กลับมาบรรยายมุมมองบุคคลที่หนึ่ง จากเล่าผ่านปากของเกี้ยม
พอผมพูดจบ พวกเขาสองคนที่เมื่อกี้ยังทำหน้าซีเรียสก็พากันก้มลงเช็กสภาพร่างกายตัวเองอย่างกับโดนผมปลุกให้สำนึกว่า 'เฮ้ย นายหายยังอะ?'
ซึ่งก็ใช่.. ที่ผมพูดไปมันไม่ใช่เล่น ๆ
แขนของหนานหงชุนที่เคยซ้นตอนวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน อาการปวดอาการตึงมันหายไปแบบงง ๆ แบบไม่ต้องมีหมอ ไม่ต้องใช้ยารักษา
แผลของซุนโหวหวังก็ไม่น้อยหน้า..
ไอ้รอยพุพองที่เห็นแล้วอยากเบือนหน้าหนี ตอนนี้ดูดีขึ้นจนน่ากลัว
ซี่โครงที่เคยหักเหมือนโดนเตะจากมังกรสิบหัวยังดูตื้นขึ้นเมื่อลองสังเกตดี ๆ ทั้งที่ตามหลักสูตร โอสถต่อกระดูกควรจะใช้เวลาสักสี่วันอย่างต่ำถึงจะเห็นผล
นี่ขนาดแค่ครึ่งชั่วโมงเมื่อเพื่อนหน้าขนของผมลองกดเบา ๆ ตรงซี่โครง แม้ยังเจอความรู้สึกจี๊ด ๆ เหมือนโดนมดกัดอยู่
แต่ไม่ใช่แบบเจ็บจนอยากกรวดน้ำไปก่อนเลย
ส่วนหนานหงเซีย..
เอาเป็นว่าตอนนี้เธอเดินตัวตรงได้ปร๋อเหมือนไม่เคยโดนกัดมาก่อนเลยด้วยซ้ำ
จะมีใครเชื่อไหมว่าหัวไหล่นั่นเคยโดนฟันของสัตว์อสูรจ้วงมาจริง ๆ
ถ้านี่ไม่ใช่พลังฟื้นฟูระดับเทพ ผมก็ไม่รู้จะเรียกมันว่ายังไงแล้วล่ะ
“เกลอ..
ใช่ที่นี่ที่..ที่เจ้าเห็นในนิมิตที่ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งชี้ทางให้เอ็งมาฤาไม่?”
ตอนแรกโหวหวังทำหน้าไม่เชื่อผมตอนผมบอกเรื่องคำทำนาย ตอนนี้กลับแสดงออกว่าคำหัวเราะที่มันเคยพ่นใส่ผมเป็นการกระทำที่สิ้นคิด
“แปบนะ.. เนตรจ้าวมังกร!!”
ดวงตาผมก็สว่างวาบเป็นสีทองทันที
พอใช้เนตรพิเศษนี้มองออกไป สิ่งที่ผมเห็นคืออักขระลอยเต็มอากาศไปหมด
มันไม่ได้แค่ลอยเฉย ๆ นะ แต่มีพลังปราณไหลผ่านแต่ละเส้นอย่างกับเส้นเลือดของสิ่งมีชีวิต
แถมรูปแบบของพวกมันยังซับซ้อนระดับที่ทำให้ผมนึกถึงเวลาเปิดกล่องวงจรไฟฟ้าแล้วเจอสายพันกันเละไปหมด
“นิมิตจากผู้ก่อตั้ง?”
หนานหงชุนถามออกมาด้วยความมึนงงสงสัย
“บอกเจ้าตามตรง..หงชุน
ที่พวกข้าเลือกมาทำภารกิจส่งสินค้าที่เมืองมังกรธารา เพราะข้ารู้ความลับบางอย่าง ว่าป่าทางตอนเหนือของเมืองมังกรธารา หรือก็คือป่าแห่งนี้มีสถานที่ลึกลับสถานที่หนึ่ง ซึ่งข้าเดาว่าน่าจะเป็นสุสานหรือสถานที่อันพิเศษบางอย่างของผู้ก่อตั้งแห่งสำนักสี่ขุนเขา
ซึ่งสถานที่นั้น..
ก็เหมือนจะเป็นที่นี่!
ไม่สิ..
มันคือที่นี่แน่นอน!!”
ผมพูดออกไปอย่างไม่อาจซ่อนความตื่นเต้นได้เลยจริง ๆ
ขาที่ยังไม่ทันจะหยุดดีได้ก้าวต่อ สายตาก็กวาดไปรอบถ้ำอย่างกับกำลังหาตู้เซฟลับที่ซ่อนอยู่หลังแผ่นหิน
ก็เข้าใจผมนะ ถ้ามีแค่พลังฟื้นฟูอย่างเดียวในถ้ำขลังระดับนี้ ผมคงอดคิดไม่ได้ว่าผมอุตส่าห์ลากพรรคพวกบุกดงตายมาถึงนี่เพื่ออะไร
ถ้าไม่มีอะไรน่าตะลึงกว่านี้อีก..
ผมคงนอนตีอกช้ำใจตอนกลับไปที่สำนักแน่
“สุสานของผู้ก่อตั้งสำนักสี่ขุนเขาผู้ไร้นามผู้นั้น?”
หนานหงชุนถึงกับหลุดอุทานออกมาด้วยความตื่นตกใจ
ก็ไม่แปลกหรอก..
คนที่สามารถคิดค้นวิชากระบี่และปราณกระบี่ระดับทำให้ศัตรูอยากลาออกจากวงการ มันไม่ใช่แค่มีฝีมือ แต่ต้องมีอะไรซ่อนไว้ใต้พรมอีกเพียบแน่นอน
“อาจใช่หรืออาจไม่”
ผมยิ้มบาง ๆ ตอบไปแบบไม่คิดอะไรมาก
“ไหนดูสิ้..
ว่าผู้ก่อตั้งชี้นำให้ข้ามาพบกับสิ่งใด..”
ทันทีที่พูดจบ ผมก็เดินตรงเข้าไปในส่วนลึกของถ้ำทันที
เดินแบบมั่นใจ ไม่ใช่เพราะกล้า
เพราะทั้งหมดล้วนอยู่ในคำทำนายนั้นแล้ว
สายตาผมกวาดซ้ายขวาอย่างละเอียดทุกฝีก้าว..
ที่นี่มันพิเศษเกินกว่าจะปล่อยให้ใครเดินเข้าออกชิล ๆ ได้แน่
ถ้าไม่มีการวางกับดักละก็..
ผมคงต้องทบทวนใหม่แล้วว่าสำนักสี่ขุนเขานี่มีดีจริงหรือแค่ขายแบรนด์
ด้านสองพี่น้องราชวงศ์หนานก็ช่วยกันประคองโหวหวังเดินตามผมมาแบบระวังสุดชีวิต ส่วนผมเองก็ค่อย ๆ ลากฝีเท้าไปช้า ๆ
ไม่ใช่เพราะเล่นตัว..
แต่เพราะรู้สึกได้บางอย่างเปลี่ยนไป เหมือนอักขระในถ้ำมันขยับเองได้อย่างเงียบเชียบ
แล้วไม่ใช่แค่ภาพนะ พลังการรักษาที่เคยคลุ้งอยู่ในอากาศเริ่มจางลงจนผมแทบไม่รู้สึกอะไรแล้ว
ยิ่งเนตรจ้าวมังกรยังดูดพลังผมต่อเนื่องแบบไม่ปรานี
เมื่อเดินมาได้สักระยะ ผมต้องยืนนิ่งแล้วยกแขนขึ้นกันหน้าเพื่อนทั้งสามไว้
เพราะอักขระปราณนั้นเปลี่ยนแปลงจนดูน่าสงสัย
ดวงตาสีทองของผมกวาดมองไปรอบถ้ำ แล้วทางหางตาก็สะดุดเข้ากับกองกระดูกที่พูนกองอยู่ฝั่งขวาแบบตั้งใจวางไว้
“คิดไว้ไม่มีผิด..”
และใช่.. มันเป็นอย่างที่ผมคิดจริง ๆ
“จากตรงนี้ไป..
ข้าเคลื่อนไหวอย่างไร..
พวกเจ้าก็จงเคลื่อนไหวอย่างนั้น อย่าได้บิด อย่าได้ทำแปลก..
ข้าเชื่อว่าน่าจะมีกับดักขวางทางเราพวกอยู่”
พอคิดถึงจังหวะกับดัก ผมก็หันไปมองโหวหวังโดยอัตโนมัติ
วงตาสีทองของผมเคลื่อนไปหาหมอนั่นอย่างห่วง ๆ
ไม่ใช่ว่าผมไม่มั่นใจในตัวมันนะ แต่สภาพร่างกายตอนนี้มันดูพึ่งไม่ได้พอกันกับแรมคอมเก่า ๆ ที่เปิดทีไรมีเสียงแกรกทุกที
“เจ้าไหวหรือไม่โหวหวัง?”
ผมมองสภาพโหวหวังแล้วอดคิดไม่ได้ว่าถ้ามีอะไรโผล่มาแบบไม่ให้ตั้งตัว
หมอนี่คงไม่มีแรงแม้แต่จะเบี่ยงตัวหลบ ปฏิกิริยามันคงช้าจนอาจทำให้พวกเรามีอันตรายทั้งกลุ่ม
“สบาย..สบาย
ความจริงฉันเดินเองไหวตั้งนานแล้ว ให้วิ่งก็ยังได้
ฉันเพียงอยากอ้อน...”
ผมยังไม่ทันจะได้ประชดอะไร สายตาของหมอนั่นก็รีบปัดไปทางหนานหงเซียซะก่อน
ส่วนทางฝ่ายยัยนั่นก็ได้แต่ก้มหน้าหลบตาแบบคนที่พอจะรู้ทัน แต่ก็ยังไม่ยอมปล่อยมือจากไหล่ของไอ้หน้าขน
โอเค..
งั้นผมจะไม่พูดอะไรตอนนี้ก็แล้วกัน
“???”
หนานหงชุนเองก็ทำได้แค่มองซ้ายแลขวาอย่างกับหลุดมาอยู่ในฉากที่ไม่รู้บท
มันมีอาการมึนงงแบบคนที่โดนลากมาเล่นละครแต่ไม่ได้ซ้อมล่วงหน้า ไม่พูดอะไรสักคำ
ส่วนผมนี่กลอกตาจนแทบจะเคล็ด แล้วหันไปมองหนานหงเซียแบบส่งสายตาว่า 'เอาจริงดิ.. เธอมองผมว่าเป็นคนลามก แต่กลับให้หมอนั่นพิงตัวอยู่แบบนั้นเนี่ยนะ?'
“เอาล่ะ.. ถ้าไหว.. ก็จงตามข้ามาเรื่อย ๆ และทำตามที่ข้ากล่าวไปเมื่อครู่”
ผมหันหลังกลับไปยังเส้นทางด้านในอีกครั้ง
ทุกย่างก้าวที่เหยียบต้องคิดให้รอบคอบเหมือนจะเล่นเกม RPG โหมด ฮาร์ดคอร์ที่เมื่อตายก็ถูกเตะออกจากเซิร์ฟ
และเผอิญเซิร์ฟที่ว่าของผม..
มันคือโลกใบนี้..
พวกที่เดินตามผมมาก็ระวังตัวสุดชีวิต ย่ำเหยียบเป๊ะทุกตารางมิลลิเมตรที่ผมเหยียบมาแล้ว พวกนั้นคงคิดเหมือนผม ว่าอย่างน้อยถ้าจะมีอะไรโผล่มา..
ก็ขอให้มันระเบิดใส่หัวคนหน้าสุดก่อนจะดีกว่า..
เราเดินกันเข้าไปในถ้ำอีกลึก ราวหกชั่วโมงกว่ากว่า ๆ
ซากโครงกระดูกที่ตอนแรกนอนเรียงรายก็เริ่มบางตา ยิ่งหนึ่งชั่วโมงหลังนี่ไม่มีให้เห็นเลยสักชิ้น
นั่นหมายความว่า..
พวกเราเดินมาถึงจุดที่คนก่อนหน้ายังมาไม่ถึง..
หลังจากลากเท้าอีกครึ่งชั่วโมง..
ผมก็พาเพื่อน ๆ มาถึงจุดหนึ่งที่มีหน้าประตูยักษ์สองบาน
บานประตูคู่นี้ทั้งกว้างทั้งสูง ใหญ่พอจะใช้เป็นฉากเปิดของสวนสนุกธีมยุทธภพได้เลย ข้าง ๆ ประตูก็มีรูปปั้นมังกรยืนขนาบแบบผู้คุมประตู
แถมยังไม่ได้มีแค่ดีไซน์สวย..
เพราะดวงตามันดันส่องแสงขึ้นมาจริง ๆ
ใช่ครับ..
ดวงตาของมังกรทั้งสองตนสว่างวาบ
มังกรฝั่งขวาเปล่งแสงสีน้ำเงินกับน้ำตาล ฝั่งซ้ายเป็นสีแดงกับเทาขุ่น
ส่วนตัวประตูบานมหึมานั่นมีดวงตาดวงใหญ่กลางประตูผสานกันอยู่แบบไม่มีรอยต่อเลยสักนิด แต่เปล่งแสงสีทองออกมาจนถ้ำที่เคยมืดสลัวกลับสว่างขึ้นราวกับเป็นแสงไฟส่องทางให้กับพวกเรา
ยิ่งผมเดินเข้าใกล้ ก็ยิ่งรู้สึกขนลุกเพราะประตูมันดูใหม่มาก และใหม่มาก ใหม่ขนาดที่ถ้าเอานิ้วรูดอาจมีเสียงเอี๊ยด ต่างกับโครงกระดูกข้างทางที่เก่าเหมือนผ่านหลายฤดูกาลมาแล้ว
มันทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่า..
ถ้าไม่ใช่ผู้ก่อตั้งสำนักสี่ขุนเขาเป็นคนสร้าง..
ต้องเป็นคนประเภทไหนที่มาสร้างสุสานขนาดใหญ่และเต็มไปด้วยพลังปราณและกับดักมากมายขนาดนี้ข้างในป่า
ไม่สิ..
ทำไมถึงต้องมาสร้างอยู่ที่นี่..
“จากตรงนี้ไม่มีกับดักแล้วละ..”
ผมพูดพลางถอนเนตรจ้าวมังกรลงด้วยความรู้สึกเหมือนถอดแว่น VR ที่ใส่นานเกินไป
ตาของผมนี่ล้าแบบที่น่าจะเอาน้ำแข็งมาประคบมากกว่านวดเฉย ๆ
ถึงอย่างนั้น.. ผมก็ยังใช้นิ้วนวดเปลือกตาเบา ๆ หวังว่าการใช้เนตรจ้าวมังกรระยะเวลานานจะไม่ได้ทำให้ดวงตาของผมเสียหายอะไรระยะยาว
พอได้ยินผมบอกว่าข้างหน้าปลอดภัย พวกข้างหลังก็ถอนหายใจเฮือกเดียวกันเหมือนผ่านข้อสอบกลางภาคมาได้แบบเฉียด ๆ
หนานหงชุนดูจะใจร้อนที่สุด..
มันเดินเข้าไปใกล้ประตูบานซ้ายทันที มือก็ลูบ ๆ คลำ ๆ แบบที่ถ้าผมมองผิดไปหรือเนตรจ้าวมังกรที่ล้ามาก ๆ มองข้าม
มันก็คงถูกกับดักเล่นงานเป็นคนแรก
แต่ประตูก็ทำตัวนิ่งเหมือนเป็นคนกำลังงอน
ไม่ว่าจะออกแรงมากแค่ไหน มันก็ไม่ยอมขยับสักกระเบียดนิ้ว
เหมือนจะบอกกลาย ๆ ว่า 'ไม่อนุญาตให้ผ่านครับ กรุณากดกริ่งก่อน'
“ก็รู้อยู่หรอกว่ามันคงไม่ขยับ..
พี่หม่า..
เราควรทำเช่นไรต่อ?”
“แปบหนึ่ง!! ข้าขอพักสายตาอีกประเดี๋ยว!!”
ผมยังคงหลับตานวดกล้ามเนื้อรอบดวงตาอย่างเบามือ
เหมือนพยายามประคบประหงมของมีค่า เพราะในจังหวะนี้ ถ้าผมเผลอแรงมือไปนิดเดียว ตาผมอาจเด้งออกมาเดินเล่นเองได้เลย
ขอแค่ได้พักอีกสักนิด..
อีกนิดเดียวก็ยังดี..
“นั่น!! ตรงแถวของประตูของแต่ละบาน มีก้อนหินยื่นออกมาด้วย”
สิ่งที่หงเซียเห็นก็ทำให้ผมต้องฝืนลืมตาขึ้นมาจนได้
เพราะมันแตกต่างจากส่วนอื่นของประตูอย่างเห็นได้ชัด ยกเว้นแค่ดวงตาสีทองตรงกลางที่ยังดูน่าเกรงขาม
ผมมองตามสายตาของเธอ แล้วก็เห็นชัดเลยว่าบานซ้ายมีแท่นหินสี่ก้อนเรียงเป็นรูปเครื่องหมายบวก (+) เด่นหรา
แต่ละก้อนมีลูกศรสลักไว้ ซ้าย (<) บน (^) ขวา (>) ล่าง (v) เหมือนคนออกแบบไม่อยากให้หลงว่าควรจะกดไปทางไหน
ส่วนอีกฝั่งก็ไม่น้อยหน้า แม้มีก้อนหินแค่สองก้อน แต่ตำแหน่งดันดูคุ้นตาชะมัด
ก้อนหนึ่งอยู่ขวาบน อีกก้อนอยู่ซ้ายล่าง และบนพวกมันมีสัญลักษณ์แปลก ๆ ที่ผมเชื่อว่าตำราทั่วไปไม่มีสอนแน่ ๆ
อย่างน้อยก็ในยุทธทวีป
โหวหวังไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบพุ่งเข้าไปสำรวจแท่นพวกนั้นก่อนเลย
มันมองด้วยสายตาแบบนักล่าปริศนา แล้วค่อย ๆ ยกมือขึ้นอังไว้เหนือแท่นหินก้อนหนึ่งเหมือนกำลังตั้งใจฟังว่ามันมีเสียงหัวใจไหม
ผมเองก็ได้แต่มองตาม
พอผมเห็นก้อนหินทั้งหกก้อนเรียงกันอยู่ตรงนั้น คิ้วผมนี่กระตุกขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ ใจหนึ่งก็อยากปฏิเสธ แต่ภาพที่อยู่ตรงหน้ามันก็ชวนให้คิดอะไรบ้า ๆ ขึ้นมาจริง ๆ
“ไม่จริงน่า..
มันคงไม่ใช่แบบที่ข้าคิดหลอกมั้ง..”
แต่เอาเถอะ..!
ผมยังเดินเข้าไปใกล้พวกมันอยู่ดี..
เดินไปแบบที่ใครเห็นคงคิดว่าผมมั่นใจเต็มร้อย ทั้งที่ในหัวผมนี่มีเสียงของตัวเองดังก้องอยู่ในหัว
เสียงหนึ่งมั่นใจว่าใช่ในสิ่งที่ตนเองคิด
เสียงหนึ่งบอกว่านี่มันยุทธทวีปนะ เป็นไปไม่ได้หรอก
อีกเสียงก็บอกว่าต้องลองทำอะไรสักอย่างกับกลไกนี้
ผมค่อย ๆ ตรวจดูหินแต่ละก้อนแบบละเอียด
และก็ใช่..
เป็นอย่างที่ผมคิดไม่มีผิดเลย หินสี่ก้อนทางขวาเรียงเหมือนปุ่มควบคุมเกมเป๊ะ ส่วนอีกฝั่งก็ชัดเจน ปุ่มหนึ่งสลักว่า A อีกปุ่มสลักว่า B
ใจผมนี่เริ่มสั่นระรัว แล้วคำถามมันก็โผล่ขึ้นมาในหัวทันทีว่า..
ใครมันเป็นคนออกแบบ..
“อย่างไร? เอ็งพอรู้กลไกของมันหรือไม่”
โหวหวังถามขึ้นมาในจังหวะที่ผมยังยืนมึนงงอยู่กับภาพตรงหน้า
ดูท่า..
ท่าทางผมคงดูประหลาดใจจนเกินพอดี
ก็แน่ล่ะ..
ใครมันจะไปเชื่อว่าอยู่ดี ๆ จะมาเจออะไรที่เหมือนเอาเครื่องเกมโบราณมาตั้งไว้กลางถ้ำแบบนี้
“ไม่รู้”
ผมตอบตามตรง ทั้งที่มือก็ยังลูบไปบนก้อนหินทีละก้อนเบา ๆ และก็ใช่
มันยุบได้จริงแบบที่โหวหวังว่าไว้
ไม่มีเสียง ไม่มีแรงสะท้อน เหมือนปุ่มมันรอให้ใครบางคนมากดอยู่ก่อนแล้ว
“แต่หากว่าข้าเป็นไอ้ตาทองในคำทำนายนั่นจริง สิ่งที่ข้ากดลงไปย่อมถูกต้อง..”
ผมพูดพลางกลืนน้ำลายอย่างฝืด ๆ
ไม่ใช่เพราะกลัว..
แต่เพราะมันแห้งจริง ๆ
ไม่มีการให้สัญญาณ ไม่มีการหันไปมองใครทั้งสิ้น
ผมยกนิ้วขึ้น และค่อย ๆ กดลงไปบนปุ่มเหล่านั้นทีละปุ่ม ตามที่หัวใจและความทรงจำวัยเด็กสั่งมา
สิ่งเดียวที่ผมนึกออกก็มีแต่รหัสนั้น..
'ขึ้น..ขึ้น..ลง..ลง..ซ้าย..ขวา..ซ้าย..ขวา..บี..เอ!! '
แก๊ก...
เสียงประตูที่สูงเกือบเท่าหน้าผาเคลื่อนถอยหลังช้า ๆ ทำเอาผมเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว
แสงสว่างจากด้านหลังสาดออกมาผ่านรอยแง้มตรงกลางอย่างกับเป็นฉากเปิดของดันเจี้ยนลับในเกมแฟนตาซี
ผมยืนมองประตูทั้งสองบานค่อย ๆ ถอยไปด้วยสายตาแทบไม่กะพริบ มันไม่ใช่แค่ประหลาดใจ มันคือความงงขั้นสุด
'เอาจริงดิ? สูตรสามสิบตัวจริงดิ?'
บ้าจริง..
คนที่วางระบบนี่มันเป็นใครกันแน่? แล้วเขาไปขุดสูตรโกงรหัสนี้มาจากไหน?
ไม่สิ...
คำถามที่ใหญ่กว่านั้นคือ..
เขาเป็นคนยุคโบราณจริง ๆ หรือ..