ย้อนเวลาท่องยุทธภพ (meb e-book2เล่มจบ)

    บทที่ 12 สวรรค์ประทาน


    เสียงเอะอะโวยวายดังสนั่นไปทั่วบริเวรหอพัก ส่งผลให้ผู้ที่หลับใหลไม่ได้สติอย่างจ้าวหลิวลืมตาตื่นขึ้น เขาค่อยๆยันตัวลุกขึ้นมาจากเตียงไม้อย่างยากลำบาก เมื่อนั่งได้แล้วเขาก็เริ่มจัดแจงท่านั่งเพื่อคอยปรับลมปราณให้กลับมาปกติดังเดิมหลังจากที่วันนั้นเขาได้ใช้พลังปราณธาตุมากเกินไปจนเกินขีดจำกัด ทำให้ร่างกายไม่สามารถหมุนเวียนและซึมซับปราณธาตุได้ทันมันจึงทำให้ร่างกายของเขาเหนื่อยล้าเป็นอย่างมากบัดนี้เขาพักผ่อนมามากพอแล้ว คงต้องรีบเร่งซึมซับปราณธาตุเข้าสู่ร่างกายให้มากที่สุดเพื่อที่จะได้ทดแทนพลังปราณธาตุชุดเก่าที่เขาได้ใช้ไปกับการต่อสู้แสงสีทองค่อยๆปรากฏออกมาเป็นกลุ่มก้อนเล็กๆ แต่ละกลุ่มมีประกายสายฟ้าแวบไปแวบมา มันค่อยๆพากันหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายของจ้าวหลิวอย่างช้าๆ ฉับพลันร่างกายของเขาก็ค่อยๆรู้สึกอบอุ่นและผ่อนคลายขึ้นมาหลายส่วนในขณะเดียวกัน เมิ่งฉิงผู้เดินผ่านห้องของจ้าวหลิวก็ได้พบเข้ากับกลุ่มแสงประหลาดสามถึงสี่กลุ่มลอยวนเวียนคลอเคลียอยู่รอบๆตัวของจ้าวหลิว ใบหน้าของจ้าวหลิวเองก็แลดูเคลิบเคลิ้มมีความสุขเปี่ยมล้นกับกลุ่มแสงเหล่านั้น ภาพตรงหน้าจึงออกมาดูแปลกประหลาดสำหรับผู้ที่ไม่เคยฝึกบำเพ็ญตบะเช่นเขาเป็นอย่างยิ่ง...
    พี่น้องแซ่เฉินได้มารวมตัวปรึกษาหารือกัน เนื่องจากว่าน้องเล็กของพวกตนอาการเริ่มจะไม่สู้ดีแล้ว ลมหายใจของเฉินอู่เบาบางลงเสียจนเริ่มขาดห้วงในบางช่วง ร่างกายของนางเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือด อาการของนางทำให้พี่ๆต่างพากันใจหายแม้ว่าจะเชิญอาจารย์ปรุงยาระดับสูงให้มาช่วยรักษาอาการของนาง แต่ทว่าอาจารย์ทุกคนที่เข้ามาตรวจอาการให้กับเฉินอู่ต่างก็พากันส่ายหน้าและจากไปในที่สุดตั้งแต่ออกจากป่ามายามา อาการของนางก็ทรุดลงเรื่อยๆและไม่มีท่าทีว่าจะดีขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย นั่นจึงทำให้พี่ๆของเฉินอู่วิตกกังวลเป็นอย่างมาก“ดูนั่นสิพี่ใหญ่ นั่นใช่เลือดหรือไม่?”สายตาของเฉินเอ้อสังเกตเห็นของเหลวสีแดงไหลออกมาจากรูหูทั้งสองข้างของน้องเล็กเฉินอีเมื่อได้ยินเสียงทักถามของน้องรองก็รีบเพ่งมองไปยังใบหูของน้องเล็กทันที“เลือด! ไปตามอาจารย์ปรุงยามาเร็วเข้า!”“เจ้าค่ะ!”เฉินซานรีบวิ่งออกไปตามอาจารย์ปรุงยาให้เข้ามาตรวจสอบอาการของน้องเล็กอีกรอบ ผ่านไปไม่นานนัก ตรงบานประตูไม้ก็มีร่างของอาจารย์ปรุงยาปรากฏขึ้นสู่สายตาของพี่น้องแซ่เฉิน โดยครั้งนี้เจ้าสำนักได้ติดตามอาจารย์ปรุงยาเข้ามาด้วย “น่าแปลกนัก ครั้งก่อนที่ข้าเข้ามาตรวจอาการของนางกลับไม่พบสิ่งใดที่ผิดปกติ แต่ครานี้อาการของนางกลับทรุดลงอย่างรวดเร็วโดยหาสาเหตุไม่ได้ หากข้าไม่รู้ถึงสาเหตุการเจ็บป่วยของนาง ข้าก็มิอาจรักษาให้นางได้จริงๆ...”อาจารย์ปรุงยาพูดพลางยกมือหนาขึ้นบีบนวดขมับของตน “แล้วถ้าหากมิใช่เป็นการเจ็บป่วยแบบทั่วไปเล่า?”เจ้าสำนักที่ยืนมองร่างของเฉินอู่มาสักพักก็เริ่มรู้ถึงสาเหตุขึ้นมาบ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่แน่ใจกับอาการของนางอยู่ดี“ถึงแม้ว่าข้าจะเริ่มรู้สาเหตุอาการป่วยของนาง ทว่าข้ากลับไม่แน่ใจเท่าใดนัก แต่ข้ามีสหายอยู่คนหนึ่งที่สามารถบอกและรักษาอาการป่วยของนางได้”เจ้าสำนักพูดพลางกระแอมไอออกมาก่อนจะรีบถ่ายทอดคำสั่งให้ศิษย์พี่ใหญ่ของสำนักไปเชิญ‘คนผู้นั้น’ตามคำสั่งของเขาทันที
    เวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป‘คนผู้นั้น’ก็ได้เดินทางมาถึงยังหอพักของพี่น้องแซ่เฉิน เขายื่นมือของตนออกไปจับข้อมือเล็กบอบบางของเฉินอู่ นิ้วเรียวคลำหาจุดชีพจรด้วยความชำนาญ คิ้วของเขาขมวดเป็นปมเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆคลายออกอย่างช้าๆ“นางเหลือเวลาอีกไม่นานแล้ว พวกเจ้าทำใจเสียเถิด”เสียงนุ่มทุ้มเอ่ยออกมา สายตาเย็นชากวาดมองไปยังร่างของนางด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย“หมายความว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ?”หยดน้ำใสๆเริ่มก่อตัวขึ้นในดวงตาของเฉินอี ระหว่างที่นางเอื้อนเอ่ยถามเขาออกไปตัวของนางก็สั่นเทิ้มไปด้วยความหวาดกลัว
    บ้านและครอบครัวของนางก็เสียไปหมดแล้ว จะเหลือก็มีแต่น้องๆทั้งสี่ที่นางคอยเลี้ยงดูมา หากจะต้องเสียน้องคนสุดท้องที่พวกนางรักไป พวกนางจะอยู่กันได้อย่างไร? “สวรรค์ประทานพลังที่วิเศษมาให้นางก็จริง...หากแต่มันก็ต้องมีสิ่งที่แลกเปลี่ยนแก่สวรรค์เช่นกัน...”“สิ่งที่ต้อง...แลกเปลี่ยน?”“สิ่งนั้นคือการลดอายุขัย”ดวงตากลมโตของเฉินอีเบิกกว้างเล็กน้อย ก่อนที่จะค่อยๆปรับอารมณ์ให้กลับมาปกติดังเดิม“แล้วนางจะอยู่ได้นานแค่ไหนหรือเจ้าคะ?”เสียงที่สั่นเครือได้เอ่ยถามออกไป แม้ในใจไม่อยากที่จะรับฟังก็ตาม แต่ถ้าหากพวกนางเอาแต่วิ่งหนีความเป็นจริงอยู่เช่นนี้ก็คงไม่สามารถที่จะเผชิญหน้ากับทุกสิ่งได้ มีแต่ต้องก้มหน้ารับชะตาลิขิตที่สวรรค์ได้มอบให้เท่านั้น เขามองร่างของเฉินอู่อยู่ครู่หนึ่ง และจับชีพจรของนางอีกครั้ง“ไม่เกินสามเดือน เร็วที่สุดคืออีกสองอาทิตย์หลังจากนี้”เขาตอบเฉินอีออกไปและเตรียมตัวที่จะหันหลังกลับ แต่ทว่าร่างสูงโปร่งของเขากลับหยุดนิ่ง ก่อนที่จะค่อยๆหันหลังกลับมาทางเฉินอู่อีกครั้ง เขาหลับตาและพึมพำคาถาอะไรสักอย่าง ชั่วพริบตาแสงสีม่วงอ่อนก็โอบล้อมรอบกายของเฉินอู่เอาไว้ก่อนที่จะค่อยๆแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายของนาง“ข้าร่ายคาถาลดความเจ็บปวดให้แก่นางแล้ว หากอาการของนางทรุดหนักลงจะได้ไม่ต้องทรมานไปมากกว่านี้”เมื่อจบประโยค เขาจึงเดินออกไปจากห้องโดยไม่เหลียวมองพวกนางอีกเลย เจ้าสำนักที่ยืนมองเหตุการณ์อย่างเงียบๆต่างก็พลอยสงสารพี่น้องแซ่เฉินไปด้วย แต่ถึงแม้ว่าเขาจะสงสารมากเพียงใดก็มิอาจยื่นมือเข้าไปยุ่งได้ เพราะมันคือข้อแลกเปลี่ยนสำหรับผู้ครอบครองพลังวิเศษเอาไว้ หลังจากที่ออกมาจากป่ามายา ข้าก็เอาแต่เก็บตัวอยู่ภายในห้อง ขบคิดแต่เรื่องเดิมซ้ำไปซ้ำมา ฝัน...ข้ามั่นใจว่าข้าเคยฝันเช่นนั้นมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ข้าไม่เข้าใจว่าคำพูดของชายคนนั้นหมายความว่าอย่างไร? ยิ่งคิดยิ่งปวดหัวและอีกอย่างหนึ่งก็คือสมองเล็กๆของข้ามันพร้อมที่จะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อไหนจะใบหน้าที่คล้ายคลึงพี่ใหญ่และพี่รองนั่นอีก? แต่ข้าก็ยังตอบไม่ได้ว่าคือผู้ใด บางทีอาจจะเป็นคนหน้าคล้ายกันก็เป็นได้ ในตำราที่ข้าซื้อมาอ่านก็เคยกล่าวเอาไว้ว่า ผู้ที่บำเพ็ญเพียรเป็นเซียนขั้นจูเฉิน[1]ขึ้นไปจะสามารถเปลี่ยนแปลงใบหน้าของตนได้ เสียงเท้าคู่หนึ่งกระทบกับพื้นไม้ของที่พักลูกศิษย์หน้าใหม่ที่ผ่านการทดสอบ ผมสีน้ำหมึกถูกรวบต่ำแบบหลวมๆดูสุภาพ อาภรณ์สีฟ้าอ่อนปลิวไสวไปมาจนเกิดเป็นภาพงดงาม ทว่าทุกย่างก้าวของเส้นทางที่เขาเดินไปจะมีบรรยากาศเย็นเยียบเข้ากระดูกแผ่ออกมาโดยไม่ขาดสาย ใบหน้าเย็นชาของเขาดูไม่ทุกข์ไม่ร้อนกับทุกสิ่งอย่างรอบกายเลยแม้แต่น้อย เขาเดินมุ่งหน้าไปยังสัตว์เทพของเขาร่างของมันค่อนข้างสูงใหญ่ สีของมันเป็นสีฟ้าครามทั้งตัว เมื่อสายตาของมันพบเข้ากับร่างของผู้เป็นนายของตน มันจึงสยายปีกของมันออกมาก่อนที่จะค่อยๆโน้มตัวให้ผู้เป็นนายขึ้นมาบนหลังของมัน ชายหนุ่มเดินขึ้นไปบนหลังของนกฟ้าตามปกติอย่างที่เคยทำ ชั่วขณะนั้นเขาก็สัมผัสได้ถึงไอพลังบางอย่างขึ้นมา เมื่อพยายามจับกระแสของไอพลังเหล่านั้นก็พบเข้ากับทิศทางที่มาของมัน เมื่อเขาหันไปตามทิศทางที่ไอพลังปริศนาแผ่ออกมาก็พบว่ามันมาจากหอพักที่เขาเพิ่งเดินจากมา
    ระหว่างที่ข้ากำลังคิดถึงฝันที่แปลกประหลาดของตนอยู่ ฉับพลันความรู้สึกหนาวเหน็บเข้ากระดูกที่ข้าคุ้นเคยเป็นอย่างดีก็ได้มาเยือน ชั่วขณะนั้นราวกับว่าข้าได้ตกอยู่ในห้วงแห่งความฝัน ทิวทัศน์รอบตัวเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว มันแปรเปลี่ยนจากห้องพักเป็นความมืดมิดที่ไร้ที่สิ้นสุดแทนข้ายืนอึ้งทำอะไรไม่ถูกไปเสียนาน เนื่องด้วยความมืดที่ปกคลุมนั้นบดบังการมองเห็นเส้นทาง นั่นจึงทำให้ข้าเลือกที่จะหยุดยืนอยู่ที่เดิม ทว่ากลับมีผีเสื้อสีขาวตัวหนึ่งปรากฏขึ้นสู่สายตาของข้าและบินออกไปยังทิศทางหนึ่งข้าเลือกที่จะเดินตามผีเสื้อตัวนั้นออกไปทันที เพราะข้ารู้สึกว่ามันอาจจะพาข้าไปยังทางออกก็เป็นได้?แต่เมื่อเดินตามมาได้สักพักหนึ่งผีเสื้อตัวนั้นก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งให้ข้ายืนอยู่เพียงลำพัง...นี่เจ้าพาข้ามาปล่อยไว้ที่ใดกันแน่? ในระหว่างที่ข้ากำลังร้องคร่ำครวญอยู่ในใจ ความมืดมิดก็ค่อยๆสลายหายไปจนกลายเป็นทิวทัศน์ของด้านหน้าหอพักของพวกข้า ด้านหน้าของข้ามีนกยักษ์สีฟ้าและชายคนหนึ่งปรากฏอยู่ ชายคนนั้นจ้องมองข้าด้วยสีหน้าตกตะลึงเล็กน้อย ริมฝีปากที่หยักได้รูปของเขาขยับไปมาราวกับมีอะไรบางอย่างที่จะพูดคุยกับข้า แต่ทว่ากลับมีบุคคลที่สามเข้ามาขัดจังหวะเขาเอาไว้เสียก่อน“นั่นมัน...?”เสียงที่คุ้นเคยดังแว่วลอยมาตามสายลม“พี่สาม!” เสียงเรียกของเด็กหนุ่มตัวน้อยดังสนั่นไปทั่วบริเวณ เป็นเมิ่งฉิงนั่นเอง เมิ่งฉิงกระโดดไปมาด้วยความดีใจก่อนที่จะวิ่งพุ่งเข้าหาพี่สามของตนโดยเร็วภาพเหตุการณ์ตรงหน้าทำเอาข้าสับสนวุ่นวายไปเสียหมด ความคิดในหัวของข้าตีกันเองจนยุ่งเหยิง เมื่อข้าลองเพ่งมองใบหน้าของชายผู้นั้นให้ดีก็สังเกตว่า มีเค้าโครงหลายส่วนที่คล้ายคลึงกับพี่ใหญ่และพี่รอง...นี่มันเรื่องอะไรกัน? “พี่สาม?”


    [1] จูเฉิน คือ ลำดับขั้นการบำเพ็ญตบะขั้นสูงมรสุมแห่งงานและการบ้านได้เริ่มถาโถมไรท์แล้วค่ะ ฮรือออออ ขอบคุณที่ติดตามนิยายเรื่องนี้นะคะ อ่านให้สนุกค่าาา เข้าไปกดไลค์เพจของไรท์ด้วยนะคะ จะได้จัดหากิจกรรมดีๆมาให้เล่นกัน //ชูมินิฮาร์ทerror loadedhttps://www.facebook.com/Novel-Eiizus-468564370345245/