ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 44 กดสูตร

    กลับมาบรรยายมุมมองบุคคลที่หนึ่ง จากเล่าผ่านปากของเกี้ยม

             

            พอผมพูดจบ พวกเขาสองคนที่เมื่อกี้ยังทำหน้าซีเรียสก็พากันก้มลงเช็กสภาพร่างกายตัวเองอย่างกับโดนผมปลุกให้สำนึกว่า 'เฮ้ย นายหายยังอะ?'

            ซึ่งก็ใช่.. ที่ผมพูดไปมันไม่ใช่เล่น ๆ

            แขนของหนานหงชุนที่เคยซ้นตอนวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน อาการปวดอาการตึงมันหายไปแบบงง ๆ แบบไม่ต้องมีหมอ ไม่ต้องใช้ยารักษา

            แผลของซุนโหวหวังก็ไม่น้อยหน้า..

            ไอ้รอยพุพองที่เห็นแล้วอยากเบือนหน้าหนี ตอนนี้ดูดีขึ้นจนน่ากลัว

            ซี่โครงที่เคยหักเหมือนโดนเตะจากมังกรสิบหัวยังดูตื้นขึ้นเมื่อลองสังเกตดี ๆ ทั้งที่ตามหลักสูตร โอสถต่อกระดูกควรจะใช้เวลาสักสี่วันอย่างต่ำถึงจะเห็นผล

            นี่ขนาดแค่ครึ่งชั่วโมงเมื่อเพื่อนหน้าขนของผมลองกดเบา ๆ ตรงซี่โครง แม้ยังเจอความรู้สึกจี๊ด ๆ เหมือนโดนมดกัดอยู่

            แต่ไม่ใช่แบบเจ็บจนอยากกรวดน้ำไปก่อนเลย

            ส่วนหนานหงเซีย..

            เอาเป็นว่าตอนนี้เธอเดินตัวตรงได้ปร๋อเหมือนไม่เคยโดนกัดมาก่อนเลยด้วยซ้ำ

            จะมีใครเชื่อไหมว่าหัวไหล่นั่นเคยโดนฟันของสัตว์อสูรจ้วงมาจริง ๆ

            ถ้านี่ไม่ใช่พลังฟื้นฟูระดับเทพ ผมก็ไม่รู้จะเรียกมันว่ายังไงแล้วล่ะ

             

            “เกลอ..

            ใช่ที่นี่ที่..ที่เจ้าเห็นในนิมิตที่ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งชี้ทางให้เอ็งมาฤาไม่?”

            ตอนแรกโหวหวังทำหน้าไม่เชื่อผมตอนผมบอกเรื่องคำทำนาย ตอนนี้กลับแสดงออกว่าคำหัวเราะที่มันเคยพ่นใส่ผมเป็นการกระทำที่สิ้นคิด

             

            “แปบนะ.. เนตรจ้าวมังกร!!”

            ดวงตาผมก็สว่างวาบเป็นสีทองทันที

            พอใช้เนตรพิเศษนี้มองออกไป สิ่งที่ผมเห็นคืออักขระลอยเต็มอากาศไปหมด

            มันไม่ได้แค่ลอยเฉย ๆ นะ แต่มีพลังปราณไหลผ่านแต่ละเส้นอย่างกับเส้นเลือดของสิ่งมีชีวิต

            แถมรูปแบบของพวกมันยังซับซ้อนระดับที่ทำให้ผมนึกถึงเวลาเปิดกล่องวงจรไฟฟ้าแล้วเจอสายพันกันเละไปหมด

             

            “นิมิตจากผู้ก่อตั้ง?”

            หนานหงชุนถามออกมาด้วยความมึนงงสงสัย

             

            “บอกเจ้าตามตรง..หงชุน

            ที่พวกข้าเลือกมาทำภารกิจส่งสินค้าที่เมืองมังกรธารา เพราะข้ารู้ความลับบางอย่าง ว่าป่าทางตอนเหนือของเมืองมังกรธารา หรือก็คือป่าแห่งนี้มีสถานที่ลึกลับสถานที่หนึ่ง ซึ่งข้าเดาว่าน่าจะเป็นสุสานหรือสถานที่อันพิเศษบางอย่างของผู้ก่อตั้งแห่งสำนักสี่ขุนเขา

            ซึ่งสถานที่นั้น..

            ก็เหมือนจะเป็นที่นี่!

            ไม่สิ..

            มันคือที่นี่แน่นอน!!”

            ผมพูดออกไปอย่างไม่อาจซ่อนความตื่นเต้นได้เลยจริง ๆ

            ขาที่ยังไม่ทันจะหยุดดีได้ก้าวต่อ สายตาก็กวาดไปรอบถ้ำอย่างกับกำลังหาตู้เซฟลับที่ซ่อนอยู่หลังแผ่นหิน

             

            ก็เข้าใจผมนะ ถ้ามีแค่พลังฟื้นฟูอย่างเดียวในถ้ำขลังระดับนี้ ผมคงอดคิดไม่ได้ว่าผมอุตส่าห์ลากพรรคพวกบุกดงตายมาถึงนี่เพื่ออะไร

            ถ้าไม่มีอะไรน่าตะลึงกว่านี้อีก..

            ผมคงนอนตีอกช้ำใจตอนกลับไปที่สำนักแน่

             

            “สุสานของผู้ก่อตั้งสำนักสี่ขุนเขาผู้ไร้นามผู้นั้น?”

            หนานหงชุนถึงกับหลุดอุทานออกมาด้วยความตื่นตกใจ

            ก็ไม่แปลกหรอก..

            คนที่สามารถคิดค้นวิชากระบี่และปราณกระบี่ระดับทำให้ศัตรูอยากลาออกจากวงการ มันไม่ใช่แค่มีฝีมือ แต่ต้องมีอะไรซ่อนไว้ใต้พรมอีกเพียบแน่นอน

             

            “อาจใช่หรืออาจไม่”

            ผมยิ้มบาง ๆ ตอบไปแบบไม่คิดอะไรมาก

            “ไหนดูสิ้..

            ว่าผู้ก่อตั้งชี้นำให้ข้ามาพบกับสิ่งใด..”

            ทันทีที่พูดจบ ผมก็เดินตรงเข้าไปในส่วนลึกของถ้ำทันที

            เดินแบบมั่นใจ ไม่ใช่เพราะกล้า

            เพราะทั้งหมดล้วนอยู่ในคำทำนายนั้นแล้ว

             

            สายตาผมกวาดซ้ายขวาอย่างละเอียดทุกฝีก้าว..

            ที่นี่มันพิเศษเกินกว่าจะปล่อยให้ใครเดินเข้าออกชิล ๆ ได้แน่

            ถ้าไม่มีการวางกับดักละก็..

            ผมคงต้องทบทวนใหม่แล้วว่าสำนักสี่ขุนเขานี่มีดีจริงหรือแค่ขายแบรนด์

             

            ด้านสองพี่น้องราชวงศ์หนานก็ช่วยกันประคองโหวหวังเดินตามผมมาแบบระวังสุดชีวิต ส่วนผมเองก็ค่อย ๆ ลากฝีเท้าไปช้า ๆ

            ไม่ใช่เพราะเล่นตัว..

            แต่เพราะรู้สึกได้บางอย่างเปลี่ยนไป เหมือนอักขระในถ้ำมันขยับเองได้อย่างเงียบเชียบ

            แล้วไม่ใช่แค่ภาพนะ พลังการรักษาที่เคยคลุ้งอยู่ในอากาศเริ่มจางลงจนผมแทบไม่รู้สึกอะไรแล้ว

            ยิ่งเนตรจ้าวมังกรยังดูดพลังผมต่อเนื่องแบบไม่ปรานี

             

            เมื่อเดินมาได้สักระยะ ผมต้องยืนนิ่งแล้วยกแขนขึ้นกันหน้าเพื่อนทั้งสามไว้

            เพราะอักขระปราณนั้นเปลี่ยนแปลงจนดูน่าสงสัย

             

            ดวงตาสีทองของผมกวาดมองไปรอบถ้ำ แล้วทางหางตาก็สะดุดเข้ากับกองกระดูกที่พูนกองอยู่ฝั่งขวาแบบตั้งใจวางไว้

            “คิดไว้ไม่มีผิด..”

            และใช่.. มันเป็นอย่างที่ผมคิดจริง ๆ

            “จากตรงนี้ไป..

            ข้าเคลื่อนไหวอย่างไร..

            พวกเจ้าก็จงเคลื่อนไหวอย่างนั้น อย่าได้บิด อย่าได้ทำแปลก..

            ข้าเชื่อว่าน่าจะมีกับดักขวางทางเราพวกอยู่”

            พอคิดถึงจังหวะกับดัก ผมก็หันไปมองโหวหวังโดยอัตโนมัติ

            วงตาสีทองของผมเคลื่อนไปหาหมอนั่นอย่างห่วง ๆ

            ไม่ใช่ว่าผมไม่มั่นใจในตัวมันนะ แต่สภาพร่างกายตอนนี้มันดูพึ่งไม่ได้พอกันกับแรมคอมเก่า ๆ ที่เปิดทีไรมีเสียงแกรกทุกที

            “เจ้าไหวหรือไม่โหวหวัง?”

            ผมมองสภาพโหวหวังแล้วอดคิดไม่ได้ว่าถ้ามีอะไรโผล่มาแบบไม่ให้ตั้งตัว

            หมอนี่คงไม่มีแรงแม้แต่จะเบี่ยงตัวหลบ ปฏิกิริยามันคงช้าจนอาจทำให้พวกเรามีอันตรายทั้งกลุ่ม

             

            “สบาย..สบาย

            ความจริงฉันเดินเองไหวตั้งนานแล้ว ให้วิ่งก็ยังได้

            ฉันเพียงอยากอ้อน...”

            ผมยังไม่ทันจะได้ประชดอะไร สายตาของหมอนั่นก็รีบปัดไปทางหนานหงเซียซะก่อน

            ส่วนทางฝ่ายยัยนั่นก็ได้แต่ก้มหน้าหลบตาแบบคนที่พอจะรู้ทัน แต่ก็ยังไม่ยอมปล่อยมือจากไหล่ของไอ้หน้าขน

            โอเค..

            งั้นผมจะไม่พูดอะไรตอนนี้ก็แล้วกัน

             

            “???”

            หนานหงชุนเองก็ทำได้แค่มองซ้ายแลขวาอย่างกับหลุดมาอยู่ในฉากที่ไม่รู้บท

            มันมีอาการมึนงงแบบคนที่โดนลากมาเล่นละครแต่ไม่ได้ซ้อมล่วงหน้า ไม่พูดอะไรสักคำ

             

            ส่วนผมนี่กลอกตาจนแทบจะเคล็ด แล้วหันไปมองหนานหงเซียแบบส่งสายตาว่า 'เอาจริงดิ.. เธอมองผมว่าเป็นคนลามก แต่กลับให้หมอนั่นพิงตัวอยู่แบบนั้นเนี่ยนะ?'

             

            “เอาล่ะ.. ถ้าไหว.. ก็จงตามข้ามาเรื่อย ๆ และทำตามที่ข้ากล่าวไปเมื่อครู่”

            ผมหันหลังกลับไปยังเส้นทางด้านในอีกครั้ง

            ทุกย่างก้าวที่เหยียบต้องคิดให้รอบคอบเหมือนจะเล่นเกม RPG โหมด ฮาร์ดคอร์ที่เมื่อตายก็ถูกเตะออกจากเซิร์ฟ

            และเผอิญเซิร์ฟที่ว่าของผม..

            มันคือโลกใบนี้..

            พวกที่เดินตามผมมาก็ระวังตัวสุดชีวิต ย่ำเหยียบเป๊ะทุกตารางมิลลิเมตรที่ผมเหยียบมาแล้ว พวกนั้นคงคิดเหมือนผม ว่าอย่างน้อยถ้าจะมีอะไรโผล่มา..

            ก็ขอให้มันระเบิดใส่หัวคนหน้าสุดก่อนจะดีกว่า..

             

            เราเดินกันเข้าไปในถ้ำอีกลึก ราวหกชั่วโมงกว่ากว่า ๆ

            ซากโครงกระดูกที่ตอนแรกนอนเรียงรายก็เริ่มบางตา ยิ่งหนึ่งชั่วโมงหลังนี่ไม่มีให้เห็นเลยสักชิ้น

            นั่นหมายความว่า..

            พวกเราเดินมาถึงจุดที่คนก่อนหน้ายังมาไม่ถึง..

             

            หลังจากลากเท้าอีกครึ่งชั่วโมง..

            ผมก็พาเพื่อน ๆ มาถึงจุดหนึ่งที่มีหน้าประตูยักษ์สองบาน

            บานประตูคู่นี้ทั้งกว้างทั้งสูง ใหญ่พอจะใช้เป็นฉากเปิดของสวนสนุกธีมยุทธภพได้เลย ข้าง ๆ ประตูก็มีรูปปั้นมังกรยืนขนาบแบบผู้คุมประตู

            แถมยังไม่ได้มีแค่ดีไซน์สวย..

            เพราะดวงตามันดันส่องแสงขึ้นมาจริง ๆ

            ใช่ครับ..

            ดวงตาของมังกรทั้งสองตนสว่างวาบ

             

            มังกรฝั่งขวาเปล่งแสงสีน้ำเงินกับน้ำตาล ฝั่งซ้ายเป็นสีแดงกับเทาขุ่น

            ส่วนตัวประตูบานมหึมานั่นมีดวงตาดวงใหญ่กลางประตูผสานกันอยู่แบบไม่มีรอยต่อเลยสักนิด แต่เปล่งแสงสีทองออกมาจนถ้ำที่เคยมืดสลัวกลับสว่างขึ้นราวกับเป็นแสงไฟส่องทางให้กับพวกเรา

            ยิ่งผมเดินเข้าใกล้ ก็ยิ่งรู้สึกขนลุกเพราะประตูมันดูใหม่มาก และใหม่มาก ใหม่ขนาดที่ถ้าเอานิ้วรูดอาจมีเสียงเอี๊ยด ต่างกับโครงกระดูกข้างทางที่เก่าเหมือนผ่านหลายฤดูกาลมาแล้ว

            มันทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่า..

            ถ้าไม่ใช่ผู้ก่อตั้งสำนักสี่ขุนเขาเป็นคนสร้าง..

            ต้องเป็นคนประเภทไหนที่มาสร้างสุสานขนาดใหญ่และเต็มไปด้วยพลังปราณและกับดักมากมายขนาดนี้ข้างในป่า

            ไม่สิ..

            ทำไมถึงต้องมาสร้างอยู่ที่นี่..

             

            “จากตรงนี้ไม่มีกับดักแล้วละ..”

            ผมพูดพลางถอนเนตรจ้าวมังกรลงด้วยความรู้สึกเหมือนถอดแว่น VR ที่ใส่นานเกินไป

            ตาของผมนี่ล้าแบบที่น่าจะเอาน้ำแข็งมาประคบมากกว่านวดเฉย ๆ

            ถึงอย่างนั้น.. ผมก็ยังใช้นิ้วนวดเปลือกตาเบา ๆ หวังว่าการใช้เนตรจ้าวมังกรระยะเวลานานจะไม่ได้ทำให้ดวงตาของผมเสียหายอะไรระยะยาว

             

            พอได้ยินผมบอกว่าข้างหน้าปลอดภัย พวกข้างหลังก็ถอนหายใจเฮือกเดียวกันเหมือนผ่านข้อสอบกลางภาคมาได้แบบเฉียด ๆ

            หนานหงชุนดูจะใจร้อนที่สุด..

            มันเดินเข้าไปใกล้ประตูบานซ้ายทันที มือก็ลูบ ๆ คลำ ๆ แบบที่ถ้าผมมองผิดไปหรือเนตรจ้าวมังกรที่ล้ามาก ๆ มองข้าม

            มันก็คงถูกกับดักเล่นงานเป็นคนแรก

            แต่ประตูก็ทำตัวนิ่งเหมือนเป็นคนกำลังงอน

            ไม่ว่าจะออกแรงมากแค่ไหน มันก็ไม่ยอมขยับสักกระเบียดนิ้ว

            เหมือนจะบอกกลาย ๆ ว่า 'ไม่อนุญาตให้ผ่านครับ กรุณากดกริ่งก่อน'

            “ก็รู้อยู่หรอกว่ามันคงไม่ขยับ..

            พี่หม่า..

            เราควรทำเช่นไรต่อ?”

             

            “แปบหนึ่ง!! ข้าขอพักสายตาอีกประเดี๋ยว!!”

            ผมยังคงหลับตานวดกล้ามเนื้อรอบดวงตาอย่างเบามือ

            เหมือนพยายามประคบประหงมของมีค่า เพราะในจังหวะนี้ ถ้าผมเผลอแรงมือไปนิดเดียว ตาผมอาจเด้งออกมาเดินเล่นเองได้เลย

            ขอแค่ได้พักอีกสักนิด..

            อีกนิดเดียวก็ยังดี..

             

            “นั่น!! ตรงแถวของประตูของแต่ละบาน มีก้อนหินยื่นออกมาด้วย”

            สิ่งที่หงเซียเห็นก็ทำให้ผมต้องฝืนลืมตาขึ้นมาจนได้

            เพราะมันแตกต่างจากส่วนอื่นของประตูอย่างเห็นได้ชัด ยกเว้นแค่ดวงตาสีทองตรงกลางที่ยังดูน่าเกรงขาม

            ผมมองตามสายตาของเธอ แล้วก็เห็นชัดเลยว่าบานซ้ายมีแท่นหินสี่ก้อนเรียงเป็นรูปเครื่องหมายบวก (+) เด่นหรา

            แต่ละก้อนมีลูกศรสลักไว้ ซ้าย (<) บน (^) ขวา (>) ล่าง (v) เหมือนคนออกแบบไม่อยากให้หลงว่าควรจะกดไปทางไหน

            ส่วนอีกฝั่งก็ไม่น้อยหน้า แม้มีก้อนหินแค่สองก้อน แต่ตำแหน่งดันดูคุ้นตาชะมัด

            ก้อนหนึ่งอยู่ขวาบน อีกก้อนอยู่ซ้ายล่าง และบนพวกมันมีสัญลักษณ์แปลก ๆ ที่ผมเชื่อว่าตำราทั่วไปไม่มีสอนแน่ ๆ

            อย่างน้อยก็ในยุทธทวีป

             

            โหวหวังไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบพุ่งเข้าไปสำรวจแท่นพวกนั้นก่อนเลย

            มันมองด้วยสายตาแบบนักล่าปริศนา แล้วค่อย ๆ ยกมือขึ้นอังไว้เหนือแท่นหินก้อนหนึ่งเหมือนกำลังตั้งใจฟังว่ามันมีเสียงหัวใจไหม

            ผมเองก็ได้แต่มองตาม

             

            พอผมเห็นก้อนหินทั้งหกก้อนเรียงกันอยู่ตรงนั้น คิ้วผมนี่กระตุกขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ ใจหนึ่งก็อยากปฏิเสธ แต่ภาพที่อยู่ตรงหน้ามันก็ชวนให้คิดอะไรบ้า ๆ ขึ้นมาจริง ๆ

            “ไม่จริงน่า..

            มันคงไม่ใช่แบบที่ข้าคิดหลอกมั้ง..”

            แต่เอาเถอะ..!

            ผมยังเดินเข้าไปใกล้พวกมันอยู่ดี..

            เดินไปแบบที่ใครเห็นคงคิดว่าผมมั่นใจเต็มร้อย ทั้งที่ในหัวผมนี่มีเสียงของตัวเองดังก้องอยู่ในหัว

            เสียงหนึ่งมั่นใจว่าใช่ในสิ่งที่ตนเองคิด

            เสียงหนึ่งบอกว่านี่มันยุทธทวีปนะ เป็นไปไม่ได้หรอก

            อีกเสียงก็บอกว่าต้องลองทำอะไรสักอย่างกับกลไกนี้

             

            ผมค่อย ๆ ตรวจดูหินแต่ละก้อนแบบละเอียด

            และก็ใช่..

            เป็นอย่างที่ผมคิดไม่มีผิดเลย หินสี่ก้อนทางขวาเรียงเหมือนปุ่มควบคุมเกมเป๊ะ ส่วนอีกฝั่งก็ชัดเจน ปุ่มหนึ่งสลักว่า A อีกปุ่มสลักว่า B

            ใจผมนี่เริ่มสั่นระรัว แล้วคำถามมันก็โผล่ขึ้นมาในหัวทันทีว่า..

            ใครมันเป็นคนออกแบบ..

             

            “อย่างไร? เอ็งพอรู้กลไกของมันหรือไม่”

            โหวหวังถามขึ้นมาในจังหวะที่ผมยังยืนมึนงงอยู่กับภาพตรงหน้า

            ดูท่า..

            ท่าทางผมคงดูประหลาดใจจนเกินพอดี

            ก็แน่ล่ะ..

            ใครมันจะไปเชื่อว่าอยู่ดี ๆ จะมาเจออะไรที่เหมือนเอาเครื่องเกมโบราณมาตั้งไว้กลางถ้ำแบบนี้

             

            “ไม่รู้”

            ผมตอบตามตรง ทั้งที่มือก็ยังลูบไปบนก้อนหินทีละก้อนเบา ๆ และก็ใช่

            มันยุบได้จริงแบบที่โหวหวังว่าไว้

            ไม่มีเสียง ไม่มีแรงสะท้อน เหมือนปุ่มมันรอให้ใครบางคนมากดอยู่ก่อนแล้ว

            “แต่หากว่าข้าเป็นไอ้ตาทองในคำทำนายนั่นจริง สิ่งที่ข้ากดลงไปย่อมถูกต้อง..”

            ผมพูดพลางกลืนน้ำลายอย่างฝืด ๆ

            ไม่ใช่เพราะกลัว..

            แต่เพราะมันแห้งจริง ๆ

             

            ไม่มีการให้สัญญาณ ไม่มีการหันไปมองใครทั้งสิ้น

            ผมยกนิ้วขึ้น และค่อย ๆ กดลงไปบนปุ่มเหล่านั้นทีละปุ่ม ตามที่หัวใจและความทรงจำวัยเด็กสั่งมา

            สิ่งเดียวที่ผมนึกออกก็มีแต่รหัสนั้น..

            'ขึ้น..ขึ้น..ลง..ลง..ซ้าย..ขวา..ซ้าย..ขวา..บี..เอ!! '

             

            แก๊ก...

            เสียงประตูที่สูงเกือบเท่าหน้าผาเคลื่อนถอยหลังช้า ๆ ทำเอาผมเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว

            แสงสว่างจากด้านหลังสาดออกมาผ่านรอยแง้มตรงกลางอย่างกับเป็นฉากเปิดของดันเจี้ยนลับในเกมแฟนตาซี

            ผมยืนมองประตูทั้งสองบานค่อย ๆ ถอยไปด้วยสายตาแทบไม่กะพริบ มันไม่ใช่แค่ประหลาดใจ มันคือความงงขั้นสุด

            'เอาจริงดิ? สูตรสามสิบตัวจริงดิ?'

            บ้าจริง..

            คนที่วางระบบนี่มันเป็นใครกันแน่? แล้วเขาไปขุดสูตรโกงรหัสนี้มาจากไหน?

            ไม่สิ...

            คำถามที่ใหญ่กว่านั้นคือ..

            เขาเป็นคนยุคโบราณจริง ๆ หรือ..

    คล้ายกับเรื่องร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit ที่คุณอ่าน