เดิมทีหลินซือหย่วนคิดจะส่งพ่อลูกเกาเถี่ยจู้กลับไปดีๆโดยไม่ให้เสียน้ำใจ แต่ท่าทีของเกาต้าเผิงเมื่อครู่นี้ทำให้เขาไม่อยากรักษามารยาทอีกต่อไป
หลินซือหย่วนจ้องมองเกาต้าเผิงที่นั่งอยู่ตรงข้ามด้วยสายตาเย็นชา“ขอยืมของคนอื่น แต่กลับไม่รู้จักทำตัวให้ดีๆ หน่อยสงสัยที่บ้านจะเลี้ยงดีจนเสียคน”
เกาเถี่ยจู้ตวัดสายตาตำหนิใส่ลูกชายก่อนจะรีบปรับสีหน้าเป็นยิ้มแหยๆ “คุณป้า หย่วนจื่อพวกคุณอย่าถือสาต้าเผิงเลยนะ เขาก็แค่คนทึ่มทื่อที่ต้องอบรมสั่งสอนกันหน่อย”
เกาเถี่ยจู้รีบปลอบสองย่าหลานให้สงบลงก่อนแล้วเปลี่ยนเรื่อง “คุณป้าอีกป็นเดือนกว่าจะถึงกำหนดส่งผลผลิตให้รัฐ ถ้าพวกป้าให้พวกเรายืมข้าวก่อนจะได้ไหมผมสัญญาว่าพอคนรักของต้าเผิงกลับไปแล้ว ผมจะรีบเอาข้าวมาคืนให้เลย ไม่ล่าช้าแน่นอน”
แม่เฒ่าหลินเห็นแก่หน้าจึงไม่อยากตัดไมตรีกับเกาเถี่ยจู้ให้เด็ดขาด ได้แต่กล้ำกลืนความโกรธเอาไว้
หลินซือหย่วนเห็นว่าเกาเถี่ยจู้ยังไม่ยอมรามือความอดทนของเขาก็มาถึงขีดสุด “คุณลุงที่บ้านพวกคุณเคยยืมอะไรจากบ้านผมแล้วคืนบ้างครับ? ของอย่างอื่นไม่คืนก็ไม่เป็นไรแต่ถ้าพวกคุณยืมข้าวไปแล้วไม่คืน ทำให้บ้านผมส่งผลผลิตให้รัฐไม่ได้พวกคุณจะรับผิดชอบแทนพวกผมยังไงครับ?”
หนังหน้าเกาเถี่ยจู้ไม่ด้านพอเมื่อโดนหลินซือหย่วนเถียงแบบไม่ไว้หน้าเข้าหน่อยใบหน้าเหี่ยวย่นก็แดงก่ำขึ้นมาทันที
แต่เกาต้าเผิงกลับไม่รู้สึกละอายใจแม้แต่น้อยเขามองว่าหลินซือหย่วนไม่ให้เกียรติพ่อของตน จึงทนไม่ได้“น้องชาย แกหมายความว่ายังไง? พวกเรายังเป็นญาติกันนะญาติพี่น้องก็ต้องช่วยเหลือกันสิ บ้านสกุลหูไม่ใช่ญาติ แกยังให้เขายืมข้าวได้เลยพวกเราเป็นญาติสนิท แกกลับไม่ยอมให้ยืมข้าว จะเอายังไงกันแน่?”
ท่าทางที่แสดงออกว่า‘จนแล้วไง ฉันมีสิทธิ์’ ของเกาต้าเผิงทำให้หลินซือหย่วนอยากจะพุ่งเข้าไปซัดหน้าสักสองสามหมัด
หลินซือหย่วนอดกลั้นความโกรธจนอยากจะเข้าไปซัดเอาไว้“เกาต้าเผิง จะมาจ้องหน้าหาเรื่องอะไร? ฉันหวังว่าพวกเราจะไม่ใช่ญาติกันจริงๆด้วยซ้ำ จะได้ไม่ต้องมารบกวนความสงบของฉันกับย่าบ่อยๆ ขอพูดให้ชัดๆ ตรงนี้เลยนะข้าวสักเม็ดฉันก็ไม่ให้ยืม ต่อไปถ้าบ้านพวกแกจะมายืมอะไรบ้านฉันอีกก็ต้องเขียนใบกู้ยืมกันก่อน กำหนดวันเวลาที่จะคืนให้เรียบร้อย”
“หลินซือหย่วน แกจะเอายังไง?” พอเกาต้าเผิงได้ยินหลินซือหย่วนพูดออกมาแบบนี้เขาก็โกรธจัด ลุกพรวดพราดขึ้นจากม้านั่ง
เกาเถี่ยจู้ก็ลุกขึ้นยืนตาม“คุณป้า มันก็ดึกแล้ว พวกผมสองคนกลับบ้านก่อนนะครับ”
ถึงจะไม่ได้ข้าวเกาเถี่ยจู้ก็ยังไม่ยอมแพ้ แต่เขากลัวว่าเด็กหนุ่มสองคนจะพูดจาเลยเถิดกันไปถ้าเกิดทะเลาะวิวาทกันขึ้นมา มันจะไม่ดี
เกาเถี่ยจู้ดึงแขนเสื้อของเกาต้าเผิงอย่างแรง
พอเห็นว่าพ่อจะกลับแล้วเกาต้าเผิงก็จำต้องยอมเดินตามออกไปอย่างเชื่อฟัง
แม่เฒ่าหลินกับหลินซือหย่วนก็ไม่ได้ลุกขึ้นไปส่งสองพ่อลูก
หลังจากที่คนทั้งสองออกไปสักพักแล้วสีหน้าของสองย่าหลานก็ค่อยๆ กลับมาเป็นปกติ
“ย่าครับ ฟังผมนะ อีกหน่อยเราย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองกันดีไหม?” หลินซือหย่วนพูดเรื่องเก่าอีกครั้ง เขาแทบจะอ้อนวอนให้ย่ายอมย้ายบ้าน
ถึงหลานชายสุดที่รักจะอ้อนวอนแม่เฒ่าหลินก็ยังคงไม่ยอมคล้อยตาม “เมื่อไหร่แกแต่งเมียมีลูกฉันถึงจะไปช่วยเลี้ยงหลานในเมือง ถ้าไม่ใช่แบบนั้นฉันก็ไม่เข้าเมืองหรอก ปู่ของแกพ่อแม่ของแกก็อยู่ในหมู่บ้าน แกยังไม่ได้สร้างครอบครัวฉันจะไม่ทิ้งพวกเขาไปไหนทั้งนั้น พอถึงตอนนั้นฉันไปช่วยแกเลี้ยงหลานเสร็จก็จะกลับมาอยู่ดี ฉันทิ้งพวกเขาไม่ลงหรอก”
“ย่าครับ ทำไมย่าถึงดื้ออย่างนี้นะ?” หลินซือหย่วนส่ายหัวอย่างจนปัญญา“ถ้าจะหลีกหนีครอบครัวของป้าใหญ่ ย่าก็ต้องไปอยู่ในเมืองกับผม!”
แม่เฒ่าหลินพูดขึ้น“แกไปอยู่ในเมืองก่อนเลยก็ได้นี่ ยังไงไม่ได้อยู่บ้านทั้งปีอยู่แล้วถ้าป้าใหญ่ยังมารบกวนฉันอีก ทำให้ฉันโมโห ฉันก็จะไปฟ้องคนใหญ่คนโตเลย”
เมื่อเผชิญหน้ากับย่าที่ไม่ยอมเข้าเมืองกับเขาเสียทีหลินซือหย่วนก็ได้แต่กระทืบเท้าเดินออกไปอย่างจนใจ
………………
หลังกินข้าวเย็นหูหลันเยวี่ยก็สอนถิงถิงอ่านหนังสือตามปกติ
เพราะถิงถิงเรียนรู้ได้เร็วมากเธอจึงเพิ่มระดับความยากขึ้น
เธอตั้งใจวางแผนการสอนให้ถิงถิงอย่างจริงจัง
ทุกคืนถิงถิงจะต้องเรียนสองส่วนส่วนหนึ่งคือภาษา อีกส่วนหนึ่งคือคณิตศาสตร์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
ก่อนที่จะเริ่มสอนทุกๆครั้ง หูหลันเยวี่ยจะพาถิงถิงทบทวนเนื้อหาที่เคยเรียนมาแล้วก่อนหน้า
ตอนที่หูหลันเยวี่ยกำลังให้ถิงถิงเขียนอักษรจีนที่เรียนไปเมื่อคืนตามคำบอกขณะนั้นเธอก็ได้ยินเสียงกระดิ่งดังขึ้นมาจากนอกประตู
หูหลันเยวี่ยหันไปมองที่ประตูก็เห็นร่างเล็กๆ ร่างหนึ่งอยู่นอกประตูลวด
“เจ้าด่าง ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ?” แค่มองแวบเดียวหูหลันเยวี่ยก็จำได้ว่าคือเจ้าด่างหมาของบ้านหลินซือหย่วน
เจ้าด่างกำลังใช้เท้าเล็กๆตะกุยประตูอยู่ หูหลันเยวี่ยจึงรีบเดินไปเปิดประตูให้
ที่คอของเจ้าด่างผูกถุงผ้าเล็กๆเอาไว้ ทำให้หูหลันเยวี่ยคิดถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นบนภูเขาเมื่อไม่กี่วันก่อน
เธอรีบก้มตัวลงแกะถุงผ้าออกจากคอของเจ้าด่าง
ถุงผ้าค่อนข้างหนักข้างในบรรจุเต้าหู้แผ่นปรุงรสห้าเครื่องเทศไว้สองห่อนอกจากนั้นยังมีกระดาษโน้ตอยู่แผ่นหนึ่ง
‘หลันเยวี่ย ฉันอยากจะขอให้เธอช่วยอะไรหน่อย ถ้าสะดวกมาคุยกันที่ป่าไผ่เล็กนะ’
ตัวอักษรบนกระดาษโน้ตสวยงามมากแค่ได้เห็นตัวอักษรพวกนั้นก็เหมือนได้เห็นหน้าคนที่เขียนหูหลันเยวี่ยเห็นแค่ตัวอักษรที่สะอาดตาและสวยงามก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงใบหน้าสะอาดสะอ้านและหล่อเหลาของคนเขียนขึ้นมา
หญิงสาวขยำกระดาษโน้ตเป็นก้อนกลมๆยับยู่ยี่ หลังจากนั้นหูหลันเยวี่ยก็ย่อตัวลงลูบหัวเจ้าด่าง“บอกเจ้านายของแกนะ ว่าเดี๋ยวฉันตามไป”
เจ้าด่างเหมือนจะเข้าใจสิ่งที่เธอพูดมันสะบัดหางให้หูหลันเยวี่ยอย่างร่าเริง แล้ววิ่งหายไป
หูหลันเยวี่ยมองเต้าหู้แผ่นปรุงรสห้าเครื่องเทศในมือก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงเรื่องที่แม่เฒ่าหลินพูดในตอนกลางวันว่าบรรพบุรุษของบ้านสกุลหลินเคยทำเต้าหู้
หูหลันเยวี่ยเอาเต้าหู้แผ่นไปวางไว้ตรงหน้าของถิงถิง“เธอเขียนหนังสือไปก่อนนะ หลินซือหย่วนมีเรื่องจะคุยกับพี่เดี๋ยวพี่ไปแล้วจะรีบกลับมา”
ไม่นานนักหูหลันเยวี่ยก็มาถึงที่ป่าไผ่เล็กตอนนี้หลินซือหย่วนกำลังนั่งยองๆ อยู่ตรงนั้น พลางลูบขนให้เจ้าด่าง
พอมาถึงตรงหน้าของหลินซือหย่วนหูหลันเยวี่ยก็ย่อตัวลงแล้วนั่งยองๆ ตามเขา
“มีอะไรหรือเปล่า? รีบพูดมาฉันยังต้องไปสอนหนังสือให้ถิงถิงอีกนะ”
หลินซือหย่วนก็ไม่ได้พูดจาอ้อมค้อม“อีกสองวันฉันต้องเดินทางไกล คงเข้าอำเภอแต่เช้าไม่ได้อยากจะรบกวนลุงฉางหมินช่วยไปส่งของแทนให้หน่อยน่ะ”
“นายจะลงใต้เหรอ?” หูหลันเยวี่ยค่อนข้างแปลกใจที่หลินซือหย่วนจะเดินทางไปไกลขนาดนั้นกะทันหันแบบนี้
หลินซือหย่วนตอบ“ไปดูงานทางใต้กับเพื่อนน่ะ เต้าหู้แผ่นที่เพิ่งให้ไปรสชาติเป็นยังไงบ้าง?”
“ฉันยังไม่ได้กินเลย ไม่รู้เหมือนกันว่ารสชาติเป็นยังไงบรรจุภัณฑ์ค่อนข้างหยาบ ถ้าทำบรรจุภัณฑ์ให้สวยกว่านี้ก็จะดีมากเลย” หูหลันเยวี่ยคิดอะไรก็พูดออกไปอย่างนั้น
หลินซือหย่วนรับฟังคำแนะนำของหูหลันเยวี่ยอย่างตั้งใจ“คำแนะนำของเธอดีมาก เรื่องที่ฉันอยากฝากให้ลุงฉางหมินช่วยเธอกลับไปก็ถามให้หน่อยนะว่าเขาพอจะช่วยได้ไหม”
“ก็แค่ตื่นเช้าไปส่งเต้าหู้ที่ตัวอำเภอ ไม่ต้องรบกวนพ่อฉันหรอกงานนี้ฉันก็ทำได้”
“เรื่องอื่นคงฝากให้เธอช่วยได้ แต่ถ้าไปตัวอำเภอไม่ได้หรอก” หลินซือหย่วนพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “ต้องไปให้ถึงอำเภอก่อนตีห้าครึ่งผู้หญิงเดินทางในที่มืดมันไม่ปลอดภัย”