ตอนที่ 4 – ผู้นำนักเรียน
ครั้น พอเลิกเรียนเสร็จแล้ว พันธกรก็ชวนปฏิคมไปห้องสมุด ปฏิคมที่ได้ยินดังนั้นก็ทำหน้าเบื่อหน่ายและพูดออกมาว่า “ห้องสมุด? ไปทำไม? ไม่เห็นมีหนังสืออะไรน่าสนใจเลย”
“เออ ไปหน่อยเหอะ” พันธกรบอกยิ้มๆ “แกเองก็อาศัยที่นั่นแอบหลับตอนโดดเรียนไม่ใช่เหรอ?”
แล้วพันธกรกับปฏิคมก็มาถึงห้องสมุดจนได้ พันธกรเดินเข้าไปภายในห้องสมุดแคบๆ ก่อนจะตรงไปยังชั้นหนังสือที่้า ปฏิคมเดินตามมา และพอเห็นหนังสือที่พันธกรเลือก เขาก็อุทานออกมา
“นี่มันพวกกลยุทธ์ วิธีการรบาทั้งนั้นนี่” ปฏิคมยึดหนังสือเล่มหนึ่งจากพันธกรออกมาดู พร้อมกับถาม “แกจะอ่านไปรบกับใครที่ไหน? ไอ้พัน?”
“ก็พวกเอไอไง” พันธกรบอกออกมา แล้วก็หัวเราะให้ตัวเอง “ไม่ใช่ๆ ฉันไม่มีความกล้าขนาดนั้นหรอก แต่ฉันชอบพวกวิธีใช้กลยุทธ์ทำา อ่านแล้วมันสนุกดี”
“สนุกยังไงวะ?” ปฏิคมไม่เห็นว่าหนังสือพวกนี้จะน่าสนุกตรงไหนเลย เขาไม่เข้าใจว่าพันธกรทำไมถึงชอบเื่พวกนี้ด้วย เขาถามกลับ “แกอยากเป็ทหารเหรอวะ?”
“บ้า ใครจะอยากเป็?” พันธกรว่าปฏิคมเข้าให้ “ฉันมันขี้ขลาดและอ่อนแอเกินกว่าจะเป็ทหารได้ แล้วแกอยากเป็ไหมล่ะ ทหาร?”
“ก็ไม่ค่อยอยากเท่าไหร่นักหรอก ฉันไม่ชอบระเบียบจัด” ปฏิคมบอก “แต่มันก็น่าสนใจอยู่เหมือนกันนะ”
แล้วพันธกรก็เดินเอาหนังสือไปยืมที่บรรณารักษ์ของห้องสมุด เขายืมมาสองเล่ม พอทั้งสองกำลังจะออกจากห้อง ก็เจอวาสุกรีพอดี
“อ้าว? พี่วา” ปฏิคมทักทายวาสุกรี “มาหาหนังสืออ่านอีกแล้วหรือครับ? ขยันจริงๆ เลย”
“ไม่เท่าไหร่หรอก” วาสุกรีว่าอย่างถ่อมตน “เอ้า! น้องพัน เป็ไงมั่ง? สบายใจดีหรือยัง?”
“อ๋อ” พันธกรที่รู้จักกับวาสุกรีเหมือนกันพูดออกมา “สบายดีแล้วครับ” เขาพูดออกมาแค่นั้น ปฏิคมนึกไปถึงตอนที่เขาก็ถามพันธกรแบบนี้เหมือนกัน แล้ววรรณสาก็ดุเขาว่าถามไปได้อย่างไร? ไม่ห่วงจิตใจพันธกรมั่งเลยหรืออย่างไร? แต่ทีวาสุกรียังถามแบบนี้ได้เลย เขาอยากจะรู้นักว่าถ้าวรรณสามาได้ยินวาสกุรีถามพันธกรแบบนี้ เธอจะว่าอย่างไร? จะดุใส่วาสุกรีเหมือนอย่างเขาไหม? เขาอยากจะรู้จริงๆ
“เออ ดีแล้ว ชีวิตเราต้องก้าวเดินต่อไปนะ” วาสุกรีบอก พันธกรเลยยกมือขึ้นไหว้ ทำเอาวาสุกรีต้องรีบรับไหว้พลางบอก “ไม่ต้องถึงขั้นไหว้ก็ได้ พี่เป็พี่พันปีเดียวเองนะ”
“ก็นั่นแหละครับ ก็ถือว่าเป็รุ่นพี่ล่ะ” พันธกรบอกยิ้มๆ ก่อนจะรู้สึกตัว “อ้อ พี่จะไปเอาหนังสือใช่ไหม? งั้นผมสองคนกลับดีกว่า”
“อืม” วาสุกรีมองหนังสือในมือของพันธกร พอเห็นว่ามันเกี่ยวกับเื่การรบาทั้งนั้น เขาก็ถามคำถามเหมือนกับปฏิคม พันธกรก็เลยตอบออกไป
“ผมชอบอ่านพวกกลยุทธ์วิธีการรบน่ะครับ” พันธกรบอกออกมา วาสุกรีได้ยินอย่างนั้นก็ยิ้ม
“แต่เราคงไม่มีโอกาสได้รบกับไอ้ ‘พวกนั้น’ หรอก” วาสุกรีพูดก่อนจะบอกอีกประโยค “งั้นพี่ไปยืมหนังสือเตรียมสอบก่อนแล้วกัน”
แล้ววาสุกรีก็ขอตัวเลี่ยงไป พันธกรกับปฏิคมเลยออกจากห้องสมุด ปฏิคมบ่นมาตลอดทาง “พี่วา เรียนจบไปจะไปทำอะไรได้? ทำไมต้องขยันด้วย ฉันไม่เข้าใจ”
พันธกรไม่ได้ตอบอะไรปฏิคม ทั้งสองสะพายกระเป๋าเดินออกจากโรงเรียน แล้วพันธกรกับปฏิคมก็แยกกันที่กลางทาง พันธกรเดินกลับบ้านไป เขาปลดล็อกประตูด้วยกุญแจบ้าน แล้วก็เข้าไปในบ้านที่มีเขาเพียงคนเดียว เขาปิดประตูบ้าน แล้วก็ขึ้นไปบนห้องนอนของตัวเอง ตรงไปไขกุญแจลิ้นชักโต๊ะและเปิดออกมา พบว่ามีดทหารของพ่อยังอยู่ในนั้น เขาหยิบขึ้นมาดูสักพัก ก่อนจะวางลงที่เดิม
“ทหารเหรอ?” พันธกรนึกถึงคำพูดของปฏิคม “เราเป็ไม่ได้หรอก ก็เรามันอ่อนแอขนาดนี้”
ที่โรงเรียน ตอนนั้นก็ห้าโมงเย็นแล้ว แต่ก็ยังคงมีนักเรียนอยู่เพื่อทำกิจกรรม หนึ่งในนั้นมีทรัพย์สิน เด็กหนุ่มชั้นม.หกตัวสูง ที่ทำหน้าที่เป็ประธานนักเรียนของโรงเรียน กำลังจัดเก็บข้าวของอยู่ พออาจารย์เดินเข้ามา เธอก็บอกให้เขากลับไปได้แล้ว
“ไม่เป็ไรหรอกครับ อาจารย์” ทรัพย์สินพูดออกมาพลางยิ้ม “ที่บ้านผมอยู่ตัวคนเดียว จะกลับเมื่อไหร่ก็ได้”
ฝ่ายอาจารย์ก็ถอนหายใจออกมา ก่อนจะบอก “ยังคงเป็คนมีความรับผิดชอบและเป็ผู้นำเหมือนเดิมเลยนะ ทรัพย์สิน”
“ขอบคุณมากครับ” ทรัพย์สินยกมือไหว้อาจารย์ที่ชื่นชมเขา ทรัพย์สินดำรงตำแหน่งเป็ประธานโรงเรียน เขามีภาวะความเป็ผู้นำสูง เป็ทั้งหัวหน้าสโมสรโรงเรียนแล้วก็หัวหน้าห้องด้วย เขาเป็คนดี ตั้งใจเรียน มีระเบียบ และมักจะคอยตักเตือนเพื่อนๆ ที่ทำผิดกฎระเบียบโรงเรียนเสมอ นั่นทำให้มีคนไม่ชอบหน้าเขาบ้าง ที่เขามายุ่งเื่ส่วนตัวของแต่ละคน โดยเฉพาะเอกราช ที่ทำผิดกฎแทบจะตลอดเวลา ทรัพย์สินกับเอกราชไม่ถูกหน้ากันทั้งสองคน
“อย่าทำอะไรเกินกำลังไปล่ะ เดี๋ยวจะป่วยไปเสียก่อน” อาจารย์บอกออกมา ทรัพย์สินก็ยกมือไหว้รับอีกครั้ง ก่อนจะบอกว่าอีกนิดเดียวงานก็เสร็จแล้ว อาจารย์จึงได้ออกไป และไม่นานงานเขาก็เสร็จ เขาปิดประตูห้องสโมสรนักเรียนแล้วก็ล็อกกุญแจเอาไว้ ก่อนจะเดินออกไปจากโรงเรียน ก็บังเอิญเจอเข้าเอกราชพอดีที่กำลังสูบบุหรี่อยู่แถวนั้น
“บอกแล้วไงว่ามันผิดกฎของโรงเรียน” ทรัพย์สินต่อว่าเอกราช ฝ่ายเอกราชที่สูบบุหรี่อยู่ก็ทำท่าไม่สนใจ ทรัพย์สินเลยบอกอีกครั้ง
“สูบบุหรี่มันผิดกฎระเบียบโรงเรียนนะ”
“อ้าว? ฉันสูบในโรงเรียนที่ไหน? ที่นี่มันนอกโรงเรียน ฉันก็มีสิทธิ์สูบได้” เอกราชว่าหน้าตาเฉย ทรัพย์สินส่ายหน้าออกมาก่อนจะบอก
“ในโรงเรียน นายก็สูบเหมือนกันแหละ อย่าคิดนะว่าฉันไม่รู้?” ทรัพย์สินพูด และมันจุดประกายความโกรธของเอกราชทันที เขาเข้ามาคว้าคอเสื้อของทรัพย์สินขึ้นมา แต่ทรัพย์สินไม่ได้กลัวเลย
“ขอโทษนะ แต่ฉันไม่ถนัดพูดกับคนป่าเถื่อน” ทรัพย์สินบอกออกมา ยิ่งทำเอาเอกราชยิ่งโกรธเข้าไปใหญ่ เขากำลังจะเงื้อมมือต่อยทรัพย์สิน แต่มีคนเข้ามาขัดเสียก่อน
“จะทำอะไรพี่สินน่ะ?” เด็กหนุ่มชั้นม.ห้าคนหนึ่งเดินเข้ามาหาทั้งสองคน “ปล่อยพี่สินไปซะ”
“แล้วแกมาเสือกอะไรด้วย?” เอกราชไม่รู้จักอีกฝ่าย เลยไม่ได้เอ่ยชื่อออกมา “ฉันจะทำอะไร มันก็เื่ของฉัน”
เด็กหนุ่มชั้นม.ห้าเลยทำท่าหักข้อมือ เอกราชเห็นดังนั้นก็เลยผลักทรัพย์สินออกไป แล้วเดินไปหาเด็กหนุ่มที่มาช่วยเหลือแทน “ดูเหมือนแกอยากจะมีเื่นะ”
เด็กหนุ่มชั้นม.ห้าไม่ได้พูดอะไรออกมาเลย แต่เขากำหมัดไว้แน่น เตรียมจะรองรับการวิวาทเต็มที่ แต่ในตอนนั้นเอง พุทธาก็เดินเข้ามาเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี
“นี่ หยุดเดี๋ยวนี้นะ!” พุทธาร้องออกมา “นายเอก นายจะทำตัวมีปัญหาไปถึงเมื่อไหร่?”
“แล้วมันเื่อะไรของแก!? ยัยพุท” เอกราชหันมาตวาดใส่ พุทธาเลยล้วงเข้าไปในกระเป๋าแล้วก็หยิบมีดพกออกมาพลางสะบัดให้ปลายมีดโผล่ออกมา เอกราชเห็นดังนั้นก็ยิ้มเยาะ
“อยากถูกจับหรือไง? ถึงได้เอาของแบบนั้นออกมา จะฆ่าฉันเหรอ?” เอกราชถามขึ้นมา
“การป้องกันตัวไม่ใช่การฆาตกรรม” พุทธาบอกออกมาน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว “มันคงต้องมีการเสียเืเสียเนื้อกันบ้างล่ะ ในเมื่อนายยังเป็คนแบบนี้อยู่”
เอกราชที่กำลังโกรธจัด เขาผลักเด็กหนุ่มชั้นม.ห้าคนนั้นออกไป แล้วก็จะตรงไปทำร้ายพุทธา แต่เธอรีบแทงมีดสวนเข้ามาจนปาดที่แขนของเอกราชเป็แผลยาว เอกราชร้องออกมาด้วยความเ็ป แล้วเขาก็ถอยห่างออกจากพุทธา พลางมองแผลที่ถูกมีดปาดเป็รอยที่แขนของตัวเอง
“มันจะเกินไปแล้วนะเว้ย!!” เอกราชว่าเสียงดังลั่น “แกกล้าทำฉันาเ็ได้ไง!?”
“ก็บอกแล้วว่ามันต้องมีการเสียเืเสียเนื้อกันบ้าง นายเองก็ทำคนอื่นาเ็เหมือนกัน พอตัวเองเจ็บบ้างแล้วทำเป็ร้องหาความยุติธรรมเหรอ? ผู้ชายอะไร?” พุทธาด่าอย่างไม่ไว้หน้าเอกราชเลย ทำเอาเขาถึงกับโกรธมาก จะเข้าไปปะทะกับพุทธาอีกครั้ง แต่เด็กหนุ่มชั้นม.ห้าที่มาใหม่ก็ะโร้องขอความช่วยเหลือ
“ช่วยด้วยครับ!! มีฆาตกรกำลังจะฆ่าคน!” เด็กหนุ่มชั้นม.ห้าคนนั้นะโลั่น ทำเอาคนที่อยู่แถวนั้นเปิดประตูบ้านออกมา เอกราชหันไปมองเด็กหนุ่มด้วยสายตากินเืกินเนื้อ ก่อนจะรีบออกวิ่งไปจากที่ตรงนั้นโดยกุมาแไปด้วย
“เฮอะ!” พุทธาส่งเสียงออกมาอย่างสาแก่ใจ “มันก็แค่นักเลงข้างถนนละวะ แท้จริงก็ไม่กล้าสู้กับใครหรอก” เธอว่าแล้วก็หันไปหาทรัพย์สิน ก่อนจะถาม “เป็อะไรหรือเปล่า? เอ๊ะ? นายนี่เป็ประธานนักเรียนใช่ไหม?”
“อ๋อ ใช่ครับ” ทรัพย์สินบอกขอบคุณพุทธาที่เข้ามาช่วยเหลือเขา พุทธาก็บอกว่าไม่เป็ไร พลางหันไปมองเด็กหนุ่มอีกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ด้วย
“ชื่ออะไรน่ะเราน่ะ?” พุทธาถาม เด็กหนุ่มชั้นม.ห้าเลยตอบออกมา
“ปราชญาน่ะครับ” เขาพูดออกมา แล้วก็บอกอีก “ผมเองก็เป็หนึ่งคณะกรรมการนักเรียนเหมือนกัน ก็เลยรู้จักพี่สิน”
“อ๋อ คนนี้ชื่อสินเหรอ?” พุทธาหันมาทางทรัพย์สิน ทรัพย์สินเลยบอกชื่อจริงพร้อมนามสกุลของตัวเองออกไป
“อืม ท่าทางจะเป็ปรปักษ์กับไอ้บ้านั่นล่ะสิ” พุทธาสังเกตได้เลยเื่ของเอกราช “แล้วนายไม่กลัวมันเลยเหรอ?”
“ไม่ ผมไม่กลัว” ทรัพย์สินบอกออกมาอย่างกล้าหาญ “ผมมีหน้าที่ต้องดูแลเด็กนักเรียนทุกคนในอาณาเขต เพราะฉะนั้น ผมไม่กลัวใคร แม้จะเป็นักเลงขาใหญ่ของโรงเรียนก็เถอะ”
“อืม กล้าดี” พุทธาชื่นชมเขา “เราอยู่ระดับเดียวกันหรือเปล่า ฉันชื่อพุทธา อยู่ม.หกแล้วนะ”
“ใช่ครับ ระดับเดียวกัน” ทรัพย์สินว่าออกมาพลางทำความรู้จักกับพุทธา “ชื่อพุทธา ฟังดูเพราะจัง”
พุทธาออกจะขวยเขิน แต่เธอก็ไม่ได้แสดงท่าทางอะไรออกมา แล้วเธอก็ขอลากลับบ้าน พอเธอออกไป ปราชญา เด็กหนุ่มชั้นม.ห้าที่รู้จักกับทรัพย์สิน ก็เดินเข้ามาถามทรัพย์สิน “พี่เป็ไงมั่ง? าเ็หรือเปล่า?”
“โอ้โห วันนี้มาแปลก” ทรัพย์สินบอกกับปราชญด้วยรอยยิ้ม “ปกติ น้องปราชจะไม่ค่อยพูดอะไรไม่ใช่เหรอ?”
ปราชญาถอนหายใจออกมาก่อนจะบอก “ผมเองก็เป็มนุษย์ปกตินะ” เขาบอกออกมาแบบนั้น ทรัพย์สินจึงขอโทษที่ไปว่าใส่เขาแบบนั้น แต่ปราชญาบอกว่าไม่เป็ไร
“แล้วทำไมพี่เพิ่งกลับ? นี่จะหกโมงเย็นอยู่แล้วนะ” ปราชญาดูนาฬิกาข้อมือแล้วก็ถามทรัพย์สิน ทรัพย์สินเลยบอกว่าอยู่เก็บข้าวของอยู่
“พี่ทำเกินหน้าที่ไปแล้ว” ปราชญาพูดออกมาแค่นั้น แล้วก็ไม่พูดอะไรอีกต่อไปเลย ทรัพย์สินก็พอจะรู้นิสัยลูกน้องคนนี้เหมือนกัน เขาเป็คนเงียบๆ ไม่ค่อยพูดมากเท่าไหร่ แต่ก็เป็คนสติดี เวลาเกิดเหตุการณ์ใดๆ ที่ไม่คาดฝัน ปราชญาจะเป็คนที่ตั้งสติได้ก่อนคนอื่นๆ และนั่นทำให้ทรัพย์สินชอบปราชญา
“ไปซื้อไส้กรอกทอดกินกันดีกว่า” ทรัพย์สินชักชวนปราชญาออกไป ในขณะเดียวกันนั้นเอง เอกราชก็กลับมาที่บ้าน เขาเอามือกุมแผลที่มีเืออกเต็มไปหมด ก่อนจะเข้าไปในบ้าน แล้วก็เจอพ่อยืนขวางเขาพอดี
“ไอ้เอก! แกกลับบ้านช้าอีกแล้วนะ คงไปมั่วสุมอีกล่ะสิ!!!” พ่อของเขาตวาดใส่เขาเสียงดังลั่น เอกราชที่ได้ยินดังนั้น ก็เริ่มโกรธขึ้นมา แต่เขาตัดสินใจเดินเบี่ยงพ่อของเขาไปเลย
“จะไปไหน!? ไอ้เวร!!” พ่อของเอกราชตะเบ็งเสียงใส่ เอกราชหันขวับมา แล้วก็แสดงาแที่แขนให้พ่อของเขาดู
“ผมาเ็นะพ่อ!” เอกราชพูดเสียงดังลั่นไม่แพ้กัน “พ่อจะไม่ห่วงผมเลยเหรอ?”
“ใครจะเป็ห่วงคนอย่างแก!?” อีกฝ่ายตะคอกตอบ “นี่คงไปมีเื่กับใครอีกล่ะสิ ถึงโดนแบบนี้มา สมน้ำหน้า หัดโดนบ้างก็ดีเหมือนกัน!!”
เอกราชเม้มปาก ก่อนจะเดินขึ้นบันไดไปชั้นสอง ไปยังห้องของเขาทันที เขาปิดประตูห้องเสียงดังโครม! ก่อนจะมานั่งบนเตียงนอนของตัวเอง พลางดูปากแผลที่มีเืไหลออกมา
“สงสัยคงต้องทำแผลก่อนล่ะ” เอกราชพูดขึ้นมาคนเดียว แล้วเขาก็รู้สึกเสียใจ ขนาดเขาบอกพ่อขนาดนี้ว่าเขามีาแ พ่อยังสมน้ำหน้าเขาและด่าเขาซ้ำอีก เอกราชรู้สึกว่าดวงตาอุ่นๆ ขึ้นมา เขาเลยยกมือปาดน้ำตาทิ้งไป
หลังจากทำาแให้ตัวเองเสร็จแล้ว เขาก็เดินออกจากบ้านไปเลยโดยไม่สนใจว่าพ่อจะเดินมาด่าตามอย่างไร เขาเดินตรงไปบ้านของกรพลทันที พอกรพลเปิดประตูออกมา เขาก็ทำหน้าเหมือนว่ารู้อยู่แล้ว
“ทะเลาะกับพ่อมาอีกแล้วสิ? ไอ้เอก” กรพลพูดขึ้น “อ้าว? แล้วนั่นแขนไปโดนอะไรมา?”
“ไม่มีอะไรหรอก ว่าแต่คืนนี้ ขอนอนบ้านแกหน่อยได้เปล่าวะ?” เอกราชเอ่ยถาม กรพลก็พยักหน้าทันที พลางดึงเอกราชให้เข้ามาในบ้าน
แล้วเอกราชก็ได้กินข้าวเย็นกับครอบครัวของกรพลด้วย พ่อและแม่ของกรพลออกจะไม่พอใจเท่าไหร่ที่กรพลเอาเอกราชมาอยู่ที่บ้านด้วย เพราะได้ยินชื่อเสียงของเอกราชดีว่าร้ายแค่ไหน? แต่พ่อและแม่ก็ไม่อยากดุลูกชาย เลยปล่อยเลยตามเลย คืนนั้น กรพลก็มานั่งที่เตียงนอนเดียวกับเอกราช หลังจากเอกราชอาบน้ำเสร็จแล้ว แล้วก็สวมชุดเดิม
“พ่อแกไม่สงสัยเลยหรือไงว่าแกโดนทำร้ายมา?” กรพลถามหาความเห็นจากเอกราช ฝ่ายเอกราชก็ถอนหายใจพลางส่ายหน้า
“นอกจากจะไม่สงสัย ยังสมน้ำหน้าฉันด้วย” เอกราชพูดก่อนจะมองไปทางหน้าต่าง “ทำไมแม่ต้องจากไปด้วยนะ? แม่รักฉันมากกว่าพ่อ แม่ไม่เคยดุฉันเลยสักครั้ง”
“พ่อของแกคงอยากให้แกเป็คนดีแหละ เขาคง ‘ห่วง’ แก” กรพลว่าออกมา และนั่นจุดชนวนะเิภายในใจของเอกราชทันที เขาะเิตูมออกมา
“ถ้าการเป็ ‘ห่วง’ คือการดูถูก ไม่เข้าใจ ด่าทอสารพัด ฉันก็ไม่้าความเป็ ‘ห่วง’ นั่น!!” เอกราชยืนขึ้นทันที ทำเอากรพลใเหมือนกัน แต่เขาก็คุมสติได้ เลยบอกให้เอกราชนั่งลงที่เตียงเหมือนเดิม
“แต่เขาก็เป็พ่อแกนะ” กรพลเตือนสติเขา “เขาคงหวังดีแหละ”
“ไม่หรอก พ่อฉันเกือบจะฆ่าฉันทุกวันอยู่แล้ว ก็บอกแกไปแล้วนี่” เอกราชว่าพลางยกมือปาดน้ำตาที่ไหลออกมา กรพลเห็นดังนั้นเลยถามว่าเอกราชร้องไห้หรือ? แต่เอกราชปฏิเสธออกไป
“ไอ้บ้านี่ ถ้าจะร้องก็ร้องออกมาได้” กรพลบอกกับเพื่อนสนิท “มันไม่ผิดที่คนเราจะร้องไห้นะ”
เอกราชสะอึกสะอื้นออกมาแล้วเขาก็ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาอย่างห้ามไม่ได้ กรพลถึงกับตบบ่าเพื่อนอย่างให้กำลังใจ “เออ ร้องออกมาเถอะ ไม่ต้องกลั้นเอาไว้ ฉันรู้ดีว่าแกเป็คนแข็งนอกอ่อนใน”
“ไม่ใช่! ฉันไม่ใช่คนแบบนั้น” เอกราชต่อว่าเพื่อนสนิท กรพลเองก็พยักหน้า
“แกเป็คนยังไง? แกก็คงรู้ตัวเองดีอยู่แล้ว ฉันไม่ต้องบอกแล้วกัน” กรพลบอก “แล้วพรุ่งนี้จะเอาไง จะกลับบ้านไหม? หรือว่าจะอยู่ที่บ้านนี้ต่อก็ได้นะ”
เอกราชหันมาขอบคุณกรพล “ขอบคุณนะเว้ย แล้วขอโทษที่ฉันมารบกวน”
“รบกวนอะไร?” กรพลว่าออกมา “แกเป็เพื่อนสนิทฉัน จะมารบกวนหาอะไรล่ะ?”
เอกราชยกนิ้วปาดน้ำตาออกไป แล้วเขาก็ตัดสินใจหยุดร้องไห้ ก่อนจะคุยกับกรพลเื่อื่นๆ บ้าง กรพลเองก็รับฟัง แล้วพอถึงเวลาสี่ทุ่ม ทั้งสองก็นอนหลับไปบนเตียงเดียวกัน
รุ่งขึ้นเป็วันอังคาร พันธกรมาโรงเรียนแต่เช้า เพราะเขาี้เีจะนอนแล้ว เมื่อเขามาถึงก็เจอปฏิคมกับวรรณสากำลังนั่งกินข้าวกันอยู่ พันธกรเกือบจะเดินเข้าไปแล้ว แต่ก็หยุดฝีเท้าเอาไว้
“ปล่อยให้มันอยู่กับสาไปก่อนดีกว่า” พันธกรคิดว่าแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เขาเลยเปลี่ยนจากโรงอาหารไปเข้าห้องสมุด พลางหาหนังสืออ่าน ในตอนนั้นเอง นักเรียนที่ทำหน้าที่เป็คนจัดการยืมคืนหนังสือก็สังเกตเห็นพันธกร ก็เลยลองเรียกเขาดู
“ครับ?” พันธกรเงยหน้าขึ้นมาจากหนังสือ ก่อนที่อีกฝ่ายที่เป็เด็กสาวชั้นม.หกจะเดินเข้ามาถาม
“น้องพันใช่ไหม?” อีกฝ่ายถามชื่อเขา ทำเอาเขาแปลกใจที่อีกฝ่ายรู้จักชื่อเขา เขาทำหน้าสงสัยออกมา ฝ่ายเด็กสาวเลยตอบออกมา
“ชื่อเสียงของน้องแพร่กระจายไปั้แ่ตอนแม่น้องโดนจับไปแล้ว” เด็กสาวบอก “อ้อ ลืมแนะนำตัว พี่ชื่อ ทวินนา นะ ยินดีที่ได้รู้จัก”
“ครับ ยินดีที่ได้รู้จัก” พันธกรยิ้มให้เธอ ไม่ได้ว่าอะไรเื่ที่เธอบอกออกมา “คงไม่ได้เรียนชั้นม.สี่ใช่ไหมครับ?”
“ใช่ พี่ม.หกแล้ว” อีกฝ่ายที่ชื่อทวินนาบอกออกมา “แล้วหายเศร้าแล้วหรือยังไง?”
“อ๋อ” พันธกรพยักหน้าไปมา “ก็...พอทำใจได้แล้วครับ”
“เหรอ?” ทวินนาตัดสินใจลากเก้าอี้มานั่งด้วย “พี่มองน้องมาั้แ่ม.สามแล้วนะ”
“ครับ?” พันธกรออกจะงุนงงที่อีกฝ่ายพูดแบบนั้นออกมา ทวินนาพอเหมือนจะรู้ตัว เธอก็ส่ายหน้าออกมา
“ช่างมันเถอะ ลืมไปซะ” ทวินนาบอกพร้อมกับส่ายหน้าเบาๆ “เอ้อ พักเที่ยงตอนวันนี้ ไปกินอาหารด้วยกันไหม? กับกลุ่มของพี่”
“เอ่อ” พันธกรอยากจะปฏิเสธ แต่ไม่รู้จะปฏิเสธอย่างไรให้สุภาพดี เขาอึกอักเป็หลายวินาที ก่อนที่ทวินนาจะพูดออกมาอีกครั้ง
“ฮ่ะๆ ล้อเล่นน่ะ พี่รู้ว่าน้องพันชอบน้องสา” ทวินนาพูดออกมาพลางยิ้มแย้ม “พี่รู้ทุกเื่ของน้องนั่นแหละ รู้จักเพื่อนของน้องด้วย แล้วรู้ไหมว่ามันหมายความว่าอะไร?”
“เอ๋?” พันธกรส่งเสียงออกมาอย่างสงสัย ฝ่ายทวินนาก็เลยส่ายหน้าอีกครั้ง
“เออ ช่างมันเถอะ” ทวินนาบอกออกมาเอง ทำเอาพันธกรสงสัย และเธอก็กลับไปทำงานต่อ พันธกรมองตามเธออย่างงุนงง ไม่รู้ว่าเธอหมายความว่าอย่างไร?
ตอนเช้า เอกราชก็บอกกรพลว่าจะกลับไปบ้านของตัวเอง กรพลถึงกับถามขึ้นมาทันที “แล้วแกจะไม่เป็ไรเหรอ?”
“ไม่รู้เหมือนกันว่ะ” เอกราชยกมือเกาศีรษะ “แต่จะลองไปดู”
แล้วเอกราชก็เดินออกไปจากเขตของบ้านกรพลทันที เขาเดินมาที่บ้านของเขา และลองเปิดประตูดู พบว่ามันไม่ได้ล็อก พ่อเขายังคงนอนอยู่ เอกราชเลยรีบทันที เข้าไปอาบน้ำในห้องน้ำ ก่อนจะแต่งชุดนักเรียนแล้วรีบออกจากบ้านไปเลย
ที่บ้านของทรัพย์สิน เขาอาศัยอยู่ด้วยตัวเองคนเดียว พออาบน้ำอาบท่าเสร็จ เขาก็สวมชุดนักเรียนและเตรียมจะออกจากบ้าน แต่เขาหันไปมองนาฬิกาที่ผนังห้องก่อน “ตายล่ะ ต้องสายแน่ๆ เลย เราไม่เคยสายมาก่อน” แล้วเขาก็รีบสวมรองเท้าผ้าใบก่อนจะออกจากบ้านไปเลย เมื่อเขามาถึงโรงเรียนก็เฉียดเวลาเข้าแถวไปนิดเดียว เขารีบเข้าไปในห้องสโมสรนักเรียน ก็เจอปราชญากำลังจัดการกับเอกสารบนโต๊ะอยู่
ปราชญชามองมาทางทรัพย์สินก่อนจะทักทาย “พี่สิน ทำไมวันนี้มาสายจัง?”
“ตื่นสายน่ะ พอดีเมื่อคืนเพลียไปหน่อย” ทรัพย์สินบอก ทำเอาปราชญาต้องพูดออกมา
“พี่ทำงานหนักเกินไปแล้ว” เขาบอกออกมาแค่นั้นก็ไม่ได้พูดอะไรอีก ทรัพย์สินก็ถอนหายใจออกมา ก่อนจะช่วยปราชญาดูเอกสาร และแล้วก็ถึงเวลาเข้าแถว ทั้งสองหนุ่มต่างเดินออกจากห้องสโมสรไปเข้าแถวกัน
ปราชญาไม่ได้พูดอะไรเลยระหว่างที่เดินไปเข้าแถวที่สนามฟุตบอล ซึ่งทรัพย์สินก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะรู้นิสัยดีรุ่นน้องดีอยู่แล้ว เขาแยกกับปราชญาไปต่อแถวที่ระดับชั้นม.หก ส่วนปราชญาก็ไปยังชั้นม.ห้า เขาต่อแถวด้านหลัง เพราะตัวเขาออกจะสูง แล้วก็มีพิธีเคารพธงชาติ สวดมนต์กัน ก่อนที่อาจารย์จะขึ้นมาพูดเหมือนเคย แล้วก็ปล่อยเด็กเข้าห้อง ปราชญาลุกขึ้นจากพื้นและเดินตามเพื่อนร่วมห้องไป เข้าไปในห้องเรียน แต่ในตอนนั้นเอง เขาก็เผลอเดินชนกับเข้ากับเด็กสาวคนหนึ่งที่อยู่ชั้นระดับเดียวกับเขา
“ขอโทษครับ” ปราชญารีบขอโทษ แต่ฝ่ายเด็กสาวชั้นม.ห้าคนนั้นบอกว่าตัวเองผิดเอง ที่ไม่ทันได้ดูทาง
“ไม่หรอก ผมผิดเอง” ปราชญาว่าแล้วเก็บกองสมุดที่เธอทำหล่นเอาไว้ เขาเก็บสมุดให้เธอ ก่อนจะยื่นมันส่งให้เธอ ฝ่ายเด็กสาวชั้นม.ห้าที่ไว้ผมหางม้าสีดำก็พูดขอบคุณออกมา
“ขอบคุณมากนะคะ” เธอว่าแล้วก็เดินจากไป ปราชญาหันไปมองตาม ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ เขารู้จักเธอ เธอชื่อโสรยา เป็เด็กชั้นม.ห้าเหมือนกัน และปราชญาก็กำลังสนใจเธออยู่ เขาอยากคุยกับเธอด้วยสักวันหนึ่ง แต่เขาเป็คนพูดไม่เก่ง ก็เลยไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดี?
“เฮ้อ” เขาถอนหายใจออกมา ก่อนจะเข้าไปในห้องเรียน และนั่งลงข้างๆ เพื่อนสนิท จากนั้น อาจารย์ก็เข้ามาสอน