ท่าเรือใหญ่เมืองกว่างโจวเวลานี้มีเรือเทียบท่าอยู่หลายลำ
ส่วนใหญ่เป็นเรือของทางการมีสามชั้น แยกเป็นห้องพักตามระดับฐานะและอำนาจเงินหลินหลานหรูใช้เวลามองหาไม่นานก็มองเห็นเรือที่อู่เทียนไฉ่เช่าเหมาลำเป็นการส่วนตัวเนื่องจากบริเวณทางขึ้นเรือมีคนหลายผู้กำลังมีปากเสียงกันจึงสะดุดตาเป็นพิเศษ
"เกิดอะไรขึ้น?" หลินหลานหรูเป็นหนึ่งในเจ้านายของเรือลำนี้
ผู้ดูแลเสิ่นที่รับหน้าที่ดูแลเรือลำนี้พินิจมองหน้าเด็กสาวชุดแดงและผู้ติดตามของนางด้านหลังนึกถึงลักษณะที่อู่เทียนไฉ่กำชับไว้ จึงประสานมือคารวะ พูดว่า "เรียนคุณหนูกลุ่มคนเหล่านี้ต้องการโดยสารเรือไปพร้อมกับพวกท่านขอรับแต่ผู้น้อยได้อธิบายกับพวกเขาไปแล้ว เหมือนพวกเขาจะไม่ยินดีรับฟังขอรับ"
หลินหลานหรูหันมองกลุ่มคนชุดขาวฟ้าพกกระบี่ข้างเอว มีทั้งหญิงและชาย...และคนเมาสุรา? นางเห็นป้ายห้อยเอวของคนเหล่านี้จึงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสุภาพเจือรอยยิ้ม
"พวกท่านเป็นศิษย์สำนักเก้าฟ้าหรือเจ้าคะได้ยินชื่อเสียงเลื่องลือในยุทธภพมานาน ไม่คิดว่าวันนี้จะได้พบหน้าป้ายพกของสำนักเก้าฟ้าจำง่ายสะดุดตามากข้าเคยเห็นเพียงครั้งเดียวก็จดจำได้แล้ว"
นางจำป้ายของสำนักลั่วซานได้ดังนั้นตอนที่ผ่านซอกเขาลูกเล็กๆ มาเมื่อสิบกว่าวันก่อนจากเหตุปะทะระหว่างศิษย์สำนักลั่วซานสำนักเก้าฟ้าและคนของพรรคมารที่อู่เทียนไฉ่ส่งออกไปสำรวจเส้นทางนางเห็นสีข้างของคนที่หลบซ่อน มีป้ายลวดลายเช่นนี้อยู่คงเดาได้ไม่ยากกระมังว่าเป็นคนของสำนักเก้าฟ้า แต่คาดว่าศิษย์สำนักเก้าฟ้ากลุ่มนี้คงไม่ใช่กลุ่มเดียวกันกับที่เกิดเหตุปะทะ
ศิษย์พี่ใหญ่สำนักเก้าฟ้านามอินถิง ตั้งแต่ที่เห็นหลินหลานหรูเดินเข้ามา ชายหนุ่มก็อึ้งอยู่กับที่เผยรอยยิ้มโง่งมเมื่อเจอสาวงาม แม้จะเห็นแค่เพียงดวงตาของนางแต่ความเย้ายวนที่ส่งผ่านมาทำให้เขาหยุดไม่คิดไม่ได้ แค่มองผิวเผินก็คล้ายถูกบางสิ่งล่อลวงใจชื่นชมในความรู้สึกแข็งแกร่ง เยือกเย็น และซ่อนเร้นด้วยอำนาจลึกลับที่แผ่จากตัวนาง
รอจนหลินหลานหรูหันมาพูดกับเขาจึงได้สติประสานมือทักทายหลินหลานหรู แล้วตอบอย่างมีมารยาทกับนางว่า"แม่นางท่านนี้คงเป็นเจ้าของเรือ พวกข้าเป็นศิษย์สำนักเก้าฟ้าจากเขาเหิงซานเมื่อครู่ได้กระทำเรื่องเสียมารยาทกับคนของแม่นางแล้ว ขอแม่นางโปรดยกโทษ"
คนเป็นศิษย์พี่ใหญ่ต้องรักษาหน้าตาของสำนักไว้ไม่ว่าเรื่องนั้นตนเองจะผิดหรือไม่ก็ตาม
"ศิษย์พี่ใหญ่! ท่าน..."เด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกับหลินหลานหรู อีกฝ่ายเป็นศิษย์สำนักเก้าฟ้าเช่นกันพยายามจะพูดแทรกแต่ถูกศิษย์พี่ใหญ่ของตนตวัดสายตาเตือน
หลินหลานหรูปรายตามองเล็กน้อยคาดว่าคงเป็นตัวปัญหาที่อารมณ์ร้อนไม่ยอมฟังใคร ผู้ดูแลเสิ่นถึงได้ลำบากใจ
อินถิงตวัดตาคมกริบตำหนิศิษย์น้องของตนก่อนหันมากล่าวกับหลินหลานหรูว่า "ขออภัยแทนศิษย์น้องของข้า นางยังเด็กก่อนหน้านั้นจึงเสียมารยาทกับคนของแม่นางเพราะเห็นว่าเรือของพวกท่านเป็นลำเดียวที่ผ่านเมืองซานเหิงก่อนจะออกสู่ทะเลนางจึงพลั้งปากวู่วามไปชั่วขณะไม่ได้ตั้งใจจะรบกวนการเดินทางของแม่นางแต่อย่างใด"
หลินหลานหรูมีสีหน้าไม่ค่อยเข้าใจนักจึงหันไปหาผู้ดูแลเสิ่น
ผู้ดูแลเสิ่นเห็นสายตาของหลินหลานหรูจึงเอ่ยอธิบาย"ช่วงนี้เป็นช่วงมรสุมทางทะเลขอรับ ดังนั้นเรือที่จะไปซานเหิง รวมถึงหลายๆเมืองเล็กๆ ทางตอนใต้จึงหยุดชะงักตั้งแต่เมื่อวันก่อนและวันนี้ก็เป็นเที่ยวครั้งสุดท้ายที่เปิดให้คนโดยสารทางเรือแล้วขอรับ"
อินถิงกลัวหลินหลานหรูเข้าใจไม่กระจ่างอีกทั้งอยากจะลองสอบถามนางดูบ้าง เผื่อจะโชคดีขอติดเรือไปด้วยได้"พวกข้าเพียงอยากสอบถามดูเท่านั้น เห็นเรือของพวกท่านยังว่างจึงอยากขอร่วมทางไปด้วย ไม่ใช้พวกข้าไร้ยางอายนะเพียงแต่มีเหตุจำเป็นต้องเร่งเดินทาง หลายวันมานี้พวกข้ารั้งอยู่ในเมืองเพื่อรอศิษย์น้องอีกกลุ่มที่จะตามมาสมทบจึงทำให้ล่าช้าไปมาก ทว่าวันนี้ไม่อาจรอได้แล้วจึงทิ้งไว้เพียงจดหมายให้ศิษย์น้องอีกกลุ่ม..."
อินถิงยังเล่าถึงเหตุผลจำเป็นของพวกเขาอีกสองสามประโยคล้วนแต่บอกว่าเกี่ยวพันถึงชีวิตคนอย่างไร ดังนั้นศิษย์สำนักคุณธรรมอย่างพวกเขาไม่อาจปล่อยเวลาให้ล่าช้าจนอีกหลายชีวิตต้องสูญเสีย
หลินหลานหรูไม่สนว่าเวลาของพวกเขาจะเกี่ยวพันถึงอะไรรู้เพียงว่าอีกกลุ่มที่พูดถึงคงจะยังมาไม่ถึงในเวลาสองสามวันนี้แน่
หลินหลานหรูหันไปหาผู้ดูแลเสิ่นอีกครั้งผู้ดูแลเสิ่นมีสีหน้าลำบากใจอย่างเห็นได้ชัดเจน พูดอย่างเคร่งเครียดว่า"คุณหนู เป็นนายท่านสั่งไว้ว่าไม่รับคนนอกขอรับ ผู้น้อยเองก็ลำบากใจไม่ใช่ไม่สงสาร แต่ไม่อาจขัดคำสั่งได้"
เมื่อรู้ว่าอู่เทียนไฉ่สั่งห้ามไว้อย่างนั้นจู่ๆ หลินหลานหรูก็นึกครึ้มใจบางอย่างขึ้นมา พูดว่า "ให้พวกเขาเดินทางไปด้วยเถอะแค่เจ็ดคนเองไม่ใช่หรือ"
"แปดขอรับ" ผู้ดูแลเสิ่นรีบตอบเนื่องจากอีกคนเป็นชายหนุ่มในชุดขาวฟ้าผู้กำลังเมามาย
หลินหลานหรูผินหน้าไปมองไม่ทันได้เห็นคนผู้นั้นชัดเจน ศิษย์หญิงหน้าตาจิ้มลิ้มผู้หนึ่งเดินมายืนบังสายตาถลึงตาโตๆ ใส่หลินหลานหรูเป็นการเตือนว่า 'คนของข้า ห้ามเจ้ามอง'
หลินหลานหรูเหยียดยิ้มเล็กน้อยก่อนหันไปหาเฉิงอิ้น บอกให้เขาตามนางขึ้นเรือ
อินถิงเข้าใจว่าได้รับอนุญาตแล้วจึงประสานมือให้หลินหลานหรู ตะโกนขอบคุณตามหลังนาง "ขอบคุณแม่นาง"
ศิษย์น้องเล็กที่ดูเหมือนเมาคล้อยหลังพวกหลินหลานหรูไปแล้ว อีกฝ่ายขมวดคิ้วมุ่น ริมฝีปากหยักเม้มเล็กน้อยเขาได้กลิ่นอายวิชามารจากตัวนาง...เข้มข้นมาก!
ภายในห้องพักบนเรือ
อู่เทียนไฉ่ยืนสนทนาอยู่กับผู้เฒ่าเหลียงแห่งเขาเหลียงซานพวกเขากำลังกลัดกลุ้มว่าจะทำอย่างไรเพื่อขัดขวางความรักของบุตรสาวบุญธรรมดี
ผู้เฒ่าเหลียงพูดว่า "ท่านอู่ปิดบังนางเช่นนี้ไม่ดีกระมัง"
ประมุขพรรคมารพูดอย่างร้อนใจ"เดิมทีข้าไม่คิดว่านางจะรับยาเม็ดนั้นไปด้วยซ้ำ ท่านเข้าใจหรือไม่ข้าโกรธมาก จู่ๆ นางก็บอกข้าว่ารักเจ้าหนุ่มนั่น ถึงขั้นคุกเข่าร้องไห้ข้าก็...เฮ้อ" อู่เทียนไฉ่ถอนหายใจจะพูดได้อย่างไรว่าแค่เห็นนางร้องไห้เขาก็ใจอ่อนแล้ว
"แต่นอกจากท่านจะขัดขวางไม่ได้ยังส่งเสริมไปแล้วด้วย" ผู้เฒ่าเหลียงเป็นคนปรุงยาเม็ดนั้นเองกลับมือพันปีปรุงได้ครั้งเดียว ด้วยตัวยาที่ยากหาพบ และมีเม็ดเดียวเสียด้วย "โอสถทิพย์พันปีเชียวนะ"
ผู้เฒ่าเหลียงมีสีหน้าเสียดายเนื่องจากยาเม็ดนี้มีไว้ชำระลมปราณและไขกระดูก กำจัดสิ่งสกปรกในร่างกายเพื่อเตรียมพร้อมฝึกวิทยายุทธ์ขั้นสูง แต่อาจมีผลข้างเคียงเล็กน้อยคือประสาทสัมผัสทั้งห้าทำงานบกพร่องชั่วคราว ช้าสุดไม่เกินสองปีก็กลับมาเป็นปกติหรืออาจมีประสาทสัมผัสที่เฉียบคมยิ่งกว่าเดิมมิหนำซ้ำหากฝึกวรยุทธ์อีกครั้งจะก้าวกระโดดรวดเร็วอย่างร้ายกาจ
"เอาอย่างนี้ดีหรือไม่"ผู้เฒ่าเหลียงเสนอ "ท่านก็ไม่ต้องบอกความจริงแก่นาง คนอยู่ห่างกันตั้งไกลเกิดอะไรขึ้นบ้างไม่มีทางรู้ หากนางยังเข้าใจว่าบุรุษหนุ่มที่นางรักยังพิการอยู่สองปีหลังจากนี้นางอาจตัดใจไปเองก็ได้"
อู่เทียนไฉ่แค่นเสียงเฮอะขึ้นจมูก"นางร้ายกาจกว่าที่ท่านคิดนัก ขณะที่ตัวนางอยู่นี่นางถึงกับส่งสายลับสองคนไปเฝ้าเจ้าหนุ่มนั่นถึงที่ วันก่อนมีจดหมายมาถึงนางหลบข้าแล้วแอบอ่านเงียบๆ จากนั้นก็ยิ้มโง่งมอะไรของนาง ถามก็เลี่ยงไม่ตอบข้าใต้หล้านี้มีบุตรคนใดแข็งข้อกับบิดาบ้าง"
"เอ่อ... ท่านอู่ท่านควรเข้าใจว่าท่านเองก็หลอกใช้นางมามาก นางมึนตึงใส่ท่านบ้างก็สมควรแล้ว"
"นี่..." อู่เทียนไฉ่จนคำพูด
ผู้เฒ่าเหลียงเสมองไปทางอื่นราวกับเมื่อครู่ไม่ได้พูดอะไร
จากนั้นก็มีคนเข้ามารายงานว่าประมุขน้อยรับศิษย์สำนักเก้าฟ้าแปดคนขึ้นเรือ
อู่เทียนไฉ่ถึงกับยิ้มเย็นหันไปพูดกับผู้เฒ่าเหลียง "นางกำลังยั่วโมโหข้า!"
ผู้เฒ่าเหลียงทำได้เพียงส่งยิ้มให้กำลังใจ
หลินหลานหรูสั่งให้คนจัดห้องพักให้ศิษย์สำนักเก้าฟ้าทั้งแปดคน
ในนั้นมีสตรีอยู่สามนางที่เหลือห้าคนล้วนเป็นบุรุษ บนเรือมีห้องพักหลายห้องนางยกห้องบนชั้นที่สองให้พวกเขา ชั้นที่สามเป็นของพวกหลินหลานหรูและอู่เทียนไฉ่
ส่วนชั้นล่างสุดเป็นของลูกเรือบ่าวไพร่ และสมุนพรรคมารที่ปลอมตัวเป็นบ่าวอารักขารวมกับสมุนที่เพิ่งตามมาสมทบก็มีเกือบหนึ่งร้อยคน ฝีมืออยู่ในระดับร้ายกาจทั้งนั้น
จากนั้นเด็กสาวตรงมาที่ห้องของอู่เทียนไฉ่บนชั้นสามสวนทางกับลูกน้องของอู่เทียนไฉ่คนหนึ่งที่เดินออกมาจากห้องเกรงว่าคงรายงานเรื่องที่นางอนุญาตให้คนนอกขึ้นเรือแล้ว
อู่เทียนไฉ่ไม่พูดอะไรให้มากความเมื่อเห็นหลินหลานหรูเข้ามา จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบขรึม"มีเหตุผลอะไรที่เจ้าต้องให้พวกเขาขึ้นเรือ"
น้ำเสียงอู่เทียนไฉ่แม้ราบเรียบแต่ไม่ได้ตำหนินางอย่างโจ่งแจ้ง คล้ายแค่ถามเพราะอยากรู้เหตุผลเท่านั้น
"หากตอบว่าสงสารพวกเขาเช่นนั้นข้าก็คงโกหก" หลินหลานหรูยิ้มบางๆ "แค่อยากขัดคำสั่งท่านเท่านั้นนับเป็นเหตุผลได้หรือไม่"
มุมปากอู่เทียนไฉ่กระตุกมองเด็กสาวทิ้งตัวลงนั่งไขว่ห้างบนเก้าอี้ด้วยท่วงท่าไม่แยแสโลกรินน้ำลงถ้วยแล้วยกขึ้นดื่ม
ริมฝีปากเล็กเพิ่งจดขอบถ้วยพลันเหลือบเห็นใบหน้าชราอันแสนคุ้นเมื่อสามปีก่อนก็สำลักน้ำ ลุกขึ้นยืนแล้วประสานมือคารวะ"อาหลันคารวะผู้เฒ่าเหลียง"
ผู้เฒ่าเหลียงยิ้มเต็มใบหน้าผงกศีรษะเล็กน้อย รับการคารวะจากหลินหลานหรู "ประมุขน้อยทำตัวตามสบายเถอะผู้เฒ่าอย่างข้ารับการคารวะจากท่านไม่ไหวหรอก"
ไม่ว่าพบกันครั้งใดหลินหลานหรูรู้สึกเคารพนับถือผู้เฒ่าเหลียงอย่างมาก "จะทำเช่นนั้นได้อย่างไรข้าแทบอยากคารวะท่านเป็นอาจารย์ แต่ใครบางคนในนี้ไม่อนุญาต"
ผู้เฒ่าเหลียงได้รับรอยยิ้มงดงามจากเด็กสาวแต่กลับถูกสายตาดำมืดของอู่เทียนไฉ่คาดโทษ
อู่เทียนไฉ่รีบเอ่ยไล่ผู้เฒ่าเหลียงกลายๆ"อีกเดี๋ยวเรือจะออกแล้ว ท่านผู้เฒ่าไม่ใช่ต้องรีบกลับเมืองหลวงหรือ"
'เมืองหลวง?' หลินหลานหรูมองผู้เฒ่าเหลียงอย่างแปลกใจได้ยินผู้เฒ่าหัวเราะเบาๆ พลางลูบเคราสั้น
"ขอบคุณท่านอู่ที่เตือนความจำผู้เฒ่าอย่างข้าไม่ค่อยดี เกรงว่าทางไหนลงจากเรือยังไม่รู้"
หลินหลานหรูขันอาสาอย่างเต็มใจ"ท่านผู้เฒ่า ให้ข้าไปส่งท่าน..."
"ไม่ต้อง"เป็นเสียงอู่เทียนไฉ่เอ่ยขัด เขาตีหน้าขรึมไม่ชอบใจรู้ว่าหลินหลานหรูจะใช้โอกาสที่อยู่กับผู้เฒ่าเหลียงตามลำพังเพื่อพูดบางอย่าง"มีอะไรอยากพูดก็พูดตรงนี้"
หลินหลานหรูลูบศีรษะตนเองเล็กน้อย...รู้ทันจริง
"ท่านพ่อเหตุใดท่านไม่ให้ข้าคารวะเขาเป็นอาจารย์" หลินหลานหรูกะพริบตาปริบๆอย่างน่ารักน่าเอ็นดู
อู่เทียนไฉ่ทนความน่ารักเช่นนี้ไม่ไหวพลันถอนหายใจแล้วพูดว่า "ข้าไม่อยากให้เจ้าเป็นศิษย์น้องของคนผู้นั้น"
เขาหมายถึงองค์ชายสามเจิ้งเสวี่ยซานแค่รู้ว่าบุตรสาวมีใจให้น้องชายของเจ้าหนุ่มผู้มีรอยยิ้มเจิดจรัสนี้ก็แค้นใจมากพอแล้วหากปล่อยให้นางมีฐานะศิษย์พี่ศิษย์น้อง นางจะไม่เผลอใจไปรักองค์ชายสามหรือแค่จะหาทางกำจัดองค์ชายหกออกไปจากใจนางก็ยากแล้ว
ไม่ได้! เขาต้องตัดไฟแต่ต้นลม
เมื่อได้ฟังเบื้องลึกเบื้องหลังของผู้เฒ่าเหลียงหลินหลานหรูถึงกับตาโต"ผู้เฒ่าเหลียงเป็นไท่ฟู่ขององค์ชายสามหรือเจ้าคะ"
นางไม่ค่อยอยากเชื่ออยู่บ้างแต่เมื่อนึกถึงความเป็นไปได้ทั้งหมดอู่เทียนไฉ่ส่งผู้เฒ่าเหลียงแทรกซึมเข้าไปในราชสำนัก มิหนำซ้ำยังเป็นอาจารย์ที่มีอิทธิพลต่อองค์ชายสามองค์ชายที่ได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้ อนาคตอาจได้รับแต่งตั้งเป็นองค์รัชทายาทเรียกได้ว่ามีอำนาจไม่น้อย วางตัวหมากไว้ล้อมศัตรูตั้งแต่เริ่มเกมผลที่ออกมาย่อมต้องชนะโดยไม่ต้องออกแรง
รู้เช่นนี้หลินหลานหรูก็ไม่อยากคารวะผู้เฒ่าเหลียงเป็นอาจารย์แล้ววันหน้าไม่ว่าจะมิตรหรือศัตรู กับองค์ชายสามผู้นี้ ไม่เกี่ยวข้องด้วยย่อมดีกว่า
"ท่านผู้เฒ่า"หลินหลานหรูเปลี่ยนมาพูดอีกเรื่องแทน เรื่องนี้นางเพิ่งนึกออกเมื่อครู่ด้วยรู้สึกเสียดายวิชาความรู้ด้านกลไกประดิษฐ์ของเขา"ข้าเห็นว่าท่านกำลังจะกลับเมืองหลวง จึงอยากฝากคนผู้หนึ่งให้ท่านช่วยดูแลท่านไม่ต้องรับเขาเป็นศิษย์ก็ได้เจ้าค่ะ คนผู้นี้คือน้องชายต่างมารดาของข้าเองเขาชื่อหลินอัน เดิมทีข้าคิดอยากเรียนรู้วิชาจากท่าน เพื่อสร้างกลไกประดิษฐ์ช่วยให้น้องชายของข้ามีแขนและขา เดินได้เหมือนคนปกติ"
หลินหลานหรูตั้งใจเช่นนั้นจริงๆกับน้องชายผู้นี้ นางอยากชดเชยให้เขา
"ประมุขน้อยวางใจขอเพียงเป็นสิ่งที่ท่านต้องการ ข้าย่อมต้องไปพบคุณชายหลินแน่นอนได้ยินว่าตอนนี้เขาอยู่ในความดูแลของท่านสามอู่ใช่หรือไม่เช่นนั้นข้าจะไปเยี่ยมเยียนเขาสักครั้ง" ผู้เฒ่าเหลียงพูดถึง 'ท่านสามอู่' หรือก็คือเหลยเมี่ยว
อู่เทียนไฉ่เห็นด้วย จึงพูดว่า"กว่าสิบปีแล้วที่ไม่ได้พบหน้าท่านอาสาม เช่นนั้นผู้เฒ่าเหลียงข้าฝากของขวัญไปเยี่ยมเยียนเขาแทนข้าด้วย บอกว่าอีกไม่นานจะพาหลานสาวไปคารวะ"
พูดพลางอู่เทียนไฉ่ยกมือลูบศีรษะหลินหลานหรูอย่างเอ็นดูหลินหลานหรูแอบเบ้ปากอยู่บ้างดูเหมือนอู่เทียนไฉ่อยากประกาศให้โลกรู้ใจจะขาดว่านางเป็นบุตรสาวของเขาแล้ว
"ท่านพ่อไว้รอให้ข้ามีลูกชายเมื่อไร ก็ให้เขารับตำแหน่งประมุขพรรคแทนข้าดีหรือไม่ดังนั้นช่วงนี้ท่านก็เป็นประมุขต่อไปอีกหลายๆ ปี"
มือที่ลูบกลุ่มผมนุ่มลื่นของหลินหลานหรูชะงักหนนี้หนวดของเขาถึงกับกระดิก
ผู้เฒ่าเหลียงเห็นแล้วก็หัวเราะไพล่คิดในใจว่า ท่านอู่ไม่มีทางรั้งคุณหนูน้อยไปชั่วชีวิตได้จริงๆ"ข้าขอตัว"
ยามเว่ย เรือออกแล้ว
ศิษย์สำนักเก้าฟ้าทั้งแปดคนไม่สร้างความวุ่นวายให้พวกเขาอาศัยอยู่ในห้องบนชั้นสองไปเงียบๆ มีเพียงขอพบหลินหลานหรูแล้วขอบคุณนางอีกครั้งพร้อมมอบเงินค่าเดินทางส่วนหนึ่งให้ หลินหลานหรูปฏิเสธตามมารยาทเล็กน้อยจากนั้นก็รับเงินไว้ส่วนหนึ่งเพียงแค่ต้องการให้พวกเขาอยู่บนเรืออย่างสบายใจเท่านั้น
ทว่าหลินหลานหรูย่อมไม่รู้ว่าศิษย์พี่ใหญ่สำนักเก้าฟ้าใช้เรื่อง'ขอบคุณ' และ 'เงินค่าเดินทาง' เป็นข้ออ้างในการได้พบหน้าพูดคุยกับนาง
คืนนี้กลางทะเลท้องฟ้าเปิดมีดวงจันทร์กลมโตลอยเด่นอยู่บนนั้น ส่องแสงกระทบผืนน้ำเป็นประกายคลื่นสั่นไหวยามเมื่อลมเย็นพัดมากระทบผิวกาย นำพาความหนาวเย็นซึมลึกถึงกระดูกลางสังหรณ์บางอย่างได้เริ่มขึ้นคล้ายอีกไม่นานทะเลสีเงินนี้จะกลายเป็นทะเลเพลิงที่นองไปด้วยซากศพ
แววตาเด็กสาวเข้มขึ้นจดจ้องผืนน้ำอันสงบเงียบไม่ละ
เฉิงอิ้นมองหลินหลานหรูทอดสายตาไปสุดขอบผืนน้ำในมือเขาถือของว่างมาให้นาง วางลงบนโต๊ะเล็กบนดาดฟ้าเรือ
หลินหลานหรูได้ยินเสียงฝีเท้านางชำเลืองมองขนมบนโต๊ะที่นางเทียวเข้าเทียวออกหลายร้านเมื่อเช้านี้จากนั้นบอกให้พวกเขานำขนมที่สั่งทั้งหมดมาส่งบนเรือส่วนหนึ่งเป็นเพราะขนมมีจำนวนมาก อีกส่วนคือนางไม่อยากให้เฉิงอิ้นถือสำหรับนางแล้ว เขาไม่ใช้บ่าวรับใช้...แต่เป็นพี่ชายอีกคนของนาง
"ตั้งแต่พบกันอีกครั้งข้าไม่เคยถามเจ้าถึงเรื่องน้องชาย" หลินหลานหรูพูด
เฉิงอิ้นขยับเล็กน้อยก่อนยอบตัวลงนั่งหน้าโต๊ะ พูดว่า "หลังทราบข่าวว่าท่านหายตัวไปข้าก็เลิกตามหาน้องชาย คิดว่ายังไงท่านย่อมสำคัญกว่า"
หลินหลานหรูแย้มยิ้มรู้สึกอบอุ่นขึ้นในใจไม่น้อย มีใครบ้างที่ไม่อยากเป็นคนสำคัญทว่าตั้งแต่เจอฉางหมิงในพิภพร้อยสังเวียนครั้งนั้น นางรู้สึกว่าเขาคล้ายเฉิงอิ้นเป็นไปได้มากที่ว่าฉางหมิงคือน้องชายที่หายไปของเฉิงอิ้นเพียงแต่ตอนนี้ยังไม่จำเป็นต้องบอกเขา
"ข้าทำให้เจ้าพลาดโอกาสนั้นโทษข้าหรือไม่"
"ท่านก็รู้ว่าข้าไม่เคยโทษท่าน"เขาไม่เคยคิดว่าเป็นความผิดของนาง แล้วจะโทษนางได้อย่าง
"แม้ว่าเจ้าจะไม่มีวันได้พบน้องชายไปชั่วชีวิตอย่างนั้นหรือ"
เฉิงอิ้นนิ่งเงียบกับคำพูดนี้นิ้วแกร่งที่คีบขนมชิ้นหนึ่งหยุดชะงัก ชั่วอึดใจให้หลังก็พูดว่า"เดิมทีข้าก็ไม่คิดว่าชาตินี้จะได้พบเขาอยู่แล้วเพียงแค่ไม่อาจทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับท่านพ่อท่านแม่ได้ 'ปกป้องน้องชาย' เรื่องนี้ข้ายังทำไม่สำเร็จหลังจากนี้หากบังเอิญได้พบเขา คงถือเป็นเรื่องน่ายินดีเรื่องหนึ่งขณะเดียวกันข้าก็รู้สึกละอายใจด้วยเช่นกัน"
"เจ้าคิดมากไปแล้ว"หลินหลานหรูขยับห่างจากราวกั้น เดินมาหาเฉิงอิ้น แล้วพูดว่า"หลังเสร็จเรื่องของอู่เสียวฉีเมื่อไร ข้าจะช่วยเจ้าตามหาน้องชายเอง"
ดวงตาเฉิงอิ้นทอประกายอ่อนโยนส่งผ่านผ้าปิดตาออกมา เป็นบุรุษหนุ่มที่หลอกลวงผู้อื่นว่าตาบอดได้แนบเนียนจริงๆจำได้ว่าครั้งหนึ่งถึงกับมีคนใจดีช่วยประคองเขาเดินแต่เมื่อเห็นกระบี่ไป๋เหอในมือเฉิงอิ้น คนใจดีผู้นั้นก็ไม่กล้าเข้าใกล้เขาอีก
"จริงสิอาจิงกับอาจูเป็นอย่างไรบ้าง"หลินหลานหรูพูดพลางย่อตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามเฉิงอิ้นหยิบขนมชิ้นหนึ่งขึ้นกัดคำเล็กๆนางไม่รู้ข่าวคราวของสาวใช้คนสนิทสองคนนานหลายปีแล้ว จึงอดถามขึ้นมาไม่ได้
เฉิงอิ้นนิ่งงันไปชั่วครู่ก็เอ่ยตอบว่า"ไม่ค่อยดีเท่าไรขอรับ" พูดต่ออีกว่า"นายท่านหลินให้เสี่ยวจูปกปิดใบหน้าแล้วปลอมตัวเป็นท่านส่วนเสี่ยวจิงอยู่ติดตามรับใช้ข้างกายเสี่ยวจูเวลาส่วนใหญ่ข้าไม่ได้ไปหาพวกนางมากนัก จึงทิ้งคนไว้ให้คอยส่งข่าวระหว่างที่ข้าอยู่นอกเมืองเพื่อตามหาท่าน"
เฉิงอิ้นยังคงเล่าว่า"ชีวิตในจวนสกุลหลินไม่ค่อยราบรื่นนัก สกุลหลินมีบุตรธิดาหลายคนท่านคือคุณหนูคนที่เก้าแห่งจวนสกุลหลิน มิหนำซ้ำฐานะยังเป็นแค่บุตรบุญธรรมจึงไม่ได้รับความเอ็นดูจากนายท่านและฮูหยินผู้เฒ่า มิแปลกที่พวกนางจะถูกรังแก"
"แล้วบิดาของข้าเล่าถึงจะปลอมเป็นข้า ก็ละเลยไม่ใส่ใจด้วยหรือ"
"ไม่ใช่เช่นนั้นขอรับนายท่านหลินวันๆ เอาแต่หมกมุ่นกับการตามหาท่านอีกทั้งยังต้องรับมือกับขุนนางในราชสำนัก ยิ่งเมื่อเห็นว่านางไม่ใช่ท่านบางครั้งจึงลืมเลือนไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ แค่ส่งสาวใช้อาวุโสสองคนคอยกำกับไม่ให้พวกนางเผลอตัวจนเผยพิรุธให้ผู้อื่นจับได้ว่าไม่ใช่ท่านเท่านั้นขอรับ"
หลินหลานหรูฟังจบถึงกับสะอึกเห็นทีนางคงต้องรีบกลับไปแล้ว
"ความจริง..."เฉิงอิ้นมีสีหน้าลังเลอยู่บ้าง เมื่อนึกถึงข่าวที่ส่งมาเมื่อช่วงต้นปียามนั้นเขาอยู่ทางเหนือไม่สะดวกกลับไป
"อะไร เจ้ารีบบอกข้า!"
"เมื่อช่วงต้นปีคนที่ข้าทิ้งไว้ในจวนสกุลหลินส่งข่าวมาบอกว่าเสี่ยวจูเพราะปลอมตัวเป็นท่านนางถึงได้ถูกคนวางยาพิษขอรับ โชคดีที่พิษไม่ร้ายแรง แต่ก็ป่วยบ่อยๆจนร่างกายซูบผอม ฮูหยินผู้เฒ่าสกุลหลินไม่ชอบใจฐานะของท่านมานานอยู่แล้ว อีกทั้งเสี่ยวจูยังทำอะไรผิดพลาดหลายอย่างล่วงเกินเชื้อพระวงศ์ก็เคยมาแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าจึงหาทางลงโทษนางนายท่านหลินเข้ามาแทรกในเวลานั้นฮูหยินผู้เฒ่าจึงแค่ให้ส่งพวกนางออกไปอยู่นอกเมืองบนที่ดินของตระกูลมีคฤหาสน์เก่าอยู่ หากไม่ได้รับอนุญาตให้กลับก็กลับมาไม่ได้ขอรับ"
ฟังจบ หลินหลานหรูขมวดคิ้วเจ็ดส่วนนางรู้สึกไม่ชอบใจอย่างมาก
เฉิงอิ้นมองเห็นมือทั้งสองข้างของหลินหลานหรูกำเป็นหมัดจึงรู้ว่านางกำลังอยู่ในอารมณ์ใด "คุณหนู...ท่านยังไม่กลับไปนั้นดีแล้วขอรับ"
หลินหลานหรูโบกมือบอกปฏิเสธ"ข้าปล่อยให้ท่านย่าสุขสบายมานานเกินพอแล้วถึงเวลาที่ข้าต้องทำให้ท่านย่าเดือดเนื้อร้อนใจบ้าง เลือดลมจะได้ไหลเวียนคล่องอายุยืนยาว" ชะงักเล็กน้อยก็พูดขึ้นว่า "แล้วคนที่วางยาอาจูเล่าเป็นใคร"
"เหมือนเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับฟางอี๋เหนียงมารดาของหลินหลานหย่าขอรับ หากเทียบกับคนในจวนสกุลหลิน ฟางอี๋เหนียงน่าสงสัยที่สุดต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่า นางมักพูดจากให้ร้ายเสี่ยวจูที่ปลอมเป็นท่าน"
หลินหานฉีไม่ได้ยกมารดาของหลินหลานหย่าที่เป็นอนุขึ้นเป็นภรรยาเอกถือเป็นการตบหน้าฮูหยินผู้เฒ่าไม่น้อยทางหนึ่งหลินหานฉีป้องกันไม่ให้หลินหลานหรูถูกรังแกในอนาคต จึงแต่งภรรยาเอกเข้ามาตัดโอกาสฟางอี๋เหนียง ทั้งยังสั่นคลอนสถานะของหลินหลานหย่าได้อีกด้วย
ต่อให้หลินหลานหย่ามีหนังสือหมั้นหมายอยู่ในมือแต่มารดาของนางยังเป็นอนุภรรยา นี่ถือว่าสถานะของหลินหลานหย่ายังต่ำไปขั้นหนึ่งอีกอย่างหลินหานฉีไม่ต้องการเกี่ยวข้องกับสกุลฟางให้มากนักย่อมไม่ส่งเสริมอีกฝ่ายให้รุ่งโรจน์
"ฟางอี๋เหนียง"หลินหลานหรูทวนชื่อนี้เสียงเบา พลางคิดไปว่าหากนางกลับไปถึงเมืองหลวงแล้วจะรับมือกับคนพวกนี้อย่างไร ทั้งฮูหยินผู้เฒ่าและยังมีแม่ลูกอนุสองนางนั้นอีก พลันต่อมาก็ถอนหายใจเมื่อนึกถึงใบหน้าตัวเอง"เสียดายที่ใบหน้าข้าอัปลักษณ์นัก กลับไปจะยิ่งมิถูกรังแกหรือ"
หลินหลานหรูหน้าม่อยคอตก
เฉิงอิ้นขมวดคิ้วมองเมื่อเห็นประกายหม่นหมองและแสนเสียดายในดวงตาของหลินหลานหรู กับรอยแผลเป็นบนใบหน้าเขาก็เปลี่ยนเรื่องพูดกะทันหัน "คุณหนู รอยแผลเป็นของท่านเหตุใดข้าถึงเพิ่งเห็นมันวันนี้"
หลินหลานหรูอึ้งนางยกมือขึ้นแตะบนแก้มซ้าย "หมายความว่าอย่างไร"
ใจอยากถามว่า...เจ้าไม่เคยมองหน้าข้าเลยหรือ
เฉิงอิ้นเคยได้ยินเกาฟังพูดถึงรอยแผลเป็นบนแก้มซ้ายของหลินหลานหรูทว่าตั้งแต่พบนางเขาไม่เคยเห็นว่ามันผิดปกติอะไรวันนี้ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นถึงได้มองเห็นกระไอสีดำจางๆ"ดูไปแล้วคล้ายเป็นคำสาป"
หลินหลานหรูหลุดหัวเราะ"เจ้าล้อข้าเล่นหรือ แผลเป็นก็คือแผลเป็น แผลนี้เกิดจากไฟเผาตอนที่อยู่ในคุกไม่ได้ถูกใครสาปมาเสียหน่อย"
นางมีสีหน้าไม่เชื่อ
เฉิงอิ้นยังพูดว่า"ก่อนหน้านั้นท่านให้ข้าส่งเสื้อคลุมหนอนไหมปีศาจไปให้องค์ชายหกก็เกิดแปลกใจขึ้นมาแล้วว่าเหตุใดท่านถึงสวมมันได้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะองค์ชายหกทิ้งมันไว้ปกป้องท่าน แต่ท่านไม่ใช่เจ้าของของมันไฉนจะสวมมาได้นานหลายปีโดยไม่ส่งผลกระทบอะไรต่อร่างกายถ้าไม่ใช่เพราะมีบางสิ่งต้านไว้อยู่"
หลินหลานหรูครุ่นคิดตามต่อมาจึงพูดว่า"แผลเป็นนี้คือบางสิ่งที่ต้านพลังของเสื้อคลุมไม่ให้ทำร้ายข้าหรือ"
"ข้าแค่คาดเดาดูเท่านั้นบางทีอาจเป็นสิ่งที่เสื้อคลุมทิ้งไว้ หรือไม่แล้วอาจเป็นรอยอาคมที่เปลี่ยนรูปอีกทั้งท่านยังฝึกวิชามาร รอยแผลเป็นนี้ถึงได้ดูแปลกๆหากท่านไม่ฝึกวิชามารก็คงไม่ถูกกระตุ้น"
หลินหลานหรูนึกย้อนไปถึงวันที่นางฝึกวิชามารสูงสุดขั้นสุดท้ายวันนั้นอู่เทียนไฉ่ปรากฏตัว เขาก็มองรอยแผลเป็นของนางด้วยสายตาแปลกๆ เช่นกันราวกับการมีอยู่ของมันเป็นเรื่องที่ไม่สมควร
"ท่านอย่ากังวลข้าแค่คาดเดาไปเท่านั้น"
หลินหลานหรูพยักหน้าก่อนหันไปให้ความสนใจดวงจันทร์ที่ส่องสะท้อนบนพื้นน้ำ พูดถึงเรื่องอาคมอู่เสียวฉีได้ลงอาคมกักขังพวกนางไว้ ยามอยู่ก็เป็นคนของอู่เสียวฉีตายก็ยังเป็นคนของเขา แต่นั่นไม่สำคัญ นางจึงรีบปัดความคิดเรื่องนี้ทิ้งไป
เด็กสาวไพล่นึกไปอีกว่า ก่อนจากมานางให้เฉิงอิ้นส่งเสื้อคลุมไปให้เสวี่ยเฟิ่งแล้ว ก็ถือว่านางคืนมันให้เจ้าของไม่มีเหตุผลอะไรที่นางต้องเก็บมันไว้ ...ไม่รู้ว่าป่านนี้เขาจะเป็นอย่างไรบ้าง
หลินหลานหรูคิดถึงคนพลางยกมือสัมผัสป้ายคำสั่งที่แขวนบนคอ ป้ายนี้นางยังไม่ได้คืนเขาจะคืนก็รู้สึกเสียดาย อยากมีบางสิ่งที่แทนตัวเขายามไม่ได้พบหน้าได้บ้างอย่างน้อยยามคิดถึงยังมีมันให้คลายเหงา...
"ดึงมากแล้วพวกเจ้ามัวทำอะไรกันอยู่"
สายลมหอบเอาละอองน้ำปลิวปะทะหน้าหลินหลานหรูหันกลับไปตามเสียง เป็นอู่เทียนไฉ่ เขาพูดต่อเสียงขรึมอีกว่า"ได้เวลาฝึกควบคุมจิตมารแล้ว"
หลินหลานหรูขมวดคิ้วเรียวงามเขาดูจะอารมณ์ขุ่นมัวยามที่เห็นนางอยู่กับบุรุษอื่นตามลำพังมากส่วนบุรุษอื่นที่ว่านั้น...
เฉิงอิ้นกินขนมไปเงียบๆ