ราชันย์ภาพยนต์

    ตอนที่ 8 เกิดใหม่อีกครั้ง

    ตอนที่ 8 เกิดใหม่อีกครั้งในขณะที่อยู่บนรถแท็กซี่ สีหน้าของหวังซินก็มีความวิตกกังวล เพราะเขาไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วหลินเฟิงจะลงรถที่ไหนรถที่หลินเฟิงนั่งก็คือรถประจำทาง ถ้าจะลงรถที่ป้ายไหน เขาที่อยู่บนรถแท็กซี่นั้นก็จะมองไม่ค่อยเห็นคนขับรถแท็กซี่ไม่รู้ว่าหวังซินกำลังใช้อุปกรณ์อะไรอยู่ สิ่งที่เห็นก็มีขนาดแค่ประมาณเข็ม และยังมีกล่องที่ตัวเองไม่รู้จักอีกชุดหนึ่ง จึงถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่า : “น้องชาย นี่คืออุปกรณ์เทคโนโลยีอะไรกัน?ทำไมฉันถึงไม่เคยเห็นมันมาก่อนเลยล่ะ?”“ตอนนี้ของชิ้นนี้กำลังเป็นที่นิยมในตลาดเลยครับ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันคืออะไร ตอนนี้กำลังศึกษามันอยู่น่ะครับ” เขาไม่สามารถบอกคนขับรถได้ว่านี่คืออุปกรณ์ของกล้องรูเข็ม ในขณะเดียวกันเขาก็พูดกับคนขับรถว่า : “ช่วยขับประชิดรถประจำทางคันที่อยู่ด้านหน้านั้นด้วยนะครับ”เมื่อเห็นว่าในมือหวังซินกำลังตั้งค่าอุปกรณ์กล้องรูเข็มอยู่นั้น อีกทั้งยังให้เขาขับประชิดรถประจำทางคันที่อยู่ด้านหน้าด้วย นี่จึงทำให้ในใจของคนขับรถแท็กซี่เกิดความสงสัยขึ้นเล็กน้อย เขามองดูหวังซินตั้งแต่หัวจรดเท้า ดูจากอายุของหวังซินแล้วก็น่าจะแค่ประมาณสิบแปดปี แต่ว่าส่วนสูงนั้นก็น่าจะถึงหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตรได้ รูปร่างเขาดูแข็งแรงกำยำ หรือว่าเด็กคนนี้กำลังวางแผนการร้ายอยู่นะ?เมื่อนึกถึงความเป็นไปได้นี้ ใบหน้าของคนขับรถแแท็กซี่ก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย ซึ่งตอนนี้เขายังคงใช้เพจเจอร์อยู่ โดยในเวลานั้นเขาก็แค่อยากจะแจ้งความเท่านั้นเอง“อย่าคิดมากนะครับ ผมมีเรื่องสำคัญที่ต้องจัดการน่ะครับ” เมื่อเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของคนขับรถแท็กซี่ ทำไมหวังซินจะเดาไม่ได้ว่าคนขับรถแท็กซี่คนนี้คิดจะทำอะไร?เขารีบคลายความกังวลของคนขับรถแท็กซี่ แต่ว่าคนขับรถแท็กซี่ก็ยังไม่เชื่อหวังซิน และในทางตรงกันข้ามกลับพูดกับหวังซินว่า  :“น้องชาย ฉันว่าตอนนี้นายยังหนุ่มยังแน่น ยังไม่เคยเจอเรื่องราวอะไรเลย ทำอะไรก็อย่าใจร้อน ไม่งั้นอาจจะต้องมาเสียใจในภายหลัง สิ่งที่ทำพลาดไปแล้ว ก็จะต้องรับผิดชอบด้วย ฉันว่านายน่ะก็เป็นผู้ใหญ่แล้ว จะทำเรื่องอะไรก็ให้นึกถึงผลที่จะตามมาให้ดี ๆ ล่ะ” หวังซินถึงกับทำตัวไม่ถูก คนขับรถคนนี้มองเขาเป็นคนยังไงกัน? ทำไมถึงได้พูดกับตัวเองแบบนี้นะ?หวังซินส่ายหัวเบา ๆ และเลิกสนใจคนขับรถ แต่คนขับรถกลับแน่ใจแล้วว่าหวังซินเตรียมวางแผนการร้ายอยู่ และตอนนั้นก็หยุดรถอย่างกระทันหัน แล้วพูดกับหวังซินว่า : “ฉันจะจอดรถตรงนี้ละกัน เงินนายฉันไม่เก็บแล้ว นายลงรถไปเถอะ”“คุณนี่มัน…...เฮ้อ ผมก็เป็นเด็กนักเรียนคนหนึ่ง ไม่ได้มีความแค้นอะไร ผมทำอะไรผิดกฎหมายล่ะ!” หวังซินส่ายหัวเบา ๆ เมื่อมองคนขับรถวัยกลางคนคนนี้ ก็ถือว่าเป็นคนดีคนหนึ่ง แต่ว่าอยากจะพูดเกลี้ยกล่อมให้คนขับรถขับพาตัวเองตามรถประจำทางคันด้านหน้านี้ไป แต่เกรงว่าจะเป็นไปไม่ได้แล้วคนขับรถจอดรถที่ข้างทาง เมื่อไม่มีทางเลือก หวังซินจึงทำได้แค่ลงจากรถเท่านั้น ในขณะเดียวกันในใจเขาก็ค่อนข้างหดหู่  ซึ่งครั้งนี้หลินเฟิงจะต้องมีการเคลื่อนไหวอย่างแน่นอน หรือว่าตัวเองจะเลิกตามหลินเฟิงแบบนี้ดีล่ะ?ถ้าหลินเฟิงใช้วิธีสกปรก ๆ ลับหลังต่ออีก แล้วตัวเขาเองจะไปหยุดได้ยังไงกัน?มองดูรถประจำทางด้านหน้าที่ยิ่งขับก็ยิ่งไกลออกไป ในใจของหวังซินก็เกิดความรู้สึกท้อใจจนไม่มีเรี่ยวแรงแนวโน้มของเหตุการณ์ในอดีตได้ถูกเขาเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าหลินเฟิงเตรียมจะทำอะไรต่อไป เรื่องทั้งหมดที่หลินเฟิงจะทำต่อจากนี้ เขาเองก็เกรงว่าจะคาดการณ์ไม่ได้เหมือนกันและอีกอย่างตำแหน่งที่เขาอยู่ในตอนนี้ก็ค่อนข้างจะพลุกพล่าน กิจการรถแท็กซี่ก็เร่งรีบกันอยู่พอสมควร แต่คาดไม่ถึงเลยว่าจะไม่มีใครรับเขาสักคัน“เกลียดจริง สภาพฉันดูเหมือนเป็นคนเลวอย่างงั้นเหรอ?”ในมือของหวังซินถืออุปกรณ์ของกล้องรูเข็มอยู่ พร้อมด้วยสีหน้าที่ดูหงุดหงิดเอามาก ๆเขามองไปข้างหน้าอย่างจนปัญญา ซึ่งคิดไม่ถึงเลยว่ารถประจำทางคันนั้นจะจอดลงในตอนนี้ แล้วหลินเฟิงที่ถือกระเป๋าเอกสารอยู่ก็ลงมาจากรถเมื่อเห็นว่าหลินเฟิงเดินลงมาจากรถ หวังซินก็ใจชื้นขึ้นมา นี่พระเจ้าคงกำลังช่วยเขาอยู่จริง ๆ ในตอนที่กำลังกังวลว่าคงจะไม่มีทางหาหลินเฟิงเจอแล้วนั้น ทันใดนั้นหลินเฟิงก็มาปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าของตัวเองอีกครั้งเขาวิ่งไปก็ถึงป้ายรถประจำทางที่อยู่ด้านหน้าอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นจึงเปิดอุปกรณ์กล้องรูเข็ม แล้วรีบตามดูทุกการเคลื่อนไหวของหลินเฟิงทันทีหลินเฟิงไม่ได้สังเกตว่ามีคนสะกดรอยตามตัวเองอยู่ด้านหลัง แต่ต่อให้รู้ว่าเป็นหวังซิน ก็ไม่คิดว่าหวังซินที่เป็นนักเรียนที่กำลังเรียนอยู่จะมีความคิดอะไรแบบนี้ได้ในเวลานี้หลินเฟิงอยู่ที่ใจกลางเมืองของเมืองซีจิง เขาเดินมาถึงในร้านกาแฟร้านหนึ่ง ซึ่งตอนนั้นการดื่มกาแฟก็ถือเป็นเรื่องที่ฟุ่มเฟือยเรื่องหนึ่ง ในตอนนี้หลินเฟิงได้หยิบโทรศัพท์เคลื่อนที่ออกมาจากกระเป๋าเอกสาร แล้วจึงกดต่อสาย“โทรศัพท์เคลื่อนที่เหรอ? ดูโก้ไม่เบาเลยนะ หลินเฟิงนี่มีเงินเยอะนี่นา”เมื่อเห็นโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งคล้ายกับก้อนอิฐอยู่ในมือของหลินเฟิง หวังซินจึงเบะปากเบา ๆในยุคนี้โทรศัพท์เคลื่อนที่ถือเป็นสินค้าที่เกินความจำเป็น ถ้าไม่ใช่เถ้าแก่ใหญ่ ก็จะมีน้อยคนมากที่จะใช้สิ่งนี้ในยุคเก้าศูนย์มีคำพูดหนึ่งที่นิยมพูดไปทั่วนั่นก็คือมีชั้นบนมีชั้นล่าง มีไฟฟ้ามีโทรศัพท์ การที่ในบ้านมีโทรศัพท์หนึ่งเครื่องก็ถือเป็นเรื่องฟุ่มเฟือยแล้ว ส่วนโทรศัพท์เคลื่อนที่ของประเภทนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยซึ่งโทรศัพท์เคลื่อนที่ในสมัยนี้ก็มีค่าโทรที่แพงมากด้วย คนที่สามารถมีโทรศัพท์เคลื่อนที่นี้ใช้ จึงถือเป็นสัญลักษณ์ของคนมีเงินทั้งสิ้นเลิกสนใจสิ่งนี้สักพัก แล้วหวังซินจึงรีบสะกดรอยตามหลินเฟิงไปติด ๆ ตอนนี้กล้องได้เริ่มทำงานแล้ว จากนี้ไปทุกการเคลื่อนไหวของหลินเฟิงก็จะถูกจับตามองแล้วสถานที่ที่หลินเฟิงนัดกับใครสักคนไว้ก็คือในร้านกาแฟ เมื่อเข้ามาในร้านกาแฟแล้ว เขาก็เดินมาที่โต๊ะตัวหนึ่งแล้วนั่งลง แล้วหวังซินจึงรีบตามเข้าไปติด ๆ“เตรียมคนไว้ให้หน่อย ใช้วิธีที่จัดการกับเริ้นเสี่ยวเมื่อครั้งก่อน และครั้งนี้ฉันต้องการให้หวังเป่าหลงแพ้อย่างราบคราบ”ไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้ทั้งสองคนได้คุยอะไรกัน หลังจากที่หวังซินเดินเข้ามา พวกเขาทั้งสองก็พูดเข้าประเด็นหลักแล้วหวังซินซ่อนตัวเองได้อย่างดี หลินเฟิงไม่รู้เลยว่าหวังซินยังคงถ่ายทุกการเคลื่อนไหวของตัวเองอยู่คาดไม่ถึงเลยว่าคนที่อยู่ตรงข้ามเขาจะเป็นเฉินอี๋ เฉินอี๋กลอกตาบน แล้วจึงมองหลินเฟิงด้วยท่าทีที่ยั่วยวน และพูดด้วยน้ำเสียงที่ออดอ้อนว่า  :“แผนการของอ้วนเฉินพังแล้วงั้นเหรอคะ”“ไม่ต้องพูดถึงมันแล้ว ไอ้ลูกชายหน้าโง่คนนั้นของหวังเป่าหลง นึกไม่ถึงเลยว่าจะเอาธนบัตรมาตรวจต่อหน้าอ้วนเฉินจริง ๆ ถ้าไม่มีปัญหาก็แปลกแล้ว อีกนิดอ้วนเฉินก็ตกอยู่ในมือของไอ้โง่นั่นแล้ว”หวังซินได้ยินคำพูดของหลินเฟิงอย่างชัดถ้อยชัดคำคำพูดนี้ทำให้หวังซินโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ฉันเป็นไอ้โง่งั้นเหรอ?นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินคนอื่นพูดถึงตัวเองลับหลัง“ฉันติดต่อพี่น้องคนนึงของฉันให้ละกันค่ะ ว่าแต่ครั้งนี้คุณจะต้องวางแผนให้มันดี ๆ หน่อยนะ”เฉินอี๋ยิ้มแล้วพูดกับหลินเฟิง“ไม่มีปัญหา ขอแค่ให้ฉันได้นั่งตำแหน่งรองผู้อำนวยสถานีโทรทัศน์ พอถึงเวลานั้นพวกคุณก็พลอยได้รับผลประโยชน์ไปด้วย”หลินเฟิงพูด แล้วยังปรึกษากันกับเฉินอี๋อย่างละเอียดถึงเรื่องแผนการสกปรกในการรับมือกับหวังเป่าหลงคาดไม่ถึงเลยว่ายังจะใช้วิธีเดียวกันกับเริ้นเสี่ยว แต่น่าเสียดาย ที่พวกแกเจอฉันซะก่อน!ในใจของหวังซินรู้สึกไม่พอใจหลินเฟิงเป็นอย่างมาก ถ้าหากสามารถจัดการกับหลินเฟิงอย่างลับ ๆ ได้โดยไม่มีใครรู้ เขาก็อาจจะทำแบบนั้นไปแล้วคน ๆ นี้ชอบใช้แผนการร้ายลับหลัง เพื่อไม่ให้เขาเองเสียเปรียบ เกรงว่าเขาน่าจะไม่รู้จักกับคำว่าเจ็บปวดหวังซินถ่ายเหตุการณ์นี้เก็บไว้อย่างชัดเจน จากนั้นก็หยิบเครื่องบันทึกเสียงออกมาเพื่อบันทึกบทสนทนาของพวกเขาทั้งสองคน แต่หลินเฟิงและเฉินอี๋ที่นั่งอยู่ที่โต๊ะด้านหลัง ต่างก็ไม่มีใครมองไม่เห็นหวังซินเลย“หลินเฟิงคะ ภรรยาของหวังเป่าหลงก็ทำงานที่สถานีโทรทัศน์เรานะคะ ถ้าหากเอาวิธีที่ใช้กับเริ้นเสี่ยวไปจัดการกับหวังเป่าหลง เขาจะหลงกลเราเหรอคะ?”แผนการที่ดูธรรมดา เฉินอี๋จึงถามหลินเฟิงด้วยความสงสัยเล็กน้อยมันก็ไม่เหมือนกับเริ้นเสี่ยวไปซะทีเดียว ภรรยาของเริ้นเสี่ยวไม่ได้ทำงานที่สถานีโทรทัศน์ อีกทั้งยังมีความเข้าใจต่อสถานการณ์ที่สถานีโทรทัศน์แค่เล็กน้อย พอแผนการได้เริ่มขึ้น การที่เริ้นเสี่ยวจะหลงกลนั้นก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แต่ว่าเอามาใช้กับหวังเป่าหลงนั้น กลับดูยากขึ้นเล็กน้อย เพราะว่าภรรยาของหวังเป่าหลงก็ยังทำงานอยู่ในแผนกการเงินน่ะสิ"ผู้ชายทุกคนล้วนมีข้อบกพร่องกันทั้งนั้น ต่อให้เริ้นเสี่ยวจะเป็นคนที่ไร้ที่ติ ก็ยังต้องติดกับเลยไม่ใช่รึไง? แล้วอีกอย่างก็คือ ฉันไม่ได้ต้องการให้หวังเป่าหลงมาติดกับ ฉันแค่ต้องการให้คนอื่นเห็นว่าเขากำลังทำอนาจารลูกน้องผู้หญิงอยู่ก็พอแล้ว" สายตาของหลินเฟิงในเวลานี้ส่องประกายไปด้วยความดุดันอายุที่แท้จริงของเขายังไม่ถึงสามสิบปีเลย ถ้าเขาได้นั่งตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ก่อนอายุสามสิบปีล่ะก็ หลังจากนี้ไปก็จะมีความเป็นไปได้สูงที่จะได้เลื่อนตำแหน่ง และเพื่อเส้นทางในอนาคตของตัวเขาเอง ตอนนี้ใครก็ตามที่เข้ามาขวางทางเขาก็จะถูกเขาจัดการไปโดยปริยายเฉินอี๋ได้ช่วยหลินเฟิงหาคนแล้ว หวังซินคาดว่าน่าจะเป็นเพื่อนร่วมงานหญิงที่ทำงานในสถานีโทรทัศน์ และพนักงานประจำพวกนั้นไม่น่าจะถูกเฉินอี๋ที่เป็นพนักงานชั่วคราวซื้อตัวไป ที่ดูแล้วมีความเป็นไปได้ก็คือนักศึกษาฝึกงานจบใหม่ที่เพิ่งเข้ามาทำงานเมื่อฤดูร้อนปีที่แล้วพูดได้ว่าในช่วงไม่กี่ปีมานี้ถึงแม้ว่าเฉินอี๋จะเป็นพนักงานชั่วคราวในสถานีโทรทัศน์ แต่ว่าเธอกลับเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างหัวหน้าและลูกน้องได้เป็นอย่างดี มีนักข่าวคนหนึ่งที่ฝึกงานในสถานีโทรทัศน์ชื่อว่าหนิงหลาน ซึ่งเป็นญาติห่าง ๆ ของเธอ และเธอก็จงใจจะให้มาเป็นคนรับช่วงต่อในช่วงบ่ายนั้น งานทั้งหมดในสถานีโทรทัศน์ก็ดำเนินไปตามปกติหวังซินรู้เนื้อหาของบทสนทนาระหว่างเฉินอี๋กับหลินเฟิง และรู้ว่าคนบงการหลักของเรื่องนี้ก็คือเฉินอี๋ ด้วยเหตุนี้เขาจึงให้ความสำคัญไปกับการสังเกตเฉินอี๋ในขณะที่หนิงหลานกำลังเขียนรายงานอยู่ เฉินอี๋ก็มาเจอพอดี จากนั้นจึงได้จัดแจงงานส่วนหนึ่งให้กับหนิงหลานอย่างไรก็ตามหนิงหลานก็เป็นเพียงนักศึกษาที่พึ่งจบใหม่ เรื่องที่จะให้ไปใส่ร้ายป้ายสีคน ๆ นึงนั้น เธอก็ยังต่อต้านอยู่บ้างเล็กน้อย แต่ว่าเพียงคำพูดหนึ่งของเฉินอี๋ก็สามารถทำลายความคิดนั้นของหนิงหลานออกไปได้“หนิงหลาน เธอได้ก้าวเข้าสังคมแล้ว รู้ไหมว่าในสมัยนี้การหางานดี ๆ แบบนี้มันยากแค่ไหน ตอนนี้เธอยังเป็นแค่พนักงานชั่วคราวเท่านั้น หากทางสถานีโทรทัศน์บอกว่าไม่ต้องการเธอแล้ว ก็สามารถไล่เธอออกได้ตลอดเวลาเลย แต่ถ้าเธอได้เป็นพนักงานประจำมันก็จะไม่เหมือนกันเลยล่ะ งานจะมีความมั่นคงขึ้น อีกทั้งการทำงานที่นี่ก็สบาย ๆ แค่เธอได้บรรจุ เธอก็จะได้รับสวัสดิการต่าง ๆ ของสถานีโทรทัศน์แล้ว และยังมีโอกาสที่จะได้เลื่อนตำแหน่งอีกด้วย เธอไม่ลองพิจารณาดูสักหน่อยล่ะ? " คำพูดของเฉินอี๋ทำให้หนิงหลานหวั่นไหวก็แค่หนิงหลานยังไม่เคยทำเรื่องพวกนี้มาก่อน ในช่วงแรกก็จะรู้สึกหวาดกลัวเล็กน้อย"เรื่องพวกนี้เธอน่าจะทำได้นะ มันง่ายมากเลย ก็แค่ไปที่ห้องทำงานของหวังเป่าหลง จากนั้นตะโกนว่าโดนทำอนาจารก็พอแล้ว" เฉินอี๋ไม่ให้โอกาสหนิงหลานในการพิจารณา จึงพูดออกมาตรง ๆหนิงหลานดูเหมือนไม่เคยรู้จักกับเฉินอี๋มาก่อน ยังไงก็คิดไม่ถึงว่าญาติห่าง ๆ คนนี้จะทำให้ตัวเองเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องแบบนี้แต่ว่าหนิงหลานค่อนข้างขี้ขลาด และไม่กล้าที่จะต่อต้าน จึงทำได้แค่พยักหน้าเบา ๆเมื่อเฉินอี๋เห็นหนิงหลานตอบตกลง ก็โล่งใจขึ้นมาทันทีขอแค่ได้กำจัดหวังเป่าหลงไปอีกคน เขาเองก็จะได้รับการบรรจุ บวกกับหลินเฟิงที่ยังมีความผิดอยู่ในกำมือของตัวเอง และหลังจากนี้เธอก็จะมีอำนาจในสถานีโทรทัศน์ได้ทุกอย่างตามความต้องการของเฉินอี๋แล้ว หนิงหลานรู้สึกกระวนกระวายใจพร้อมกับถือรายงานหนึ่งฉบับเข้าไปที่ห้องทำงานของหวังเป่าหลง ในขณะที่เธอเพิ่งจะเข้าไปในห้องทำงานของหวังเป่าหลงนั้น ในที่สุดใบหน้าของเฉินอี๋ก็มีรอยยิ้มที่สบายใจ"ป้าเฉิน ป้าก็อยู่ที่นี่ด้วยหรอครับ ผมขอดูหน่อยว่าพ่อของผมอยู่ข้างในรึป่าว ผมมีธุระกับเขานิดหน่อยครับ" หวังซินเห็นเฉินอี๋อยู่ที่หน้าประตู จึงพูดด้วยความไร้เดียงสา โดยไม่สนใจว่าเฉินอี๋จะตอบรับเขาหรือไม่ แล้วเขาจึงรีบเคาะประตูห้องของหวังเป่าหลงทันที...