จากเถ้าธุลีหวนคืนสู่บัลลังก์หงสา (จบ)

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 113 ไม่มีทางให้นางได้รับความโปรดปรานเพียงผู้เดียว

            สายตาของจวินอู๋เสียทำให้องค์หญิงใหญ่พึงพอใจยิ่งนัก นางกลัวว่าเขาจะพอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่ที่สุด น้ำเสียงของนางจึงยิ่งอ่อนโยนมากขึ้นและมีความเห็นใจมากขึ้น “องค์ชายจวินเป็นแขกของต้าเซวียนมานานถึงเพียงนี้ควรกลับไปได้แล้ว ข้ามิได้ขับไล่ไสส่ง เพียงแค่นึกถึงใจคนที่อยู่ไกลบ้านอย่างองค์ชายจวิน” 

            จวินอู๋เสียยกมือคำนับพลางทูลว่า “ขอบพระทัยองค์หญิงล่วงหน้า” 

            แววตาขององค์หญิงใหญ่แทนที่ด้วยความยั่วยวนอย่างสุดความสามารถ  

            นางยกมือขึ้นประคองมือเขาเบาๆ ปลายนิ้วปัดผ่านบนผิวกาย รู้สึกถึงความเย็น จากนั้นจึงแอบพรูลมหายใจอันเร่าร้อน หรือนี่คือสิ่งที่เรียกว่ากระดูกดั่งหยกผิวดุจน้ำแข็ง ทว่าบนใบหน้ากลับแย้มยิ้มสดใส “องค์ชายจวินเกรงใจเกินไปแล้ว ข้าเพียงแค่คิดว่าทองพันตำลึงหาง่าย คนรู้ใจนั้นหายาก วันนี้ได้ยินข่าวดีขององค์ชายจวิน จู่ๆ ก็รู้สึกคล้ายหาคนรู้ใจพบแล้ว ในใจจึงคิดทำบางสิ่งเพื่อคนรู้ใจโดยไม่รู้ตัวก็เท่านั้น” 

            ปลายนิ้วของนางหยุดอยู่บนนิ้วทั้งห้าของเขาและไม่ได้ผละออกในทันที แววตาจวินอู๋เสียมิได้เหลือบมอง เขาเพียงแค่แย้มยิ้มอย่างพอเหมาะพอควร “เป็นเกียรติที่องค์หญิงทรงพอพระทัย กระหม่อมยินดีบรรเลงอีกบทเพลงเพื่อองค์หญิง” 

            ระหว่างที่พูดเขาก็ลดมือลงไปหยุดอยู่บนสายพิณเพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสของนางอย่างสงบเยือกเย็น  

            กระนั้นองค์หญิงใหญ่กลับมิได้สังเกตและยิ่งรู้สึกชื่นชอบ นางกวาดสายตาไปรอบด้าน จากนั้นจึงส่ายศีรษะพลางกล่าวว่า “เจ้าดูคนพวกนี้สิ เมามายไม่ได้สติไปนานแล้ว ไม่เพียงฟังความไพเราะของเจ้าไม่ออก ทว่ายังรบกวนเสียงพิณของเจ้าด้วย นอกจากนี้พิณกู่ฉินก็มิได้ดีเท่าพิณหลี่ว์ฉี่ เหตุใดไม่รอพิณหลี่ว์ฉี่ส่งมาที่จวนก่อน เจ้าจะได้นำพิณมาบรรเลงที่ตำหนักรับรองของข้าสักบทเพลง?” 

            จวินอู๋เสียหัวเราะเสียงเบา “เป็นเกียรติอย่างยิ่งพ่ะย่ะค่ะ” 

            องค์หญิงใหญ่บรรลุเป้าหมายแล้วอารมณ์ยิ่งดีขึ้น นางหันหน้าไปเอ่ยกับซ่งอี้เฉิน “ฝ่าบาท พิณหลี่ว์ฉี่ส่งไปแล้วหรือ?” 

            น้ำเสียงนี้ไร้ซึ่งความเคารพอย่างสิ้นเชิง เหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ได้ยินพลันประเมินในใจไม่หยุด ทว่ากลับไม่มีผู้ใดเสนอความคิดเห็นออกมาสักคน ซ่งอี้เฉินคล้ายชินชานานแล้ว เขาตรัสด้วยรอยยิ้ม “ยามนี้น่าจะอยู่ที่พักองค์ชายจวินแล้ว เสด็จพี่รีบร้อนกว่าองค์ชายจวินเสียอีก” 

            องค์หญิงใหญ่เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “กระบี่วิเศษเปรอะฝุ่นก็ไม่นับว่าเป็นกระบี่วิเศษ เป็นได้เพียงเศษเหล็กเท่านั้น พิณวิเศษคลุมด้วยผ้า อย่างมากก็เป็นเพียงเครื่องประดับ กระบี่วิเศษมอบให้นักรบ พิณหลี่ว์ฉี่มอบให้คนงาม ใช้กระบี่วิเศษปกป้องบ้านเมือง ใช้พิณหลี่ว์ฉี่ขับกล่อมผู้คน นี่จึงจะเป็นการใช้ของอย่างคุ้มค่าที่สุด ฝ่าบาททรงคิดอย่างไร?” 

            “เสด็จพี่เอ่ยได้ถูกต้อง” ซ่งอี้เฉินมองจวินอู๋เสียคราหนึ่ง สีหน้าเขายังคงสงบนิ่งราวกับว่าบทสนทนานี้ไม่เกี่ยวข้องอันใดกับเขาทั้งสิ้น เมื่อคิดอย่างละเอียด ซ่งอี้เฉินรู้สึกว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ บทสนทนานี้องค์หญิงใหญ่กำลังหยั่งเชิงเขา กระบี่วิเศษเปรอะฝุ่น พิณวิเศษคลุมด้วยผ้า กำลังพูดถึงบัลลังก์ของเขาหรือ? 

            ซ่งอี้เฉินยิ้มเยาะในใจ แล้วนางคู่ควรหรือ? 

            องค์หญิงใหญ่มิได้รับคำโต้แย้งจากซ่งอี้เฉินจึงรู้สึกหมดสนุก พระอนุชาผู้นี้ไร้ประโยชน์จริงดังคาด หากนางปกครองแคว้นเซวียน นางจะต้องเป็นอู่จ้าว[1]คนที่สองของใต้หล้าอย่างแน่นอน ไหนเลยจะมีรูปลักษณ์เช่นนี้ 

            อย่างไรก็ตามเป้าหมายในคืนนี้ก็บรรลุผลสำเร็จแล้ว องค์หญิงใหญ่จึงคร้านจะอยู่ต่อ นางหาข้ออ้างเดินวางมาดจากไป ก่อนจะไปนางหมุนกายกลับมามองจวินอู๋เสียด้วยสายตามีความหมายลึกซึ้งคราหนึ่ง 

            จวินอู๋เสียยกจอกสุราเล็กน้อยแล้วยิ้มตอบนาง เมื่อเงาร่างนางหายไปแล้วเขาจึงยกจอกถวายพระพรซ่งอี้เฉินแล้วดื่มรวดเดียวจนหมด ก่อนจะปรายตามองบนร่างเซียวจ่างเฟิงโดยมีแขนเสื้อกว้างปกปิดรอยยิ้มมุมปากและแววตาของเขาไว้ 

            งานเลี้ยงดำเนินไปจนถึงกลางดึก เหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่เดินโงนเงนออกจากตำหนักไปโดยมีขันทีคอยประคอง หลังจากเหยียนอู๋อวี้ที่อยู่ตำหนักเฟิ่งชัยได้ยินข่าวว่าซ่งอี้เฉินค้างแรมที่เรือนของเซียวเป่าหลิน นางจึงพรูลมหายใจเล็กน้อย ทว่าความงุนงงในใจกลับเพิ่มขึ้นมาแทน 

            ปีนั้นหลังจากรู้ว่านางตกหลุมรักซ่งอี้เฉินตั้งแต่แรกพบ บิดาก็มอบของทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับซ่งอี้เฉินให้นาง เพราะต้องการให้นางรู้จักคนผู้นี้อย่างชัดเจนก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ  

            ยามนั้นนางเอาแต่คิดถึงเขาตลอดเวลา หลังจากพลิกอ่านเอกสารและได้เห็นสิ่งที่ซ่งอี้เฉินประสบพบเจอตั้งแต่เล็กจนโต แทนที่จะชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสีย นางกลับรู้สึกสงสารเขาจับใจและสาบานว่าจะปกป้องเขาให้ดี  

            ยามนั้นนางความคิดมืดบอดตามัว ยามนี้เมื่อนึกย้อนถึงเรื่องราวในบันทึก นางกลับค้นพบบางอย่างที่แปลกใหม่  

            ไทเฮาเคยประสูติบุตรสองคน ผู้หนึ่งอายุมากกว่าซ่งอี้เฉิน ยามที่พระครรภ์นางอายุยังน้อย หลังจากถูกเซียวกุ้ยเฟยรังแกโรคเก่าก็กำเริบ ผ่านไปหลายปีกว่าจะทรงพระครรภ์ซ่งอี้เฉิน ทว่าการประสูติของโอรสองค์โตผู้นี้มิได้ดึงดูดความรักของมารดาเท่าใดนัก  

            ตรงกันข้ามไทเฮากลับเข้มงวดกับซ่งอี้เฉินยิ่งนัก กระนั้นเบื้องบนมีองค์หญิงที่ได้รับความโปรดปรานอย่างเต็มเปี่ยมและมีรัชทายาทผู้เฉลียวฉลาดมีพรสวรรค์ เบื้องล่างยังมีพระอนุชาที่ฉลาดปราดเปรื่อง การปรากฏตัวของซ่งอี้เฉินมิได้รับความรักจากพระบิดาอย่างอดีตฮ่องเต้มากนัก แม้กระทั่งอดีตฮ่องเต้ยังเฉยชากับเขาและให้ความสงสารก็ต่อเมื่อเขาเจ็บป่วยเท่านั้น 

            พอหลายครั้งเข้า ความสงสารเช่นนี้ก็กลายเป็นความเบื่อหน่าย หากไม่ใช่เพราะไทเฮา เกรงว่าอดีตฮ่องเต้คงไม่สนใจเด็กคนนี้ 

            ผู้ใดก็ไม่คาดคิดว่าเด็กที่บิดามารดาต่างไม่รักผู้นี้จะนั่งอยู่บนตำแหน่งในปัจจุบัน 

            ต่อมาไทเฮาทรงพระครรภ์อีกครั้ง แม้นางจะระมัดระวังและเอาใจใส่อย่างรอบคอบ ทว่าท้ายที่สุดก็รักษาเอาไว้ไม่ได้  

            เมื่อก่อนเหยียนอู๋อวี้คิดเพียงแค่ว่าบิดามารดาย่อมรักบุตร ทว่ายามนี้เมื่อไตร่ตรองอย่างละเอียดแล้วก็มักรู้สึกว่ามีบางอย่างแปลกๆ อยู่ในนั้น ไทเฮาเข้มงวดกับบุตรชายเพียงคนเดียวผู้นี้…...เกินไปหน่อยจริงๆ หากกล่าวว่าเข้มงวดตั้งแต่ยังเด็กเพื่อให้เขากลายเป็นคนมีความสามารถ ทว่าตอนนี้เขาอายุยี่สิบเจ็ดแล้วกลับยังไม่คืนอำนาจทั้งหมดให้เสียที คล้ายว่าต้องการบีบคั้นจนตายจึงจะยอมเลิกรา  

            ต่อให้ไทเฮาทรงรักอำนาจมากเพียงใด อย่างไรนั่นก็เป็นบุตรชายที่นางให้กำเนิด คิดแล้วก็ชวนให้รู้สึกไม่เข้าใจจริงๆ 

            ซ้ำยังมีอีกหลายเรื่องที่ไทเฮาทำแล้วชวนให้รู้สึกไม่เข้าใจ อย่างเช่นกับตระกูลเซียว 

            เมื่อก่อนพระนางเกลียดเข้ากระดูกดำ ยามนี้นึกไม่ถึงว่าจะเตรียมการให้บุตรสาวตระกูลเซียวเข้าวัง ถึงขั้นให้เซียวหรูเสวี่ยมีโอกาสเอาชนะใจฝ่าบาท สาเหตุของการคบค้าสมาคมในครั้งนี้คืออันใดกันแน่? 

            เมื่อนึกถึงเรื่องพวกนี้ นางเงยหน้ามองฉางฮวนในกระจกที่กำลังช่วยตนเองหวีผม “นางกำนัลเข้ามาอีกทีพรุ่งนี้ เชิญหัวหน้าโจวมาด้วยเถิด” 

            ฉางฮวนตอบรับเบาๆ แล้วออกจากห้องไป 

            ป้าโฉ่วช่วยประคองนางนอนลงพลางเอ่ยว่า “องค์ชายในครรภ์ของเหลียงเจาอี๋มาได้ถูกเวลาพอดีเจ้าค่ะ” 

            เหยียนอู๋อวี้นึกถึงเหตุการณ์ในวันนี้ ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “ซ่งอี้เฉินมีความสุขมาก เหลียงเจาอี๋ก็เป็นนางกำนัลที่ถูกเลื่อนขั้นขึ้นมาเช่นเดียวกัน นางไม่สนใจเรื่องทางโลกมาโดยตลอด ไม่น่าแปลกใจที่เขาจะยอมให้นางเก็บทารกไว้” 

            “ฮวารั่วซีจะลงมือหรือไม่เจ้าคะ?” ป้าโฉ่วเอ่ยถาม “อดีตนางเคยทำเรื่องเช่นนี้มาไม่น้อย เมื่อรู้ว่าฝ่าบาทหลับนอนกับนายหญิงก็จะส่งน้ำแกงทำแท้งมาให้ ยามนี้ไม่มีอำนาจแล้วคงทำได้ยากกว่าเมื่อก่อน เพียงแต่นางยังครองตำแหน่งพระสนม หากคิดจะทำคงไม่ยาก” 

            “เต๋อเฟยไม่ปล่อยให้นางได้รับความโปรดปรานเพียงผู้เดียว” 

            “ความหมายของไทเฮาก็คือเต๋อเฟยต้องทำ วันนี้เซียวเป่าหลินกับเฮ่อเป่าหลินก็คิดเช่นเดียวกันนี้” 

            “ทั้งซ้ายและขวาไม่ได้รับความโปรดปรานอีกต่อไป เช่นนั้นก็ลองเปลี่ยนวิธีเข้าไปใกล้ตำแหน่งนั้นมากขึ้น เกรงว่าในใจพวกนางคงไม่พอใจเช่นกัน เหตุใดฝ่าบาทไม่เป็นแบบฮ่องเต้เฉิงฮว่าเล่า? ตนเองจะได้เป็นว่านเจินเอ๋อร์คนที่สอง น่าเสียดาย…...ซ่งอี้เฉินไม่ชอบสิ่งนี้” เหยียนอู๋อวี้แย้มยิ้มพลางเลิกผ้าม่านขึ้น “ช่วยพยุงข้าขึ้นเถิด ข้ายังไม่ว่างพักผ่อน” 

            ป้าโฉ่วเอ่ยอย่างประหลาดใจ “แม่นาง ยามนี้ดึกมากแล้ว…...” 

            เหยียนอู๋อวี้เม้มริมฝีปาก “กว่าเขาจะมาได้สักครั้งไม่ง่ายเลย” 

            ป้าโฉ่วยิ่งประหลาดใจกว่าเดิม นางหันศีรษะไปมองและเห็นเงาดำสายหนึ่งเคลื่อนเข้ามาจากหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้อยู่ นางยกมือปิดปากด้วยความตกใจ เมื่อเห็นผู้ที่มาชัดเจนจึงถอนหายใจโล่งอก 


    เชิงอรรถ

    [1] อู่จ้าว หมายถึง พระนางบูเช็กเทียน


    คล้ายกับเรื่องจากเถ้าธุลีหวนคืนสู่บัลลังก์หงสา (จบ) ที่คุณอ่าน