ชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์

    ตอนที่ 179 ขุ่ย

            “เจ้าบุกรุกดินแดนของเผ่าข้า จงรีบกลับไปก่อนที่ข้าจะมีโทสะไปมากกว่านี้กลับไปบอกเตซูล่าของพวกเจ้า หากยังคิดจะยั่วยุพวกเราอีกมันจะไม่มีคราวหน้าอีกแล้ว” กาน่าซูเลรู้ดีว่าคนของเขาน้อยเกินไปหากเจรจาได้ย่อมส่งผลดีกว่า ทว่าเผ่าเพลิงกาฬดูเหมือนจะไม่ได้มาเพื่อเจรจา

             

            “นั่นไม่จำเป็น พี่ชายข้าให้คำสั่งยึดที่ของเผ่าเจ้าทั้งหมดข้าจะกลับไปมือเปล่าได้อย่างไร ? ข้าจะยื่นข้อเสนอสุดท้ายให้กับเจ้าถอยออกไปจากที่นี่แล้วจะรอด หรือจะตายอยู่ที่นี่ก็ได้ แต่ข้าขอเตือนไว้ก่อนหากพวกข้าลงมือแล้วแม้แต่แมลงตัวเล็ก ๆ ของพวกเจ้า ข้าก็จะไม่ให้มันรอดชีวิต !”

             

            “เจ้ากล้าขู่ข้า !” หัวหน้าเผ่าเขาแดงเต็มไปด้วยโทสะ แม้ว่าเผ่าของเขาอ่อนแอแต่นั่นไม่ใช่เขา เขาถือเป็นยอดฝีมือในแถบนี้ จะให้ผู้อื่นมาข่มขู่ได้อย่างไรเลือดนักรบของชาวเผ่าเขาแดงร้อนระอุในร่างเตรียมปะทุได้ทุกเมื่อ

             

            “นี่ไม่ใช่คำขู่ ข้ารับรอง” พานูเต็นกล่าวย้ำชัดแววตาเต็มไปด้วยการดูแคลนและละโมบ

             

            หากไม่นับเผ่าฟ้าร้องที่เป็นใหญ่ในเขตนี้เผ่าเล็กทั้งห้าเผ่าเพลิงกาฬแข็งแกร่งที่สุด และใกล้ชิดกับเผ่าฟ้าร้องมากที่สุดนั่นจึงทำให้พวกมันทำตัวเหิมเกริมอีกสี่เผ่าที่เหลือหากไม่จำเป็นก็ไม่อยากที่จะมีเรื่องด้วย

             

            แต่ไม่ใช่สำหรับวันนี้ !

             

            บึ้ม !

             

            นักรบคนหนึ่งของเผ่าเพลิงกาฬหัวระเบิดอย่างไม่ทันรู้ตัวทำให้ฝูงชนแตกตื่นไปหมดเสียงแหบพร่าก็ดังขึ้น “อย่าไปสนฆ่าพวกมัน !”

             

            ทีข่าของเผ่าออกโรงด้วยตนเอง นางเป็นผู้บ่มเพาะพลังจิตที่แข็งแกร่งนักรบธรรมดาไม่อาจต่อต้านได้เลยเมื่อทีข่าตัดสินใจแล้วหัวหน้าเผ่าอย่างกาน่าซูเลก็ไร้ซึ่งความลังเล

             

            “ฆ่า !!!!ฆ่ามันให้หมด !!!!!!”

             

            นักรบสองเผ่าเริ่มการโจมตีอย่างชุลมุนการต่อสู้ของพวกเขาแตกต่างจากการสู้รบในหนานโจวมาก คนที่นี่ต่อสู้อย่างเปิดเผยเข้าปะทะด้วยกำลัง และพลัง เผชิญหน้าอย่างกล้าหาญจิตใจเด็ดเดี่ยวจนน่าตกใจ แม้นิ้วมือแขน หรือขาจะขาดพวกเขาก็ไม่ยอมหยุดการต่อสู้

             

            ทว่าจังหวะนั้นเองก็มีชายผู้หนึ่งเดินออกมาจากด้านหลังคนของเผ่าเพลิงกาฬใบหน้าสักลายคล้ายพานูเต็นมาก เพียงแต่ดูมีมากกว่า เบ้าตาก็ลึก ขอบตาดำสนิทแก้มตอบดูไม่คล้ายคนเท่าใดนัก แต่พลังจิตที่แผ่ออกมานั้นแข็งแกร่งมากหนิงเฟยหลงยังรู้สึกอึดอัดไปด้วย

             

            “พลังจิตนี่คงไม่ต่ำกว่าก่อจิตขั้นปลายเป็นแน่” หากสู้กันตรง ๆทีข่าของเผ่าเขาแดงต้องพ่ายแพ้แต่ถ้าหากว่าเขาเข้าไปร่วมสู้ด้วยก็ไม่แน่ว่าอีกฝ่ายจะชนะได้“ต้องก่อกวนสมาธิของมัน”

             

            หนิงเฟยหลงกวาดจิตสัมผัสไปคราหนึ่งเพื่อดูว่าจะไม่มีผู้บ่มเพาะพลังจิตอยู่อีกการต่อสู้ของเขาจึงเริ่มขึ้น

             

            “ทีข่า ท่านเข้าไปเผชิญหน้ากับผู้บ่มเพาะพลังจิตได้เลยทว่าท่านต้องประวิงเวลาไว้ ข้าจะช่วยท่านอีกแรงคอยติดต่อกับข้าไว้”หนิงเฟยหลงส่งกระแสจิตสนทนากับทีข่า

             

            “ได้ อันที่จริงท่านสามารถเรียกข้าว่า ซูซาลามู” นั่นคือชื่อของนางทีข่าก้าวเท้าอย่างมั่นคง เสียงดังตึก ๆ ไม้เท้ากะเทาะดิน การโจมตีทางจิตเริ่มต้นแล้ว

             

            พลังเสียงสะท้อนใจของทีข่า แม้ไม่ได้ดังมากมายในภายนอกหากแต่การโจมตีทางจิตใจที่ส่งมายังผู้บ่มเพาะพลังจิตเผ่าเพลิงกาฬรุนแรงมากหนิงเฟยหลงพึ่งจะเคยเห็นการโจมตีทางจิตของผู้อื่นนี้ครั้งแรกเลย

             

             เขาตั้งใจดูเป็นพิเศษจากนั้นก็เริ่มโจมตีบ้าง หากแต่เป้าหมายของเขาไม่ใช่ผู้บ่มเพาะพลังจิตแต่เป็นนักรบเผ่าเพลิงกาฬ

             

            นักรบคนแล้วคนเล่าล้มลงในจังหวะเวลาไล่เลี่ยกันหนิงเฟยหลงเลือกที่จะสังหารผู้ที่มีพลังยุทธ์แก่นแท้พลังขึ้นมาต่ำกว่านั้นเขาจะไม่ลงมือด้วย นี่จะเป็นการช่วยเหลือเผ่าเขาแดงในเรื่องคุณภาพของนักรบไป

             

            ส่วนจำนวนที่เดิมครึ่งต่อครึ่งก็เพิ่มเข้าใกล้กันเรื่อย ๆพานูเต็นที่เห็นผู้คนล้มลงสิ้นใจมากมายก็งุนงงชั่วครู่แต่แล้วก็ตระหนักได้ว่าเผ่าเขาแดงคงมีผู้บ่มเพาะพลังจิตอีกคน นี่สร้างความตกใจเล็กน้อยให้กับเขาแต่ก็ไม่ได้ทำให้หวาดกลัวในพลังของเผ่านี้

             

            อย่างไรเสียเผ่าเพลิงกาฬก็มีผู้บ่มเพาะพลังจิตด้วยกันถึงสี่คนหนึ่งในนั้นเป็นผู้บ่มเพาะก่อจิตขั้นปลายแล้ว

             

            หากเผ่าเพลิงกาฬตั้งใจลงมือจริงไหนเลยที่เผ่าเขาแดงจะต้านทานไหว

             

            “สังหารมัน !” พานูเต็นสังเกตเห็นหนิงเฟยหลงแล้ว เขาก็ไม่มีทางปล่อยหนิงเฟยหลงไว้

             

            นักรบสองคนวิ่งตรงมาที่หนิงเฟยหลงหนึ่งคนถือธนู หนึ่งคนมือเปล่าลูกศรยิงผ่าออกมาก่อน หนิงเฟยหลงใช้สมาธิส่งพลังจิตหยุดลูกศรไว้ได้เขาหลับตาลงแล้วชี้นิ้วออกไป ลูกศรนั้นก็พลันพุ่งพรวดกลับไปหานักธนูคนนั้น

             

            ฉึก !

             

            นักธนูตาย ! แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่อาจสร้างความกลัวนักรบมือเปล่าท่านนี้ได้

             

            หนิงเฟยหลงสัมผัสได้ถึงพลังอันแกร่งกล้าของชายผู้นี้ทันใดนั้นหมัดหนักก็สวนมา แรงปะทุทำให้หนิงเฟยหลงต้องถอยร่นออกไปนักรบมือเปล่ามองหนิงเฟยหลงด้วยความสนใจ และแปลกใจที่จริงแล้วผู้บ่มเพาะพลังจิตย่อมมีร่างกายที่อ่อนแอหากแต่ภาพเมื่อครู่ยังเห็นเด่นชัด ชายหนุ่มผู้ฝึกฝนพลังจิตโดนหมัดเขาเข้าไปแต่กลับไม่เป็นอะไรเลย ช่างน่าอัศจรรย์

             

            หนิงเฟยหลงมองร่างกายตนเอง เขาไม่แปลกใจนักร่างนี้มันประหลาดขึ้นทุกวันจะแข็งแรงเกินกว่าปกติก็ไม่น่ามีปัญหา เช่นนั้นถ้าหากเขาสวนหมัดเปล่าด้วยพลังกายนี้เล่า?

             

            น่าสนใจ !

             

            หนิงเฟยหลงยกมือขึ้นมาปัดฝุ่นเล็กน้อยพร้อมเย้ยขึ้น “ก็ไม่เท่าไหร่นี่หมัดเจ้าช่างเบาเสียจริง อย่างกับเด็กน้อยแรกเกิด”

             

            “บัดซบเอ้ย ! นี่เจ้าอยากตายมากนักหรือไงถึงกล้ามาท้าทายจ้าวแห่งหมัดขุ่ย !” นักรบมือเปล่าร่ายรำท่ามวยประหลาด ท่วงท่าดุดันยิ่ง หนิงเฟยหลงอดใจสั่นไม่ได้ปกติแล้วเขามักจะไม่ค่อยออกกระบวนท่าซับซ้อน หากแต่เป็นการพลิกแพลงและการโจมตีเดียวเสียส่วนใหญ่แต่หากมาเจอคู่ต่อสู้เช่นนี้ไม่รู้ว่าจะรับมือไหวหรือไม่ ?

             

            “เข้ามา !” หนิงเฟยหลงระเบิดพลังกายวิ่งดุ่ม ๆ เข้าไปพร้อมกับรัวหมัดเข้าใส่อีกฝ่าย

             

            จ้าวแห่งหมัดไม่ได้หลบเลี่ยงหมัดของชายหนุ่มแต่อย่างไรหมัดนั้นยิ่งมายิ่งรุนแรง ยิ่งมายิ่งหนักหน่วง สีหน้าของหนิงเฟยหลงดูเคร่งขรึมขึ้นทันทีร่างกายของเขาแดงก่ำ ผิวกายร้อนระอุ ระเบิดพลังกล้ามเนื้อ คำรามกึกก้องนี่คือพลังกายของเขาล้วน ๆพลังกายที่สามารถต้านทานผู้ฝึกฝนพลังยุทธ์แก่นแท้พลังขั้นที่สี่ได้นี่มันก็ไม่ธรรมดาแล้ว

             

            ทว่าฝีมือของจ้าวแห่งหมัดไม่ได้มีดีแค่ดุดัน ท่วงท่าของเขายังโหดเหี้ยมยิ่งกว่าทุกท่วงท่าล้วนจู่โจมไปยังจุดตายไม่ยอมเปิดโอกาสให้หนิงเฟยหลงโต้กลับแม้แต่เพียงครั้งเดียวหนิงเฟยหลงโดนโจมตีหลายครั้งร่างกายก็เริ่มมีร่องรอยฟกช้ำเขาไม่อาจเอาชนะด้วยพลังกายอย่างเดียวได้

             

            “เสร็จข้าล่ะ” ขณะที่ขุ่ยกำลังจะยัดกำปั้นมาที่หน้าของเขาหนิงเฟยหลงไม่ได้เลือกที่จะหลบเลี่ยง หากแต่ใช้พลังจิตจู่โจมโดยตรงเข้าไปที่ศีรษะ ดวงตาขุ่ยเบิกถลนหน้าซีดในบัดดล เขามองหนิงเฟยหลงด้วยความหวาดกลัวตัวสั่น

             

            เมื่อครู่เขาเผลตัวไปกับกายต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตายโดยไม่ได้ระวังตัวจากการจู่โจมทางจิตเลยครานี้เขาเสียทีแล้ว ชีวิตและความตายขึ้นอยู่เพียงความคิดเดียวของชายหนุ่มเบื้องหน้า !

             

            “ท่านผู้บ่มเพาะพลังจิตได้โปรดปล่อยข้าไปด้วยข้า..ข้าจะมอบทุกสิ่งที่ท่านต้องการ ยอมเป็นข้ารับใช้” ขุ่ยมองสีหน้าหนิงเฟยหลงครู่หนึ่งเมื่อว่ายังไม่เป็นที่พอใจจึงเอ่ยเสริมขึ้นอีก“ใช่แล้ว เป็นข้ารับใช้ติดตามรับใช้ท่านรับรองว่าข้าต้องมีประโยชน์ต่อท่านแน่ ข้าขอร้อง...ขอร้องท่านได้โปรดเมตตาชายผู้น่าสงสารเช่นข้าด้วย...”

             

            ขุ่ยเอื้อนเอ่ยอ้อนวอนไม่หยุดหย่อนพรรณนาเรื่องราวมากมาย ยกบิดา มารดาเผ่าที่ถูกทำลายจนต้องมาอยู่ที่เพลิงกาฬ ทั้งยังจะบอกความลับต่าง ๆ ให้อีกแต่ที่สำคัญนั้นขุ่ยเอ่ยถึงสมุนไพรวิเศษทางตะวันตก ซึ่งนั่นมันน่าสนใจมากนั่นอาจเป็นความหวังให้หนิงเฟยหลงกลับมาใช้พลังยุทธ์ได้อีกครั้ง

             

            เขาลังเลที่จะจัดการกับขุ่ย นั่นเพราะขุ่ยน่าสนใจเกินกว่าจะปล่อยให้ตายไปจริงๆ “ได้ข้าจะไว้ชีวิตเจ้า หากแต่เศษเสี้ยวจิตวิญญาณของเจ้าจะต้องผูกอยู่กับข้าหากวันใดเจ้าทรยศข้า วันนั้นคือวันตายของเจ้า !”

             

            “ขอบคุณนายท่านผู้มีเมตตา ท่านช่างมีคุณธรรมสูงส่ง เต็มเปี่ยมไปด้วยบารมีหน้าตาหล่อเหลา รูปโฉมงดงามเกินกว่าชายใดในแผ่นดิน ข้าน้อยผู้ต่ำต้อยรับรองว่าจะจงรักภักดีต่อท่านตลอดไป”ขุ่ยรีบโขกหัวลงคำนับขอบคุณอย่างไม่เกี่ยงอาย อย่างน้อยชีวิตน้อย ๆ ของเขาก็รอดแล้ว...

             

            หนิงเฟยหลงส่ายหัวอย่างเอือมระอาแม้แต่เขายังคิดไม่ถึงว่าชายผู้มีร่างกายใหญ่โตหน้าตาดุดันต่อสู้ดุเดือดจะมีความกลัวตายสูงถึงเพียงนี้ ขายหน้าพวกชนเผ่านัก !

             

            ...

             

    คล้ายกับเรื่องชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน