“บักนายมึงเคยได้ยินเื่ของศาสตราวุธเทพบ่”
พรานสิงห์ได้ยินเช่นนั้นสายตาของเขาพลันมีประกายความอยากรู้เพราะเขาเองก็เคยได้ยินเื่นี้มาเหมือนกันแต่เขาคิดว่ามันเป็เพียงตำนานเื่เล่าในนิยายเท่านั้น ไม่คิดว่าจะได้ยินออกมาจากปากของผู้เป็ตาของเขาเอง ด้วยความตื่นเต้นพรานสิงห์จึงรีบถามต่อ
“มันมีอีหลีบ่อีพ่อข่อยขึดว่ามันเป็เพียงตำนานเื่เล่าในศาสนาพุทธเฮาเท่านั่นเอง”
ตาจันยิ้มหัวเราะในลำคอแล้วกล่าวต่อ
“พ่อสิเล่าให้มึงฟัง สิ่งที่มึงเห็นอยู่พี่มันกะคือของที่สืบทอดต่อกันมาั้แ่ทวดของทวดของต้นตระกูลเฮามาแต่โดนแล้ว ทวดของมึงเป็คนให้พ่อดูแลเก็บรักษาไว้ มันกะคือ “นัยนาวุธ”ศาสตราวุธเทพพลาญิญญา หรือกะคือ ดวงตาพยายมหนึ่งในห้าศาสตราวุธเทพที่มีอนุภาพร้ายแรง”
พรานสิงห์ดวงตาเบิกโพรงนั่งฟังอย่างใจจดจ่อ เพราะเคยได้ยินแต่ตำนานที่เล่าขานเท่านั้น บรรยากาศรอบนอกเย็นะเืแสงสายฟ้าผ่าเป็สายราวกับกู่ร้องต้อนรับศาสตราเทพตาจันสูดหายใจเข้าและปล่อยออกพร้อมกับกล่าวต่อ
“ศาสนาพุทธเฮามีความเชื่อเื่ "โลกธาตุ" อยู่ โลกธาตุถืกแบ่งเป็ภพภูมิต่างๆ มีสามภพภูมิ และภพภูมิเ่าั้กะสิมีสิ่งมีชีวิตมีเผ่าต่างๆมากมาย ส่วนศาสตราวุธเทพทั้งห้ากะมี วชิราวุธของพระอินทร์ คทาวุธกะคือกระบองของท้าวเวสสุวรรณ นัยนาวุธของพระยายมราช ทุสสาวุธผ้าโผกหัวของั์อาฬวกะ จักรเพชรของพระนารายณ์”
พรานสิงห์ได้ฟังถึงกับขนลุกชูชันมือไม้สั่นแล้วกล่าวถามกับผู้เป็ตาต่อ
“ตระกูลของเฮาจังได๋จังได้มีศาสตราวุธเทพได้ละอีพ่อ”
ตาจันหัวเราะในลำคอฮึๆ แล้วจึงเล่าต่อ
“ต้นตระกูลของเฮาได้ผ่อกั๊บดวงตาพยายมในถ้ำๆหนึ่งบนเทือกเขาสันกาลาคีรีท่านได้หลงเข้าไปในเทือกเขาตอนที่บวชเป็พระ ออกธุดงค์ตามป่าตามเขาและได้ฝึกฌาณสมาธิบำเพ็ญศีลฝึกคาถาอาคม มนต์ตราต่างๆ จนวิชาแก่กล้า มีอยู่คืนหนึ่งท่านได้ทำสมาธิและได้เห็นถึงพลังบางอย่างที่อยู่ในถ้ำท่านจึงเขาไปแล้วกะผ่อกั๊บดวงแก้วสีแดงที่มีพลังศักสิทธิ์ แต่ว่ากะมีภูตผีิญญาที่มีฤทธิ์เดชหลายเฝ้าอยู่ท่านจึงได้กำหนดจิตและกล่าวออกไปว่าถ้ามีบุญวาสนาได้กะขอให้ได้มาอยู่นำกันแต่ถ้าบ่มีท่านกะสิออกไปจากถ้ำ และเหมือนว่าดวงแก้วได้ตอบรับและส่งพลังออกมาให้ภูตผีที่เฝ้าอยู่ได้เปิดทางและดวงแก้วกะลอยเข้ามาอยู่บนฝ่ามือของท่าน ท่านกะเลยฮู้ว่าดวงแก้วที่อยู่ในมือกะคือศาสตราวุธเทพแล้วกะได้เลือกท่านให้ดูแลเก็บรักษาและใช่ในทางที่ดีทันที่ที่อยู่ในมือ นิมิตเื่ราวต่างๆกะแสดงให้ท่านได้ฮู้”
พรานสิงห์ได้ฟังก็ยิ่งอยากรู้เื่ราวในนิมิตที่ทวดของเขาได้พบเจอดวงตาของเขาเป็ประกายแวววาวยังกับเด็กที่นั่งฟังนิทานจากญาติผู้ใหญ่แล้วพรานสิงห์จึงเอ่ยถามตาจันต่อ
“แล้วเื่ราวในนิมิตที่ทวดเห็นมันคืออิหยัง”
ตาจันยกขันน้ำมาดื่มแล้วเล่าต่อ
“ทวดของมึงเล่าว่าในนิมิต มันคือาระหว่างเทพเทวดากับพวกั์พวกอสูรโรมรันทำากันแย่งดินแดน์ชั้นดาวดึงส์กันมาโดนเติบ พวกั์พวกอสูรต่างยกทัพมาก่อกวนและเทพเทวากะสิยกทัพไปกำราบพวกั์พวกอสูรแต่ว่ากะบ่มีไผแพ้ไผชนะเป็อยู่จังซี่อยู่เรื่อยมาในศึกครั้งสุดท้ายต่างฝ่ายต่างใช้ศาสตราวุธเทพเข้าฟาดฟันด้วยพลังของศาสตราวุธเทพ ที่ปะทะกันจึงทำให้าเ็หลายโดยเฉพาะพวกั์และอสูรได้แตกดับไปหลาย ทางเทพเทวดากะาเ็บ่คอยพวกั์พวกอสูรจึงถอยทัพกลับไปแต่ว่าอาวุธเทพกะได้แตกกระเด็นหายไป บ่ฮู้ร่วงหล่นไปอยู่ภพภูมิหม่องได๋แต่ว่าทวดของเฮ่ากะได้พบและได้มาเื่ราวกะประมาณนี่แหละ”
สิ้นคำกล่าวของตาจันพรานสิงห์จึงเกิดความอัศจรรย์ใจเป็อย่างมากเพราะเื่ราวที่เขาได้รู้จากผู้เป็ตาของเขาจะเป็เื่จริงขึ้นมาได้ ทั้งที่เขาคิดว่ามันเป็เพียงแค่ตำนานเท่านั้นสายฝนด้านนอกยังคงตกอย่างหนัก อากาศด้านนอกเย็นะเืแต่ด้านในบ้านกลับมีอากาศที่อบอุ่นและเริ่มที่จะร้อนขึ้นเนื่องจากเป็อิทธิฤทธิ์ของศาสตราวุธเทพ พรานสิงห์จึงกล่าวถามต่อ
“อีพ่อแล้วศาสตราวุธเทพอันอื่นละอยู่หม่องได๋”
ได้ยินดังนั้นตาจันเอามือเกาหัวแกรกๆพร้อมกับถอนหายใจ เฮ้อ.. แล้วกล่าวต่อ
“พ่อกะบ่ฮู้คือกันแต่เคยได้ยินจากทวดว่ามีอีกสี่ตระกูลที่ได้ถืกเลือกเพื่อเก็บรักษาดูแลศาสตราวุธเทพไว้ทวดของมึงได้บอกอีกว่า ได้มีตระกลูที่ถือครองศาสตราวุธเทพตระกูลหนึ่งอยากสิมีพลังมีอำนาจได้ก่อกรรมทำชั่วตามฆ่าล้างอีกสามตระกูลเพื่อเอาเทพศาสตราวุธมาแต่ดีที่ว่าตระกูลของเฮาเป็ตระกูลบ่ใหญ่บ่ได้อยากอวดอยากมีเลยบ่เป็ที่สะดุดตาพวกมันพวกมันเลยบ่ฮู้ว่าตระกูลเฮามีศาสตราวุธเทพใน”
พรานสิงห์ได้ฟังดังนั้นจึงคิดในใจว่าอยากจะรู้จริงๆว่าตระกูลไหนที่อยากมีพลังอยากมีอำนาจถึงกับตามล่าหาศาสตราวุธเทพและก่อกรรมทำเข็ญขนาดนี้แต่ดีว่าตระกูลของเขาไม่ได้โดดเด่นอะไรจึงไม่ไปสะดุดตาพวกมัน ไม่เช่นนั้นตระกูลของเขาคงไม่เหลือใครและต้องตายกันหมดเป็แน่พรานสิงห์เหม่อมองไปยังนัยนาวุธที่มีออร่าสีแดงเรืองรองออกมาและมีความร้อนพร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งทุกอย่างพลันกำหนดจิตเพ่งสมาธิเข้าไปยังนัยนาวุธเทพศาสตราของพยายม ทันทีนั้นเองพรานสิงห์ได้เกิดนิมิตอักขระคาถาโบราณในดวงตาของเขาพร้อมกับเปลวไฟที่ร้อนแรงดั่งขุมนรกปะทุออกมาทำให้พรานสิงห์ถึงกับผงะออกจากการกำหนดจิตเม็ดเหงื่อผุดเต็มใบหน้าร่างกายสั่นเทาหน้าซีดเผือด
“นี่แค่จ้องมองเท่านั้นยังน่ากลัวขนาดนี้ถ้าโดนพลังของนัยนาวุธแผดเผาละก็ แม้แต่ิญญาก็คงไม่เหลือ”พรานสิงห์คิดในใจ
ตาจันจ้องมองสีหน้าอันซีดเผือดของหลานชายพลันหัวเราะฮึๆ ในลำคอ แล้วกล่าวออกมาว่า
“เป็จังได๋ละอิทธิฤทธ์ของศาสตราวุธเทพมันมีอนุภาพร้ายแรงพร้อมสิแผดเผาทุกอย่าง แต่ว่าสิต้องใช้กับคาถาอาคมของนัยนาวุธเท่านั่นถึงสิมีพลังสูงสุดภูตผีปีศาจ อสูรกะบ่เหลือถืกเผามอดไหม้เป็จุลแท้ๆ”
ตาจันกล่าวจบพร้อมกับเสียงหัวเราะฮึๆ ในลำคอแล้วเอื้อมมือไปหยิบคำภีร์ใบลานบนหิ้งพระพร้อมกับเปิดออกและยื่นส่งให้กับหลานชายหัวแก้วหัวแหวน พรานสิงห์แบมือรับคำภีร์ใบลานเก่าคร่ำครึพร้อมกับยกขึ้นจบที่หัวก่อนจะนำมาดูอักขระคาถาที่อยู่บนใบลานแล้วตาจันจึงเอ่ยขึ้นว่า
“นี่กะคือคาถาที่ใช้คู่กับเทพศาสตรานัยนาวุธมึงจงกำหนดจิตท่องจำให้ขึ้นใจเมื่อใช้รวมกันกั๊บนัยนาวุธ ภูตผีปีศาจคุณไสยต่างๆแม้แต่อสูรที่มีอิทธิฤทธิ์หลายกะบ่เหลือ”
พรานสิงห์พยักหน้ารับคำก่อนจะตั้งสมาธิกำหนดจิตพนมมือเพ่งกระแสจิตอ่านอักขระคาถาบนใบลาน
“ยะมะนัสสะนะยะนาวุธัง” “ยะมะนัสสะนะยะนาวุธัง”
ปากของพรานสิงห์ขมุบขมิบท่องคาถาไม่นานบรรยากาศในห้องที่ร้อนอยู่แล้วกลับ
ปะทุร้อนขึ้นมากกว่าเดิมเหงื่อกาฬบนใบหน้าอันหล่อเหลาคมคายของพรานหนุ่มผุดขึ้นไหลย้อยเต็มใบหน้าและร่างกายประกายแสงสีแดงอันร้อนแรงจากดวงแก้วนัยนาวุธส่องประกายออกมาพรานสิงห์รับรู้ถึงพลังงานความร้อนที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็จุล
ทันทีนั้นดวงแก้วนัยนาวุธได้ลอยขึ้นมาอยู่ตรงหน้าพรานหนุ่มพลังความร้อนที่แผ่ออกมาจากดวงแก้วสีแดงนัยนาวุธอันเป็จักษุของพระยายมนั้นได้แผ่บารมีออกมาพร้อมกับเกิดอักขระคาถาโบราณล้อมรอบดวงแก้วนัยนาวุธพรานหนุ่มรับรู้ถึงพลังบางสิ่งบางอย่างที่แผ่ออกมาและแรงกดดันจากอิทธิฤทธิ์ของนัยนาวุธทำให้วิชาอาคมในร่างกายของเขาถูกกดลงพร้อมศิโรราบแก่อิทธิฤทธิ์ของนัยนาวุธเทพศาสตราในหูของพรานหนุ่มพลันได้ยินเสียงเรียกแต่จับใจความไม่ได้
พรานหนุ่มลืมตาขึ้นมาพลันจักษุของเขาก็พบกับนัยนาวุธของพระยายมราชอย่างใกล้ชิดทันทีนั้นดวงแก้วนัยนาวุธได้ปะทุแสงสีแดงออกมาพร้อมกับอักขระคาถาโบราณที่ห้อมล้อมดวงแก้วอยู่พุ่งเข้าไปในดวงตาของพรานหนุ่มพร้อมกับดวงแก้วนัยนาวุธที่พุ่งเข้าไปเช่นกันพลันตาจันผู้เป็ตาต่างตื่นใเนื่องจากไม่เคยเห็นดวงแก้วนัยนาวุธเป็เช่นนี้
พรานหนุ่มล้มลงนอนดิ้นพรวดพราดเอามือกุมไว้ที่เบ้าตาครางด้วยเ็ปตาจันเมื่อเห็นหลานหัวแก้วหัวแหวนครางด้วยความเ็ปก็เข้าไปประคองร่างของพรานสิงห์พร้อมกับเร่งร่ายคาถากำกับศาสตราวุธเทพแต่ก็ไม่เป็ผล
“อีพ่อตาของข่อยคือสิถืกเผาไหม้แล้วอ้ากก..”
สีหน้าของพรานหนุ่มซีดเผือดร้องครางออกมาอย่างเ็ปตาจันได้ยินดังนั้นจึงกำหมัดขึ้นมาที่ปากแล้วเร่งร่ายคาถากำกับอีกครั้งเหงื่อกาฬผุดไหลย้อยออกจากหน้าของตาจันแล้วฝ่ามือของผู้เป็ตาก็ปะคบลงบนดวงตาของพรานหนุ่ม แต่อาการของเขากลับไม่ดีขึ้นเลยยังคงครางออกมาอย่างเ็ปตาจันมองดูหลานชายแต่ก็คิดหาวิธีที่จะช่วยหลานชายไม่ออกเพราะไม่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ทั้งที่เมื่อก่อนตอนที่ตนรับสืบทอดดวงแก้วนัยนาวุธมาก็ไม่ได้เป็แบบนี้
พรานสิงห์ดิ้นทุรนทุรายอยู่ครู่จึงแน่นิ่งไปตาจันเห็นดังนั้นจึงใเป็อย่างยิ่งคิดว่าหลานชายของเขาได้ตายไปแล้ว ตาจันได้เอามือจับชีพจรของพรานสิงห์ปรากฏว่าชีพจรยังปกติดีอยู่จึงเกิดความสงสัยละคนงงงวยกับสิ่งที่เกิดขึ้น
พรานสิงห์เมื่อสิ้นสติลงก็ได้เกิดนิมิตขึ้นมาในจิตของเขาเขามองไปรอบด้านมีแต่หมอกสีแดงล้อมรอบที่ๆเขาอยู่พลางคิดในใจว่า
“ที่นี่ที่ไหนหรือเราตายแล้ว”
พลันแค่อึดใจก็มีเสียงของผู้ชายดังกังวานก้องมายังหูของเขาเป็เสียงที่หนักแน่นทรงพลังเป็อย่างมากพรานสิงห์หันควับไปทางเสียงนั้นอย่างรวดเร็ว สายตาของเขาเพ่งมองไปยังหมอกสีแดง แล้วในวินาทีนั้นเกิดจุดแสงขึ้นส่องเข้าที่ตาของเขาทำให้เขาต้องยกมือป้องที่หน้าพลางค่อยๆแง้มมือออก เพ่งมองไปยังแสงนั้นทันทีนั้นปรากฏร่างเงาสีดำเลือนลางเดินออกมาจากแสงพรานสิงห์เมื่อคุ้นชินกับแสงสีขาวแล้วจึงเพ่งพิจารณาถึงร่างที่อยู่ตรงหน้าซึ่งมีลักษณะใบหน้าดุดันกายสีแดงทรงเครื่องอย่างกษัตริย์มือขวาถือบ่วงยมบาศก์มือซ้ายถือไม้เท้ายมทัณฑ์
เขารู้ได้ทันทีว่าร่างที่เขาเห็นนี้คือใครพรานหนุ่มคุกเขาลงพนมมือกราบ พลันเสียงวาจาอันดุดันทรงพลังจึงกล่าวขึ้น
“เ้าผู้ถูกเลือกเราคือผู้เป็เ้าของนัยนาวุธ เมื่อาก่อนศึกรบระหว่างเทพเทวาและอสุราทำให้ทั้งสามภพต้องสั่นะเืทั้งเทพเทวาและอสุราต่างแตกดับและศาสตราวุธเทพต่างร่วงหล่นลงบนภพภูมิมนุษย์ ตระกูลของเ้าถูกเราเป็ผู้เลือกด้วยศีลธรรมด้วยความดี เราจึงเลือกตะกูลของเ้าให้ดูแลและมอบพลังของนัยนาวุธเพื่อปราบสิ่งชั่วร้ายและทำความดีช่วยเหลือผู้อื่นแต่กาลในครั้งนี้ใหญ่หลวงนักเราจึงได้เลือกเ้าเพื่อทำกิจนี้เราจะมอบพลังแก่เ้าเพื่อกำจัดผู้คิดชั่วหวังเทพศาสตราอีกสี่ชิ้นและหวังจะยึดครองทั้งสามภพ”
พรานสิงห์เงยหน้าขึ้นทำหน้าสงสัยแล้วกล่าวถามต่อพระยายมราชว่า
“ข้าพเ้าขอถามคำถามพระองค์ได้หรือไม่พระเ้าข้า”
องค์พระยามยมราชก้มพระเศียรทอดพระเนตรมองพรานหนุ่มแล้วตรัสว่า
“ได้สิเ้าอยากรู้สิ่งใดรึ”
พรานสิงห์พนมมือยกขึ้นเหนือหัวแล้วกล่าวถามต่อ
“ข้าพเ้าอยากทราบว่าเหตุใดพระองค์ทรงไม่รับศาสตราวุธเทพกลับคืนและกำราบพวกก่อกรรมทำชั่วนั้นเสีย”
องค์พระยายมราชทอดพระเนตรไปที่พรานหนุ่มแล้วกล่าวตอบไปว่า
“อันตัวเรานั้นมีกิจที่ต้องสะสางอีกมากในนรกภูมิอีกทั้งในศึกาเราเจ็บสาหัสนัก ต้องบำเพ็ญฌานตบะเพื่อฟื้นคืนพลังตอนนี้พลังของเรากลับมาเพียงครึ่งเดียวเท่านั้นและการกิจในครั้งนี้เป็ชะตาของเ้า เราเองบอกกับเ้าได้เพียงเท่านี้”
สิ้นเสียงตรัสขององค์พระยายมราชพลางยกพระหัตถ์ขึ้นพร้อมกับชี้พระดรรชนีจรดไปที่หน้าผากของพรานหนุ่มพลันบังเกิดพลังความร้อนขึ้นกลางหน้าผาก เกิดเป็อักขระคาถาเรืองแสงสีแดงพร้อมกับไอความร้อนพรานสิงห์หน้าบิดเบี้ยวด้วยความเ็ปเม็ดเหงื่อผุดขึ้นเต็มหน้าเสียงครางรอดไรฟันออกมา “อ้ากกก..”
พรานสิงห์กัดฟันอดทนต่อความเ็ปเขารู้ดีว่าองค์พระยายมกำลังมอบพลังบางส่วนให้แก่เขาเพื่อไปทำภารกิจนี้ให้สำเร็จชั่วอึดใจต่อมาความเ็ปของพรานสิงห์ก็ได้บรรเทาลงและหายไปในที่สุด
พรานสิงห์ลืมตาขึ้นสะดุ้งลุกขึ้นนั่งสีหน้างุนงงพลางหันซ้ายหันขวามองไปรอบๆ แล้วคิดในใจว่า
“ที่นี่มันบ้านเรานี่หว่าเรากลับมาได้ยังไง”
พรานหนุ่มรู้สึกแสบร้อนที่ดวงตาขึ้นเล็กน้อยทันใดนั้นมีเสียงคนเดินเข้ามา เขาเพ่งมองออกไป ก็เป็ตาจันนั่นเองที่เดินเข้ามาเมื่อตาจันเดินเข้ามาเห็นหลานชายหัวแก้วหัวแหวนตื่นขึ้นมาก็เกิดอาการดีใจเป็อย่างมากรีบเดินจ้ำด้วยความเร็วพร้อมกับกล่าวถามว่า
“เป็จังได๋แน่เมื่อคืนพ่อคิดว่ามึงสิตายแล้ว”
ตาจันระล่ำระลักถามผู้เป็หลานพร้อมกับสีหน้าดีใจที่หลานชายของเขาฟื้นขึ้นมา
พรานสิงห์นิ่งคิดแล้วเอามือขยี้ที่ตาแล้วตอบกลับว่า
“บ่เป็หยังดอกอีพ่อข่อยสบายดีเมื่อคืนนี้เกิดอีหยังขึ้น ข่อยจำได้ว่าดวงแก้วนัยนาวุธพุ่งเข้ามาในตาของข่อยแล้วข่อยกะสลบไปต่อจากนั้นมันเกิดอีหยังขึ้นอีก”
พรานสิงห์ถามด้วยความสงสัยตาจันจึงตอบกลับหลานชายว่า
“หลังจากที่ดวงแก้วนัยนาวุธลอยเข้าไปที่ตาของมึงมึกกะสลบไป พ่อก็คิดว่ามึงสิตายแล้ว แต่อยู่ๆมึงกะชักกระตุกขึ้นแล้วกะลืมตาสีตาของมึงเป็สีแดงคล้ายกับดวงตาพยายมมีพลังความฮ้อนแผ่ออกมา เท่านั้นพ่อก็ฮู้ว่าพระองค์ท่านได้เลือกมึงให้ใช้ศาสตราวุธเทพ”
ตาจันสีหน้าปลามปลื้มเป็อย่างมากเพราะไม่เคยมีใครในตระกูลที่จะถูกเลือกและยอมรับจากองค์พระยายมราชโดยตรงแล้วพรานสิงห์จึงเล่าเื่ราวที่เขาได้พบเจอมาในนิมิตให้กับผู้เป็ตาฟังทั้งตาจันและพรานสิงห์ต่างอัศจรรย์ใจเป็อย่างมาก เขาเองมีความตั้งใจที่จะทำภารกิจนี้ให้สำเร็จแม้จะยากเย็นแสนเข็ญก็ตาม