ตอนที่ 21
【ไร้สติปัญญา】
กงซุนจื่อเป็หนึ่งในผู้าุโแห่งสำนักหมื่นกระบี่ และเป็บุตรชายคนโตของผู้าุโกงซุนซึ่งจัดอยู่ในอันดับหนึ่งของผู้าุโทั้งสี่
กงซุนจื่อเองยังมีอายุไม่มากนัก ด้วยวัยเพียงแค่สามสิบกว่าปีเท่านั้น ก็ฝึกปรือจนได้อยู่ในขอบเขตสู่วิถีขั้นที่สาม ถือได้ว่าเป็ผู้ที่มีพร์ที่ไม่เลวเลยทีเดียว หากว่าไม่มีเฉินิเข้าร่วมกับสำนักหมื่นกระบี่ เขาก็คือผู้มีสิทธ์ที่จะได้ขึ้นเป็เ้าสำนักแห่งสำนักหมื่นกระบี่เป็คนต่อไปมากที่สุด
เฉินิพุ่งกายทะยานร่างออกไปแล้วโอบเข้าไปที่เอวของจ้าวชิงเหยา ก่อนนำตัวนางไปวางไว้ที่ด้านหน้าหลี่ฉางเกิง : “ช่วยข้าดูแลชิงเหยาให้ดี”
หลี่ฉางเกิงถึงแม้จะชอบถกเถียงกับเฉินิ แต่ว่าหากมองจากภาพรวมก็ยังถือว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์ที่ไม่เลวเลยทีเดียว
อีกฝ่ายพยักหน้าตอบรับในทันที: “วางใจเถอะข้าจะดูแลชิงเหยาเป็อย่างดี”
กงซุนจื่อที่ได้พยุงหลี่ชิงเอ๋อขึ้น นางก็ได้กล่าวว่า : “ท่านอาจารย์......”
กงซุนจื่อหันไปมองทางเฉินิด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยเพลิงโทสะ : “เ้าทราบหรือไม่ หากว่าไม่มีเ้า ข้าก็จะได้ขึ้นเป็เ้าสำนักคนต่อไป แต่เพราะการปรากฏตัวของเ้า จึงได้เปลี่ยนแปลงทุกอย่างไปโดยสิ้นเชิง!”
เฉินิหัวเราะออกมาแล้วกล่าว : “ที่แท้าาที่เสียมงกุฎไปแล้วก็เป็เช่นนี้ ในเมื่อเ้าไม่อาจเทียบกับข้าได้ด้วยเพราะพร์ เ้าก็ควรที่จะตั้งใจฝึกปรือถึงจะถูก!”
กงซุนจื่อกล่าวขึ้นด้วยโทสะ : “เ้าคิดว่ามีแต่เพียงเท่านี้อย่างงั้นหรือ? เ้าทราบหรือไม่ กระทั่งในยามราตรีที่หลี่ชิงเอ๋อหลับใหลอยู่บนเตียงของข้า นางยังเรียกเอ่ยนามของเ้าออกมา ! ”
แย่แล้ว !
มิใช่ได้เปิดเผยความลับของตนออกมาเองหรอกหรือ?
ความรักเกินเลยของอาจารย์กับศิษย์! กงซุนจื่อได้เปิดเผยความในใจออกมาโดยที่เขายังไม่ทันจะรู้ตัวเลยด้วยซ้ำ!
เฉินิกล่าวด่าทอออกมายกใหญ่ : “นี่ข้าจะไปทราบได้อย่างไรกันเล่า? ข้าเกิดมาหน้าตาดีก็โทษข้าได้ด้วยงั้นรึ ! ”
กงซุนจื่อหัวเราะออกมายกใหญ่แล้วกล่าว : “ทว่าสิ่งเหล่านี้ต่างก็ยังเป็เื่ที่ยังไม่ต้องรีบร้อนไป เฉินิ เ้าคิดว่าจวนผู้สำเร็จราชการของพวกเ้ากระทำการวุ่นวายตามอำเภอใจในแคว้นเหยียนแล้วหุบเขาพรางอากาศจะไม่ทราบอย่างงั้นหรือ? บัดนี้ขุนพลปีศาจวัวร้ายแห่งหุบเขาพรางอากาศได้นำทัพมารมายังสถานที่แห่งนี้แล้ว ผู้าุโอย่างพวกเ้าที่มัวแต่สนใจการประลองศิษย์เข้าสำนัก ข้าเกรงแต่ว่าตาแก่เ้าสำนักคงจะถูกขุนพลปีศาจวัวร้ายตนนั้นจับกินทิ้งไปแล้ว ! ”
“เฉินิ ถ้าหากตอนนี้เ้าคุกเข่าอ้อนวอนขอร้องต่อข้า ข้าก็พอจะให้ความรวบรัดแก่เ้าได้ มิเช่นนั้น หึหึหึ ข้าจะเคี่ยวกรำเ้าจนเ้าได้รับความเ็ปอย่างที่ไม่เคยพบพานมาก่อนในใต้หล้านี้ เ้าไม่ได้ตายดีอย่างแน่นอน!”
เฉินิกวาดสายตามองไปยังค่าดัชนีความเสี่ยงของกงซุนจื่อที่สูงถึง 130 ทว่ามันกลับเป็เพียงสวะผู้หนึ่งเท่านั้นเอง
“ติ่ง แจ้งเตือนภารกิจเนื้อเื่ คลี่คลายวิกฤติของสำนักหมื่นกระบี่ เมื่อสำเร็จภารกิจจะได้รับการประเมินเพื่อรับรางวัล รางวัลขั้นพื้นฐาน: ปราณรู้แจ้ง 500 แต้ม ค่าชื่อเสียง 50 หน่วย”
เฉินิกวาดตาหันไปมองกงซุนจื่อคราหนึ่ง ในวันนี้กงซุนจื่อจะต้องตายอย่างแน่นอน ก่อนอื่นต้องจัดการกับผู้สมรู้ร่วมคิดที่ทรยศหันไปสวามิภักดิ์ต่อหุบเขาพรางอากาศให้ได้เสียก่อน เฉินิแสร้งเป็แตกตื่นใ แล้วกล่าวว่า : “อะไรกัน หุบเขาพรางอากาศได้ล้อมพวกเราอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้แล้วงั้นรึ? ”
เมื่อเฉินิเดินไปถึงทางด้านของกงซุนจื่อ : “กงซุนจื่อ ไม่ ไม่ ไม่ ใต้เท้า กงซุน ข้ายังไม่อยากตาย พอจะมีหนทางใดที่ให้ข้ารอดผ่านไปได้หรือไม่?”
บัดนี้กงซุนจื่อบังเกิดความพึงพอใจเป็อย่างยิ่ง เฉินิเ้าเองก็มีวันที่ต้องมาอ้อนวอนข้า : “ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า ชิงเอ๋อ เ้าเห็นแล้วหรือยัง? เฉินิผู้นี้ก็เป็เพียงแค่สวะไร้ค่ากลัวตายเท่านั้น แท้จริงเ้ามีอะไร......”
พูดยังไม่ทันจบกงซุนจื่อก็ได้กุมมือเข้าไปที่ลำคอของตนเอง บนคอหอยได้มีรอยเือยู่สายหนึ่ง นั่นก็คือร่องรอยที่กระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ทิ้งเอาไว้ เขาหันไปมองยังเฉินิ : “เ้าเ้าเ้า เ้าไม่กลัวว่าหุบเขาพรางอากาศจะมาล้างแค้นหรอกหรือไง?”
เฉินิแทงกระบี่ราชันย์พิสุทธิ์เข้าภายในหน้าอกของกงซุนจื่อในทันที ทะลุผ่านหัวใจของเขา : “จะสนใจให้มากมายไปทำไมกัน ฆ่าเ้าให้ได้ก่อนที่เหลือค่อยว่ากันทีหลัง”
“ติ่ง สังหารผู้อยู่ในขอบเขตสู่วิถีขั้นที่สาม ได้รับรางวัลเป็ปราณรู้แจ้ง 30 แต้ม”
เฉินิรั้งกระบี่กลับมา พร้อมกับหันไปมองหลี่ชิงเอ๋อที่อยู่บนพื้น กล่าวอย่างเรียบเฉยว่า : “เด็กสาวผู้นี้เก็บไว้ให้ชิงเหยาจัดการ เมื่อได้สติค่อยฆ่าแล้วกัน ! ข้าขอไปดูที่หลังเขาก่อน พวกเ้าไปเตรียมการเปิดค่ายกลคุ้มกันหุบเขา! ”
กล่าวจบ เฉินิก็เหยียบกระบี่เหินบินออกไปจากสำนักหมื่นกระบี่ จนเข้ามาถึงยอดเขาที่เ้าสำนักหมื่นกระบี่พำนักอยู่ เฉินิเห็นชัดเจนว่า ที่เบื้องหน้า ได้มีมนุษย์ที่มีเศียรเป็วัวอยู่ตนหนึ่ง สวมเกราะไว้ทั้งร่าง ถือขวานั์อยู่ด้ามหนึ่ง กำลังยกร่างของเ้าสำนักหมื่นกระบี่ที่สลบไสลไม่ได้สติอยู่
คาดว่านี่คงจะเป็ขุนพลปีศาจวัวร้าย เฉินิมองไปทางขุนพลปีศาจวัวร้ายตนนั้น ที่มีค่าดัชนีความเสี่ยงสูงถึง 250 หน่วยนี่ไม่ควรที่เขาจะเข้าไปตอแยด้วยเลย อย่าเพิ่งได้รีบกล่าวถึงความต่างที่สูงกว่าถึง 70 หน่วย กระทั้งตนเองที่มีค่าดัชนีความเสี่ยงสูงกว่ากงซุนจื่อ 50 หน่วย ก็ยังสามารถจัดการกงซุนจื่อได้อย่างง่ายดาย
หากคิดท้าทายผู้ที่มีระดับเหนือกว่า ย่อมต้องรู้สิ่งที่เป็พื้นฐานให้ดี !
อีกทั้งทางด้านหลังของขุนพลปีศาจวัวร้าย ยังมีปีศาจชั้นสูงอีกหลายสิบตน แต่ละตนล้วนแต่เป็ผู้ฝึกตนขอบเขตสู่วิถี !
เมื่อเป็เช่นนี้ควรทำเช่นใดดี?
เฉินิดวงตาทอเป็ประกายในทันที เมื่อเห็นว่าบนร่างของขุนพลปีศาจวัวมีประกายวงแหวนอยู่หนึ่งวงที่มีนามว่า......
【ไร้สติปัญญา】
นั่นเป็คำนิยามทีสื่อถึงความอัปยศว่าเป็ผู้ที่มีสติปัญญาต่ำต้อย
ผลลัพธ์ : ภูมิคุ้มกัน【ประกายวงแหวนแห่งความด้อยปัญญา】 เขาแทบจะไม่มีความฉลาดเลยด้วยซ้ำ เหตุใดถึงได้มีความฉลาดที่ต่ำต้อยเยี่ยงนี้ นี้กลับยังเป็ปัญหาข้อหนึ่ง
บนโลกนี้มีประกายวงแหวนเช่นนี้ด้วยอย่างงั้นหรือ?
ดูไปแล้วอีกฝ่ายท่าจะถูกหลอกได้ง่ายทีเดียว เฉินิจึงได้จัดแจงให้เคล็ดอีกาเพลิงไปอยู่ด้านหน้าสุดของเต้ากง ตลอดทั่วทั้งร่างกายจึงถูกปกคลุมเอาไว้ด้วยกลิ่นอายปีศาจอย่างเข้มข้น
กระบี่ราชันย์พิสุทธิ์เองที่ถูกรั้งเอาไว้อยู่ทางด้านหลัง ก็ได้ถูกปรับเปลี่ยนไปใช้กลิ่นอายปีศาจผนึกรวมจนกลายเป็มารเมฆา
เฉินิพุ่งตัวไปยังเบื้องหน้าของขุนพลปีศาจวัวร้าย กล่าวออกมาด้วยความเกรี้ยวกราด : “พวกเ้ากล้ามากนะที่จะมาทำลายการใหญ่ของข้า ! ”
ขุนพลปีศาจวัวร้ายหันไปมองมารปีศาจในร่างมนุษย์ตนหนึ่งที่อยู่ยังเบื้องหน้าของตน พลันเกิดอาการแตกตื่นขึ้นในใจ ไม่หรอกมั่ง แท้จริงแล้วเป็าามารตนหนึ่งหรอกงั้นหรือ? มีแต่เพียงาามารเท่านั้นจึงจะสามารถจำแลงกายเป็มนุษย์ได้ ผู้นำของหุบเขาพรางอากาศ ก็ถือเป็หนึ่งในปีศาจชั้นสูงที่สามารถจำแลงกายได้
ต่อให้มิใช่าาปีศาจจำแลงกายมา ก็ต้องเป็ปีศาจชั้นสูงที่จำแลงกายมาอย่างแน่นอน เพราะว่าเผ่าปีศาจที่อยู่เบื้องหน้าสายตาเขาผู้นี้ได้อยู่ในรูปลักษณ์มนุษย์ แสดงว่าต้องผนึกรวมพลังสู่ประเภทวิถีได้แล้วแน่นอน
ขุนพลปีศาจวัวร้ายรู้สึกว่าพลังของอีกฝ่ายนั้นยังไม่อาจเทียบกับเขาได้ แต่ว่าก็ไม่กล้าที่จะเสี่ยงดูแคลนไป ผู้ใดจะไปทราบว่าอีกฝ่ายอาจจะเป็าาปีศาจที่ปกปิดพลังเอาไว้หรือไม่ อีกทั้งหากจะกล่าวว่าบุคคลเบื้องหน้าสายตามิใช่เผ่าปีศาจ พูดเป็เล่นอะไรกัน แล้วกลิ่นอายปีศาจที่รุนแรงเช่นนั้นเขายังจะััผิดพลาดไปได้หรือไรกัน ?
ขุนพลปีศาจวัวร้ายเอ่ยถาม : “พี่น้องท่านนี้ มาจากหุบเขาลูกไหนกัน?”
เฉินิกล่าว : “เื่นี้หากกล่าวไปช่างยืดยาวนัก เมื่อในสมัยก่อนที่ข้ายังเป็เพียงอีกาตัวหนึ่ง ได้มีอสรพิษั์ตนหนึ่งหมายมั่นที่จะกลืนกินข้า แต่ได้ใต้เท้าาาปีศาจแห่งหุบเขาพรางอากาศ สะบัดมือฆ่าอสรพิษั์ไปในพริบตา ทำให้ข้ารอดชีวิตมาได้ ข้าจึงได้มุ่งมั่นฝึกปรืออย่างหนัก เพื่อที่จะได้กลับไปทดแทนบุญคุณของใต้เท้าาาปีศาจ เดิมทีหลังจากที่สำเร็จเป็ปีศาจชั้นสูงแล้วจึงคิดที่จะมุ่งหน้าไปยังหุบเขาพรางอากาศ ดังนั้นจึงได้รีบเดินทางมาจนถึงแคว้นเหยียน แล้วข้าก็ได้พบว่าแคว้นเหยียนได้ลอบวางแผนร้าย เพื่อที่จะสลัดหลุดจากการควบคุมของใต้เท้าาาปีศาจ ข้าจึงคิดที่จะใช้ความสามารถในการจำแลงกายของตัวเอง แสร้งมาเป็ผู้สืบทอดจวนผู้สำเร็จราชการ หมายมั่นที่จะจัดการกับทั่วทั้งแคว้นเหยียนเพื่อถวายให้แก่ใต้เท้าาาปีศาจ เป็ของขวัญแรกพบ แต่พวกเ้ากลับ ทำร้ายแผนการใหญ่ของข้า พวกเ้าได้ไปล่วงเกินใต้เท้าาาปีศาจแห่งหุบเขาพรางอากาศเข้าแล้ว !”
ขุนพลปีศาจวัวร้ายกล่าว : “มิได้ล่วงเกิน มิได้ล่วงเกิน ช้าก่อน ที่แท้ท่านก็เป็พี่น้องปีศาจแห่งหุบเขาพรางอากาศ พวกเราเองก็เป็ปีศาจที่มาจากหุบเขาพรางอากาศเช่นเดียวกัน ! ”
เฉินิจงใจแสร้งอยู่ในอาการใ แล้วกล่าว : “กระไรนะ พวกเ้าเองก็เป็พี่น้องจากหุบเขาพรางอากาศ ! ”
ขุนพลปีศาจวัวร้ายเหินกายมายืนข้างกายเฉินิ พร้อมกับยื่นมือแตะเข้าไปที่หัวไหล่ของเฉินิ หัวเราะแล้วกล่าว : “ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า ที่แท้ก็เป็พี่น้องปีศาจแห่งหุบเขาพรางอากาศ ล้วนแต่เป็คนกันเอง เมื่อข้าได้พบพานกับพี่น้องย่อมถือได้ว่าพวกเรามีวาสนาต่อกัน ท่านนั้นมีรูปลักษณ์ภายนอกที่ไม่ธรรมดา หลังจากนี้ท่านต้องสำเร็จเป็ผู้ยิ่งใหญ่แน่นอน ใต้เท้าาาปีศาจของพวกเรามีอย่างที่ไหนจะ้าของขวัญแรกพบกัน หากว่าใต้เท้าาาปีศาจทราบว่ามีพี่น้องที่เปี่ยมด้วยพร์ที่น่าพึ่งพาได้เช่นนี้ ย่อมต้องดีใจอย่างลิงโลดเป็แน่ ได้พบพานพี่น้องพวกเดียวกัน ย่อมถือเป็เื่ดี ไปไปไป ไปร่ำสุรากัน ! ”
เฉินิหัวเราะแล้วกล่าว : “ข้าจะไปเตรียมอาหารสุรามาให้แก่พี่น้องทั้งหลายก็แล้วกัน ! ”
ขุนพลปีศาจวัวร้ายได้ะโโลดเต้นไปมาโดยที่มีเ้าสำนักเฒ่าอยู่ในมือ หัวเราะแล้วกล่าว : “ยังต้องมีอาหารสุราที่ไหนอีกกัน ที่นี่มิใช่ว่ามีมนุษย์อยู่แล้วหรอกรึ? ”
เฉินิยื่นมือรับเ้าสำนักเฒ่ามา เผยสีหน้ารังเกียจ : “คนผู้นี้ก็ช่างแก่ชรา ย่อมมีเนื้อหนังที่เหนียวจนเกินไป หาได้น่ากินไม่ มีหรือที่จะเหมาะกับฐานะอย่างพี่น้องพวกเราได้? ข้าจะไปจัดหาอาหารที่น่ากินให้แก่พี่น้องทั้งหลายเอง!” กล่าวจบ เฉินิก็ได้อุ้มเ้าสำนักเฒ่าจากไป
.
.
.
.