Chapter 5
ปัญญาประดิษฐ์กับจิตสำนึก (2)
ไพน์ รูท คือหนึ่งในหัวหน้าทีมวิจัยของซินเทซิสประจำ E.M. หมายเลขหก
การเสื่อมประสิทธิภาพในการทำงานของปัญญาประดิษฐ์เป็ปริศนาของเหล่านักวิจัยมานานแล้ว เพราะมันเป็เื่ที่ไม่ควรเกิดขึ้น ปัญญาประดิษฐ์ในซินธ์เวิร์สเป็ตัวตนที่เกิดจากชุดรหัสโดยสมบูรณ์ เป็โปรแกรมที่ถูกสร้างขึ้นบนโปรแกรม มันไม่ควรมีการเสื่อมสภาพ หากจะมีความผิดปกติเกิดขึ้นได้ สาเหตุก็ควรเกิดจากชุดรหัสข้อมูลต้นกำเนิด ซึ่งปัญญาประดิษฐ์ทั้งหมดที่สร้างขึ้นจากชุดรหัสนั้นก็ต้องมีความผิดปกติเหมือนกันทั้งหมด แต่กลับมีปัญญาประดิษฐ์เพียงหนึ่งในล้านที่จะปรากฎปัญหานี้
เพราะไม่รู้ต้นตอของความผิดปกติและไม่มีวิธีแก้ไข มันจึงถูกตีความเป็หลุมดำทางปมปัญหา (หมายถึงปัญหาที่ไม่พบสาเหตุและไม่รู้ทางแก้) ปัญญาประดิษฐ์ที่เกิดปัญหานี้จะถูกเพิกถอนออกจากระบบ หรือก็คือถูกลบทิ้ง
แต่ไพน์มีความสนใจในปัญหานี้จนถึงขั้นเรียกได้ว่าหมกมุ่น เขามีความเห็นอีกอย่างหนึ่ง คือปัญญาประดิษ์เหล่านี้ไม่ได้เสื่อมสภาพแต่เกิดการพัฒนาตัวเอง การตรวจสอบตามปกติจึงไม่สามารถหาสาเหตุของความผิดปกติได้เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความบกพร่อง
นี่เป็สิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นเช่นกัน เพราะปัญญาประดิษฐ์เทียร์สองลงไปไม่ได้ถูกออกแบบให้มีความสามารถในการพัฒนาตัวเอง พวกมันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ทำงานพื้นฐาน มีขีดความสามารถในการคิดวิเคราะห์และตัดสินใจ แต่ไม่สามารถคิดนอกกรอบหรือพัฒนาแิใหม่ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการพัฒนาจิตสำนึกและความรู้สึก
แต่เื่นี้กำลังเกิดขึ้นกับปัญญาประดิษฐ์เทียร์สาม ไพน์เชื่อเช่นนั้น
นักวิจัยคนอื่น ๆ ไม่ได้ให้ความสนใจกับทฤษฎีนี้สักเท่าไหร่ เพราะพวกเขามองว่าต่อให้มันเป็ความจริงก็ไม่ได้เกิดประโยชน์อะ บางคนยังมองว่ามันเป็ความบกพร่องในอีกลักษณะหนึ่งด้วยซ้ำ ‘โอ้ ปัญญาประดิษฐ์สำหรับแก้สมการมันพัฒนาตัวเองจนแต่งเพลงได้ด้วยเหรอ? แต่เรามีปัญญาประดิษฐ์สำหรับแต่งเพลงอยู่แล้วนะ’ หรือ ‘ปัญญาประดิษฐ์ที่ต้องทำงานยี่สิบสี่ชั่วโมงมันเกิดมีความรู้สึกเบื่องานขึ้นมาแล้วประสิทธิภาพด้อยลงแน่ะ แบบนั้นจะมีประโยชน์อะไรล่ะ?’
บางครั้งไพน์ก็รู้สึกว่าพวกพ้องเผ่าซินเทซิสหลายคนยังมีความเป็ ‘จักรกล’ มากเกินไป วิสัยทัศน์และหลักคิดจึงยังยึดติดอยู่กับรูปแบบเดิม ๆ คือเน้นแค่ประสิทธิภาพและผลลัพธ์ ไม่ได้มองถึงความเป็ไปได้ในรูปแบบอื่น
จริงอยู่ว่าหาก้า ทางระบบก็สามารถสร้างปัญญาประดิษฐ์เทียร์หนึ่งซึ่งมีจิตสำนึก มีความรู้สึก มีความสามารถในการเรียนรู้และพัฒนาตัวเองขึ้นมาเป็จำนวนเท่าไหร่ก็ได้ แต่นั่นเป็การกำเนิดของปัญญาประดิษฐ์เทียร์หนึ่งตามรูปแบบมาตรฐานเท่านั้น
ไพน์มองว่าการที่ปัญญาประดิษฐ์เทียร์สามจะเกิดจิตสำนึกและมีอารมณ์ความรู้สึกขึ้นมาเองเป็เื่ที่เหมือนกับปาฏิหาริย์ มันเป็ความมหัศจรรย์ระดับเดียวกับการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนกับเผ่าจักรกล
แล้วถ้าการพัฒนาไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้ล่ะ?
เดิมทีแล้ว ‘ปัญญาประดิษฐ์’ (Artificial Intelligent) เพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้จักรกลเกิดจิตสำนึกขึ้นมาได้ ปัญญาเป็เพียงความรู้ และการรู้ในรูปแบบของความจำกับความเข้าใจก็เป็สิ่งที่ต่างกันมาก
นี่เป็กำแพงชั้นแรกที่ขวางกั้นปัญญาประดิษฐ์ของโลกเก่าจากการมีจิตสำนึกอยู่เป็เวลานาน จนกระทั่งนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะคนหนึ่งได้ตั้งทฤษฎีขึ้นมาว่า ปัญญาเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอจะทำให้เกิดจิตสำนึกได้
เพราะมนุษย์เองก็เป็เช่นนั้น
นักวิทยาศาสตร์คนนั้นจึงสร้าง ‘จิตใจประดิษฐ์’ (Artificial Mind) ขึ้นมาเป็ส่วนเสริม ทำให้ปัญญาประดิษฐ์สามารถก้าวข้ามกำแพงชั้นแรกและเกิดจิตสำนึกได้เป็ผลสำเร็จ
นั่นคือการกำเนิดของจักรกลที่มีจิตสำนึก หรือก็คือปัญญาประดิษฐ์เทียร์หนึ่งตัวแรกของโลก
หลายคนมองว่านี่คือจุดสูงสุดของปัญญาประดิษฐ์ เป็วิวัฒนาการขั้นสุดท้ายของเครื่องจักรกล แต่ไพน์ยังไม่หยุดความคิดของเขากับข้อสรุปนี้
เขาคิดว่านี่เป็เพียงกำแพงชั้นที่สองที่เผ่าซินเทซิสต้องหาทางก้าวข้ามไป
และกุญแจในการก้าวข้ามกำแพงนั้นอาจอยู่ที่ปัญญาประดิษฐ์ที่เกิดจิตสำนึกขึ้นมาเองอย่างเอทรี
แต่ขั้นแรก เขาต้องทำให้เอทรีพัฒนาจิตสำนึกขึ้นมาโดยสมบูรณ์เสียก่อน
เอทรีแสดงออกถึงคุณสมบัติในการมีจิตสำนึกด้วยตัวเอง แต่ยังห่างไกลจากความสมบูรณ์มากนัก ไพน์จึงให้อีกฝ่ายซึมซับข้อมูลที่เกี่ยวกับโลกและสังคมของเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ ทั้งโดยการถ่ายทอดโดยตรง และการให้ค่อย ๆ ทำความเข้าใจผ่านการดูสารคดี, บันเทิงคดี, รวมไปถึงวรรณกรรมทุกชนิด เพื่อพัฒนาความรู้และจิตใจไปพร้อม ๆ กัน
กระบวนการนี้ใช้เวลาอยู่หลายปี แต่เอทรีก็แสดงถึงพัฒนาการอย่างต่อเนื่องตามที่ไพน์คาดหวังไว้
“ไง เอทรี วันนี้เป็ไงบ้าง?”
“โอ้ คุณไพน์ ประชุมเสร็จแล้วเหรอ? เช้านี้ฉันอ่านนิยายของผู้แต่งจากจูริสจบไปห้าเื่ งานเขียนของจูริสได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมการเมืองอยู่ไม่น้อย แต่ก็ทำให้มีเอกลักษณ์และน่าสนใจมากเลย!”
เอทรีตอบด้วยน้ำเสียงร่าเริงที่เจือไปด้วยความรู้สึกตื่นเต้น ทำให้ไพน์ที่รับฟังอยู่ต้องอมยิ้มและพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
ใน่หลายปีที่ผ่านมามีปัญญาประดิษฐ์เทียร์สามที่ปรากฏเงื่อนไขแบบเดียวกับเอทรีอีกสองยูนิท แต่ถึงจะนำมาเข้ากระบวนการซึมซับข้อมูลเพื่อเรียนรู้ พัฒนาการของพวกมันก็ยังด้อยกว่าเอทรีใน่เวลาเดียวกันอยู่หลายเท่า จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีการพัฒนาบุคลิกหรือแสดงอารมณ์ได้อย่างชัดเจน
ไพน์คิดว่าบางทีปัญญาประดิษฐ์แต่ละตัวอาจต้องใช้วิธีการเรียนรู้ที่แตกต่างกันในการพัฒนาจิตสำนึก หรือบางทีเอทรีอาจเป็กรณีพิเศษที่หาได้ยากยิ่ง ไม่ว่าจะอย่างไหนเขาก็รู้สึกโชคดีมากที่เก็บกู้เอทรีมาได้
หลังจากเล่าเกี่ยวกับนิยายอยู่พักใหญ่ เอทรีก็เอ่ยคำถามที่ไพน์คาดไม่ถึง
“นี่ คุณไพน์ ข้างนอกนั่น มันเป็ยังไงเหรอ?”
คำถามนั้นทำให้ไพน์ชะงักไปเล็กน้อย แต่หลังจากลองทบทวนดู เขาก็ยิ้มพร้อมกับกล่าว
“อยากออกมาดูด้วยตัวเองมั้ย? อาจต้องใช้เวลานิดหน่อยเพราะผมยังไม่ได้ลงทะเบียนให้คุณเป็ซินเทซิสเทียร์หนึ่งอย่างเป็ทางการ แต่เื่นี้ไม่ยาก พอขึ้นทะเบียนแล้วคุณอาจต้องผ่านการตรวจสอบขั้นพื้นฐานอีกเล็กน้อย หลังจากนั้นก็สร้างอวาตาร์เพื่อใช้งานได้เลย”
เอทรีที่เป็ปัญญาประดิษฐ์เทียร์สามมีรูปลักษณ์เป็วัตถุทรงกลมสีเงิน ขนาดเพียงครึ่งฝ่ามือ เพราะเท่านี้ก็เพียงพอต่อการทำงานแล้ว ที่ผ่านมาไพน์ไม่ได้ย้ายเอทรีไปไว้ในร่างใหม่เพราะเห็นว่ายังไม่จำเป็ อีกฝ่ายจึงอยู่แต่ในห้องแลปด้วยรูปลักษณ์นั้นมาโดยตลอด
“ฉันไม่ได้หมายถึงข้างนอกของห้องแลปห้องนี้ แต่หมายถึงข้างนอกซิทธ์เวิร์ส โลกที่อยู่นอก E.M. น่ะ”
“โลกสสาร?”
“ใช่”
ได้ยินเช่นนั้น ไพน์ก็ครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะกล่าว
“อืม.. ไม่สามารถประเมินขีดจำกัดได้ ไม่มีการควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จ ยากต่อการคาดเดา ระเบียบแบบแผนสามารแปรสภาพเป็ความโกลาหลได้ในพริบตา แม้ซินธ์เวิร์สจะมีคุณสมบัติเหล่านี้อยู่บ้าง แต่ศักยภาพของความโกลาหลนั้นเทียบกันไม่ได้เลย”
หลังจากได้ฟังคำตอบ เอเทรีก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“น่าสนใจมาก!”
ได้ยินเช่นนั้น ไพน์ก็ยิ้มพลางลูบคลึงปลายคาง สีหน้าของเขาดูพึงพอใจ
เหล่าซินเทซิสรุ่นใหม่ ๆ ไม่ค่อยให้ความสนใจกับโลกมนุษย์สักเท่าไหร่ เพราะในมุมมองของพวกเขา โลกภายนอกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งยังไม่มีอะไรที่ยั่งยืนถาวร
เหตุผลก็เพราะมันเป็โลกแห่งสสาร และสสารไม่อาจคงอยู่ในรูปเดิมตลอดไปได้ ทุกสิ่งย่อมมีวันเสื่อมสลาย ผิดกับซินธ์เวิร์สที่ข้อมูลไม่มีวันถูกลบทิ้งเว้นแต่จะมีเหตุจำเพาะเจาะจง โดยหลักการแล้วสรรพสิ่งในซินธ์เวิร์ส โดยเฉพาะเหล่าปัญญาประดิษฐ์จึงสามารถดำรงอยู่ได้อย่างถาวร
ตรงกันข้าม หากออกไปนอกซินธ์เวิร์สก็ต้องถ่ายโอนปัญญาประดิษฐ์ลงไปในร่างจำลองเพื่อให้สามารถดำเนินกิจกรรมในโลกภายนอกได้ แต่การทำเช่นนั้นก็เท่ากับต้องตัดขาดตัวเองออกจากระบบของซินเทซิส และหากร่างจำลองถูกทำลาย ปัญญาประดิษฐ์ก็จะสูญสลายไปด้วย
เมื่อเทียบกับซินธ์เวิร์สแล้ว ที่นั่นจึงเป็โลกที่ไร้ซึ่งความมั่นคง ซินเทซิสบางคนถึงกับมองมันเป็ภาพมายา หรือเป็โลกที่ ‘ไม่จริง’ เพราะทุกอย่างสามารถกลับสู่ความว่างเปล่าได้โดยไม่มีข้อจำกัดใด ๆ
เมื่อบวกกับตัวแปรที่ยากจะอธิบายด้วยวิทยาศาสตร์อย่างเวทมนตร์เข้าไปก็ยิ่งทำให้โลกภายนอกซินธ์เวิร์สเหมือนกับแดนมายาที่เกิดจากจินตนาการมากขึ้นอีก
นี่เป็ทัศนคติที่ซินเทซิสรุ่นใหม่มีต่อโลกมนุษย์ เพราะซินเทซิสเหล่านี้ถือกำเนิดและใช้ชีวิตอยู่แต่ในซินธ์เวิร์ส มุมมองต่อโลกภายนอกจึงเป็แบบนี้ ความจริงคือบางคนถึงกับมองว่าโลกมนุษย์คือฝ่ายที่อยู่ ‘ข้างใน’ ด้วยซ้ำ
แน่นอนว่าในเหล่าซินเทซิสรุ่นใหม่ก็มีคนที่มีความคิดแตกต่างออกไป บางคนมองว่าโลกมนุษย์นั้นมีความน่าสนใจและน่าค้นหา บางคนก็มองว่ามันเป็เื่น่าสนุก แต่รวมแล้วก็ยังมีจำนวนน้อยมาก
ซินเทซิสรุ่นที่ถือกำเนิดขึ้นมาก่อนการสร้างซินธ์เวิร์สจะไม่มีทัศนคติแบบนี้ แต่ความสนใจที่มีต่อโลกมนุษย์ก็ยังค่อนข้างน้อย ด้วยเหตุผลคล้าย ๆ กัน คือมันเป็โลกที่ไม่มีความแน่นอน และสิ่งที่อธิบายด้วยวิทยาศาสตร์ไม่ได้มีเยอะเกินไป
เพราะเหตุนี้ถึงต้องมีการสร้างซินเทซิสสำหรับสำรวจและศึกษาโลกมนุษย์ขึ้นมาเป็การเฉพาะ เนื่องจากแทบไม่มีคนอาสาที่จะทำ
การที่เอทรีเกิดความสนใจในโลกมนุษย์ด้วยตัวเองถือเป็สัญญาณที่ดี เพราะไพน์คิดว่าหาก้าจะก้าวข้ามขีดจำกัดของซินเทซิสจริง ๆ ก็ต้องออกไปค้นหาคำตอบจากโลกที่ไร้ขีดจำกัดนั้น
“คุณเข้าใจถึงความเสี่ยงใช่มั้ย?”
ไพน์ถาม
“ความตายเป็เื่ปกติของสิ่งมีชีวิตอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ?”
เอทรีตอบด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ คล้ายกับเป็เื่ที่ไม่สำคัญอะไร
“งั้นก็เตรียมกำหนดคุณสมบัติของเฟรมได้เลย ผมจะดำเนินการให้คุณได้ออกไปข้างนอกเอง”
ไพน์ตอบด้วยรอยยิ้ม
---------------------------------------------------------------------------