“ตามไปอยู่ด้วย?”
“ตามไปอยู่ด้วย?”
เสียงแรกคือเสียงใของสวีหว่านหนิงเสียงที่สองคือเสียงของแม่หลินที่เพิ่งก้าวเข้ามาในห้องครัว
หลินอันพยักหน้า“ใช่ จากยศของฉันในตอนนี้ ฉันจะได้รับการจัดสรรห้องพักเดี่ยวแม้ขนาดไม่ได้ใหญ่มาก แต่ครอบครัวเราน่าจะพักร่วมกันได้ที่กองทัพมีศูนย์ดูแลเด็กและโรงเรียนประถมศึกษาลูกสองคนเข้าเรียนได้อย่างไร้เงื่อนไข เธอ...จะลองคิดดูไหม”
สวีหว่านหนิงรู้สึกหวั่นไหวในชั่วพริบตา
แต่หลังลังเลแค่ไม่กี่วินาทีเธอก็ปฏิเสธ
“ขาของแม่เดินเหินไม่สะดวกหลินเฉวียนก็แต่งงานไปอยู่ไกล ฉันคงทิ้งแม่ไว้ที่หมู่บ้านคนเดียวไม่ได้ อีกอย่างฉันรับปากหัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่แล้วว่า วันมะรืนจะเป็ตัวแทนของหมู่บ้านต้าเจียงทำอาหารเลี้ยงต้อนรับเ้าหน้าที่ระดับสูงจากปักกิ่งถ้าฉันผิดคำพูด ฝ่ายคณะใหญ่คงหาคนที่เหมาะสมไม่ได้”
แน่นอนว่าที่สำคัญที่สุดคือเธอจะต้องรักษาระยะห่างกับหลินอัน
ผู้ชายคนนี้ไม่ว่าจะด้วยเื่หน้าตาหรือชาติกำเนิดล้วนไม่โดดเด่นแต่กลับมีเสน่ห์ที่ยากจะใช้คำพูดมาอธิบายได้สวีหว่านหนิงกลัวว่าหากใช้ชีวิตร่วมกับเขาไปนานๆ ตนจะรู้สึกหวั่นไหว
เธอไม่ใช่ไม่กล้าแย่งเขามาจากนางเอกแต่ปัญหาคือนางเอกเปรียบเสมือนลูกสาวของผู้เขียนนิยายตัวร้ายที่ทะลุมิติเข้ามาในหนังสืออย่างเธอ จะแย่งพระเอกไปจากนางเอกได้จริงหรือ?
หากความรักล้มเหลวสุดท้ายเธอก็คงต้องเยียวยาหัวใจที่บอบช้ำด้วยตัวเองน่ะสิ เพราะฉะนั้นเธอจะต้องรักษาจุดยืนเริ่มแรกของตัวเองให้มั่น และอยู่ให้ห่างจากความผิดพลาด
“ฉันคิดน้อยเกินไป” หลินอันพูดอย่างรู้สึกผิด “แม่ครับเดิมทีสองวันนี้ผมควรพาแม่เข้าเมืองมณฑลไปรักษาอาการที่ขาแต่ผมจำเป็ต้องกลับกองทัพแล้ว คงต้องรอผมกลับมาคราวหน้านะครับผมอกตัญญูกับแม่เหลือเกิน”
“ขาของแม่เจ็บออดๆแอดๆ มานานแล้ว เข้าเมืองมณฑลก็ไม่แน่ว่าจะรักษาหาย อันจื่อลูกไปรายงานภารกิจกับทางกองทัพเถิด ไม่ต้องห่วงแม่หรอกนะ”
แม่หลินยิ่งพูดเช่นนี้หลินอันก็ยิ่งรู้สึกผิด
เขาเหลือบตาขึ้นมองสวีหว่านหนิงริมฝีปากขยับเล็กน้อย ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงพูดช้าๆ ว่า “ฉันไปแล้วที่บ้านคงต้องลำบากเธอช่วยดูแลด้วย”
“ไม่ใช่เื่ใหญ่หรอกแม่นอกจากจะดีกับฉัน ยังช่วยเหลือฉันตลอด ลูกๆ ก็เป็เด็กดีและเชื่อฟังฉันแค่ทำอาหารให้ทุกคนกินเท่านั้นเอง ไม่ลำบากเลยสักนิด”
แถมเธอยังรู้สึกมีความสุขอีกด้วย
หลินอันมีหลายสิ่งที่อยากพูดแต่ผู้หญิงสองคนตรงหน้าเหมือนไม่ได้รู้สึกเศร้ากับการบอกลาที่กำลังจะมาถึงเขาจึงต้องกลืนคำพูดซาบซึ้งกลับลงไป
เปลี่ยนไปทุกคนเปลี่ยนไปแล้ว
เมื่อก่อนทุกครั้งที่เขามีวันหยุดกลับมาที่บ้านแม่มักจะบ่นด้วยความอัดอั้นให้เขาฟัง แต่ตอนนี้สีหน้าของแม่ดูสดใส ไม่เหมือนคนที่มีเื่กลุ้มใจสักนิด
“อาหนิงลูกสับเนื้อละเอียดเกินไปแล้ว ให้แม่ทำดีไหม”
“ละเอียดหน่อยดีแล้วค่ะซึมซับรสชาติได้ดีกว่า”
“แต่ทำแบบนี้จะไม่ได้รสััของเนื้อนะ”
“่นี้บ้านเราขาดเนื้อกินเหรอคะ”
“พูดมีเหตุผล” แม่หลินพับแขนเสื้อ “แม่จะหั่นแผ่นแป้งให้เอง”
“อันจื่อยังห่อเกี๊ยวไม่เสร็จเลย ลูกจะก่อไฟไปทำไม เปลืองฟืนเปล่าๆ! ไปๆๆไปเล่นกับพวกเด็กๆ อย่ามาเกะแกพวกเราสองแม่ลูก”
หลินอันถูกไล่ออกจากห้องครัวด้วยประการฉะนี้
เขาเดินไปที่ห้องนอนของลูกสองคนเด็กๆ กำลังอ่านหนังสือและเขียนอักษรอยู่ที่โต๊ะตัวใหม่อย่างตั้งอกตั้งใจ
เขายืนมองอยู่สักพักก่อนจะย่องออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ
มุมหนึ่งของกำแพงบ้านมีฟืนกองอยู่ไม่น้อยคงพอใช้ได้สักหนึ่งเดือนอย่างไม่มีปัญหา
แต่กว่าจะถึง่ปีใหม่อีกตั้งหนึ่งเดือนกว่าครั้งหน้าที่เขากลับมาคงใกล้สิ้นปีแล้ว ถ้าใช้ฟืนหมดคงต้องเข้าไปเก็บฟืนบนเขา
ขาของแม่เดินไม่สะดวกหว่านหนิงดูกตัญญูกับแม่ เธอคงไม่ปล่อยให้แม่ขึ้นเขาและอาสาขึ้นไปเองทว่าแขนขาเล็กและบอบบางของเธอคงแบกหามฟืนกลับมาอย่างยากลำบาก
เขาเป็คนทำเองจะดีกว่าก่อนกลับกองทัพ เขาอยากทำบางอย่างให้กับบ้านหลังนี้อีกสักนิด
หลินอันแบกฟืนจำนวนหนึ่งเดินกลับบ้านตอนเดินผ่านหน่วยจือชิงเขาเห็นกู้จวิ้นหลบอยู่ตรงซอยเล็กพลางชะเง้อมองด้วยท่าทางลับๆ ล่อๆ
หลินอันไม่ค่อยชอบหน้ากู้จวิ้นสักเท่าไร
ตอนกลุ่มจือชิงของสวีหว่านหนิงมาเยือนหมู่บ้านต้าเจียงหลินอันมีวันหยุดกลับมาที่บ้าน เขาบังเอิญเจอสวีหว่านหนิงหลายครั้งทุกครั้งที่เจอกันใบหน้าของเธอมักจะเต็มไปด้วยรอยยิ้มสดใส เธอเป็คนสวยผิวขาวเนียนละเอียด บุคลิกภาพดีแตกต่างจากหญิงสาวในหมู่บ้านหรือหญิงสาวที่เขาเคยรู้จักอย่างสิ้นเชิง
แต่หลินอันไม่ได้มีความคิดอื่นไกลเพราะเขารู้ดีว่าสวีหว่านหนิงมาจากกรุงปักกิ่ง ครอบครัวฐานะดีและคอยส่งตั๋วเงินกับสิ่งของจำนวนมากมาให้เธอทุกเดือน
ตอนนั้นหน้าที่การงานของเขาเพิ่งจะมั่นคงขึ้นบ้างแต่อนาคตยังคงยากคาดเดา กอปรกับครอบครัวของเขาก็อาศัยอยู่ในบ้านหลังเก่า ทั้งยังมีน้องสาวอายุน้อยกว่าเขาสองปีที่กำลังรอแต่งงานอยู่ด้วยอีกคน
ความแตกต่างนี้ทำให้เขาไม่กล้าหมายปองสวีหว่านหนิง
ทว่าคืนนั้นสวีหว่านหนิงกลับมานอนอยู่บนเตียงของเขา
เขาเพิ่งมารู้ภายหลังว่าเขากับสวีหว่านหนิงถูกกู้จวิ้นกับหลี่เชี่ยนเชี่ยนวางแผนร้าย
หลังฟื้นคืนสติเขาเดือดดาลมาก เดิมทีเขาแค่รู้สึกชื่นชมสวีหว่านหนิงอยู่ไกลๆยังไม่ถึงขั้นชอบพอเธอ แต่สุดท้ายกลับถูกคนวางแผนร้ายทำให้พวกเขาสองคนถูกผูกติดอยู่ด้วยกัน
เขาจะไปคิดบัญชีกับกู้จวิ้นแต่ถูกสวีหว่านหนิงห้ามไว้
ด้วยเหตุนี้สวีหว่านหนิงจึงแต่งงานกับเขา แม้ว่าจะต้องฝืนใจก็ตาม
แต่เขารู้สึกว่าตนทำผิดต่อสวีหว่านหนิงตลอดเวลาเขาทำงานอยู่ในกองทัพ หนึ่งถึงสองเดือนจะได้กลับบ้านสักครั้ง เขาจึงตามใจเธอเสมอ
สุดท้ายมันกลับทำให้เธอเอาแต่ใจยิ่งขึ้นนอกจากจะทำตัวไม่ดีกับแม่เขา ยังไม่สนใจใยดีลูกของตัวเองอีกด้วย
ตอนอยู่ในกองทัพแล้วได้รับจดหมายนิรนามหลินอันรีบเร่งเดินทางกลับมาที่หมู่บ้านต้าเจียง ระหว่างเดินทางเขาตัดสินใจแล้วว่าถ้าสวีหว่านหนิงทำเื่ผิดศีลธรรมจริง เขาไม่เพียงจะหย่าร้างกับเธอแต่เขาจะทำให้เธอชดใช้ความผิดอย่างสาสมอีกด้วย!
นึกไม่ถึงเลยว่าเมื่อได้เจอกันอีกครั้งเธอกลับเปลี่ยนไปจากในความทรงจำของเขาราวกับคนละคน
หลินอันหวั่นไหวกับสวีหว่านหนิงในตอนนี้เสียแล้ว
เพราะฉะนั้นเมื่อเห็นกู้จวิ้นทำตัวลับๆ ล่อๆ เขาจึงรู้สึกหงุดหงิด
แต่ตราบใดที่เขาสวมชุดนี้อยู่เขาจะลงมือทำร้ายคนอื่นอย่างไร้เหตุผลไม่ได้
นอกจากว่าอีกฝ่ายจะทำเื่ผิดกฎหมาย
กู้จวิ้นนอกจากชะเง้อคอมองเป็ครั้งคราวก็ไม่ได้ทำอะไรอีกหลินอันจึงได้แต่แบกฟืนกลับบ้านไปก่อน
หลังทุกคนกินเกี๊ยวเสร็จแล้วหลินอันก็ไปเรียงฟืน พวกเด็กๆ วิ่งเล่นอยู่ที่ลานบ้าน แม่หลินจัดระเบียบห้องครัวส่วนสวีหว่านหนิงนั้นไปที่สำนักงานฝ่ายคณะใหญ่
เมื่อครู่ป้าจูส่งจดหมายมาบอกว่านักบัญชีสวีเตรียมวัตถุดิบที่เธอ้าเรียบร้อยแล้ว ขอให้เธอไปตรวจดู
“สวีจือชิงดูสิว่าผมซื้อมาครบหรือเปล่า ถ้ามีอะไรผิดพลาด ผมจะไปซื้อให้ใหม่”
“เท่านี้ก็ใช้ได้แล้วละค่ะ”
ของที่สวีหว่านหนิง้าหลักๆคือพวกเครื่องปรุงรส เนื้อหมูต่างๆ ค่อยซื้อจากคนขายเนื้อซุนในวันที่้าใช้ส่วนเนื้อไก่ค่อยไปจับมาจากเล้าของบ้านไหนสักบ้านก็พอพวกเส้นก๋วยเตี๋ยวก็เป็วัตถุดิบที่มีกันทุกบ้าน
แต่เครื่องปรุงเหล่านี้ราคาไม่ถูกเลยจริงๆ! อีกอย่างก็ไม่ได้มีครบทุกประเภท
แม้จะเป็เช่นนั้นสวีหว่านหนิงก็เคยถามกับทางห้างสรรพสินค้าและได้รู้ว่าทั้งหมดนี้คือเครื่องปรุงทั้งหมดที่สามารถหาได้ปัจจุบัน