จิ่งเยี่ยนกุยรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าถ้าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีกครั้ง คุณหมอเชอคงจะส่งเธอเข้าไปในสถาบันวิจัยแน่ๆ
เธอคิดครู่หนึ่งแล้วพูดอย่างเด็ดขาดว่า “ไม่มีเงินค่ะ หรือว่าคุณหมอเชอจะให้หนูยืมเงินไปตรวจร่างกายดีคะ!”
เชอฉางเกินพลันหัวเราะเสียงดัง “พูดเล่นเฉยๆ อย่าถือสาเลย แผลของเธอเกือบหายสนิทแล้ว ถ้าไม่มีเรื่องอะไรก็ออกไปเดินเล่นบ้าง”
เขาพูดจบก็รีบเก็บกล่องยาแล้วเดินจากไป เพราะกลัวว่าจิ่งเยี่ยนกุยจะขอยืมเงินอีก
จิ่งเยี่ยนกุยหัวเราะเบาๆ หมอเท้าเปล่าประจำหมู่บ้านคนนี้ขึ้นชื่อเรื่องขี้เหนียวที่สุดในหมู่บ้าน ไม่มีใครเทียบได้ ใครมายืมเงินก็เผ่นแน่บตลอด
เพราะคำพูดของเชอฉางเกิน หยางหว่านซิ่วและจิ่งจงอี้ที่รู้สึกว่าจิ่งเยี่ยนกุยฟื้นตัวเร็วเกินไปหน่อย ก็ถูกเรื่องของจิ่งเจี้ยนกั๋วและจิ่งเสี่ยวเยวี่ยดึงความสนใจไปเสียส่วนใหญ่ จึงไม่ได้สนใจเรื่องการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วของจิ่งเยี่ยนกุยมากนัก
หลังจากอาการบาดเจ็บของจิ่งเยี่ยนกุยดีขึ้นจนเกือบหายดีแล้ว เธอก็ตัดสินใจเข้าไปเก็บสมุนไพรในภูเขาตอนกลางวันเพื่อเปลี่ยนเป็นทุนในการทำธุรกิจ จากนี้จะได้เริ่มต้นการค้าของตัวเองสักที
ในชาติที่แล้ว ตอนที่ลงใต้ไปทำงาน เธอเข้าไปทำงานเป็นคนงานหญิงในโรงงานก่อน หลังจากทำงานได้หนึ่งปีก็เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าแผนก แล้วอีกหนึ่งปีต่อมาก็ยื่นเรื่องย้ายไปทำงานฝ่ายขาย เริ่มจากตำแหน่งพนักงานขายระดับล่างๆ จนค่อยๆ ไต่เต้าขึ้นเป็นหัวหน้าฝ่ายขาย ผู้จัดการ แล้วเลื่อนตำแหน่งเป็นประธานกรรมการผู้จัดการพื้นที่ทางตอนใต้ได้ในที่สุด
ระหว่างทำงานฝ่ายขาย เธอก็เรียนด้วยตัวเองไปด้วย หลังจากสอบได้ก็เริ่มเรียนแพทย์แผนจีนกับหมอจีนผู้เชี่ยวชาญ
ตอนนี้เธอรู้สึกว่าอาจจะต้องขอบคุณครอบครัวจิ่งที่เป็นพวกปลิงดูดเลือด เพราะพวกเขาคอยแต่จะหาเรื่องมาเอาเงินจนเธอต้องทำหน้าที่ของพี่สาว ดังนั้นชาติที่แล้วเธอเลยต้องขยันเรียนและทำงานอยู่ตลอดเวลา จึงสะสมประสบการณ์ชีวิตต่างๆ ได้มากมาย และในเวลาเดียวกันยังมีทักษะด้านต่างๆ ในการใช้ชีวิตอีกด้วย
เธอรู้ดีว่าในยุคนี้ ถ้าขยันก็จะได้รับโอกาสในการทำเงินมากมาย ด้วยทุนที่มีอยู่ตอนนี้ เธอทำได้แค่เริ่มจากธุรกิจเล็กๆ ก่อน เมื่อสะสมเงินทุนได้มากพอก็สามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าต่างๆ เพื่อทำกำไรได้
แต่เธอรู้ดีว่าเรื่องเหล่านี้ต้องค่อยเป็นค่อยไปและระมัดระวังไม่ให้พวกคนเลวจากตระกูลจิ่งมาถ่วงความเจริญ
ก่อนหน้านี้จิ่งเยี่ยนกุยเคยขึ้นมาบนเขาเพื่อเก็บสมุนไพร ทำให้คุ้นเคยกับทุกสิ่งที่นี่พอสมควร เพียงแต่เธอก็ยังไม่กล้าเดินลึกเข้าไปในป่าเพียงลำพัง ก่อนหน้านี้เธอขุดสมุนไพรไปเยอะแล้ว ทำให้สมุนไพรในบริเวณนี้เหลือน้อยลง ส่วนที่เหลืออยู่ก็มีคุณภาพไม่ค่อยดีนัก ถ้าอยากจะได้สมุนไพรที่ดีกว่านี้ก็ต้องเข้าไปให้ลึกขึ้น
เธอคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ตัดสินใจเข้าไปดูในป่าลึก ถ้าเกิดอันตรายขึ้นมาจริงๆ แม้ว่ามิติจะดูงี่เง่าไปหน่อย แต่การเข้าไปหลบภัยในนั้นยังไม่นับว่าเป็นปัญหาใหญ่แต่อย่างใด
จิ่งเยี่ยนกุยเป็นคนกล้าลงมือทำทันที เธอสะพายตะกร้าขึ้นหลังและถือจอบขุดสมุนไพรเดินเข้าไป
ยิ่งเดินลึกเข้าไปเท่าไหร่ เส้นทางก็ยิ่งลำบากขึ้นเท่านั้น ภูมิประเทศก็ยิ่งไม่คุ้นเคยขึ้นเรื่อยๆ
เธอพบว่ามีผลซู่เหมย [1] สุกเต็มต้นในภูเขาโดยบังเอิญ นับว่าเป็นของดี มันรสชาติเปรี้ยวอมหวานอร่อยมาก ตอนที่เข้ามาในภูเขาเธอได้พกถุงผ้าขนาดไม่ใหญ่นักเอาไว้ด้วย จึงเอามาใส่ผลซู่เหมย
ตอนนี้เธอเองก็เริ่มหิวแล้ว จึงกินไปเก็บไป เมื่อเก็บไปได้ครึ่งหนึ่งก็รู้สึกว่ามีบางอย่างแปลกๆ พอหันหน้าไปดูก็เห็นหมูป่าตัวใหญ่เบ้อเริ่มตัวหนึ่งกำลังจ้องเธอด้วยสายตาดุร้าย เขี้ยวที่แหลมคมของมันนั้นมีน้ำลายไหลยืดลงมาจากขอบปาก
หมูป่าเป็นหนึ่งในสัตว์ที่ดุร้ายที่สุดในป่าบนภูเขา แม้จะไม่ใช่เจ้าป่า แต่เมื่อสัตว์ทั่วไปเจอมันก็มักจะหลีกเลี่ยงไม่เผชิญหน้า
จิ่งเยี่ยนกุยถึงกับพูดไม่ออก โชคของเธอชักจะดีเกินไปแล้ว แค่เดินเข้ามาในป่าลึกไม่ทันไร ดันเจอสัตว์ดุร้ายแบบนี้เข้าให้แล้ว นี่มันอะไรกันนี่!
คนกับหมูป่าจ้องตากันอยู่ประมาณสิบกว่าวินาที หมูป่าตัวนั้นเริ่มหมดความอดทน มันส่งเสียงฮึดฮัดในจมูก แล้วก็พุ่งเข้าหาจิ่งเยี่ยนกุยอย่างดุดัน
จิ่งเยี่ยนกุยคิดว่าตอนนี้เธอควรยอมแพ้ดีกว่า จึงใช้ความคิดเคลื่อนย้ายหายตัวเข้าไปในมิติทันที ในเสี้ยววินาทีที่เธอเคลื่อนย้ายหายเข้าไปในมิติ เธอเห็นรางๆ ว่ามีบางอย่างสีเหลืองๆ กระโจนเข้าใส่หมูป่าจากทางด้านหลัง
ที่แท้แล้วหมูป่ากำลังจะล่าเธอ แต่ยังมีสัตว์นักล่าที่ดุร้ายยิ่งกว่ากำลังเล็งล่าหมูป่าอีกที ดังนั้นวันนี้เธอจึงเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในห่วงโซ่อาหารต่ำสุด
เธอได้ยินเสียงดังสนั่นจากด้านนอกขณะที่อยู่ในมิติ มีทั้งเสียงร้องโหยหวนของหมูป่า และเสียงคำรามของสัตว์อีกตัวหนึ่ง แค่ฟังเสียงก็รู้ว่าพวกมันกำลังฟัดกันอย่างดุเดือด
จิ่งเยี่ยนกุยตกใจจนเหงื่อตก หลังจากนี้เธอคงไม่กล้าประมาทบุกเข้าไปในป่าลึกคนเดียวอีกแล้ว
การต่อสู้ข้างนอกดำเนินไปกว่าหนึ่งชั่วโมงกว่าจะเงียบสนิทลง เธอตั้งใจฟังอยู่พักหนึ่งจนมั่นใจว่าไม่มีเสียงเคลื่อนไหวใดๆ จึงออกมาจากมิติ
แต่พอออกมาก็ต้องตกใจอีกครั้ง พื้นที่ที่เคยเต็มไปด้วยผลซู่เหมยพวกนั้น ตอนนี้ถูกเหยียบจนเละเทะไปหมด ส่วนหมูป่าตัวใหญ่ก็มีเลือดท่วมตัวนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น ไม่ไกลจากเธอไปประมาณห้าสิบเมตร
ห่างจากหมูป่าไปประมาณสิบกว่าเมตร ยังมีเสือลายพาดกลอนนอนอยู่ ซึ่งมันยังไม่ตาย แต่พอมันเห็นเธอก็แยกเขี้ยวออกมาพร้อมวางท่าขู่ทันที
จิ่งเยี่ยนกุยเห็นว่าบริเวณปากที่ดุร้ายของมันมีรูโหว่ขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยเลือด ซึ่งดูก็รู้ว่าถูกเขี้ยวหมูป่าชนเข้าอย่างจัง ถึงแม้ว่าตอนที่อยู่ในมิติเธอจะไม่ได้เห็นฉากการต่อสู้ แต่ดูจากสถานการณ์นี้ก็รู้ได้ว่ามันดุเดือดผิดกว่าปกติ
จิ่งเยี่ยนกุยรู้ว่าเสือตัวนี้บาดเจ็บสาหัสจนไม่มีแรงที่จะทำร้ายเธอได้ อีกทั้งหมูป่าตัวใหญ่ขนาดนั้นถ้าปล่อยทิ้งไว้ก็เสียดายเกินไป เธอจึงลองเก็บหมูป่าเข้าไปในมิติ ครั้งนี้นับว่าโชคดีที่มิติไม่ได้ทำอะไรแปลกๆ จึงเก็บมันเข้าไปได้สำเร็จ
เธอชำเลืองมองไปยังเสือที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส หลังครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ในที่สุดก็ตัดสินใจเอายาห้ามเลือดออกมาจากตะกร้าสมุนไพร นำมาบดให้ละเอียดแล้วโปะลงบริเวณบาดแผลของมัน
ตอนที่เธอใส่ยาให้เสือ มันพยายามจะขัดขืน แต่เพราะมันได้รับบาดเจ็บสาหัสเกินกว่าจะขัดขืนได้ และเมื่อเห็นว่าเธอไม่ได้มีเจตนาร้าย จึงยอมให้เธอทำแผลแต่โดยดี
เมื่อจิ่งเยี่ยนกุยทำแผลเสร็จ เธอสบตากับเสือ คนกับสัตว์ต่างก็จ้องตากัน เธอจึงไอเบาๆ แล้วพูดว่า “หิวน้ำไหม? อยากกินน้ำหน่อยไหม?”
เสือมองเธอแล้วส่งเสียงร้องเบาๆ เธอคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะไปหาใบไม้ใบใหญ่ๆ มาใส่น้ำจากลำธารในมิติแล้วยื่นไปตรงปากเสือ มันมองเธอก่อนจะแลบลิ้นออกมาเลียกินน้ำ
จิ่งเยี่ยนกุยเห็นว่ามันกินน้ำเสร็จก็ดูสดชื่นขึ้น แต่เธอก็ช่วยได้แค่นี้เท่านั้น จึงพูดว่า “ฉันกลับก่อนนะ หมูป่าตัวนั้นฉันขอเอาไปด้วย ส่วนแกเองก็ระวังตัวด้วยล่ะ!”
เธอสบตากับเสือแล้วก็รู้สึกแปลกๆ เหมือนว่าวันนี้เธอเป็นฝ่ายฉวยโอกาสอยู่บ้าง จึงเติมน้ำจากลำธารใส่ในใบไม้จนเต็มอีกครั้งแล้วพูดว่า “ฉันทิ้งน้ำไว้ให้นะ ไปก่อนละ คราวหลังถ้าล่าเหยื่อก็อย่าไปล่าเจ้าตัวดุๆ แบบนี้อีกล่ะ!”
เสือส่งเสียงครางเบาๆ แล้วเบือนหน้าหนีไม่สนใจเธอ เดิมทีมันตั้งใจจะรอหมูป่าเข้ามาโจมตีเธอแล้วค่อยโจมตีหมูป่าอีกที แต่ไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงหายตัวไปได้ เลยต้องมาสู้กับหมูป่าอย่างบ้าคลั่งแทน
เชิงอรรถ
[1] ผลซู่เหมยหรือลูกราสเบอร์รี