กาลเวลาใน "หุบเขาหมื่นศพ"มิได้เคลื่อนผ่านด้วยการนับวันคืนจากแสงสุริยาที่สาดส่องประทานความอบอุ่นให้แก่โลก
ทว่ามันกลับถูกนับด้วยจำนวนหยดเืที่หลั่งรินลงสู่กองกระดูกอันเยือกเย็นและเสียงกรีดร้องที่โหยหวนของิญญาอาฆาตที่ถูกปลุกให้ตื่นจากการหลับใหลเพื่อมาเป็เชื้อไฟให้แก่ยอดวิชา
สามปีล่วงผ่านไปไม่ต่างจากความฝันอันยาวนานที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเืและฝันร้ายที่มิอาจตื่นฟื้นแต่สำหรับฟางหานมันคือสามปีที่เขาถูกเคี่ยวกรำในเตาหลอมนรกเพื่อรอวันที่จะหลอมตนเองให้เป็ศาสตราที่คมที่สุดในใต้หล้า
ฟางหานบัดนี้มิใช่เด็กหนุ่มผู้อ่อนแอที่เคยคุกเข่าสะอึกสะอื้นอ้อนวอนขอเศษอาหารที่ลานม่วงอย่างน่าเวทนาอีกต่อไปร่างกายของเขาสูงโปร่งและสง่างามขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์
ทว่าความสง่านั้นกลับแผ่ซ่านด้วยกลิ่นอายแห่งความตายที่เข้มข้นจนสิ่งมีชีวิตทุกชนิดรอบกายต้องสยบพ่ายด้วยสัญชาตญาณแห่งความกลัวิัของฟางหานขาวจัดดุจหยกสลักที่ถูกแช่อยู่ในน้ำแข็งพันปีจนดูไร้สีเืเส้นผมที่เคยดำขลับประดุจปีกกาบัดนี้เปลี่ยนเป็สีขาวโพลนแซมเทาประหนึ่งถูกย้อมด้วยหิมะมรณะจากปรโลกที่ไม่มีวันละลาย
ดวงตาเนตรโลหิตปีศาจของเขาวาวโรจน์ด้วยประกายสีแดงเข้มดั่งทับทิมอาบเืที่สามารถมองทะลวงผ่านความมืดมิดและมองเห็นการหมุนเวียนของกระแสลมปราณในอากาศได้อย่างแจ่มชัดราวกับมองภาพวาดพู่กันที่วาดด้วยน้ำหมึกอาถรรพ์
ทุกครั้งที่เขาสูบลมหายใจเข้าออกอย่างช้า ๆไอสังหารสีม่วงดำจะพวยพุ่งออกมาจากรูขุมขนคล้ายกับหมอกธูปอาถรรพ์ที่คอยกัดกินิญญาของผู้ที่ย่างกรายเข้าใกล้ในรัศมีสิบวาพื้นดินเลนรอบกายเขาถึงกับแข็งตัวเป็น้ำแข็งสีคล้ำเพียงแค่เขาก้าวเดินผ่าน
เฒ่าดับสูญ ยืนตระหง่านอยู่บนยอดศิลาโลหิตที่แตกร้าวจ้องมองศิษย์เอกด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจอันยิ่งใหญ่ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความเศร้าสลดรันทดที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ในใจ
เขาเห็นปีศาจที่เขาสร้างมากับมือตนเอง และเขารู้ดีว่าบัดนี้"กรงขัง" แห่งหุบเขาหมื่นศพมิอาจพันธนาการพญามัจจุราชตนนี้ได้อีกต่อไปท้องฟ้าเบื้องบนต่างหากที่กำลังจะสั่นะเืด้วยอำนาจที่คนเบื้องล่างนี้
“สามปีล่วงผ่าน... กระดูกของเ้าแข็งแกร่งดั่งศิลาม่วงที่ผ่านการเคี่ยวกรำจากเพลิงอเวจีเส้นชีพจรของเ้าเหนียวแน่นและเฉียบคมดุจใยไหมไหมฟ้า และจิตใจของเ้า...แข็งกร้าวยิ่งกว่าโลกันตร์ที่ร้อนระอุ”
ชายชรากล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่าประหนึ่งเสียงลมพัดลอดช่องหินที่ผุพัง
“ถึงเวลาแล้วฟางหาน...ถึงเวลาที่เ้าต้องบรรลุเคล็ดวิชาขั้นสุดท้ายก่อนจะก้าวพ้นปากทางนรกแห่งนี้ไปทวงคืนทุกสิ่งที่เป็ของเ้าและทวงถามหนี้เืจากศัตรูที่บังอาจพรากทุกสิ่งไปจากเ้า!”
ฟางหานกระชับด้ามกระบี่ไม้หัก “คืนิญญา” ไว้ในมือที่ซีดขาวพลังปราณที่ชอนไชอยู่ตามปลายนิ้วสั่นระริกเสมอเหมือนหนอนไหมมรณะที่กำลังกระหายเืสดๆ
"อาจารย์... วิชาสุดท้ายที่ท่านว่า คือสิ่งใด? สิ่งใดที่จะทำให้ข้าสามารถบดขยี้สำนักบรรพตม่วงและฉู่เทียนให้กลายเป็ผุยผงภายใต้คมกระบี่หักเล่มนี้?"
“มันคือ ‘บทเพลงิญญาดับสูญ’”
เฒ่าดับสูญเอ่ยพลางสะบัดมือพลังปราณสีเทาหม่นพุ่งเข้าใส่หน้าผาข้างเคียงจนศิลาะเิออกเป็จุณโดยไร้สุ้มเสียง
“มันมิใช่ท่วงท่าการต่อสู้ที่เน้นความสวยงามอย่างที่พวกวิญญูชนจอมปลอมบัญญัติขึ้นแต่มันคือการประสานทุกวิชาที่เ้าเรียนมาตลอดสามปี... ทั้งเนตรปีศาจ คัมภีร์โลหิตและหนอนไหมกระชากิญญา ให้หลอมรวมเป็หนึ่งเดียวกับกระบี่คืนิญญาของเ้าเมื่อนั้น... เ้าจะมิใช่คนถือกระบี่อีกต่อไป แต่เ้าจะเป็ ‘ความตาย’ที่ถือกระบี่!”
การฝึกฝนขั้นสุดท้ายเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางพายุหมุนของปราณหยินที่รุนแรงจนบดบังทัศนวิสัยทั่วหุบเขา
ฟางหานต้องยืนอยู่ใจกลางบึงมรณะอีกครั้งทว่าครานี้เขามิได้จมลงไปในน้ำครำเน่าเสียแต่กลับยืนนิ่งสงบอยู่บนผิวน้ำที่ดำสนิทอุปมาได้กับยืนอยู่บนพื้นศิลาที่แข็งแกร่งที่สุดเขาต้องโคจรลมปราณกลืนิญญาจนถึงขีดสุดบังคับให้หนอนไหมทุกตัวในร่างพ่นใยไหมมรณะออกมาจากรูขุมขนทั่วกายใยไหมนับหมื่นเส้นพุ่งเข้าหาซากศพนับพันรอบกายทะลวงเข้าไปในกระดูกและเศษิญญาที่ยังตกค้างเพื่อ่ชิงพลังสุดท้ายมาสู่คมกระบี่ไม้หักในมือ
ความเ็ปจากการถูกสูบิญญาคนตายนับร้อยเข้ามาในร่างจู่โจมเขาอีกครั้งราวกับการถูกเข็มร้อนนับล้านเล่มทิ่มแทงเข้าสู่ดวงจิต
ทว่าความเ็ปนี้กลับทำให้ฟางหานแสยะยิ้มออกมาอย่างน่าขนลุกเขาเห็นภาพิญญาของยอดฝีมือนับร้อยดวงกำลังถูกถักทอเป็หนึ่งเดียวกับเส้นชีพจรและเืเนื้อของเขารอยสักดวงตาปีศาจที่หน้าอกเรืองแสงเจิดจ้าดุจดวงอาทิตย์สีม่วงที่กำลังจะะเิทำลายโลก
"ฉู่เทียน...เ้าคงกำลังเสวยสุขอยู่ในวิหารศิลาม่วงที่สะอาดสะอ้านและหรูหราสินะ"
ฟางหานพึมพำน้ำเสียงของเขาสั่นสะท้านไปด้วยเพลิงแค้นที่ถูกกดทับไว้ "
เ้าจงสูดลมหายใจที่สะอาดเ่าั้ให้เต็มปอดในยามที่เ้ายังมีโอกาส...เพราะเมื่อข้าไปถึง กลิ่นเดียวที่เ้าจะได้ััคือกลิ่นสาบของซากศพที่เ้าทิ้งไว้เื้ัในหุบเขาแห่งนี้!"
ทันใดนั้น ฟางหานก็ขยับกาย!ท่วงท่าของเขามิได้รวดเร็วประหนึ่งสายฟ้าที่ฟาดเปรี้ยง ทว่ามันกลับลึกลับ เลือนรางและพลิ้วไหวดุจหมอกควันสีดำที่พัดผ่านกองซากศพ
ทุกครั้งที่กระบี่ไม้หักวาดผ่านอากาศจะเกิดรอยแยกสีม่วงเข้มทิ้งไว้ในความว่างเปล่าไม่ต่างจากมิติที่ถูกฉีกขาดใยไหมกระชากิญญานับพันเส้นพุ่งออกจากคมกระบี่เสมอเหมือนร่างแหมรณะที่มองไม่เห็นมันไม่ใช่การฟันเพียงครั้งเดียวเพื่อสังหารร่างกายทว่าเป็การเชือดเฉือนดวงิญญาศัตรูให้แหลกเป็ผุยผงในระดับธุลี
บึ้ม! ผิวน้ำในบึงมรณะะเิออก น้ำสีดำพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าสูงหลายสิบจ้างราวกะันิลที่กำลังคลุ้มคลั่งซากศพที่เคยนอนสงบนิ่งถูกไอปราณที่แหลมคมตัดขาดเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อยในชั่วพริบตาราวกับถูกเคียวมัจจุราชนับล้านเล่มกวัดแกว่งพร้อมกันนี่คืออานุภาพที่แท้จริงของบทเพลงิญญาดับสูญ ท่วงท่าที่ไร้ร่องรอยทว่าปลิดชีพได้ทุกสรรพสิ่งที่มีลมหายใจและแม้แต่ไร้ิญญา
“สำเร็จแล้ว...เ้าบรรลุวิชาขั้นต้นของนรกอย่างสมบูรณ์แล้วฟางหานบัดนี้ร่างกายของเ้าคือคุกที่จองจำิญญาอาฆาตนับหมื่นและกระบี่ของเ้าคือประตูเปิดสู่อเวจีที่ใครก็มิอาจต้านทาน!”
เฒ่าดับสูญมองดูความวินาศสันตะโรเบื้องหน้าด้วยแววตาที่สั่นไหวระริก
ฟางหานหยุดนิ่งลมหายใจของเขาสงบราบเรียบและเย็นเยียบประหนึ่งผู้ที่ไร้ชีวิตไปแล้วเขามองไปที่มือของตนที่บัดนี้ดูแปลกไป มีไอสีดำจาง ๆวนเวียนอยู่รอบปลายนิ้วเสมอเหมือนภูตพรายที่จงรักภักดี
"อาจารย์... ข้าพร้อมจะไปแล้วความแค้นสามปีนี้มันนานเกินกว่าที่ข้าจะรอได้อีกต่อไป"
“เ้าจะไปยังที่ใดก่อนเป็แห่งแรก?”
ชายชราถามน้ำเสียงเคร่งขรึม
"ที่ที่ความแค้นของข้าเริ่มก่อตัว...และที่ที่ข้าถูกเหยียบย่ำจนจมดิน"
ฟางหานเก็บกระบี่ไม้หักไว้ข้างเอวอย่างละเมียดละไม
"ข้าจะกลับไปหาท่านแม่ที่สำนักบรรพตม่วงข้าจะไปดูว่าคนพวกนั้นยังจำหน้า ‘เศษสวะ’คนนี้ที่พวกมันโยนทิ้งอย่างไม่ไยดีได้หรือไม่"
เฒ่าดับสูญเดินเข้ามาหาศิษย์รักเขาหยิบหน้ากากศิลาสีดำสนิทใบหนึ่งที่สลักลวดลายปีศาจร่ำไห้ส่งให้ฟางหาน
“ในยุทธภพที่โสมม... หน้าตาของมัจจุราชมิควรให้ใครได้เห็นง่ายนักจงใช้หน้ากากนี้บดบังความอ่อนโยนที่อาจหลงเหลืออยู่ในซอกหลืบของจิตใจเ้าและจงจำไว้... อย่าได้มีความเมตตาต่อผู้ที่ไร้ซึ่งสัจจะและความเป็คนเด็ดขาด”
ฟางหานรับหน้ากากมาสวมเข้ากับใบหน้าที่ขาวซีดใบหน้าหน้ากากนั้นเรียบเฉย เย็นเยียบ และไร้อารมณ์ดุจใบหน้าของศพที่ไร้ชีวิต
"ความเมตตาของข้า...มันตายไปพร้อมกับหยดน้ำตาที่เหือดแห้งั้แ่วินาทีแรกที่ข้าตกตายลงในหุบเขาแห่งนี้แล้วอาจารย์ข้าไม่มีสิ่งนั้นหลงเหลืออยู่อีกต่อไป"
ฟางหานก้มลงกราบแทบเท้าเฒ่าดับสูญเป็ครั้งสุดท้ายความผูกพันระหว่างอาจารย์และศิษย์สายมารนี้ช่างแปลกประหลาดและลึกซึ้งมันมิใช่ความรักความเมตตาเยี่ยงศิษย์อาจารย์ฝ่ายธรรมะทว่ามันคือความเข้าใจในหนี้เืและหนี้แค้นที่ทัดเทียมกันอย่างที่สุด
"อาจารย์... หากข้ามีชีวิตรอดข้าจะกลับมาปรนนิบัติท่าน"
“ไม่ต้องกลับมา!”
ชายชราตวาดเสียงดังทว่าแฝงด้วยความเอื้อเอ็นดู
“ไปทำให้โลกที่จอมปลอมนี้รับรู้ว่า...นรกไม่ได้มีไว้เพียงขังคนตายที่พ่ายแพ้ ทว่ามีไว้เพื่อสร้าง 'คน' ที่จะไปทำลาย์ที่โสมมและโฉดเขลาให้พินาศ!”
ร่างของฟางหานพุ่งทะยานขึ้นสู่ยอดผาชันที่สูงเสียดฟ้าท่วงท่าการเคลื่อนไหวของเขาแ่เบา รวดเร็วและไร้สำเนียงคล้ายกับค้างคาวปีศาจที่ทะยานผ่านม่านหมอกมรณะ
ทุกครั้งที่เท้าััหน้าผา ผิวศิลาจะเกิดรอยไหม้สีดำจาง ๆจากไอเย็นจัดของปราณหยิน ไม่นานนัก เขาก็กลับมายืนอยู่บนยอดบรรพตม่วงอีกครั้ง...ในจุดเดียวกับที่เขาเคยถูกซัดตกลงไปพร้อมกับคราบน้ำตาและรอยยิ้มเยาะของคนตระกูลฉู่
ลมหนาวแห่งเดือนสิบสองยังคงพัดผ่านยอดเขาจื่อซานไม่ต่างจากเมื่อสามปีที่แล้วทว่าฟางหานที่ยืนอยู่ที่นี่ในยามนี้กลับแผ่รังสีอำมหิตที่รุนแรงจนหิมะสีขาวรอบตัวกลายเป็สีดำสนิทและระเหยกลายเป็ไอไปในทันทีประหนึ่งไม่อาจทนรับไอแค้นของเขาได้
เขามองลงไปยังวิหารม่วงที่ตั้งตระหง่านอย่างโอ่อ่าและเย่อหยิ่งแสงไฟในสำนักยังคงสว่างไสวสะท้อนถึงความมั่งคั่งและความสุขสบายที่คนพวกนั้นได้รับบนกองเืและความทุกข์ยากของผู้อื่น
"ฉู่เทียน... ข้ากลับมาแล้ว"
ฟางหานพึมพำผ่านหน้ากากศิลาที่ไร้อารมณ์น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและเย็นเยียบดั่งลมพัดลอดช่องศิลาจากปรโลก
"บทเพลงสุดท้ายที่เ้าจะได้ยินก่อนจะขาดใจ...คือเสียงกรีดร้องของดวงิญญาในสำนักบรรพตม่วงที่เ้าภาคภูมิใจนักหนาแห่งนี้!"
ฟางหานก้าวเดินเข้าหาประตูใหญ่ของสำนักอย่างแช่มช้าทว่ามั่นคงทิ้งรอยเท้าที่เป็น้ำแข็งสีม่วงดำไว้บนพื้นหิมะขาวสะอาดดั่งตราประทับแห่งความตาย
มหากาพย์แห่งการล้างแค้นระลอกแรกกำลังจะเริ่มต้นขึ้นและค่ำคืนนี้... บรรพตม่วงที่เคยเป็สรวง์ของเหล่าจอมปลอมจะถูกย้อมด้วยสีแดงฉานแห่งโลหิตที่ไม่มีวันล้างออก
***************************************
สงวนลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ (และฉบับเพิ่มเติม)
ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ ดัดแปลงหรือเผยแพร่เนื้อหาส่วนใดส่วนหนึ่งของนิยายเื่ "กระบี่คืนิญญา"โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็ลายลักษณ์อักษรจากเ้าของลิขสิทธิ์หากฝ่าฝืนจะดำเนินคดีตามกฎหมายสูงสุด
ลิขสิทธิ์เป็ของ : พิมภัสสร