ตอนที่ 26 งานวิจัยกับเื่พิศวง
ท่ามกลางความมืด ในยามค่ำคืน..ลมเย็นที่พัดลอยผ่านผิวจนทำให้เรารู้สึกขนลุกชูชันแสงไฟสลัวๆและกลิ่นอับๆของเหงื่อสร้างบรรยากาศที่แปลกประหลาดอย่างที่ฉันไม่เคยรู้สึกมาก่อน..
ฉันชื่อเคี้ยว เป็เด็กดีในครอบครัวยากจนจากชนบทที่ผู้คนเรียกกันว่าบ้านนอก....ผู้คนมักจะดูถูกดูแคลนฉันแม้จะยังไม่ได้รู้จักตัวฉันดีพอ..มันเป็เช่นนั้นทุกวัน..จนกระทั่งวันนี้ ..ผู้คนเริ่มเปลี่ยนไปแววตาและรอยยิ้มเสแสร้งที่ฉันไม่เคยเห็นก็ได้เห็นในวันเช่นนี้..มันทำให้ฉันรู้สึกว่าโลกใบนี้..มีแต่สัตว์ร้ายที่เสแสร้งและหลอกลวง..
พวกเขาทำไมเปลี่ยนไปในวันนี้....พวกเขาเปลี่ยนไปจริงๆหรือ...ฉันเอาแต่นั่งคิดทบทวนเื่นี้ซ้ำแล้วซ้ำอีกจนไม่เป็อันทำอะไร...ในยามค่ำคืนที่ฉันควรจะหลับฝันแต่ความรู้สึกแปลกๆก็ลากฉันมานั่งจ้องที่หน้าต่างของห้อง..
ฉันเปิดม่านสีน้ำตาลที่ไม่ได้เปิดมาเนิ่นนานออก..ชีวิตในเมืองที่มีรั้วรอบขอบชิดทำให้ฉันไม่ได้ติดต่อกับผู้คนมากนัก..แม้แต่แค่การเปิดหน้าต่างฉันก็ยังไม่ค่อยจะได้ทำ..
หลักจากที่ลากบานหน้าต่างเพื่อเปิดออกฉันก็จ้องมองออกไปดูที่ทิวทัศน์ภายใต้กรอบหน้าต่างบานเล็กๆนี้..ด้านขวานั้นเป็หอพักอีกแห่งซึ่งก็ยังคงมีแสงไฟสีส้มเหลืองส่องออกมาจากระเบียงห้อง..ส่วนด้านซ้ายนั้นเป็วัดที่มีลานกว้างขวางพื้นดินถูกยกพื้นสูงและมีอาคารอุโบสถเด่นเป็สง่าอยู่ตรงกลาง
มันดูไม่เข้ากันเลยจริงๆสำหรับฉัน...เมื่อฉันปิดหน้าต่างบานเล็กๆนี้มันกลายเป็โลกทั้งใบของฉันในห้องแคบๆเมื่อเปิดประตูฉันเจอโลกที่ใหญ่กว่า โลกที่วุ่นวายและผู้คนห่วยแตกแต่ฉันกลับสามารถหาความสงบและสุขใจของตัวเองได้จากหน้าต่างบานเล็กๆของห้องเมื่อฉันมองไปที่อาคารทรงไทยภายในวัด ต้นไม้ใหญ่ และลานกว้าง
..ฉันเคยเข้าไปในวัดด้านหลังนี้บ่อยครั้งแต่ไม่รู้ทำไมเมื่อฉันเข้าไปฉันไม่ได้รู้สึกเหมือนตอนนี้ความสงบที่แปลกประหลาดจากการจ้องมองอยู่ไกลๆในยามที่แสงลับตาบรรยากาศมันต่างกันจริงๆ
..ในความมืด..ฉันมองเห็นต้นไม้ใหญ่โตที่กิ่งก้านโดนลมหนาวพัดปลิวโบกสะบัดใบไม้บางใบขาดออกจากกิ่งและปลิวไปกับสายลมที่ใต้ต้นไม้มีม้านั่งยาวที่ทำจากไม้ถูกวางอยู่รอบต้นไม้ใหญ่นั้นจนเป็รูปสี่เหลี่ยมแม้จะระยะทางค่อนข้างไกลจากจุดที่ฉันอยู่..หรือแม้แสงจะสลัวเลือนรางไม่ชัดเจนเพียงใดใต้ต้นไม้แห่งนั้นฉันก็บอกได้เลยว่าไม้ที่ใช้ทำม้านั่งนั่นเก่าเกินไป มันถูกทาสีซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างไรก็ตามมันก็ทำให้ดูเหมือนใหม่เท่านั้น..มันยังคงเป็ม้านั่งที่ผุใกล้พังเช่นเคยแม้ว่าจะละเลงสีให้มันสักกี่ครั้ง
ฉันลองจินตนาการว่าตัวเองนั่งในม้านั่งตัวนั้น..ในตอนนี้..ที่แสงสลัวและบรรยากาศเงียบสงบ..แต่เมื่อฉันเริ่มหลับตา ความสงบที่ฉันเคยมีกลับหายไป..ถ้าฉันนั่งอยู่ตรงนั้น ..ฉันจะหวาดระแวงแทน กลัวบางสิ่งที่ไม่ได้มีตัวตนอยู่จริง..กลัวเงามืดที่อาจจะนั่งอยู่ข้างๆฉัน..มันคงจะหาความสงบในที่แบบนั้นไม่ได้..มันอาจถือเป็ความลงตัวที่ฉันนั่งอยู่ในห้องของตัวเองในตอนนี้..ที่ที่ฉันรู้สึกว่าเป็โลกของตัวเองปิดประตูสู่โลกภายนอก..และมองมันผ่านกรอบหน้าต่างบานเล็ก...เพราะฉันอยู่ในที่ของฉัน..ฉันจึงรู้สึกถึงความสงบ
ฉันลองจินตนาการดูว่าม้านั่งเก่าๆใบนั้นมันคือสีอะไรกันแน่มันอาจเป็สีอ่อนๆ โทนเหลืองขาวของไม้..หรือสีเข้มโทนดำของไม้เนื้อแข็งบางชนิด..พอเริ่มคิดคิดไปเช่นนั้นฉันก็มองดูตัวเองในกระจกที่อยู่ในบานหน้าต่าง.....ใช่แล้ว..โลกมันก็เหมือนเดิมนั่นแหละ ห่วยแตกอย่างที่มันเคยเป็ก็แค่....ฉันต่างหากที่เปลี่ยนไป.........***
เหมือนอ่านนิยายคนละเื่กันอยู่เลยใช่มั้ย-__-..มันแปลกนิดหน่อยฉันเข้าใจ ที่อยู่ดีๆก็มีอารมณ์สุนทรีมาเกือบหน้ากระดาษจริงๆคือหน้านิดๆ ด้วยฟอนต์ 14 อย่างไรก็ตาม ฉันคงต้องพอเท่านี้ ก่อนที่คนอื่นจะกลับไปเช็คชื่อเื่ว่าเปิดเข้ามาผิดหรือเปล่า
ที่ฉันพยายามจะสื่อคือเห้ย..ตูได้เห็นแล้วเว้ยไอ้แววตาเสแสร้งของคนอื่นบอกตามตรงปัดเื่สุนทรีทิ้งไปฉันแอบดีใจนิดๆนะที่ได้เห็น คือเขาต้องประเมินเราไว้สูงมากพอนะสำหรับฉัน เขาถึงได้ปิดบังรอยยิ้มและแววตาเสแสร้ง
ปกติคนไม่เสแสร้งกับฉันเหรอ??ใช่!! ส่วนใหญ่ผู้คนจะดูถูกฉันอย่างเห็นได้ชัดและไม่พบแววตาพวกนี้เลยฟังดูดีทีเดียว สำหรับเจอโลกที่ตรงไปตรงมา แต่เชื่อเถอะคุณไม่อยากเจอหรอกความจริงจากอารมณ์สุนทรี้าก็คือฉันในตอนนี้มานั่งที่หน้าต่างซึ่งก็ไม่ได้ตั้งใจจะมาหาความสงบอะไรหรอก
แต่ฉันมานั่งคิดบางอย่างนะ.. ฉันคิดว่าโลกเรานี่เต็มไปด้วยเื่พิศวงจริงๆบางคนก็ให้เครดิตเทพสำหรับเื่พวกนี้ที่เจ๋งกว่านั้นคือบางคนให้เครดิตต้นไม้ใหญ่ที่ผูกผ้าเจ็ดสีหรือจิ้งจกเก้าหาง
นั่นคือความจริงที่ฉันไม่ได้เล่าเมื่อตอนสุนทรีอีต้นไม้ที่สายลมพัดกิ่งปลิวไหวนั่นมันห่อผ้าเจ็ดสีอยู่ด้วยแล้วก็มีเหล่าคุณลุงป้าน้า อา มานั่งถูนั่งขูดกันแม้เวลากลางคืนและส่งเสียงดังน่ารำคาญจนฉันต้องมาเปิดประตูหน้าต่างและนั่งจ้องกดดันเหล่าลุงป้าหอข้างๆทางด้านขวานั่นก็น่าจะพยายามทำแบบเดียวกับฉันเพราะเขาก็นั่งอยู่ตรงระเบียงและเปิดไฟระเบียงที่แทบจะไม่เคยเปิดมาเนิ่นนานและส่งสายตามาที่ฉันพร้อมกับชูนิ้วหัวแม่มือให้
ฉันไม่อยากจะเหยียดความเชื่อของคนอื่นหรอกนะแต่ถ้าจะเชื่ออะไรช่วยอย่าทำให้มันเดือดร้อนคนอื่นจะได้มั้ย คนอื่นเค้าจะหลับจะนอน
ฉันหันไปดูนาฬิกาตอนนี้ก็เกือบจะห้าทุ่มแล้วให้ตายเถอะลุงป้ายังมาทำอะไรพรรค์นี้กันอยู่ได้ในตอนนี้ฉันจึงคิดว่าตัวเองต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว
ฉันหันหน้าไปทางด้านขวาซึ่งเป็หอพักที่มีผู้ชายอีกคนกำลังนั่งจ้องลุงป้าจากระเบียงจากนั้นจึงชี้ไม้ชี้มือเป็สัญญาณว่าให้ลงมาเจอกันข้างล่างหน่อยฉันทำแบบนั้นอยู่สักพักก่อนที่จะตระหนักว่าเขาไม่เห็น บอกตามตรงฉันอายนิดหน่อยเมื่อคิดไปว่าตัวเองเต้นแร้งเต้นกาอะไรอยู่คนเดียวในห้องฉันจึงปิดหน้าต่างของห้องนั่งนึกถึงวิธีการที่จะไล่เหล่าลุงป้าพวกนี้ออกไป..เฮ้อ ลุงป้านี่เป็สิ่งมีชีวิตที่ผู้คนไม่้าจริงด้วย คิดแล้วฉันก็เริ่มสงสารแล้วสิควรขึ้นแฮชแท็กเซฟลุงป้าอะไรเทือกนั้นมั้ย
แต่คือลุงๆป้าๆสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นอยู่นะเว้ย..เมื่อไหร่จะคิดได้ซะทีไม่ใช่เอาแต่คิดเองเออเองไปวันๆจะไปขอหวยกับต้นไม้ที่พูดไม่ได้ไปก็เท่านั้นแหละ รู้จักมั้ย กูเกิล ลองถามมันดูสิถ้าอยากจะได้หวยอะไรขนาดนั้น
และแล้วฉันก็ตัดสินใจที่จะเปิดประตูสู่โลกภายนอกทิ้งโลกของตัวเองไว้เื้ัเผชิญหน้ากับโลกที่โหดร้ายตรงหน้าโลกที่กว้างใหญ่และอันตรายยิ่งกว่า
ฉันเดินลงจากหอพักลงจากชั้นห้าก่อนที่จะรวบรวมความกล้าและมันสมองเพื่อคิดแผนบางอย่างก่อนที่จะคิดว่าตัวเองต้องทำอะไรต่อไปในอนาคต
ไม่น่าเชื่อว่าก้าวย่างแต่ละก้าวบนบันไดนั้นมันทำให้ฉันได้คิดหลายอย่าง‘แม้แต่บันไดก็เปลี่ยนไปสินะ’ ฉันคิดในใจ เมื่อก่อนฉันรู้สึกว่าบันไดพวกนี้จะทำให้ฉันเหนื่อยกว่านี้ จนฉันต้องหยุดพักสักประเดี๋ยวก่อนที่จะเดินก้าวต่อไปแต่ทุกวันนี้มันไม่ใช่เสียแล้ว ฉันเหนื่อยน้อยลงมากโลกที่ฉันอยู่มันเปลี่ยนไปจริงๆสินะ
พอคิดแบบนั้นฉันก็มองดูแขนของตัวเองอ่อ..เปล่าหรอก โลกก็ยังเหมือนเดิมนั่นแหละแค่ตูไม่อ้วนเหมือนเมื่อก่อนแล้วว้า..เสียดายท่าไม้ตายที่อุตส่าห์ตั้งใจฝึกมาจริง
พอฉันเดินลงมาถึงชั้นล่างสุดของหอพักฉันก็เดินออกจากหอพักแล้วก็เดินจ้ำอ้าวไปที่ประตูวัดทันทีโดยที่ยังไม่ได้มีแผนในหัวเลยว่าจะทำอะไรเมื่อไปถึงที่นั่นมันถึงได้ไม่แปลกใช่มั้ยที่ฉันทำอะไรก็มักจะไม่ประสบความสำเร็จเพราะฉันเป็คนไม่คิดหน้าคิดหลัง
ยัยอันเคยบอกกับฉันนะว่านี่ถือเป็ข้อดีไม่ใช่ข้อเสียเธอบอกฉันว่า “มันดีสำหรับเธอกับนิสัยทำอะไรโดยใช้ความกล้าชักนำ ถ้าเธออยากประสบความสำเร็จเธอก็แค่ต้องเพิ่มเวลาให้ตัวเองได้คิดอีกนิดหน่อยแค่มีแผนนิดเดียวก็เพียงพอเพราะเธอจะมุ่งเข้าหาโอกาสและไม่พลาดมัน แตกต่างจากพวกที่รอแต่เวลาที่จะทำให้ตัวเองพร้อมจนพลาด่โอกาสสำคัญไปด้วยเหตุผลที่ว่าตัวเองไม่พร้อมคนพวกนั้นต้องใช้ความกล้าอีกมหาศาลกว่าที่เขาจะเริ่มทำอะไรได้”และแน่นอนฉันเชื่อเธอ ความจริงฉันก็เชื่อทุกอย่างนั่นแหละหากมีคนมาบอกว่านั่นเป็ข้อดีของฉัน เพราะฉันเองก็แทบจะมองไม่เห็นข้อดีของตัวเอง
ฉันมุ่งหน้าไปที่ประตูวัดและผ่านเข้าประตูไปและก็ต้องเดินกลับมาทางหอของตัวเองอีกพักใหญ่เพราะว่าประตูของวัดนั้นอยู่ค่อนข้างห่างจากจุดที่ลุงๆป้าๆมาชุมนุมกันค่อนข้างมาก
แต่ไม่น่าเชื่อเมื่อฉันมาถึงก็มีคนอยู่ตรงนั้นอยู่แล้วเป็ผู้ชายที่อยู่บนหอทางขวามือของฉันนั่นเองเขาเหมือนจะมาจัดการกับปัญหาที่ลุงป้าส่งเสียงเช่นเดียวกับฉัน
“โอ้เธอมาทำอะไรที่นี่ละเนี่ย ..ผมมาบอกชาวบ้านพวกนี้ว่าตอนที่นอนอยู่เมื่อกี้นี้มีผู้หญิงใส่ชุดไทยมาเข้าฝันแล้วก็บอกผมว่าไม่ชอบให้เข้ามารบกวนตอนกลางคืนท่านจะหลับจะนอนถ้าจะมาก็ให้มาตอนกลางวัน ท่านว่างั้น หรือเธอก็ฝันเหมือนกัน??”ไอ้หนุ่มคนนั้นหันมาหาฉันและโยนคำถามที่คาดไม่ถึงมาทางฉัน
ไอ้บ้านี่มันฉลาดชะมัด..จังหวะนี้ฉันคงต้องตอบไปว่าโอ้ใช่เหมือนกันเลยสินะ..พอมองดูใกล้ๆแล้วไม่ใช่ว่าไอ้หมอนี่มันก็หน้าตาดีไม่ใช่เหรอเฮ้ย..โลกนี้มันเป็อะไรกันไปหมดทำไมมีคนหน้าดีเดินเต็มไปหมดเลย โลกโหดร้ายจริงกลับห้องไปนั่งเลียแผลตัวเองในห้องดีมั้ยเนี่ยเรา
แต่เมื่อคิดถึงจุดประสงค์ที่ต้องลงมาแล้วมันทำให้ฉันยังกลับไปตอนนี้ไม่ได้ ในเมื่อไอ้หน้าหล่อตรงหน้านี่สร้างโอกาสให้เราขนาดนี้เราจะพลาดได้ยังไงกัน
บอกตามตรงฉันทึ่งในความคิดสร้างสรรค์ของเ้าหมอนี่ในการทำให้เหล่าลุงป้าจากไปอย่างไร้ปัญหาแต่หมอนี่ทำลงไปโดยปราศจากความเข้าใจในความเชื่อเหล่านี้และฉันเองเป็ผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้พอสมควรและตอนนี้ก็ถึงเวลาที่จะต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว
“ใช่ค่ะ..ฉันเห็นผู้หญิงเหมือนคนโบราณในฝันของฉันเหมือนกัน แต่เธอไม่ได้บอกฉันแบบที่นายคนนี้พูดนะคะแต่เธอบอกฉันว่า ถ้ายังมากวนตอนดึกๆดื่นอีกท่านจะไปบีบคอพวกคุณทุกคน เริ่มต้นจาก17 คนเป็การเตือน สำหรับตอนนี้...ฉันว่าเลข 17 นี่คงต้องมีความหมายอะไรแน่ๆแต่เื่ที่ท่านไม่ชอบให้กวนตอนกลางคืนก็น่าจะจริงนะคะเพราะท่านก็บอกฉันแบบนั้นเหมือนกัน” นี่คือสิ่งที่เ้าหน้าหล่อนั่นพลาดไป ลุงป้านักล่า’ฝัน’ เหล่านี้เขาไม่ได้้าฝันที่มีผู้หญิงมาบอกให้ออกไปแต่เขา้าฝันที่มีตัวเลขอยู่ในนั้นและมันจะเพิ่มความน่าเชื่อถือได้มากนี่คือสิ่งที่ ’นักล่าฝัน’ เหล่านี้้า
ด้วยความเชี่ยวชาญและความเข้าใจอย่างสุดซึ้งของฉันทำให้ในที่สุดกลุ่มของลุงๆป้าๆก็จากไปแต่โดยดีฉันหันไปมองไอ้หนุ่มคนนั้นด้วยรอยยิ้มภูมิใจ
“นี่ตกลงเธอฝันจริงๆเหรอ??”
“หึ..รึว่านายฝันจริง”
“บ้าผมจะไปฝันจริงๆ ได้ไง แล้วเธอไปเอาเลข 17 มาจากไหนกัน” ไอ้หน้าหล่อถาม
“google..”
“หา...แล้วมันจะไม่เป็อะไรแน่เหรอถ้าเกิดมันถูกหรือไม่ถูกขึ้นมาจะทำยังไง”
“ถ้าถูกพวกเขาก็จะเชื่อในสิ่งที่พวกเราพูดถ้าผิดพวกเขาก็จะบอกว่าเ้าแม่ไม่ศักดิ์สิทธิ์ แล้วก็เลิกมาขอไม่เห็นจะมีข้อเสียตรงไหนเลย” ฉันตอบไอ้หนุ่มหน้าหล่อไป ในตอนนี้ไอ้หนุ่มนั่นทำได้เพียงยกนิ้วให้กับฉันอีกครั้ง
เื่พิศวงก็คือเลข17 ที่ฉันให้ไปมันดันถูกรางวัลเลขท้ายสองตัว......google นี่มันเจ๋งจริงๆถึงว่าลุงแถวบ้านถึงแนะนำให้ใช้ทั้งที่ตัวเองพึ่งจะหัดใช้เมื่อวาน.. ลุงเบ็นของเ้าหนูสไปดี้
*Writer alert : new character spotted*