ตุ้บ.!
“เฮ้อ...กระเป๋าฉันเต็มหมดแล้วล่ะโนบลิน”เสียงบันเอ่ยขึ้นหลังจากที่พวกเด็ก ๆพากันเก็บผลึกเวทมนต์ใส่กระเป๋าให้ได้มากที่สุด
“ของฉันก็เหมือนกันนี่ขนาดฉันพยายามยัดเท่าที่จะยัดได้แล้วนะเนี่ย ยังเหลืออีกตั้งเกินครึ่งแน่ะเราจะทำยังไงกันดีล่ะโนบลิน” พอลถามขึ้นอย่างจนปัญญาเมื่อตอนนี้กระเป๋าหนังของเขาไม่เหลือที่ว่างให้ใส่อะไรไดอีกแม้ว่าเขาจะทิ้งสัมภาระและเสบียงอาหารไปแล้วบางส่วนเพื่อเพิ่มที่ว่างแล้วก็ตาม
“อืม...ตอนแรกฉันเองก็ไม่ได้กะว่าเราจะเจอผลึกเวทมากมายขนาดนี้แล้วยังมีชิ้นส่วนของสเนกอนที่มีค่าอีก ทั้งสองอย่างที่เราเจอมันมีค่ามากเกินกว่าที่จะทิ้งไปจริงๆ นั่นแหละนะ” โนบลินพึมพัมครุ่นคิด
“นั่นนะสิโนบลิน”เรซเสริมอย่างเห็นด้วย
“ร่างของสเนกอนมันมีราคามากพอตัวเลยนะแถมเป็สัตว์เวทตัวแรกที่พวกเราแทบจะต้องเอาชีวิตเข้าแลกฉันไม่อยากทิ้งมันไว้ให้เสียของ แต่ผลึกเวทพวกนี้ก็สำคัญมาก ๆสำหรับการใช้ในการฝึกเวทมนต์ของพวกเรา แล้วอย่างงี้นายจะทำยังไงดีล่ะ”เรซถามอย่างจนปัญญาด้วยอีกคน
“ถ้าเรารีบขนเท่าที่ขนได้กลับไปที่เมืองก่อนแล้วค่อยกลับมาขนส่วนที่เหลือจะดีไหม”พอลเสนอความคิดขึ้นมาอย่างมีความหวัง
“ไม่ได้หรอก”แอลพูดขัดขึ้นมากลางลำ “ถ้าเราจนผลึกเวทมนต์ไปก่อนเืและเนื้อของสเนกอนคงนี้แล้วขนเอาไปหมดก่อนที่พวกเราจะกลับมาก็ได้”แอลพูดในสิ่งที่คิดไว้ออกมา ซึ่งทุกคนก็เห็นด้วยอย่างช่วยไม่ได้
“แล้วอย่างงี้จะทำยังไงดีล่ะทั้งสองอย่างไม่มีอะไรที่พอจะทิ้งได้เลย” บันถามขึ้น
“ถ้าอย่างนั้นมันก็พอจะมีทางที่เราจะขนไปได้หมดทั้งสเนกอนและผลึกเวทมนต์”โนบลินพูดขึ้นขณะที่ใช้แขนซ้ายกอดอกและเอามือขวามาจับที่คางเป็เชิงครุ่นคิด
“ทำยังไงเหรอโนบลินหรือว่าเราไปตามคนมาช่วยขนกลับไปพร้อมกันเลย” เรซถาม
“เปล่าหรอกพวกเราห้าคนจะช่วยกันขนไปเอง แต่ว่าถ้าจะทำตามวิธีนี้เราอาจจะเสียเวลาไปอีกหนึ่งวันพวกนายจะว่ายังไง”
“แค่วันเดียวคงไม่เป็อะไรหรอกดีกว่าที่จะต้องมานั่งติดว่าจะทิ้งอะไรไว้ จะขนอะไรกลับ อย่างนั้นปวดหัวแย่ว่าแต่วิธีของนายคืออะไรบอกมาเลยถ้าฉันช่วยอะไรได้ฉันจะช่วยเต็มที่” พอลขันอาสา
“อย่างนั้นเราเอากระเป๋ากับผลึกเวทบางส่วนไปรวมไว้แถวๆ ซากสเนกอนกันก่อน อ้อ...ช่วยฉันเก็บพืชเวทมนต์นี้ไปด้วยสิเอาไปให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้เลยนะ” โนบลินบอกกับเพื่อน ๆ ตามนั้น
เมื่อเห็นว่ามีทางที่จะสามารถขนสิ่งมีค่าทั้งหมดกลับไปที่บ้านได้เด็ก ๆ ต่างก็คึกคักขึ้นมาเสียยกใหญ่ต่างคนต่างช่วยกันเก็บพืชเวทมนต์ทุกต้นที่เจอและลำเลียงกระเป๋าสำภาระกลับไปรวมกันที่จุดที่เจอสเนกอนก่อนหน้านี้
“เอาล่ะพวกนายช่วยฉันเอาหนังของสเนกอนออกมา แล้วช่วยกันตัดออกเป็เส้น ๆ นะแล้วก็ช่วยกันถักให้เป็เชือกยาวซักสิบเมตร เราจะต้องใช้เพื่อปีนกลับขึ้นไปทางช่องที่เราตกลงมาส่วนฉันจะทำอุปกรณ์ที่ใช้ขนของเอง” โนบลินสั่งการเพื่อน ๆ เหล่าเด็ก ๆต่างช่วยกันทำอย่างขะมักเขม้น
แต่ถึงอย่างนั้นการตัดหนังของสเนกอนก็ไม่ใช่เื่ง่ายดายนักเพราะถึงจะไม่ได้รับเวทมนต์มาเสริมความแข็งแกร่งจนฟันแทงไม่เข้าเหมือนตอนที่มันมีชีวิตอยู่แต่โดยธรรมชาติแล้ว หนังของสเนกอนก็เหนียวมากอยู่แล้ว ทำให้เด็ก ๆต้องกินยาน้ำเสริมกายาเพื่อเพิ่มพลังกายของตัวเองให้พอที่จะตัดหนังของงูั์ได้
ในขณะที่โนบลินนั้นขอให้พอลตัดหนังของสเนกอนออกมาเป็แผ่นใหญ่ห้าแผ่นและถือเดินออกไปด้านข้างเพื่อดำเนินการสร้างอุปกรณ์ที่เคยบอกทุกคนไว้อย่างเงียบๆ
ก้อนหินก้อนใหญ่ที่หน้าตัดเรียบคล้ายโต๊ะตัวหนึ่งถูกใช้แทนโต๊ะทำงานของโนบลินเขาวางหนังของสเนกอน ลงบนโต๊ะจากนั้นนำเืของมันขึ้นมาและใช้ไม้ปลายแหลมจุ่มลงไปจนเืสีแดงชโลมที่ปลายแหลมจนชุ่ม
โนบลินเริ่มลงมือวาดลวดลายวงแหวนเวทมนต์ลงบนหนังของสเนกอนชิ้นแรกอย่างช้าๆ ลายเส้นที่เกิดขึ้นแหลมเล็กแต่มั่นคงวงแหวนเวทมนต์ที่โนบลินกำลังสร้างในครั้งนี้นั้นมีขนาดที่ค่อนข้างเล็ก ๆแต่มีจำนวนมากและเชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อนจนยากที่จะจำแนกออกว่าเป็ลวดลายใดและสื่อถึงอะไร
ผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วโมงโนบลินจึงได้วางมือจากการลงลายเส้นวงแหวนเวทเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยของลวดลายรอยยิ้มน้อย ๆปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขาเมื่อเห็นว่าวงแหวนเวทที่สร้างขึ้นนั้นเรียบร้อยดีและถือว่าอยู่ในระดับที่เกือบสมบูรณ์แบบเลยทีเดียว
เมื่อหันไปมองเพื่อนๆ ที่กำลังขะมักเขม้นถักทอหนังงูสเนกอนให้เป็เส้นเชือกนั้นก็พบว่าตอนนี้เชือกหนังงูมีความยาวร่วมๆ สองเมตรแล้วดูจากจำนวนหนังที่เหลือแล้วน่าจะพอที่จะสร้างเชือกที่ยาวสิบเมตรได้พอดิบพอดี
โนบลินพักผ่อนเล็กน้อยหลังจากการวาดวงเวทและหยิบเอายาเม็ดฟื้นฟูขึ้นมากินเพื่อคลายความเมื่อยล้าและเรียกสมาธิให้กลับมาเมื่อหายเหนื่อยดีแล้วจึงเริ่มลงมืออีกครั้งกับหนังงูชิ้นที่สอง
ผ่านไปอีกเกือบสิบชั่วโมงที่โนบลินตั้งใจวาดวงเวทลงบนหนังงูนั้นเส้นสายสุดท้ายก็ถูกลากมากันก่อให้เกิดวงเวทที่สมบูรณ์แบบอันที่ห้า โนบลินทำการตรวจสอบอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าวงเวทนี้จะทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ
“เฮ้อ..”โนบลินถอนหายในออกมาอย่างเหนื่อยอ่อนแต่น้ำเสียงที่เปล่งออกมาสื่อความหมายว่าทุกอย่างเป็ไปอย่างเรียบร้อย
“เป็ยังไงบ้างโนบลินทุกอย่างเรียบร้อยดีไหม” เรซเอ่ยถามขึ้นมาอย่างรู้สึกเป็ห่วงในตัวเพื่อนที่คร่ำเคร่งลงวงเวทอยู่นาน
“อืมเรียบร้อยดีแล้วล่ะ เหลืออีกขึ้นตอนเดียวก็เรียบร้อยแล้วฉันอยากให้พวกนายช่วยอะไรหน่อยได้ไหม?” โนบลินหันไปถามเพื่อนๆ
“บอกมาเลยถ้าฉันช่วยได้ฉันช่วยเต็มที่อยู่แล้ว” พอลรีบขันอาสาคนอื่น ๆ ก็เช่นเดียวกัน
“อย่างนั้นพวกนายช่วยฉันบดหญ้าเวทมนต์พวกนี้และคั้นเอาน้ำมาให้ฉันที”
“โอ้ สบายมาก”บันบอกกับโนบลินพร้อมทั้งเดินเข้ามาหยิบเอาหญ้าเวทมนต์ไปเริ่มบดเป็คนแรก
ผ่านเวลาไปไม่นานของเหลวสีม่วงใสก็ปรากฏตรงหน้าโนบลินมันคือน้ำที่คั้นจากหญ้าเวทมนต์ทั้งหมดที่เก็บมา
“แล้วเราต้องทำยังไงต่อหรือโนบลิน”เรซเอ่ยถามอย่างสงสัย
“หรือจะให้พวกฉันกินน้ำนี่เพื่อเพิ่มพลังเวทมนต์อย่างนั้นรึ”พอลถามพร้อมกับเอื้อมมือมาเพื่อจะคว้าเอาน้ำเวทมนต์ขึ้นไปดื่ม
“เดี๋ยว ๆ ๆ ๆ ไม่ใช่ๆ ๆ” โนบลินรีบะโห้ามอย่างใ และรีบยื่นมือไปคว้าเอาน้ำหญ้าเวทมนต์ขึ้นมา
“อ่าว ไม่ใช่เหรอ”พอลถามเขิน ๆ แล้วยกมือขึ้นมาเกาหัวแกรก ๆ
“นี่คือของเหลวที่คั้นจากหญ้าเวทมนต์มันก็คือเวทมนต์ธรรมชาติรูปแบบหนึ่งที่อยู่ในรูปของ ชีวเวท ซึ่งจริง ๆแล้วมันก็เหมาะที่จะให้ผู้ฝึกเวทขึ้นเริ่มต้นดื่มจริง ๆ นั่นแหละ เพราะมันช่วยเพิ่มพลังเวทมนต์ชองผู้ที่ดื่มมันแถมยังดูดซึมได้ง่ายเพราะต้นหญ้าเวทมนต์ดูดเอาพลังเวทธรรมชาติและแปลงให้เป็พลังเวทในรูปแบบชีวเวทที่สามารถสะสมในร่างกายของสิ่งมีชีวิตได้ทำให้ร่างกายของคนที่ดื่มไม่ต้องเสียเวลาย่อยและแปลงพลังเวทมนต์อีกแต่ข้อจำกัดของมันคือพลังเวทที่ให้นั้นมันไม่ได้มากมายเท่าไหร่ทำให้ผู้ฝึกเวทระดับกลางขึ้นไปที่กินมันไม่ได้รับประโยชน์เท่าไหร่นัก”
“โห..นี่มันของดีเลยนี่นา”บันถึงกับอ้าปากตาค้างเมื่อได้ยินประสิทธิภาพของหญ้าเวทมนต์“แล้วถ้านายไม่ได้เอามากินนายจะเอามาทำอะไรกันล่ะ” บันถามอย่างไม่เข้าใจ
“เดี๋ยวฉันจะแสดงให้ดูตอนนี้แหละว่าแต่พวกนายพอจะมีเส้นหนังเหลือบ้างไหม”
“มีสิ..นี่ไงนาย้าใช้เยอะหรือเปล่า?” แอลถามขณะที่ยื่นเส้นหนังเส้นเล็กๆ ยาวประมาณหนึ่งเมตร ที่ตัดออกมาจากหนังของสเนกอนให้กับโนบลิน
“อืม..อย่างนั้นฉันขอแบบนี้ห้าอันนะ”หลังจากบอกจำนวนของเส้นหนังที่้าโนบลินจึงหันไปมองชิ้นหนังทั้งห้าที่วาดวงเวทไว้จากนั้นลงมือวาดวงเวทเพิ่มลงบนผิวของก้อนหินตัดที่ใช้แทนโต๊ะก่อนนั้น
โนบลินหยิบเอาถ้วยบรรจุของเหลวที่คั้นจากหญ้าเวทมนต์ไปบางบนวงเวทที่วาดไว้ก่อนจะตักของเหลวเวทมนต์หยดลงไปบนเส้นสายของวงเวทจนเกิดแสงสว่างขึ้นมาและของเหลวในถ้วยนั้นก็ค่อยๆ หมุนวนช้า ๆ
ผลึกเวทมนต์ก้อนหนึ่งถูกหย่อนลงไปในถ้วยไม่นานผลึกเวทมนต์นั้นก็ค่อย ๆ ละลายช้า ๆ จนหมดและโนบลินก็ใส่ผลึกเวทมนต์ลงไปอีกก้อน
เมื่อผลึกเวทละลายจนหมดโนบลินใช้แก้วใบเล็กตักเอาของเหลวในถ้วยและราดลงไปบนวงแหวนเวทที่เขียนบนผืนหนังทั้งห้าชิ้นช้าๆ
แสงสว่างเรืองส่องออกมาจากลวดลายเวทมนต์อาบทาไปทั่วทั้งโพรงถ้ำจนเด็ก ๆต้องเบือนหน้าหนีเพราะความเจิดจ้าที่เกินกว่าจะปล่อยให้ดวงตารับภาระหนักเกินไปจนเมื่อแสงนั้นวูบดับลง รอยยิ้มของโนบลินก็ปรากฎขึ้น เขาหยิบผืนหนังขึ้นมาและใช้เส้นหนังร้อยเข้าไปที่ขอบหนังจนกลายเป็ถุงหนังขนาดกำลังดีใบหนึ่ง
“เอาล่ะ สำเร็จแล้ว”โนบลินพูดขึ้นหลังจากดูดเส้นหนังให้รัดปากถุงหนังเพื่อทดสอบการใช้งาน“เท่านี้ก็เก็บของกลับไปได้หมดแล้วล่ะ”
“อะ..เอ่อ โนบลินไอถุงหนังใบแค่นี้มันจะใส่อะไรได้แค่ไหนกัน” บันถามขึ้นมาอย่างงง ๆไม่ต่างอะไรกับเด็กคนอื่น
“อืม อย่างนั้นดูนี่”
โนบลินบอกพร้อมยื่นถุงหนังที่เพิ่งทำเสร็จไปให้พอลถือไว้จากนั้นยกกระเป๋าสะพายที่อัดแน่นไปด้วยชิ้นส่วนของสเนกอนและผลึกเวทมนต์อยู่จนเต็มขึ้นมาขนาดของมันนั้นใหญ่กว่าถุงหนังที่พอลถือมากกว่าสิบเท่าจากนั้นก็เททุกอย่างลงไปในถุงหนังใบน้อย
“เฮ้ย”พอละโออกมาเพราะทุกอย่างที่เคยอยู่ในกระเป๋าสะพายเริ่มหล่นออกมาข้างนอก
“เฮ้ย”คราวนี้เป็เสียงของบันและคนอื่น ๆ ะโขึ้นพร้อมกันอย่างใ
ข้าวของที่ร่วงหล่นจากกระเป๋าสะพายใบใหญ่ที่ควรจะหล่นไปกองบนพื้นกลับหายวับไปอย่างไม่น่าเชื่อ...