ตอนที่ 10 เคล็ดวิชาย่างก้าวกระบี่
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
เฟิร์สใช้เวลาั้แ่เช้าจนถึงเย็นเขาสามารถดูดซับแกนสปีริตได้ถึงสี่ก้อน
หากคนภายนอกได้รู้เื่นี้ พวกเขาจะต้องตกตะลึงจนอ้าปากค้างแน่
แกร๊ก
“อ้าว เฟิร์สอยู่นี่เองพ่อซื้อไก่ย่างของโปรดลูกมาด้วย”
สมคิดยิ้มกว้างพร้อมกับชูไก่ย่างเ้าดังที่เขาซื้อมาหลังเลิกงาน
“พอดีเลยครับ เฟิร์สพึ่งทำอาหารเย็นเสร็จกำลังจะจัดโต๊ะพอดี”
“ลูกพ่อเก่งมาก”
สมคิดยิ้มอย่างมีความสุข
สองพ่อลูกทานข้าวและพูดคุยกันอย่างสนุกสนานซึ่งเป็บรรยากาศที่พวกเขาคิดถึงมานาน
“จริงสิวันนี้พ่อเจอเ้าก้านเพื่อนเฟิร์สด้วย”
“ไอ้ก้านหรอ?”
“ใช่ เ้าก้านเพื่อนสนิทเฟิร์สนะแหละแต่เ้าก้านในตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้วนะ เขากลายเป็คุณปู่ที่มีลูกหลานเดินตามเป็พรวนเลยทีเดียว”
“บ้านไอ้ก้านมันอยู่ห่างจากตัวเมืองตอนอบิสโผล่ออกมามันไม่ได้หลับเหมือนพวกเรา เวลานี่น่ากลัวจังนะครับ ตอนนี้ไอ้ก้านมันกลายเป็คนแก่ไปแล้วส่วนผมยังตัวเท่านี้อยู่เลย”
เฟิร์สพูดพลางมองดูตัวเอง
แม้ใน่นี้เขาจะออกกำลังกายอย่างหนักและดูแลตัวเองดีมากแต่นี่ไม่ใช่หนังหรือการ์ตูน ที่แค่เดือนเดียวเขาจะมีร่างกายเปลี่ยนไปขนาดนั้น
เขายังคงเป็เด็กอายุสิบหกที่มีร่างกายเหมือนเด็กติดเกมส์ทั่วไปรูปร่างผอมบางในความสูงหนึ่งร้อยหกสิบห้าเซ็น แม้การออกกำลังกายจะทำให้เขาดูมีกล้ามเนื้อขึ้นมาบ้างแต่ก็ยังเป็เด็กหนุ่มที่มีรูปร่างสูงโปร่งที่ค่อนไปทางผอมบางอยู่ดี
ทว่าเมื่อออกไปข้างนอกด้วยการแต่งกายที่ชอบสวมใส่เสื้อยืดตัวใหญ่โคล่งของเขากลับทำให้เหล่าเด็กสาวดูเค้าเป็หนุ่มเท่ไปอีกแบบ
สมคิดมองดูลูกชายครั้งหนึ่งแล้วยิ้ม
“เ้าก้านรู้แล้วว่าเฟิร์สตื่นขึ้นมาแล้วเขาเลยขอที่อยู่กับเบอร์ติดต่อกับพ่อ”
“ว่าแต่ไอ้ก้านมันไปทำอะไรที่โรงพยาบาล”
“ก็โรคคนแก่ทั่วไปน่ะแหละ อย่าลืมสิว่าเฟิร์สหลับไปตั้งห้าสิบสามปีเลยนะตอนนี้เ้าก้านเป็คุณปู่อายุเกือบเจ็ดสิบแล้ว”
เฟิร์สเมื่อได้ยินดังนั้นก็ยิ้มแหยๆออกไป
“เวลานี่โหดร้ายจังอย่างนี้ผมต้องเรียกไอ้ก้านแบบเดิมหรือนับถือมันว่าเป็คุณปู่ดี”
“ดูเหมือนว่าก้านจะไม่ค่อยถือเื่นี้นะแม้แต่พ่อที่สภาพในตอนนี้อายุน้อยกว่า เขาก็ยังเรียกพ่อว่าพ่ออยู่เลย”
แล้วทั้งสองก็เริ่มพูดคุยถึงวันเก่าๆทั้งเื่เพื่อนของเฟิร์ส เพื่อนของพ่อ หรือเื่คนที่รู้จักได้นิทราแล้วตื่นเป็เวเนเตอร์อย่างพวกเขา
จะว่าไปแล้วในหมู่เพื่อนของเฟิร์สก็มีคนที่นิทราแล้วตื่นมาก่อนหน้านี้เช่นกัน
ระบบสังคมของพวกเขามีการปั่นป่วนเล็กน้อยแต่ถึงอย่างนั้นก็สามารถอยู่ร่วมกันได้
หลังจากทานอาหารเสร็จเฟิร์สก็รับหน้าที่ล้างจานต่อดูเหมือนว่าเวลานี้เฟิร์สจะทำหน้าที่เป็พ่อบ้านไปด้วย
สมคิดมีความสุขกับการทำอาชีพหมอ เขาได้ใช้ทักษะของเวเนเตอร์ช่วยเหลือในสายอาชีพของเขาแม้อาชีพนี้จะไม่ได้ทำเงินให้เขามากมาย แต่สมคิดก็เลือกที่จะทำมัน
สำหรับหนี้อันมหาศาลนั้นทางนิวโฮปไม่ได้ทำการติดตามทวงถามแต่อย่างใดแต่พวกเขาจะมีข้อแม้ว่าหากนิวโฮป้าเรียกระดมพล ผู้ที่ติดหนี้กับนิวโฮปจะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของพวกเขาไม่เช่นนั้นจะเสียค่าปรับเป็จำนวนหลายเท่า
ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครคิดที่จะเบี้ยวหนี้กับนิวโฮปเพราะพวกเขาเป็องค์กรที่มีกองกำลังเหนืุ์อยู่ในสังกัดมากมาย
เมื่อกลับมาที่ห้องนอนเฟิร์สก็ตั้งใจบ่มเพาะต่อ
“หากไม่สามารถชำระหนี้ของนิวโฮปได้หมดดูเหมือนว่าฉันกับพ่อคงจะต้องเป็ทาสรับใช้ให้กับนิวโฮปอย่างไม่จบสิ้น”
สำหรับนิวโฮปแล้วเงินจำนวนห้าพันล้านบาทไม่ใช่อะไรที่มากมายเมื่อเทียบกับรายได้ของอบิสในแต่ละที่
ภายในอบิสมีทั้งแกนสปีริต แร่สปีริตพืชสปีริต และซากของมอนสเตอร์ที่นำมาแปรรูปสร้างเป็อาวุธและชุดเกราะได้
ว่ากันว่ากระดูกของมอนสเตอร์บางชนิดแข็งแกร่งกว่าเพชรเสียอีก
บริษัทอุสาหกรรมมากมายถึงกับสั่งจองกระดูกประเภทนี้เพื่อนำไปใช้เป็หัวเจาะหรือเครื่องตัดสิ่งที่แข็งแกร่งเหมือนเพชร
เรียกได้ว่าภายในอบิสคือขุมทรัพย์ทางธุรกิจของนิวโฮปก็ว่าได้
“ฉันได้ยินเื่อบิสและมอนสเตอร์มามากแต่ไม่เคยเห็นของจริงเลยสักครั้ง เห็นทีว่าหลังจากเพิ่มระดับบ่มเพาะเรียบร้อยแล้วคงจะต้องไปลงเทรดอบิสดูสักครั้ง”
แล้วเฟิร์สก็เริ่มดูดซับแกนสปีริตเพื่อบ่มเพาะอีกครั้ง
ในแต่ละวันเขานอนเพียงวันละไม่กี่ชั่วโมงเพื่อทุ่มเทไปกับการบ่มเพาะให้เร็วที่สุด
ตอนกลางวันเขาสามารถดูดซับแกนสปีริตได้แค่สี่ก้อนเท่านั้นเขาจึงชดเชยเวลาในส่วนนี้ในตอนกลางคืน
สุดท้ายแล้วเฟิร์สสามารถบ่มเพาะแกนสปีริตเจ็ดก้อนโดยเฉลี่ยมันนับว่ารวดเร็วกว่าคนทั่วไปถึงเจ็ดเท่า
นอกจากนี้แล้วเขายังใช้เวลาที่เหลือไปกับการฝึกฝนกระบี่อีก
การบ่มเพาะเป็เพียงแค่การเพิ่มแหล่งพลังงานที่เขาใช้เท่านั้นแต่การฝึกฝนกระบี่คือการนำพลังเ่าั้เอาออกมาใช้
หลังจากที่วิ่งออกกำลังกายตอนเช้าแล้วเฟิร์สก็วิ่งมาหยุดที่สวนหลังบ้านที่ลับตาผู้คน
“วิถีกระบี่คือการควบคุมอานุภาพของกระบี่ขึ้นอยู่กับพลังบ่มเพาะ นอกจากเคล็ดวิชากระบี่แล้วการเคลื่อนไหวก็เป็สิ่งสำคัญ ก่อนที่ฉันจะฝึกฝนกระบี่ควรฝึกฝนเคล็ดวิชาท่าทางให้ได้ระดับก่อน”
เฟิร์สพยายามใช้ความคิดดึงเอาความทรงจำในความฝันออกมา
เนื่องจากเขาใช้ชีวิตอยู่ในโลกแห่งความฝันมาหลายร้อยปีสติปัญญาของเขานั้นพัฒนาไปเป็อย่างมาก จนสามารถเรียกได้ว่าจดจำได้ทุกสิ่งและสามารถทำความเข้าใจหนังสือเล่มหนึ่งโดยการอ่านเพียงครั้งเดียว
“เคล็ดวิชาท่าร่างในความทรงจำของฉันมีสองชุดด้วยกันหนึ่งคือชุดที่ได้รับมาจากอาจารย์ อีกหนึ่งคือชุดที่ได้รับมาจากมรดกเซียนกระบี่ในความฝันฉันเลือกที่จะฝึกฝนเคล็ดวิชาท่าร่างของเซียนกระบี่มากกว่าถ้าเป็อย่างนั้นฉันก็ควรลองฝึกเคล็ดวิชาที่คุ้นชินจะดีกว่า”
ดวงตาของเฟิร์สพลันเป็ประกายขึ้นมาแล้วตอนนั้นเองข้อมูลของเคล็ดวิชาย่างก้าวกระบี่ก็ปรากฏขึ้นในหัวของเขา
“เคล็ดวิชาย่างก้าวกระบี่คือท่าร่างที่ลอกเลียนแบบมาจากการใช้กระบี่เมื่อฝึกฝนถึงขั้นสุดจะสามารถย่างก้าวกระบี่เหาะเหินกลางอากาศได้ในความฝันฉันถึงกับถือกระบี่ก็สามารถเหาะเหินได้แล้วไม่รู้ว่าในโลกแห่งความจริงจะทำแบบนั้นได้รึเปล่า?”
แม้จะชื่อว่าเคล็ดวิชาย่างก้าวกระบี่แต่การฝึกฝนกลับไม่ใช่การใช้กระบี่
มันคือการโคจรพลังท่าร่างเพื่อให้ผู้ใช้เคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วใช้ได้ทั้งการโจมตีและตั้งรับ
ที่สำคัญที่สุดก็คือเคล็ดวิชาท่าทางเหล่านี้คือเคล็ดวิชาตัวเบาเหมือนที่ปรากฏในหนังกำลังภายใน
เฟิร์สไม่รู้ว่าเคล็ดวิชานี้จะสามารถใช้งานได้จริงๆหรือไม่ เพราะทั้งหมดนั้นมาจากความฝัน
แต่หลังจากที่เขาใช้เคล็ดวิชาดาวเคลื่อนดาราคล้อยในการดูดซับแกนสปีริตแล้วเขาก็มีความมั่นใจมากขึ้นเพราะมันประสบความสำเร็จ
เฟิร์สไม่รู้ว่าเื่ในความฝันแท้จริงแล้วมันจะเป็เื่จริงหรือไม่
แต่เมื่อมันสามารถทำให้ชีวิตของเฟิร์สในตอนนี้ประสบความสำเร็จได้มันก็คุ้มที่จะลองใช้มัน
ภาพของจุดชีพจรบนร่างปรากฏขึ้นในหัว
เฟิร์สก้าวเดินออกไปพร้อมกับโคจรพลังในร่างวิธีการนี้เหมือนกับการขับรถโดยที่เขาใช้พลังสปีริตแทนพลังเชื้อเพลิงเพื่อที่จะสามารถใช้เคล็ดวิชาท่าร่างนี้ออกมาได้
“ฟู่ ...”
เด็กหนุ่มพ่นลมหายใจออกมาพร้อมกับควบคุมจังหวะการหายใจ
เขาเคลื่อนไหวอย่างอิสระ หากคนภายนอกมองมาคงคิดว่าเ้าเด็กคนนี้คงกำลังรำมวยอยู่แน่ๆ
แต่มันกลับไม่เป็เช่นนั้นเมื่อเฟิร์สลงเคลื่อนไหวครบหนึ่งรอบตามเคล็ดวิชา
ร่างกายของเขาก็ค่อยๆมีการเปลี่ยนแปลง
เขารู้สึกว่าตัวของเขากำลังเบาขึ้นการเคลื่อนไหวของเขาดูเป็ธรรมชาติมากขึ้น
ไม่รู้ว่าเฟิร์สฝึกฝนเคล็ดวิชานี้ไปแล้วกี่รอบแม้มันจะไม่ได้เห็นผลอย่างชัดเจน แต่เมื่อเขาลงวิ่งดู มันก็พบว่าความเร็วในการวิ่งของเขานั้นเพิ่มมากขึ้นโดยที่ไม่ส่งผลกระทบกับกำลังกายของเขาเลยแม้แต่น้อย
“ดูเหมือนจะได้ผล”
เด็กหนุ่มถึงกับยิ้มออกมา ซึ่งแน่นอนว่าเขาไม่ได้หยุดเพียงแค่นี้
เฟิร์สยังคงฝึกฝนไปเรื่อยๆซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ผลลัพธ์นี้จะไม่เหมือนกับในภาพแห่งความฝัน แต่มันก็ส่งผลที่ดีซึ่งตัวเขาเองรับรู้ได้