ตอนที่ 12 ลอบเข้าเมือง
เมืองจิ้นหยง ยามนี้เป็ยามวิกาล ดวงอาทิตย์หายลับล่วงลาไปแล้วแทนที่ขึ้นด้วยดวงจันทร์ แต่โชคยังเข้าข้าง ที่คืนนี้แสงจันทร์ไม่สว่างสไวมากนักที่หน้าประตูตอนนี้ปิดตายไม่ให้ใครเข้าออกพร้อมเหล่าทหารยามเดินตรวจตาบนกำแพงเมืองสูงกว่าสามสิบจั้ง
ที่นอกเมืองห่างไปไม่ไกลในหมู่มวลไม้ ร่างบางของซูรั่วซานก้าวลงจากดอกบัวน้ำแข็ง สายตาคู่งามมองไปที่กำแพงนางเห็นช่องว่างที่ทหารตรวจตาไม่ถึง ใช้ท่าร่างสง่างามลอยตัวลอบขึ้นไปบนกำแพงสูงราวกับนกพร้อมทั้งใช้กำแพงเมืองเป็ที่หยั่งเท้าสะกิดร่างบางหายเข้าไปในเมือง
ที่นางไม่ใช้บัวน้ำแข็งในการเข้าไปในเมืองโดยตรงเพราะกลัวจะเป็ที่จุดสนใจได้ ซูรั่วซานใช้ท่าร่างแ่เบาเหินข้ามไปตามหลังคาที่ตัวเมืองจากที่เคยมีชีวิตชีวา หนาแน่นไปด้วยคนมากมายในตอนกลางวัน
บัดนี้กลับเงียบสงัด ร้างไร้ผู้คน นางเคลื่อนกายอย่างนุ่มนวลคล่องแคร่ว ไม่มีใครเลยที่จะััได้ถึงตัวตนของนางนางมาหยุดที่หลังคาของสำนักงานใหญ่ของพวกทหาร นางก้มลงใช้ฝ่ามือบางแนบไปบนหลังคาใช้ลมปราณอ่อนๆแผ่กระจายเข้าไป จนครอบคุมทั่วทั้งค่าย แต่ก็ไม่อาจััได้ถึงร่องรอยของบุตรี
น่าแปลกที่ค่ายทหารแห่งนี้มีทหารประจำอยู่ไม่มากนักร่างบางขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนที่ร่างบางจะพลิ้วตัวหายไปจากหลังคา
.........
ภายในจวนเ้าเมืองจิ้นหยงมีร่างเด็กผู้หญิงตัวน้อยโดนมัดติดไว้กับแท่นไม้ ที่ริมฝีปากเล็กมีผ้าหนาปิดไว้ทำให้นางไม่สามารถพูดออกมาได้ ที่ด้านหน้านางมีไว้ด้วยโต๊ะกลมเล็กๆบนโต๊ะมีไว้ด้วยสุราชั้นเลิศ ชายหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่ในมือมันถือจอกสุราที่ทำจากหยก
“พอมีผ้าอุดปากเอาไว้แล้วดีขึ้นเยอะเลยทีเดียว”มันพูดด้วยท่าทีผ่อนคาย ก่อนหน้านี้มันคงจะพลาดไม่ได้ปิดปากเด็กหญิงไว้ แล้วคงโดนเด็กหญิงอาละวาดออกมาจนต้องหาอะไรมาปิดเสี่ยวไป๋เพ่งตาใส่มันอย่างโกรธแค้น
“พูดก็พูดเถอะไม่คิดว่านางเซียนนั่น จะเป็มารดามีลูกเป็ตัวเป็ตนแล้ว ช่างน่าเสียดาย ข้าคิดจะได้เป็คนแรกที่จะได้ชมชิมลิ้มลองรสชาติของนางเสียหน่อย เฮ้อ น่าเสียดาย” มันพูดพรางหลับตาพริ้มลิ้มรศสุราชั้นดีในมือ
เด็กหญิงได้แต่ถลึงตาใส่มัน คุณชายเป่า ยกกาสุราขึ้นรินขมวดคิ้วเป็ปม “พวกเราสุราข้าหมดแล้ว ใยไม่รีบมาเติม”
เงียบ ไม่มีเสียงตอบรับจากด้านนอกพวกทหารที่เฝ้าประตูไปอยู่ที่ไหนกันหมด? “ไม่ได้ยินหรือไง!” มันส่งเสียงอย่างไม่พอใจแต่ก็ยังมีแต่ความเงียบที่เหลืออยู่ ทันใดนั้นมันขนลุกซู่ไปทั่วทั้งร่างมันไม่อาจใช้ประสาตััััอันใดได้เพียงแค่รางสังหรณ์มันร้องเตือนว่าบางอย่างกำลังมา
มันรู้สึกเย็นเยียบไปทั่วร่างกล้ามเนื้อทุกมัดไม่อาจตอบสนองร่างกาย ทันใดนั้นมันเห็นชายผ้าคุมสีขาวพริ้วไหวที่หางตาเป็ร่างนางเซียนที่งดงามนางนึง นางปิดหน้าไว้ด้วยผ้าบางมันไม่อาจร้องเรียกอันใดได้
ซูรั่วซานเคลื่อนที่เข้าหาเสี่ยวไป๋้าจะเร่งรีบช่วยลูกสาว แต่เสี่ยวไป๋ที่ควรจะดีใจที่เห็นมารดาตนกลับตาเหลือกดิ้นพร่าน ร้องเสียงอู้อี้ เหมือนพยายามเตือนอันใด
เสียงประหลาดดังฟึบ พื้นตรงหน้าที่นางเหยียบเปิดออกเป็ช่องลับ กว้างสองจั้งด้านล่างหลุมมีไว้ด้วยคมดาบแหลมคม ด้วยความที่ซูรั่วซานเป็ห่วงบุตรีอีกทั้งยังเห็นบุตรีตนตรงหน้า ทำให้พลาดพลั้งไม่ระวังตัวตรวจสอบให้ดี
นางไม่มีเวลามากพอที่จะเรียกดอกบัวน้ำแข็งที่ใต้เท้านางปรากฏด้วยคมกระบี่น้ำแข็งขึ้นหนึ่งเล่มนางใช้เท้าเรียวดังหยกแตะไปที่คมกระบี่เบาดุจแมลงปอแตะผิวน้ำร่างของนางทะยานไปในอากาศหลุดรอดจากหลุมคมดาบนั่นไป
แต่ทันใดนั้นในตอนที่นางลอยตัวอยู่กลางอากาศมิอาจเปลี่ยนทิศทางกะทันหันได้ได้เกิดฝนธนูลับพุ่งเข้าหานางจากทุกทิศทุกทางธนูลับธรรมดาย่อมไม่อาจทะลุผ่านกายาปรานของนางได้ เพียงแต่ธนูที่ลอยตรงมาทำจากหินอุกกาบาตชนิดพิเศษความแหลมคมแข็งกล้าของมันย่อมไม่อาจใช้เกนณ์ปกติวัดได้
ร่างบางชักกระบี่วิจิตออกมาหมุนควงสว่านกลางอากาศหมุนตวัดฟันออก ปัดห่าฝนธนูลับทุกอันได้ไปพ้นทาง ขณะที่ร่างของนางลงมาที่พื้นกำลังจะถึงตัวบุตรสาวทันใดนั้นแท่นที่ตึงตัวเสี่ยวไป๋กลับเคลื่อนตัวขึ้นสูงลอยขึ้นไปอากาศ
ก่อนที่ซูรั่วซานจะทำอะไร พื้นที่รอบข้างปรากฎร่างทหารกว่าสองร้อยนายมีอาวุธครบมือโผล่มาล้อมนางไว้
หน้าของซูรั่วซานไม่แสดงอาการอันใดสาเหตุที่ค่ายทหารที่นางไปก่อนหน้านี้แทบจะไร้คนคงเพราะพวกมันมาดักรอนางที่นี้ในหมู่ทหารทั้งหมดสองร้อยนายนี้มีแค่เพียงไม่ถึงห้าคนที่เป็ขอบเขตบำเพ็ญกาย พวกมันสวมเกาะที่แตกต่างจากทหารคนอื่นเป็ที่ชัดตา
พวกมันเข้าจู่โจมนางจากทุกทิศทาง บ้างถือดาบ หอกกระบี่ บ้างใช้ธนูยิงมาจากระยะไกล ซูรั่วซานเคลื่อนที่พลิ้วไหวเหมือนดุจภูตพรายทุกครั้งที่พุ่งผ่านทหารคนใดจะเกิดประกายแสงสีฟ้าจากคมกระบี่พาดผ่านกลุ่มทหารคนแล้วคนเล่าร่างกายของพวกมันถูกฟันแล้วสลายกลายเป็สะเก็ดน้ำแข็ง
เฟี้ยว ห่าฝนธนูถูกยิงมา ซูรั่วซานตวัดกระบี่ปัดไปข้างหน้าสร้างเป็วงทำให้ฝนธนูเ่าั้ หมุนกลับด้านพุ่งย้อนเข้าใส่ผู้ยิง
ฉึก ฉึก ฉึก อ๊าก
ทหารพลธนูคนแล้วคนเล่าจบชีวิตลงในเวลาแค่ไม่กี่ลมหายใจทหารเมืองจิ้นหยงกว่าสองร้อยคนโดนสังหารจนเหลือแค่ไม่ถึงสิบคนซูรั่วซานนั้นยั้งมือไม่ได้ใช้ออกอย่างสุดกำลัง เพราะกลัวอาการเก่าจะกำเริบไม่งั้นทหารทั้งหมดนี้ นางสามารถจัดการทั้งหมดได้ด้วยกระบี่เดียว
ทันใดนั้น กรงเหล็กขนาดั์ตกลงมาหานางด้วยความเร็วกรงเหล็กนี่ทำจากเหล็กกล้าหนักหลายพันจิน ครอบคลุมขังร่างนางเอาไว้พอดีทันใดนั้นที่รอบข้างปรากฎทหารหาญเพิ่มมาอีกห้าร้อยคนข้างนอกที่ล้อมจวนเอาไว้อีกเกินพัน
“ฮ่าฮ่า สมแล้วที่เป็ศิษย์หุบเขาสระเหมัน จริงๆ ขนาดต่อสู้โดยยั้งมือไว้ยังร้ายกาจถึงเพียงนี้” เสียงเรียบนุ่มดูทรงอำนาจดังขึ้นมาจากชายที่ใส่เกาะเต็มยศสีทองแดงที่ผ้าคลุมมีตราสัญลักษณ์แคว้นลิขิตฟ้าอยู่
มันคือเป่า เจิ้นหลุน จ้าวเมืองจิ้นหยงผู้ได้รับเสื้อเกราะเ้าเมืองาระดับทองแดงจากราชสำนักลิขิตฟ้ามันนั้นอยู่ถึงขอบเขตปรมาจารย์ขั้นต้น กวาดตามองทั่วทั้งแผ่นดินยากหาผู้กล้าต่อกร
ใบหน้างามของซูรั่วซานไม่มีอาการตื่นตะหนกแต่ในใจร้อนลุ่มกังวล นางแท้จริงแล้วมีขอบเขตอยู่ขั้นปรมาจารย์ขั้นกลางยังสูงกว่าเ้าเมืองจิ้นหยงอยู่หนึ่งขั้นความจริงสำหรับนางการเอาชนะหรือสังหารมันไม่ใช่เื่ยากอันใด แต่...
ตอนนี้นางสามารถใช้พลังออกได้แค่สองจากสิบส่วน ด้วยพลังตรงๆนางในตอนนี้คงเป็รองมันอยู่เล็กน้อย เพียงแต่ถ้านับรวมเคล็ดวิชาระดับสูงของหุบเขาสระเหมันนางย่อมมีโอกาสได้ชัยชนะมากกว่าปราชัยเพียงแต่ตอนนี้เสี่ยวไป๋ยังตกอยู่ในเงื้อมมือศัตรูอีกทั้งกองทัพทหารหลายพันที่รอบล้อมไว้นางไม่มั่นใจว่าจะปกป้องลูกสาวได้