ภาพเหตุการณ์ในห้องผ่าตัดปรากฏชัดสู่สายตาของหลิวอวิ๋นเหยา ิญญาที่เพิ่งผ่านบททดสอบจากพสุมายามานั่นเอง
ผู้ป่วยหญิงที่นอนสลบอยู่บนเตียง มีใบหน้ารูปไข่ ริมฝีปากอมชมพูซีดเล็กน้อย จมูกได้รูป คางเรียวอ่อนช้อย ผิวเนียนละเอียดขาวสะอาด ทว่าแฝงความซีดเซียวและอ่อนแรง
หลิวอวิ๋นเหยากระพริบตา พยายามตั้งสติ “นี่…นี่คงเป็ฉันในอีกโลกสินะ” เธอพึมพำเบา ๆ
หลิวอวิ๋นเหยาคิดในใจ นี่คงเป็เสี้ยวิญญาในอีกโลกหนึ่งที่ท่านผู้พิทักษ์กล่าวถึงสินะ แล้วิญญาของพวกเธอจะรวมกันยังไงล่ะ
เธอค่อย ๆ ก้าวเข้าไปใกล้ร่างนั้น เพียงไม่กี่วินาที ิญญาก็ราวกับถูกดูดเข้าไปโดยไม่อาจต้านทาน ความอบอุ่นจากร่างกายทำให้หัวใจเธอสั่นไหว และความทรงจำเก่าของเธอไหลทะลักเข้ามาในสมอง ราวกับคลื่นน้ำที่ซัดเข้าฝั่งอย่างรุนแรง
ภาพและเสียงในความทรงจำพาเธอย้อนเวลาไปยัง ปี 1970 นั่นคือร่างของเธอในอีกโลกหนึ่ง ลูกสาวบ้านรองตระกูลหลิว ผู้เพิ่งจบการศึกษาแพทยศาสตร์จากอังกฤษ
ในงานเลี้ยงอำลาที่โรงแรมก่อนเดินทางกลับประเทศ มีเหตุการณ์ะเิเกิดขึ้นตรงหน้า เธอจำได้ชัดเจน คราวก่อน เธอเสียชีวิตจากเหตุะเินั้น โดยไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะได้กลับไปหา ครอบครัว แต่ตอนนี้…ไม่เหมือนเดิมแล้ว เธอกลับมาแล้ว เธอมีชีวิตอีกครั้ง
“ฉัน…ยังมีชีวิตอยู่จริง ๆ” ราวกับได้ปลดปล่อยความดีใจและความโล่งใจที่ถูกกักเก็บมานาน
เธอไม่รู้เลยว่ามีใครบางคนไม่้าให้เธอกลับประเทศ จึงได้ก่อเหตุะเิครั้งนี้ขึ้นเพื่อปิดกั้นทางเดินชีวิตของเธอไว้ั้แ่แรก
1 ชั่วโมงต่อมา
หลิวอวิ๋นเหยาค่อย ๆ ลืมตาฟื้นจากยาสลบ ภาพรอบตัวยังพร่ามัว ชีพจรนิ่งและสม่ำเสมอ ร่างกายยังอ่อนแรงแต่เสถียร ทีมแพทย์และพยาบาลยังเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด
เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ รู้สึกถึงความอบอุ่นและปลอดภัย ความคิดชัดเจนขึ้น ความรู้สึกกลัวจากเหตุการณ์ะเิยังคงวนเวียน แต่เธอก็รู้ว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่
ด้วยแรงที่ยังพอมี เธอจึงยกมือขึ้นมาจ่อปากและดื่มน้ำพุแห่งจิติญญาในพสุมายา
น้ำเย็นใสไหลเข้าสู่ร่างกาย เธอรู้สึกถึงพลังฟื้นฟูค่อย ๆ แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย ความเ็ปลดลงทีละน้อย ความอ่อนล้าเริ่มคลายไป
หลิวอวิ๋นเหยารู้ดีว่าตัวเองไม่สามารถดื่มมากเกินไปได้ หากดื่มมากเกินความจำเป็ อาจดึงดูดความสนใจจากคนอื่นได้
เธอยังอยากกลับประเทศอยู่นะ
********* *****
2 วันต่อมา
เสียงก้าวเท้าเบา ๆ ดังขึ้นที่หน้าห้องพักฟื้นในโรงพยาบาล กลิ่นยาฆ่าเชื้อคละคลุ้งในอากาศ เมื่อประตูเปิดออก กลุ่มเพื่อนสนิทของหลิวอวิ๋นเหยาก็เดินเข้ามา พวกเธอพยายามปรับสีหน้าให้เป็ปกติ ทว่าสายตากลับเต็มไปด้วยความกังวล
“เอลล่า... (ชื่อภาษาอังกฤษของหลิวอวิ๋นเหยา)” เจสสิก้าเอ่ยเสียงสั่น ก่อนจะโผเข้าไปจับมือเธอเบา ๆ น้ำตาคลอเบ้า แม้จะพยายามกลั้นไว้แล้วก็ตาม “ขอบคุณพระเ้าที่เธอฟื้นเสียที พวกฉันเป็ห่วงเธอมากเลยนะ”
เบลล่า เพื่อนสนิทอีกคนก็รีบก้าวเข้ามาใกล้ พลางเอื้อมมือมาจับมืออีกข้าง “ใช่ พวกเรากังวลมากเลย ตอนนั้นแทบไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี”
หลิวอวิ๋นเหยายกริมฝีปากขึ้นเป็รอยยิ้มบาง ๆ สายตาอ่อนโยน “ฉันไม่ได้เป็อะไรมากเสียหน่อย”
“ไม่ได้เป็อะไรมากได้ยังไง เธอสลบไปตั้ง 2 วันเลยนะ” เจสสิก้าไม่เห็นด้วยและยังคงจับมือหลิวอวิ๋นเหยาเอาไว้ ราวกับกลัวว่าจะสูญเสียเธอไป
ไอริส เพื่อนสาวอีกคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็เผลอสูดหายใจแรง กลั้นสะอื้นไห้ ก่อนจะพูดเสียงสั่น “ถ้าไม่มีเธอ ป่านนี้…พวกเราคง…” คำพูดนั้นติดอยู่ในลำคอ แต่แววตาที่มองเธอกลับเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง
“โชคดีที่พวกเธอหลบหลังเคาน์เตอร์ได้ทันเวลา” หลิวอวิ๋นเหยาพยายามยิ้มและพูดเสียงเบา
โรส เพื่อนสาวอีกคนก็มานั่งลงข้างเตียงและพยายามเรียกบรรยากาศให้ผ่อนคลาย “พูดถึงตอนะเิ… ฉันยังวิงเวียนอยู่เลย ตอนนั้นรู้สึกมึนงงไปหมด”
“ฉันก็ระบมไปทั่วร่างเหมือนกัน” เจสสิก้ากล่าวเสริม พลางชี้ไปที่แขนและขา “แต่พวกเราไม่ได้เป็อะไรมาก ต้องขอบคุณเธอที่ปกป้องพวกเรา”
หลิวอวิ๋นเหยาพยักหน้าเบา ๆ ความเ็ปยังรบกวนเธออยู่บ้าง แต่หัวใจกลับอบอุ่น เธอเหลือบมองเพื่อน ๆ ที่นั่งอยู่รอบเตียงแล้วรู้สึกโล่งใจที่ทุกคนปลอดภัย
“ครั้งหน้าถ้ามีะเิอีก ฉันขอเป็คนหลบก่อนแล้วกันนะ” เธอพูดพร้อมหัวเราะน้อย ๆ ซึ่งทำให้เพื่อน ๆ หัวเราะตาม
“ได้ แต่ดีที่สุดอย่าให้มีเหตุการณ์แบบนั้นอีกเลย!” เจสสิก้าย้ำเสียงเข้ม ทว่าสายตากลับเต็มไปด้วยความห่วงใย
พอดีกับที่เ้าหน้าที่พยาบาลเดินเข้ามาในห้องพัก
“พวกคุณอยู่ที่นี่กันพอดีเลย รอที่นี่ก่อนนะคะ เดี๋ยวจะมีตำรวจมาสอบปากคำเหตุะเิที่เกิดขึ้นในโรงแรม” พยาบาลกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มแต่จริงจัง
“ไม่มีปัญหาค่ะ” เจสสิก้าตอบสั้น ๆ
ไม่นานนัก เ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบสองนายก็เปิดประตูเข้ามา สีหน้าขึงขังราวกับหอบเอาแรงกดดันของคนทั้งเมืองติดตามมาด้วย พวกเขาแนะนำตัวตามระเบียบก่อนจะเริ่มขั้นตอนการสอบปากคำ
“ผม สารวัตรอีแวนส์ อีกท่านคือสิบตำรวจเอกโจนส์ พวกเรามาจากหน่วยสืบสวนคดีพิเศษ ขออนุญาตสอบปากคำทุกท่านนะครับ”
หลิวอวิ๋นเหยาพยักหน้าเล็กน้อย แม้จะยังนอนอยู่บนเตียง
พวกเพื่อน ๆ ที่เหลือก็นั่งเรียงกันอยู่ด้านข้างด้วยท่าทีระมัดระวัง
สารวัตรอีแวนส์เปิดแฟ้ม “เริ่มจากคุณหลิวอวิ๋นเหยาก่อนนะครับ เวลาเกิดเหตุ คุณอยู่บริเวณไหนของชั้นในโรงแรมครับ? ขอให้ระบุโดยประมาณ”
น้ำเสียงของเขาราบเรียบ แต่จงใจตั้งคำถามที่เฉพาะเจาะจง สิบตำรวจเอกโจนส์ก็เตรียมจดบันทึกเช่นกัน
“ตอนนั้นพวกเรายืนอยู่ใกล้ ๆ เคาน์เตอร์บาร์ค่ะ” หลิวอวิ๋นเหยาตอบช้า ๆ แต่ชัดถ้อยชัดคำ
“ช่วยเล่าลำดับเหตุการณ์ก่อนที่เสียงะเิเกิดขึ้นด้วยครับ” สารวัตรอีแวนส์กล่าวต่อ “ได้ยินเสียงอะไรผิดปกติหรือเปล่า ได้กลิ่นหรือเห็นใครเข้าออกบริเวณนั้นไหม”
หลิวอวิ๋นเหยาสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนตอบว่า “ก่อนเกิดะเิมีเสียงโลหะกระทบพื้นเบา ๆ เหมือนมีใครทำอะไรหล่นค่ะ แต่พวกเราไม่ทันได้เห็นตัวคน…”
สิบตำรวจเอกโจนส์เงยหน้าถามซ้ำให้ชัดเจน “ระยะห่างจากตำแหน่งที่เสียงนั้นดังถึงพวกคุณ ประมาณกี่เมตรครับ”
“ไม่น่าจะเกิน 3 เมตรนะคะ” หลิวอวิ๋นเหยากล่าวเสริม “ฉันหันไปไม่ถึงสองวินาทีก็ะเิเลย”
สารวัตรอีแวนส์ขยับจากปลายเตียงไปยังอีกฝั่ง “่นั้นมีใครเห็นคนต้องสงสัยเดินผ่านไหมครับ ถ้ามี จำหน้าตา เสื้อผ้า หรือท่าทางได้หรือเปล่า”
หลิวอวิ๋นเหยาพูดช้าแต่ชัด น้ำเสียงนิ่งมั่นคง
“ตอนนั้นฉันเห็นผู้ชายคนหนึ่งเดินผ่านด้านหลังไปค่ะ เขาสวมหมวกแก๊ปสีเข้ม แล้วก็ใส่โค้ตตัวยาว แต่เพราะเขาก้มหน้าเดินตลอด ฉันเลยไม่เห็นใบหน้าเขาชัดเจน”
เ้าหน้าที่ทั้งสองสบตากันแวบหนึ่ง ก่อนที่สารวัตรอีแวนส์จะหยิบภาพถ่ายชายชาวเอเชียใบหน้าคมเข้ม แววตาเ็า ขึ้นมาให้เธอดู “ใช่ผู้ชายคนนี้ไหมครับ”
หลิวอวิ๋นเหยามองภาพอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับพิจารณารายละเอียดอย่างรอบคอบ ก่อนเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง “ฉันไม่สามารถยืนยันได้ค่ะ เพราะตอนนั้นไม่ได้เห็นหน้าเขาโดยตรง แต่เื่การแต่งตัว…ก็พอจะใกล้เคียงกับที่ฉันสังเกตไว้ค่ะ”
“แล้วคนอื่น ๆ ล่ะครับ เคยเห็นคนในภาพไหม” เพื่อน ๆ ส่ายศีรษะทันที
สารวัตรอีแวนส์เก็บรูปลงแฟ้ม เสียบลงอย่างเรียบร้อย แล้วสิบตำรวจเอกโจนส์จึงเริ่มจดบันทึกเพิ่มเติม “หลังจากตรงนั้น เขาไปทางไหนต่อครับ ก่อนหรือหลังที่คุณผลักเพื่อน ๆ ไปหลบ”