้บอกเรดเื่ที่นายทำลงไปหรอกนะ”
“ไม่ได้เจอกันเหรอครับ” ออเร้นจ์หันมาถามอย่างประหลาดใจ
“เจอ” บราวน์ตอบ“แต่ฉันหมายถึงเื่ที่นายเก็บเอาความทรงจำบางส่วนของผู้หญิงคนนั้นเอาไว้ต่างหาก”
“อ้อ...” ออเร้นจ์เปรยขึ้นมา บราวน์สังเกตเห็นว่าสีหน้าของเด็กหนุ่มนั้นดูเ้าเล่ห์ขึ้นมานิดๆ
“อย่าคิดนะว่าฉันไม่รู้ เบญจดาราน่ะเป็ทั้งข่ายเวทฟื้นฟูและปิดกั้นคงกะว่าไม่ให้คืนไปแน่ๆสินะถึงได้ทำให้ผู้หญิงคนนั้นสลบไป”
“ผมน่ะ... ให้เขารู้เื่นั้นไม่ได้หรอกครับ” ออเร้นจ์บอกอมยิ้มนิดๆราวกับคนที่กำลังรำลึกความหลังอันหวานชื่น“มันเป็เื่ของผมกับเธอคนนั้นที่เกี่ยวข้องกับเขาโดยตรงคงจะให้เขารู้ไม่ได้หรอก”
บราวน์เหลือบมองออเร้นจ์
“เื่อะไร?”
“ความลับครับ” ออเร้นจ์หันมาส่งรอยยิ้มให้เขา “ไว้ทุกอย่างจบลงผมจะเล่าให้บราวน์ฟังแน่ๆครับ เื่ของผมกับเธอคนนั้น”
“ดูเหมือนนายจะเป็ห่วงเป็ใยผู้หญิงคนนั้นเหลือเกินนะ ทั้งๆที่ถอนตัวออกมาจากเอิร์ธซันั้แ่เด็กแล้วแท้ๆไม่คิดว่าจะเหลือเยื่อใยกันอีก”
“เพราะผมกับเธอมีสัญญาร่วมกันเพื่อปกป้องคนคนนั้นแล้วไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นพวกเราก็จะเดินหน้าต่อไป”
“อ้อ... เข้าใจล่ะ เหตุผลงี่เง่าอีกแล้วล่ะสิ”
บราวน์ว่า กระตุกรอยยิ้มเยาะขณะที่ออเร้นจ์หันมาส่งสายตาดุๆที่ดูจะไม่เข้ากันเลยใส่เขา
“ไม่ได้งี่เง่าสักหน่อยนะครับ!”เด็กหนุ่มแย้งเสียงขุ่น
บราวน์ถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายฝ่ามือหยาบเอื้อมไปบีบหัวออเร้นจ์แล้วเขย่าไปมาอย่างหงุดหงิด
“ไอ้นิสัยงี่เง่าของนายทำยังไงก็ไม่เปลี่ยนไปหรอก พอเป็เื่เกี่ยวกับคนอื่นทีไรนายมักจะเลือกหนทางที่สิ้นคิดทุกทีคิดว่าฉันไม่รู้หรือไง”
“ไม่ได้รู้เื่เลยสักนิดครับ” ออเร้นจ์บ่นกระปอดกระแปด
“งั้นนายคิดว่าคนที่พวกนายพยายามปกป้องนักหนาจะเดินหน้าต่อไปยังไงล่ะ?” บราวน์ถาม “ในเมื่อทั้งนายและผู้หญิงคนนั้นเลือกที่จะเดินในเส้นทางตรงกันข้ามเพื่อปกป้องหมอนั่นกันขนาดนั้น”
ออเร้นจ์ตอบคำถามนั้นของบราวน์ไม่ได้
