ตอนที่ 3
“....เ้าเด็กทารกนี่..”เ้าของเสียงแหบแห้งก้มลงมอง ทารกน้อยในมือตัวเอง
โอ้!...ผมไม่เคยใกล้ชิดกับเหล่าเด็ก ๆ เลยสักครั้ง โดยเฉพาะกับเด็กทารก...เ้าเด็กนี่ มีลักษณะที่ดี แม้จะยังเป็ทารก แต่ก็มีดวงตาที่ฉายแววความฉลาดออกมาสมแล้ว...สมแล้ว
ซึ่งพอสังเกตจนพอใจแล้ว สายตาใต้ผ้าคลุมก็เหลียวมองเ้าสมุด ข้างตัวทันที
“เหอะ!..”
สายตาจดจ้องไปยัง สมุดปกหนังสีน้ำตาล ที่ลอยอยู่ข้างตัว...เ้าสมุดเอง ก็เหมือนจะจับสังเกตได้ว่า มีคนมองมันอยู่ มันจึงส่งเสียงหึ่ง ๆออกมา ก่อนจะลอยเข้ามาอยู่ในมือขวาของผู้ที่มองมัน
ทว่าร่างสีเทาเองดูเหมือนจะไม่ได้สนใจสมุดที่ลอยเข้ามาในมือเลยสักนิด
ดวงตาอันสว่างไสวในยามค่ำคืนนั้นจดจ้องไปที่ร่างของผู้หญิงผมแดงที่ตอนนี้กำลังมองมาทางตนเองอย่างหวาดผวารวมไปถึงความรู้สึกหลาย ๆ อย่าง ที่พรั่งพรูออกมาจากแววตาของนางแต่นั้นก็เป็เพียงแค่เศษเสี้ยวที่ได้แสดงออกมาเท่านั้น
‘เธอคนนี้...แม่ของเด็กสินะ’
ผมคิดในใจพลางเหลือบมองสลับกับเด็กทารกในมือความเหมือนที่คล้ายกันถึง 7 ส่วน ถึงแม้จะยังเป็แค่ ซาลาเปาตัวน้อย ๆ อยู่ก็ตามอีกอย่าง สายใย บางอย่างก็ดูเหมือนจะเชื่อมโยงกับหญิงสาวผมแดง
เมื่อคิดไปสักพักความสึกของการถูกบางอย่างดึงเข้าที่เสื้อ ทำให้ร่างกายที่คนภายนอกมองว่า น่ากลัวและ สยดสยองนั้น หันลงมามองเด็กทารกในมือ ด้วยกลิ่นอายที่ชั่วร้าย(สายตาคนอื่น)
“แอ้แอ้ แอ้” มือเล็ก ๆ ของเด็กทารกกำลังดึงเสื้อของคนที่ถือตัวเองอยู่
เมื่อเห็นการกระทำของทารกผู้ยังไม่ประสีประสามันทำให้ลมหายใจ เข้า-ออก ของผู้คนโดยรอบติดขัด ราวกับกังวลว่า ทารก ในมือของตัวตนอันน่าสะพรึง จะทำบางอย่างที่ เกรงว่า จะทำให้ตัวตนดังกล่าวเกิดความไม่พอใจ
แต่นั่นก็ใช้ไม่ได้กับกรณีของหญิงสาวผมแดง เมื่อได้ยินเสียงของลูกตนที่ยังมีชีวิตอยู่ และดูเหมือนว่าจะไม่มีอาการาเ็ใด ตัวของผู้เป็แม่ กลับรู้สึกโล่งอกแทน
“เ้านี่...รับไปสิ เด็กน้อย” ผมกล่าวออกไป ก่อนจะโยนทารกในมือราวกับจานร่อนก่อนจะไปตกอยู่ทางหน้าของหญิงสาว
ผมเหลือบมองหญิงสาวที่ดูจะ...ตื่นตัวเป็พิเศษหลังจากที่ผมร่อน ทารกในมือไปทางเธอแม้จะดูอันตรายกับทารกที่ไม่ถึงขวบ ทว่าผมเองก็ได้ใช้เวทย์ลมอ่อน ๆพยุงทารกไว้แล้ว แถมยังร่อนได้โค้ง และลงอย่างสวยงามอีกต่างหาก
มันทำให้คิดไปถึงตอนเล่นอะไรสักอย่างเลยแหะ.. แต่จำไม่ได้แล้วสิ นี่มันผ่านมานานขนาดไหนแล้วกันนะความทรงจำหลาย ๆ อย่างตอนชีวิตก่อน มันดูเลือนราง แถมยังปะติดปะต่อแทบจะไม่ได้
“...้าตัวทารกงั้นรึ..”
เหล่าบุคคลนั้นในหน้ากากสัตว์หลากชนิดซึ่งขาอ่อนลงไปกองกับพื้นได้แต่ตัวสั่น พลางพยักหน้า
“ขอรับท่าน” ตัวของผู้นำ ซึ่งสวมใส่หน้ากากสิงโต ได้รวบรวมกำลังในการสนมนากับความสะพรึงตรงหน้า เพราะคาดว่าตนเองคงจะเป็เพียงคนเดียวในกลุ่มที่สามารถรบรวมสติได้
‘กองกำลังลับสังกัดภายใต้ธงของราชวงศ์ครึ่งสัตว์ ถ้าเกิดมีใครมาเห็นสภาพตอนนี้ คงจะไม่เชื่อสายตาตัวเองแน่ ๆ’ ตัวของผู้นำแอบบอกลับ ๆ กับตัวเอง
“...อืม”เสียงแหบแห้ง ตอบกลับอย่างเฉยเมย ก่อนที่เ้าของเสียงจะไม่ได้สังเกตเลยว่ารอยแตกของมิติด้านหลัง จะค่อย ๆ หุบตัวลง ..ก่อนจะหายไป ราวกับควัน
“อย่างนั้นก็ตามใจพวกเ้าเถิด..”ราวกับสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง เสียงแหบแห้งก็ดังออกมาจากปากราวกับไม่ใส่ใจเหตุการณ์ทั้งหมด
สิ้นเสียงพูดพลังเวทย์ธรรมชาติมหาศาลก็ประทุขึ้น ตรงหน้าหญิงสาวที่กำลังดูแล ทารกน้อยในมือหลังจากที่ได้รับมาจาก ความเสื่อมทรามสูงสุด ก่อนหน้านั้น
แน่นอนว่านี่คือพลังเวทย์ก่อนหน้าของหญิงสาวที่ได้ร่ายเอาไว้ เพราะเหตุไม่คาดฝันจากการปรากฎตัวของตัวตนดังกล่าว มันทำให้พลังที่หญิงสาวร่ายออกมารวมไปถึงกับสละพลังทั้งหมดในร่างนั้น ถูกทำให้อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย
กลับกันหลังสิ้นเสียงพุดของบุคคลนั้นพลังอันมหาศาลจึงราวกับได้รับคำอนุญาต จึงได้ก่อตัวขึ้นมาใหม่กลายเป็รูปร่างของวงแหวนขนาดใหญ่หลายวง
“นี่มัน? เตรียมพร้อม รับมือ!”
เสียงะโดังลั่น ปลุกสติลูกทีมขึ้นมาทันที ซึ่งบางคนเองก็ยังคงคุกเข่าอยู่กับพื้นอย่างไร้สติ
ทีนทีที่สิ้นประโยควงแหวนเวทย์ทั้งหมด เปล่งแสงสีขาวบริสุทธิ์ตรงข้ามกับการทำลายล้างที่กำลังจะเกิดขึ้น
ตู้ม!!!
พลังมหาศาลถูกปลดปล่อยออกมา กวาดพื้นที่ รวมไปถึงเป้าหมายที่โดนล็อคไว้ั้แ่ต้นพื้นดินสั่นไหว จากแรงปะทะ เศษซากต่าง ๆ พลันปลิวว่อน กลับกัน ร่างบางในชุดคลุมเทากับยืนอย่างสงบ มองฉากตรงหน้า ด้วยดวงตาสีทองอันงดงาม
เสียงหึ่ง ๆของพลังเวทย์มหาศาลราวกับััได้ว่า เป้าหมายทั้งหมด ที่ถูกล็อคไว้จับได้ว่ายังมีบางส่วนเล็ดลอดออกไปจากพลังทำลายล้างของมัน มันจึงสลายกลายเป็ลำแสงทะลวงอากาศตรงไปยังเหล่า เป้าหมายที่หลบหนี
ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม!
สิ้นเสียงะเิ ความเงียบก็กลับมาสู่ป่า ที่กำลังลุกไหม้ พื้นดินเองก็ถูกะเิจนภูมิประเทศเปลี่ยนไปหลายส่วน ตัวของหญิงสาวพอเห็นเช่นนี้ก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างโล่งอก สักพัก ก็มองไปยังร่างที่ยืนอยู่ไปไม่ไกล
ตัวเธอพลางได้แต่ ถอนหายใจอย่างกังวลเพราะ ปัญหาก่อนหน้าได้รับการแก้ไขไปแล้ว เหลือเพียง ปัญหาใหม่ เท่านั้น ถึงอย่างนั้นตัวเธอในตอนนี้ก็ไร้พลังต่อกรไปแล้วไม่สิ.. ถึงต่อให้มีก็คงทำอะไรไม่ได้อยู่ดี
เพียงแค่สังเกตเห็นว่า ณตอนนี้ตัวตนอันเป็นิทาน และ ตำนาน ซึ่งถูกเล่าขานมานานดูเหมือนจะไม่ได้ใส่ใจกับอะไรก็ตามที่เกิดขึ้น ยืนนิ่งไม่ไหวติงราวกับูเาที่ไม่แยแสสิ่งใดในโลก แต่.. ดู ๆ ไปแล้วไม่ใช่ว่า ยืนเหม่อ อยู่หรอกเหรอ
‘คิดอะไรของเราอยู่กันเนี่ยอลิซ เรานี่มัน..’
หญิงสาว หรือ อลิซที่กำลังอุ้มทารกในมือ อยู่นั้นพลันส่ายหน้า พร้อมกับกล่าวโทษความคิดไร้สาระที่ทำให้คิดบางอย่างที่ดูเหมือนจะเป็การดูิ่ ตัวตนที่เทียบได้กับพระเ้า !
ด้วยความโล่งใจ มันทำให้เ้าตัวผ่อนคลายความกดดันก่อนหน้าเล็กน้อยแต่เพียงไม่นานเสียงแหบแห้งก็ทำให้เ้าตัวกลับมามี สติอีกครั้ง
“อลิซเอาร์แตร์”
ชื่อ-สกุล ของหญิงสาวถูกเอ่ยออกมามันทำให้ตัวของหญิงสาว หรือ อลิซ ได้แต่มองไปยังร่างที่จ้องมองมาด้วยความหวาดหวั่น
“หลังจากนี้เ้าจะทำอะไรต่อ...”
เมื่อได้คำถาม อลิซ ก็นิ่งไปสักพัก พลางคิดเหตุผลต่างๆ นา ๆ ก่อนจะรู้สึกตัวได้ว่า คนที่ถามนั้นไม่ใช่อะไรที่สามารถทำให้ ขุ่นเคืองได้
“ตัวของข้าพเจ้..”พูดไม่ทันจบ มือสีขาวก็ถูกยกขึ้นขัดคำตอบ ของตัวเธอ
“ไม่จำเป็ต้องใช้คำมากมายข้าไม่สนใจ...” อลิซได้ยินก็พยักหน้าให้อย่างลับ ๆพลางคิดไปถึงตำนานที่ถูกเล่ากันมา
ซึ่งตำนานทั้งหมดที่ว่าเหมือนจะไม่มีอะไรที่ใช้ได้ กับ คน ๆ นี้เลย เพียงแต่เหตุการณ์ที่เขาปรากฎตัวพอจะยืนยันได้ว่านี่คือ ความเสื่อมทรามสูงสุดตัวจริง แน่นอน
พื้นที่ที่ถูกฉีกขาดเผยให้เห็นความดำมืดนั่นรวมไปถึงสายฟ้าสีแดง อันเกิดจากความแปรปวนของเวลาและสถานที่มันสามารถบ่งชี้ได้เลย มันไม่ใช่การเดินทางกระชากมิติของพลังระดับสูง ในโลกนี้... มันเหนือ เหนือยิ่งไปกว่านั้น ราวกับว่ามันมาจา...
“อลิซเอาร์แตร์...”
“อ่ะ! ขอโทษค่ะท่าน พอดีข้า..เอ๊ะ?”
หญิงสาวที่รู้ตัวว่าตัวเองนั้นเหม่อลอยใช้ความคิดไปไกลแล้ว พลันขอโทษอย่างร้อนรนแทบจะเดี๋ยวนั่นทันที โดยระหว่างนั้นตัวของเธอที่อุ้มลูกอยู่ พลันถูกยกขึ้นลอยอยู่กลางอากาศ พลันลอยอยู่ข้าง ๆ ตัวของ ความเสื่อมทรามสูงสุดอีก!!
“ท่าน..ข้า..”
“ไม่จำเป็ที่ต้องพูดอีกต่อไปอลิซ เอาแตร์”
ผมพูดพลางโดยไม่ได้สนใจสายตาทั้งสองคู่ขอหญิงสาว กับ ทารกเลยแม้แต่น้อย
“ดูเหมือนว่า เป้าหมายของเ้าคือการเดินทางไปยังหมู่บ้านลับแลนั่นสินะ”
“ท่านรู้ได้ยังไ-”
พูดไม่ทันจบเ้าตัวพลันนึกขึ้นได้ว่าก่อนหน้านั้นเ้าตัวก็เคยโดนเรียกด้วยชื่อจริงมาแล้วโดยที่ยังไม่เคยบอกชื่อของตัวเองออกไปเลย...คิดได้ดังนั้นสติก็พลันคิดไปถึงตำนาน บางอย่างอีกแหล่งที่มา
มันเคยถูกจดบันทึกจากผู้คนต้องคำสาป ว่า ความเสื่อมทรามสูงสุดนั้น สามารถมองเห็นการกระทำทั้งหมดรวมไปถึงการยืนอยู่เหนือบนสุดบนสายธารแห่งกาลเวลา ...เพียงแต่ตำนานนี้มันเป็แค่เื่ที่ถูกเอามาใช้ เพื่อปลุกใจกองทัพ ของเหล่าผู้ต้องสาป... หรือจริง ๆ แล้วมันคือ เื่จริง!
อย่างไรก็แล้วแต่ ความฟุ้งซ่านทั้งหมดหายไปทันที เมื่อรู้สึกได้ว่า ตัวของเธอ พลันลงมาจากอากาศ มาหยุดอยู่ตรงหน้าทางเข้าหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งถึงแม้ เธอจะสูญเสียพลังเวทย์ไปทั้งหมดเธอก็ััได้ถึงบุคคลที่ทรงพลังมากมายในหมู่บ้านแห่งนั้น
และดูเหมือนว่า พวกเขาเองก็จะสังเกตเห็นเธอเข้าแล้วด้วย….
“อลิซ...เด็กคนนี้ เธอจะไหวแน่เหรอ”
ผมที่ยืนอยู่บนเนินที่ห่างไกลออกไปพูดขึ้นพร้อมกับคิดไปถึงตัวของหญิงสาวที่ดูเหมือนจะสติล่องลอยตลอดเวลา หรือว่า... พลังที่เธอใช้ก่อนหน้าจะทำให้เธอไม่ปกติ?
“ไม่ว่าจะยังไงก็แล้วแต่จะเหม่อ หรือ อะไรก็ตาม หลังจากนี้คือ จุดเริ่มต้น”
ร่างบางในชุดสีเทา เอ่ยกับตัวเองโดยที่ไม่รู้เลยว่าตัวเองนั้นกำลังเหม่อลอยอยู่ พร้อมกับตัวที่ค่อยไถลตกเนินไป ...โดยมองไกล ๆแล้วก็เหมือนกับมีคนกำลังเล่นสไลเดอร์ อยู่นั่นเอง
ตอนที่ 3 จุดเริ่มต้น