หลังจากที่เซี่ยหยาง และซูเหวินจื่อซื้อของล้ำค่าจนเป็ที่พอใจแล้ว ทั้งสองก็เดินกลับมายังรถม้าที่จอดรออยู่ด้วยใบหน้าที่เปี่ยมสุข ทว่า...ขณะที่เสี่ยวชุ่ยและบ่าวของซูเหวินจื่อกำลังจะช่วยกันยกบันไดเทียบรถม้านั้นเอง เสียงอันเย่อหยิ่งและแฝงแววดูแคลนก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“นั่นใช่คุณชายใหญ่สกุลเซี่ยหรือไม่? ที่ลือกันว่าอ่อนแอจนถึงขั้นคิดสั้นโดดน้ำน่ะ”
ซูเหวินจื่อหันขวับไปทันทีด้วยสีหน้าไม่พอใจ ในขณะที่เสิ่นอี้เพียงแค่หรี่ตามองไปยังต้นเสียงช้าๆ
บุรุษหนุ่มในอาภรณ์หรูหราสีน้ำเงินเข้มยืนกอดอกอยู่ตรงนั้น ใบหน้าหล่อเหลาแต่แววตากลับแข็งกร้าวและฉายแววริษยาอย่างชัดเจน ด้านหลังของเขามีผู้ติดตามอีกสองสามคนยืนคุมเชิงอยู่ นี่คือ “หลี่เจี๋ย” บุตรชายของรองเ้ากรมกลาโหม ผู้ซึ่งหลงใหลในตัวคุณหนูฉินเหมยอิงมานานแล้ว และรู้สึกชิงชังเซี่ยหยางที่เป็ “ก้างขวางคอ” ชิ้นใหญ่อยู่เสมอ
หลี่เจี๋ยเดินเข้ามาใกล้ สองตาจับจ้องไปยังใบหน้างดงามของเซี่ยหยางด้วยแววตาประเมินค่าระคนเหยียดหยัน ก่อนจะแค่นยิ้มที่มุมปาก “ที่แท้ก็งดงามปานสตรีเช่นนี้นี่เอง... ข้าก็นึกว่าเทพธิดาจาก์ชั้นไหนเสียอีก มิน่าเล่า...ถึงได้ไม่เจียมตน คิดอาจเอื้อมหมายปองหงส์ฟ้าอย่างคุณหนูเหมยอิง”
คำพูดนั้นเสียดแทง และจงใจดูิ่อย่างถึงที่สุด!
ซูเหวินจื่อหน้าเปลี่ยนสีทันที เขาเป็คนเืร้อนและรักสหายเป็ที่สุด จึงก้าวออกมาข้างหน้าหมายจะตอบโต้ “หลี่เจี๋ย! วาจาของเ้าช่างต่ำทรามยิ่งนัก! กล้าดีอย่างไรมาดูิ่สหายของข้า!”
ทว่า...มือเรียวขาวของเซี่ยหยางกลับยื่นออกมาขวางแขนของเขาไว้เบาๆ
เสิ่นอี้สบตากับหลี่เจี๋ยตรงๆ ใบหน้าของนางยังคงเรียบเฉย แววตาสงบนิ่งดุจผืนน้ำในสระบัว แต่กลับมีความเยือกเย็นบางอย่างที่ทำให้ผู้ถูกจ้องรู้สึกหนาวเยือกไปถึงสันหลัง
นางยิ้มมุมปากเล็กน้อย...รอยยิ้มที่งดงามแต่กลับทำให้หลี่เจี๋ยรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าอย่างแรง
“เื่ของข้ากับคู่หมั้น...” น้ำเสียงของเซี่ยหยางราบเรียบแต่ก้องกังวาน “...ดูท่าจะทำให้คุณชายหลี่ร้อนอกร้อนใจยิ่งกว่าตัวข้าผู้เป็คู่หมั้นเสียอีกนะขอรับ”
หลี่เจี๋ยชะงักไป คำพูดนั้นเหน็บแนมว่าเขาเป็เพียง “คนนอก” ที่ไม่มีสิทธิ์มายุ่งเกี่ยว
เสิ่นอี้กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเย็นลงเล็กน้อย ท่วงท่างดงามสง่าไม่สั่นคลอน “ข้าได้ยินมาว่าคุณชายหลี่เป็ผู้มีความสามารถ เหตุใดจึงไม่นำความสามารถนั้นไปแสดงให้ท่านเ้ากรมฉินได้ประจักษ์เล่า... เผื่อท่านอาจจะมีโอกาสขึ้นมาบ้าง”
นางหยุดไปชั่วครู่ ก่อนจะปรายตามองหลี่เจี๋ยั้แ่ศีรษะจรดเท้า แล้วกล่าวประโยคสุดท้ายที่บาดลึกที่สุด
“...หาใช่มาพาลหาเื่คนป่วยข้างถนนเช่นนี้ไม่ มันดู...ไม่สมเกียรติชายชาตรีเท่าใดนัก”
ราวกับถูกน้ำเย็นจัดสาดใส่หน้า! หลี่เจี๋ยหน้าเขียวสลับแดงด้วยเพลิงโทสะและความอับอาย เขาถูกตอกกลับอย่างสุภาพแต่เจ็บแสบจนพูดไม่ออก ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่เริ่มมามุงดู เขาที่ตั้งใจจะมาหาเื่ กลับกลายเป็ฝ่ายที่ดูต่ำต้อยและไร้เหตุผลไปในทันที
“เ้า..! เ้า..! ปากดีนักนะเซี่ยหยาง! เื่นี้ข้าไม่ปล่อยเ้าไว้แน่!” หลี่เจี๋ยชี้หน้าคาดโทษ ก่อนจะสะบัดหน้าแล้วเดินกระทืบเท้าจากไปอย่างหัวเสีย
เมื่อสถานการณ์คลี่คลายลง ซูเหวินจื่อหันมามองสหายรักด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความทึ่งและประหลาดใจอย่างยิ่ง “เสี่ยวหยาง...เมื่อครู่นี้...เ้าสุดยอดไปเลย! ข้าไม่เคยเห็นเ้าเป็เช่นนี้มาก่อน!”
เสิ่นอี้เพียงยิ้มบางๆ แล้วหันไปขึ้นรถม้า “เื่ไร้สาระ อย่าเก็บมาใส่ใจเลย”
ทว่าในใจของนางนั้น...ได้บันทึกชื่อของ “หลี่เจี๋ย” ไว้ในบัญชีศัตรูเรียบร้อยแล้ว คลื่นลมระลอกใหม่...ได้เริ่มก่อตัวขึ้นแล้วจริงๆ
ซูเหวินจื่อถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ราวกับเพิ่งผ่านศึกามาก็ไม่ปาน เขายังคงรู้สึกเดือดดาลกับการกระทำอันไร้เกียรติของหลี่เจี๋ยอยู่ไม่หาย แต่เมื่อหันกลับมามองสหายรักข้างกาย เขากลับพบเพียงความสงบนิ่งอันน่าประหลาดใจ เซี่ยหยางนั่งสง่าอยู่ตรงนั้น ท่วงท่างดงามไม่สั่นคลอน ราวกับว่าพายุวาจาเมื่อครู่เป็เพียงสายลมบางเบาที่พัดผ่านไปเท่านั้น
“เฮ้อ...อย่าไปใส่ใจกับคนพาลเช่นนั้นเลย” ซูเหวินจื่อตบบ่าของเซี่ยหยางเบาๆ น้ำเสียงของเขาอ่อนลงเจือด้วยความห่วงใยอย่างแท้จริง “เ้าพวกสกุลหลี่ก็เป็เช่นนี้ ชอบหาเื่ระรานผู้อื่นไปทั่ว อย่าให้เื่ไร้สาระมาทำลายวันดีๆ ของเราเลย”
เซี่ยหยางเพียงผงกศีรษะรับเบาๆ ไม่ได้เอ่ยวาจาใดตอบโต้ ท่วงท่าสง่างามนั้นยังคงเส้นคงวาไม่เปลี่ยนแปลง ราวกับไม่มีสิ่งใดสามารถทำให้จิตใจของเขาขุ่นมัวได้
ภายในรถม้าอันกว้างขวางตกแต่งด้วยเบาะผ้าไหมเนื้อดี บรรยากาศกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง มีเพียงเสียงล้อบดถนนหินและเสียงม้าร้องเบาๆ ที่ดังลอดเข้ามาเป็ระยะ ซูเหวินจื่อยังคงนั่งขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ ในขณะที่เสิ่นอี้ในร่างของเซี่ยหยาง กลับเลือกที่จะหันไปมองทิวทัศน์นอกหน้าต่างที่เคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ดวงตาหวานฉ่ำคู่นั้นทอดมองออกไปไกลอย่างไร้จุดหมาย แสงแดดยามสายสาดส่องกระทบใบหน้านวลผ่อง ก่อเกิดเป็ประกายเรื่อเรืองดุจหยกชั้นเลิศ ทว่าภายในใจของนางนั้นไม่ได้ว่างเปล่าดั่งภาพที่เห็น สมองของนางกำลังทำงานอย่างหนักหน่วง วางแผนและคำนวณความเป็ไปได้ต่างๆ นานา
‘หลี่เจี๋ยเป็เพียงตัวหมากนอกกระดานที่น่ารำคาญเท่านั้น...’ เสิ่นอี้ครุ่นคิดในใจ ‘ศัตรูที่แท้จริงในตอนนี้ คือทัศนคติของสกุลฉินต่างหาก ของขวัญเป็เพียงใบเบิกทางที่ซื้อมาด้วยเงินทอง แต่การจะพลิกสถานการณ์และทำให้พวกเขายอมรับในตัวเรา หรืออย่างน้อยที่สุด...คือการทำให้พวกเขายำเกรงจนไม่กล้าทำอะไรผลีผลามได้นั้น ต้องอาศัยวาจาและไหวพริบที่เหนือกว่า’
นางนึกถึงข้อมูลที่ได้จากพี่หญิงใหญ่...เ้ากรมฉินชื่นชอบของเก่าแก่สูงค่า ฮูหยินฉินโปรดปรานของหอมหายากจากต่างแดน สิ่งเหล่านี้ล้วนบ่งบอกถึงรสนิยมและความทะเยอทะยานในฐานะทางสังคม การจะเข้าหาคนประเภทนี้ ไม่สามารถใช้เพียงความอ่อนน้อมอย่างเดียวได้...แต่ต้องแสดงให้เห็นถึง “คุณค่า” บางอย่างที่พวกเขามิอาจมองข้าม
ขณะที่เสิ่นอี้กำลังจมอยู่ในภวังค์แห่งความคิด ซูเหวินจื่อที่เฝ้ามองสหายอยู่ตลอดเวลาก็รู้สึกร้อนใจขึ้นมา เขามองเห็นใบหน้าด้านข้างของเซี่ยหยางที่ดูนิ่งขรึมและแววตาที่เหม่อลอย เขาจึงตีความไปว่าสหายรักคงกำลังเก็บเื่ของหลี่เจี๋ยมาใส่ใจจนกลัดกลุ้มเป็แน่
“เสี่ยวหยาง...” ซูเหวินจื่อเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเห็นใจ “เ้าอย่าได้กังวลใจไปเลยนะ เื่ของหลี่เจี๋ยผู้นั้น...ข้ารู้ดีว่ามันเป็คนเช่นไร”
เขาขยับกายเข้ามาใกล้เล็กน้อย สีหน้าจริงจังขึ้น “เ้าต้องอยู่ห่างๆ เขาเอาไว้ หลี่เจี๋ยเป็บุตรชายคนเดียวของรองเ้ากรมกลาโหม นิสัยเอาแต่ใจและโอหังมาั้แ่เด็ก หากมีเื่ไม่พอใจก็จะใช้กำลังเข้าว่า เป็อันธพาลอันดับต้นๆ ในหมู่คุณชายในเมืองหลวงเลยทีเดียว ที่สำคัญ...เขาหลงใหลคุณหนูฉินเหมยอิงอย่างเปิดเผยมานานแล้ว การที่เ้าเป็คู่หมั้นของนาง ย่อมทำให้เขามองเ้าเป็ศัตรูหมายเลขหนึ่ง หากเกิดอะไรขึ้น...”
ซูเหวินจื่อกำลังจะเอ่ยปลอบใจต่อไป ทว่าเซี่ยหยางกลับหันหน้ากลับมาจากหน้าต่างช้าๆ เขายกมือขึ้นเล็กน้อยเป็สัญญาณให้สหายหยุดพูด
ดวงตาคู่โศกที่เคยเหม่อลอย บัดนี้กลับกระจ่างใสและมีความมุ่งมั่นฉายชัดอยู่ภายใน
“ข้าไม่ได้หนักใจเื่ของหลี่เจี๋ย..!!”
น้ำเสียงนั้นราบเรียบแต่หนักแน่น ทำให้ซูเหวินจื่อชะงักงันไปในทันที
เซี่ยหยางสบตาสหายรักตรงๆ รอยยิ้มบางเบาอย่างผู้มีชัยปรากฏขึ้นที่มุมปาก
“คนพาลข้างถนนเช่นนั้น ไม่คู่ควรให้ข้าต้องเก็บมาใส่ใจแม้แต่น้อย” เขากล่าวอย่างเฉยเมย ก่อนจะเผยถึงสิ่งที่อยู่ในใจออกมา “ที่ข้านิ่งเงียบไป...ก็เพราะกำลังคิดว่า ควรทำเช่นไรจึงจะสร้างความประทับใจให้แก่คนสกุลฉินได้มากที่สุด ในวันที่ข้าต้องไปขอขมาพวกเขา ต่างหาก”
สิ้นคำพูดนั้น...ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงกลางใจของซูเหวินจื่อ..!
เขาเบิกตากว้าง อ้าปากค้างเล็กน้อย มองสหายตรงหน้าราวกับเพิ่งเคยพบกันเป็ครั้งแรก ที่แท้...ที่สหายของเขานิ่งเงียบไป ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัวหรือกังวล แต่กำลังวางแผนรับมือกับปัญหาที่ใหญ่กว่าอยู่เบื้องหน้า!
ความเข้าใจระลอกใหม่ซัดสาดเข้ามาในความคิดของเขา ภาพของคุณชายเซี่ยหยางผู้อ่อนแอ เปราะบาง และขี้ขลาดในอดีต ค่อยๆ เลือนจางหายไป ถูกแทนที่ด้วยภาพของบุรุษหนุ่มผู้สุขุม เยือกเย็น และมีความคิดลุ่มลึกอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน
“อ้ออออ....”
ซูเหวินจื่อเปล่งเสียงออกมาอย่างยาวนาน เป็เสียงแห่งความตกตะลึงที่แปรเปลี่ยนเป็ความทึ่งและชื่นชมในที่สุด เขายืดตัวตรง เอนหลังพิงกับเบาะนุ่ม ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ ส่ายหน้าให้กับความกังวลที่ผิดที่ผิดเวลาของตนเอง
บัดนี้ เขาเข้าใจแล้ว...สหายของเขา...ได้เติบโตและเปลี่ยนแปลงไปแล้วจริงๆ เขาไม่ใช่คนที่้าการปกป้องอีกต่อไป แต่เป็ผู้ที่พร้อมจะเผชิญหน้ากับพายุด้วยตนเอง
บรรยากาศภายในรถม้าพลันเปลี่ยนไป ความกังวลใจได้มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความรู้สึกยินดี และสุขสมในมิตรภาพที่ดูเหมือนจะแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นกว่าเดิม ซูเหวินจื่อมองสหายด้วยแววตาเป็ประกายที่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่น เขาไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาอีก แต่ในใจนั้นรู้ดีว่า...การเดินทางไปจวนสกุลฉินในครั้งนี้ จะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน และเขา...ก็พร้อมที่จะยืนเคียงข้างสหายรักคนนี้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม