ถานเวยเวยคิดว่าตัวเองต้องตาฝาดเป็แน่
ในตอนแรกพื้นดินตรงนั้นจะต้องมีวัชพืชขี้นอยู่แล้ว ทว่านางคงไม่ทันจะได้สังเกต
แต่!
แต่!!
แต่!!!
ร้านขายพืชผักออร์แกนิกที่นางทำงานอยู่ในโลกเดิมนั้น เป็ร้านขายพืชผักที่ค่อนข้างจะทำตลาดกับลูกค้าฐานะระดับกลางถึงบน
ฉะนั้นในร้านนอกจากจะมีการตกแต่งที่สวยงามทันสมัยแล้ว ก็ยังมีการติดโทรทัศน์เพื่อฉายภาพให้ความรู้เื่ผักออร์แกนิกกับลูกค้าด้วย และบนหน้าจอนั้นเองที่ ทำให้ถานเวยเวยบังเอิญได้เห็นลักษณะของต้นสตรอว์เบอร์รีในวันทำงานหนึ่ง
แล้วต้นอ่อนที่นางเห็นอยู่ในตอนนี้ ก็ดูคับคลับคล้ายคลับคลากับต้นสตรอว์เบอร์รีในโทรทัศน์วันนั้นไม่มีผิด!
หญิงสาวกลืนน้ำลาย นี่มันเกิดเื่อะไรขึ้นอีกกัน!
นางเลื่อนสายตากลับมายังกล่องสตรอว์เบอร์รีตรงหน้า
จากนั้นไม่รู้ว่าอะไรดลใจ ทำให้นางลองหยิบผลสีแดงสดโยนมันลงไปที่พื้นดินอีกครั้ง
แล้วความน่าอัศจรรย์ใจก็พลันปรากฎขึ้นตรงหน้า!
ลูกสตรอว์เบอร์รีถูกดูดเข้าสู่ใต้พื้นดิน จากนั้นต้นอ่อนสีเขียวก็ผุดจากดินขึ้นมาแทนที่!
ถานเวยเวยแทบหยุดหายใจ นางรีบวิ่งออกไปนอกกระท่อม จากนั้นก็ลองถอนต้นอ่อนขึ้นมาจากดิน
นี่ไม่ใช่ภาพลวงตา!
ในมือของนางนั้นเป็ต้นอ่อนสตรอว์เบอร์รีจริงๆ!
หญิงสาวตื่นเต้นดีใจ ล้วงประตูร้านออกมาแล้วเข้าไปเอาผักกาดมาโยนลงดินดูบ้าง
ผลลัพธ์ยังคงเป็เหมือนเดิม มีต้นอ่อนของผักกาดผุดขึ้นมาจากดินเช่นเดียวกัน! จากนั้นนางก็ลองโยนแครอท ฟักทอง มันฝรั่งลงดิน แล้วผลก็เป็เช่นเดิม ต้นอ่อนของผักเ่าั้แข่งกันผุดขึ้นมาอย่างน่าพิศวง
หญิงสาวตื่นเต้นดีใจ นางวิ่งเข้าไปกระท่อมแล้วไปคว้าเอาเงินในหีบมาโยนลงดินดูบ้าง
เพราะหากเงินงอกออกมาแล้วล่ะก็…
คราวนี้ก็ไม่ต้องทำงานแล้ว!
ทว่ารอยยิ้มของถานเวยเวยกับต้องแข็งค้างไปเมื่อเหรียญอีแปะที่ถูกโยนออกไปยังพื้นดินกลับนิ่งสนิทไร้การเคลื่อนไหวใด
แสดงว่าเงินกลับไม่ได้งอกเงยขึ้นมาเหมือนกับผักผลไม้งั้นหรือ จิตใจของหญิงสาวกลับมาห่อเหี่ยวอีกครั้ง
“แต่ก็เอาเถอะ แค่ปลูกผักผลไม้ได้ก็พอแล้ว”
ถานเวยเวยปลอบโยนตัวเอง “ว่าแต่เป็เพราะดินหรือว่าเป็เพราะมือของข้ากันแน่ที่มีมนต์วิเศษ”
เมื่อพบสิ่งอัศจรรย์แล้ว ก็สมควรจะทดลองให้เกิดความกระจ่างให้สิ้นข้อสงสัยทั้งหมด
ถานเวยเวยจึงลองย้ายที่ทางในการโยนพืชผักไปเรื่อยๆ อยู่นาน
แล้วนางก็พบว่าเป็เพราะ ‘มือ’ คู่นี้ของนางเอง ที่สามารถปลูกพืชผักผลไม้ให้เติบโตได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้ และจำต้องปลูกลงดินเท่านั้นด้วย มนต์วิเศษนี้จึงจะสัมฤทธิ์ผล
เมื่อได้รับมนต์วิเศษเช่นนี้ก็ทำให้ถานเวยเวยวางแผนชีวิตได้ง่ายขึ้น
ไม่ต้องห่วงว่าจะหาแรงงานที่ไหนมาช่วยลงแรงปลูกข้าวอีกต่อไป ซ้ำเมื่อคำนวณถึงความรวดเร็วในการเติบโตของพืชผลที่มากกว่าคนอื่นถึงหลายเท่าเช่นนี้แล้ว ถานเวยเวยก็ไม่จำเป็ต้องเร่งมือในการทำงานอีกด้วย
เื่พืชผัก เื่การปลูกข้าวเพื่อแลกเงินเพื่อเลี้ยงชีพก็จึงหมดห่วงไป แบบนี้หากกลับไปยังโลกเก่าไม่ได้จริงๆ นางก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสบายๆ แล้ว!
เหล่าผู้คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่จะปลูกพืชผักหรือไม่ก็ไปเก็บของป่ามาประทังชีวิต แต่พวกอาหารบางอย่างจำพวกพวกแป้งน้ำตาล หรือของใช้อื่นๆ นั้นก็ยังต่ออาศัยไปจับจ่ายในตลาดอยู่ ดังนั้นก็จึงต้องมีการเดินทางเข้าเมืองบ้างในบางครั้ง
ถานเวยเวยเองเมื่อได้รับการชักชวนจากจางซื่อ ก็จึงขอติดตามไปด้วยเช่นกัน
เพราะแม้ว่าในร้านค้าของเธอจะมีพวกแป้งน้ำตาล เนื้อสัตว์ออร์แกนิกแล้วก็เถอะ แต่ของแบบนี้ใช้ไปนานๆ ก็มีวันหมด ทั้งยังไม่สามารถปลูกได้เหมือนพืชผักด้วย
ฉะนั้นหญิงสาวจึงคิดจะไปซื้อของจำพวกแป้ง ข้าวสารไว้สักเล็กน้อย พร้อมทั้งจะได้เที่ยวชมตลาดในยุคโบราณไปด้วยเสียเลย
“ซูฮวาอายุสองขวบกว่าแล้วกินเก่งนัก แม่สามีของข้าบอกว่ามาตลาดคราวนี้ สมควรจะมาซื้อหาแป้งกับเนื้อไปทำซาลาเปาให้นางได้เปลี่ยนรสชาติบ้าง ทั้งจะได้บำรุงนางด้วย”
จางซื่อเล่าถึงบุตรสาววัยซนของตนเองให้ถานเวยเวยฟังขณะที่เดินเคียงกันไปในตลาด
ในหัวของหญิงสาวพลันปรากฎภาพของเด็กหญิงรูปร่างจ้ำม่ำ อวบอ้วนกับแม่สามีร่างท้วมของอีกฝ่ายขึ้นมาทันใด และเมื่อมองเปรียบเทียบกับรูปร่างผอมบางของจางซื่อที่อยู่ข้างๆ แล้วถานเวยเวยก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา
“เ้าเองก็สมควรดูแลตนเองเช่นกัน หากมารดาไม่แข็งแรงแล้วใครเล่าจะดูแลบุตร”
จางซื่อยิ้มเจื่อน “ข้ารู้ แต่ว่าเมื่อบุตรกินไม่พอ ทั้งยังมีแม่สามีด้วย ข้ายังจะกินลงได้อย่างไร แล้วยิ่งพวกบุรุษไม่อยู่ อาหารการกินก็ยากนัก เนื้อสัตว์ก็ไม่อาจจะไปล่าเอาได้ ต้องไปคอยขอแบ่งซื้อจากคนในหมู่บ้าน ไม่ก็มาซื้อที่ตลาดเอาแบบนี้ ดังนั้นหากจะมีหนึ่งคนที่ไม่ได้กินอิ่ม คนคนนั้นก็สมควรจะเป็ข้า”